ตกขาว อย่าตกใจ สีระดู (ขาว เหลือง เขียว) บอกสาเหตุได้

ภาวะตกขาว           ภาวะตกขาว ซึ่งบางทีเรียกว่า มุตกิด หรือระดูขาวนั้น เป็นภาวะหนึ่งที่สตรีส่วนมากต้องประสบและทำให้สตรีจำนวนไม่น้อยมาพบแพทย์ และสูตินรีแพทย์ ภาวะดังกล่าวอาจเป็นอาการที่แสดงออกมาจากตอบสนองต่อฮอร์โมนในสตรีที่ปกติ หรือจากการที่เป็นโรคที่ไม่รุนแรงเรื่อยไปจนกระทั่งถึงโรคที่รุนแรงก็ได้ ดังนั้นภาวะนี้จึงมีความสำคัญมิใช่น้อย ตกขาว คืออะไร           ตกขาว เป็นของเหลวใด ๆ ที่ไหลออกมานอกช่องคลอด แต่ไม่ใช่เลือด ของเหลวดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นจากช่องคลอด ปากมดลูก และอวัยวะข้างเคียงบริเวณปากช่องคลอด ลักษณะของตกขาว จะมีความแตกต่างกันไปขึ้นการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทั้งในขณะที่อยู่ในภาวะปกติ หรือกำลังเป็นโรคอยู่ ภาวะตกขาวที่ปกติเป็นอย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร          ตามปกติแล้วในสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ (อีกนัยหนึ่ง คือ สตรีที่อยู่ในช่วงอายุที่ยังมีประจำเดือน หรือมีฮอร์โมนเพศหญิงเจริญเต็มที่) จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแตกต่างกันไปตามระยะของประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีผลต่อการลักษณะของเหลวที่สร้างขึ้นมาจากอวัยวะต่าง ๆ ในระบบสืบพันธุ์สตรี ดังเช่น ในช่วงกึ่งกลางรอบประจำเดือนหรือระยะใกล้เคียงกับการตกไข่ ซึ่งเป็นเวลาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ทำให้ในช่วงเวลานี้ จะมีตกขาวลักษณะค่อนข้างเหลวใส ๆ ปริมาณมากกว่าระยะเวลาอื่น ส่วนตกขาวในระยะเวลาอื่นจะมีสีขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก นอกจากนั้นแล้ว ตกขาวที่ปกติควรจะไม่คัน และไม่มีกลิ่น ถ้าตกขาวของท่านมีลักษณะดังที่กล่าวมานี้ถือว่าปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องรักษา            อย่างไรก็ตาม  สตรีแต่ละท่านจะมีปริมาณตกขาวแตกต่างกันไป บางท่านอาจมีปริมาณตกขาวมากจนเปื้อนชุดชั้นในอยู่หลายวันในแต่ละเดือน แต่สำหรับบางท่านอาจมีปริมาณน้อยจนไม่รู้ว่ามีตกขาวเลย            นอกจากนี้ ฮอร์โมนในสตรีในวัยดังกล่าว ทำให้เซลล์ในช่องคลอดสมบูรณ์ และมีการสร้างสารประเภทแป้งที่เรียกว่าไกลโคเจน ซึ่งจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยแบคทีเรียชนิดหนึ่งให้เป็นกรดอ่อน ๆ  ภาวะนี้จะช่วยป้องกันการรุกรานจากเชื้อโรคชนิดอื่นที่ก่อให้เกิดความผิดปกติได้ ภาวะตกขาวที่ผิดปกติเป็นอย่างไร มีสาเหตุจากอะไร           ตกขาวผิดปกติจะมีลักษณะที่ต่างออกไปจากที่กล่าวมาข้างต้น จะมีสาเหตุใหญ่อยู่ 2 ประเภท คือ สาเหตุจากการติดเชื้อ และสาเหตุจากการไม่ติดเชื้อ ตกขาวที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ          ตกขาวจากสาเหตุนี้ เกิดได้จากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา และพยาธิในช่องคลอด ตกขาวประเภทนี้ บางชนิดจะมีลักษณะที่ค่อนข้างเฉพาะตัว ดังจะกล่าวต่อไป ตกขาวที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสบางชนิดเป็นเชื้อโรคที่ติดต่อมาโดยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ บางครั้งอาจไม่มีอาการชัดเจน ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ได้แก่ โรคเริมซึ่งเป็นโรคที่ไม่หายขาด จะมีอาการเป็นตุ่มใส ๆ ขนาดเล็ก ต่อมาจะแตกเป็นแผลแสบ มีตกขาวสีเหลืองมีกลิ่นผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ปรากฏอาการ ตกขาวที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ตกขาวประเภทนี้มักมีสีเหลือง หรือค่อนข้างเขียว อาจมีอาการคันในบางราย เชื้อบางชนิดอาจเกิดตกขาวมีกลิ่นคาวปลาหลังการร่วมเพศ แต่ในกรณีที่มีการติดเชื้อจากโรคหนองในจะมีตกขาวสีเหลืองจัด อาจร่วมกับมีอาการปัสสาวะแสบขัดได้ ตกขาวมีสาเหตุจากเชื้อรา เชื้อราในช่องคลอดมักทำให้เกิดอาการตกขาวสีขาว มีลักษณะเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายนมที่ทารกแหวะออกมา และมีอาการคันช่องคลอด การตกขาวชนิดนี้มักไม่ได้เกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ น้ำยาสวนล้างช่องคลอดที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยกำลังใช้ยาที่มีฤทธิ์กดภูมิต้านทาน ตกขาวที่มีสาเหตุจากเชื้อพยาธิในช่องคลอด พยาธิชนิดนี้เป็นโรคติดต่อเชื้อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง มักมีสีเหลือง อาจเห็นเป็นฟอง มีอาการคันช่องคลอด และอาจมีกลิ่นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ตกขาวที่มีสาเหตุจากการไม่ติดเชื้อ ตกขาวผิดปกติประเภทนี้ มีสาเหตุได้จาก การระคายเคืองหรือแพ้สารเคมี จากมะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์สตรี (เช่น มะเร็งของปากมดลูก ช่องคลอด ท่อนำไข่) รวมทั้งเกิจากการมีสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด ท่านจะทำอย่างไรในกรณีที่เกิดปัญหาตกขาว            ท่านที่ประสบปัญหาตกขาวที่มีลักษณะปกติดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ท่านก็ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาแต่อย่างไร เพียงแต่ควรมาพบสูตินรีแพทย์ของท่าน เพื่อตรวจภายในพร้อมทั้งตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำปี            แต่ถ้าหากว่าท่านมีอาการตกขาวที่มีลักษณะผิดปกติ กล่าวคือ มีสี กลิ่นผิดไปจากปกติหรืออาจมีอาการคันร่วมด้วย ก็ควรจะได้รับการตรวจและรักษาให้ถูกต้องตามสาเหตุ ทั้งนี้เนื่องมาจากการรักษาที่ตรงตามสาเหตุจะทำให้โรคหายเร็วขึ้น เช่น ในกรณีที่ตกขาวจากเชื้อรา แพทย์อาจจะให้ยาเหน็บรักษาด้วย โคลไทรมาโซล หรือถ้าเป็นจากเชื้อพยาธิในช่องคลอด ก็อาจจะต้องใช้ยารับประทาน เมโทรนิดาโซล เป็นต้น ประการที่สองสาเหตุของตกขาวที่ปิดปกติบางครั้งอาจเกิดจากมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีได้ โรคดังกล่าวนี้ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ส่วนประการสุดท้ายคือ ถ้าอาการตกขาวของท่านมีสาเหตุจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ท่านควรจะได้รับการตรวจหาพร้อมกับการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นที่อาจเกิดร่วมด้วย รวมทั้งต้องมีการตรวจรักษาคู่สมรสด้วย จึงจะไม่ทำให้ท่านและคู่สมรสเกิดภาวะแทรกซ้อนและเกิดโรคขึ้นซ้ำอีกในภายหลัง   ข้อเขียนโดย พ.อ.ผศ.น.พ.ธนบูรณ์   จุลยามิตรพร อาจารย์ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า หน่วยช่วยการเจริญพันธุ์ และต่อมไร้ท่อทางนรีเวช กองสูตินรีเวชกรรม รพ.พระมงกุฎเกล้า สูติแพทย์ที่ปรึกษา รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ในกรณีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ และได้รับการตรวจภายในแล้ว

ในกรณีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ และได้รับการตรวจภายในแล้ว           ในกรณีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ      และได้รับการตรวจภายในแล้ว ไม่พบอาการผิดปกติ เราเรียกภาวะนี้ว่า Dysfunctional uterine bleeding  (DUB) ซึ่งเกิดจากระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการมีประจำเดือนแปรปรวนไป มักจะทำให้ไม่มีไข่ตก ภาวะนี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่อาจจะรู้สึกรำคาญ  ที่ประจำเดือนมาบ่อย หรือไม่เหมือนคนอื่น   การรักษา           จะใช้ยาคุมในกรณีที่ยังไม่แต่งงานหรือยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร  ใช้ระยะเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี ถ้าได้รับการรักษามานานแล้ว  ประจำเดือนยังไม่กลับมาปกติ ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม  เช่น ตรวจฮอร์โมนในเลือด อัลตราซาวด์ เป็นต้น           ถ้าในกรณีที่ต้องการมีบุตร การรักษาจะใช้ยากระตุ้นให้ไข่ตก เพื่อให้ตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่ตั้งครรภ์ประจำเดือนก็จะมาปกติ                                    โดย นพ.ชุมพล  ชินนิยมพานิชย์  สูติ-นรีแพทย์ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคติดเชื้อไวรัสซิกา วายร้ายต่อลูกน้อยในครรภ์

โรคติดเชื้อไวรัสซิกา วายร้ายต่อลูกน้อยในครรภ์    โรคติดเชื้อไวรัสซิกา วายร้ายต่อลูกน้อยในครรภ์             ยุงร้ายกว่าเสือ...ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น              ทำไมยุงร้ายกว่าเสือ ลองมาฟังเรื่องนี้กันดีกว่า...ในช่วงนี้หลายคนคงเคยได้ยินโรคใหม่ที่ชื่อ” โรคติดเชื้อไวรัสซิกา” จริงๆโรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคที่พบตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นปีที่ตรวจพบเชื้อไวรัสได้ครั้งแรกในลิง และที่เรียกว่า เชื้อไวรัสซิกา เพราะลิงที่ติดเชื้อเป็นลิงที่มาจากป่าซิกา ประเทศยูแกนดาแถบแอฟริกา หลังจากนั้นก็มีการระบาดไปทั่วโลก ในประเทศไทยมีรายงานยืนยันพบผู้ป่วยครั้งแรก ในพ.ศ. 2555 โดยพบผู้ป่วยเฉลี่ยปีละ 5 ราย แต่ที่สำคัญที่สุดของการติดเชื้อไวรัสซิกาคือ เมื่อพ.ศ.2558 พบว่าการติดเชื้อไวรัสซิกาในมารดาตั้งครรภ์สัมพันธ์กับภาวะทารกแรกเกิดศีรษะเล็ก....โอ น่ากลัวจริงๆ! และตั้งแต่ต้นปี2559 จนถึงต้นเดือนกันยายนมีผู้ป่วยมากถึง279 ราย (แต่ในประเทศไทยยังไม่พบว่าทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อไวรัสซิกา มีภาวะศีรษะเล็ก ·       เชื้อไวรัสซิกาติดได้ทางใด? เชื้อไวรัสเป็นอาร์เอ็นเอไวรัส กลุ่มเดียวกับไวรัสเดงกี่(ไข้เลือดออก), ไวรัสไข้สมองอักเสบ, ไข้เหลือง, ไข้เวสไนล์ โดยมีภาหะนำโรค คือ ยุงลาย....นี่ไง ที่ว่า ยุง(ลาย)ร้ายกว่าเสือ! การติดโรคส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากการถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสซิกากัด(โดยยุงที่ไปกักคนที่มีเชื้อไวรัสซิกา และมากัดเราต่อ) นอกจากนี้ยังสามารถติดกันได้จากการมีเพศสัมพันธ์ พบว่าสามารถตรวจพบเชื้อในน้ำอสุจิของคนที่เป็นโรคซิกาได้นานถึง 180 วัน(หรือ6 เดือน)ดังนั้นคนทีเป็นโรคซิกาจึงต้องงดการมีเพศสัมพันธ์นานถึง6เดือน...โอ! ช่างทรมานจริงๆ และติดทางการได้รับเลือดที่มีเชื้อไวรัสซิกา และที่สำคํญที่สุดก็คือ       ติดจากมารดาไปสู่ทารกในครรภ์ได้ ·       อาการของโรคไวรัสซิกา ส่วนมาก80%ไม่มีอาการ ส่วนอีก 20% จะมีอาการ โดยที่อาการที่พบส่วนใหญ่ประมาณ90% คือ ผื่น(maculopapular rash) อีก45-65% มีไข้ต่ำๆ(37.8C -38.7C),ตาแดง(แบบไม่มีขี้ตา), ปวดข้อ, ปวดศีรษะ และอีกส่วนน้อยมากๆ อาจเกิดอาการทางระบบประสาทกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นอาการที่ไม่รุนแรงและหายได้เอง ดังนั้นถ้าเกิดโรคซิกาในคนทั่วไปก็อาจไม่มีความกังวลอะไร แต่ถ้าโรคนี้เกิดในหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้ทารกในครรภ์มีศีรษะเล็ก(microcephaly) ยิ่งติดเชื้อที่อายุครรภ์น้อยๆก็จะพบทารกศีรษะเล็กและมีความผิดปกติของสมองได้มากกว่ามารดาที่ติดเชื้อในช่วงท้ายๆของการตั้งครรภ์ ·       หญิงตั้งครรภ์ใดที่เข้าข่ายต้องตรวจการติดเชื้อไวรัสซิกา? หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการดังนี้ 1.มีผื่น(maculopaular rash) ร่วมกับมีอาการ 1ใน3ของ #ไข้  #ปวดข้อ  #ตาแดง                   2. มีไข้ ร่วมกับมีอาการ 2ใน3ข้อของ #ปวดศีรษะ                     #ปวดข้อ                         #ตาแดง 3.มีผื่น(macupolapular rash) ที่อาศัยอยู่หรือมีประวัติเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยยืนยันและยังอยู่ในระยะควบคุมโรค(28วัน) ซึ่งการตรวจก็จะตรวจเลือด และ/หรือปัสสาวะ ตามระยะเวลาที่แสดงอาการ โดยต้องส่งไปที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ·       โรคนี้มีการรักษาอย่างไร? ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อไวรัสซิกาโดยเฉพาะ การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ เช่น มีไข้ ก็ทานยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้, เป็นผื่นก็ใช้คาลาไมด์ทา และอาการที่เกิดขึ้นจะหายได้เองใน5-7วัน ส่วนการรักษาในมารดาที่ติดเชื้อไวรัสซิกา ก็ให้การรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับคนทั่วไปที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ แต่ที่สำคัญคือ ต้องมีการอัลตร้าซาวด์ติดตามขนาดของศีรษะทารกในครรภ์ แต่แม้ว่าจะตรวจพบว่าทารกในครรภ์มีขนาดศีรษะเล็ก ในปัจจุบันก็ยังไม่มียาหรือการรักษาใดๆ ในทารกที่ตรวจพบว่ามีความผิดปกติ ในตอนนี้ก็คงมีแต่การทำบุญและสวดภาวนาขอให้บุตรที่คลอดออกมา ไม่มีอาการทางระบบประสาท ซึ่งหลังคลอดแล้ว กุมารแพทย์ก็จะต้องตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง ·         สิ่งที่สำคัญ คือ การป้องกันโรค! เนื่องจากยังไม่มียาที่ใช้รักษาและวัคซีนป้องกันเฉพาะ ดังนั้นสิ่งที่สามารถทำได้ในตอนนี้ คือ   1.กำจัดยุงลาย ด้วยมาตรการของกรมควบคุมโรค คือ 3เก็บ # เก็บบ้าน    # เก็บขยะ  # เก็บน้ำ                                                                      2.ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด                ทายากันยุง ในหญิงตั้งครรภ์ เน้นยาที่ทำจากสมุนไพร เช่นตะไคร้   3.งดมีเพศสัมพันธ์ ในคนที่ติดเชื้อไวรัสซิกานาน 6 เดือน เนื่องจากสามารถตรวจพบเชื้อไวรัสซิกาในน้ำอสุจิได้นาน 180 วัน (6เดือน) นั่นเอง หรือต้องสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ สิ่งสำคัญคือ หญิงตั้งครรภ์ใดที่มี ไข้, ผื่น, ปวดข้อ, ตาแดง อย่านิ่งนอนใจ ให้รีบไปพบแพทย์ และในตอนนี้ ถ้ามีใครมาถามว่า ยุงร้ายกว่าเสือจริงมั้ย?...ทุกคนคงต้องยกมือเห็นด้วยเป็นแน่   ตระหนักแต่อย่าตระหนกค่ะ                                                                                                                                  ด้วยความปรารถนาดี                                                                          พ.ญ. รุจิเรข        เกตุทอง   สูตินรีแพทย์      (เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

คุณรู้จัก folic acid ดีหรือยัง?

คุณรู้จัก folic acid ดีหรือยัง? Folic acid          Folic acid เป็น B vitamin ชนิดหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้าง cells ใหม่ในร่างกาย คำว่า “folic acid” เป็นชื่อเรียกสารที่สังเคราะห์ขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ เป็นรูปแบบหนึ่งของ “folate” บ่อยครั้งมีการใช้สองคำนี้แทนกันได้ folate ในธรรมชาติสามารถพบได้มากในอาหารบางประเภท เช่น ผักใบเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว ถั่ว ฯลฯ ในบางประเทศมีการเติม folic acid ลงไปในอาหารบางประเภท เช่น ข้าว ขนมปัง pasta cereals ฯลฯ การได้รับ folate อย่างเพียงพอตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนถึงช่วงแรกของการตั้งครรภ์ช่วยป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (neural tube defects) ในทารกได้   ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (neural tube defects) ในทารกคืออะไร?           ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ หลอดประสาทจะม้วนตัวปิดตามแนวยาวและพัฒนากลายเป็นสมองและไขสันหลังของทารก ซึ่งช่วงเวลานี้สตรีอาจยังไม่ทราบว่าตนเองเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ภาวะหลอดประสาทไม่ปิดจึงเป็นพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ และเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่มีความรุนแรงเกี่ยวเนื่องกับสมองและไขสันหลัง ภาวะนี้มีหลายชนิดแต่ที่พบบ่อยที่สุดคือภาวะ spina bifida (หลอดประสาทไม่ปิดบริเวณไขสันหลัง) และ anencephaly (หลอดประสาทไม่ปิดที่สมองและกระโหลกศีรษะ)   ภาวะหลอดประสาทไม่ปิดป้องกันได้อย่างไร?           Folic acid มีบทบาทช่วยในการเจริญของหลอดประสาททารก อย่างไรก็ตามการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการวางแผนมาก่อน และภาวะหลอดประสาทไม่ปิดเกิดขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์หลังปฏิสนธิซึ่งสตรีอาจยังไม่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ ดังนั้นการรับประทาน folic acid เสริมอย่างเพียงพอทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์จึงมีความสำคัญในการช่วยลดโอกาสการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดชนิดนี้ แม้ folate จะมีอยู่ในอาหารหลายประเภทแต่สตรีมักได้รับ folate ในระดับที่ไม่เพียงพอจากการรับประทานอาหาร ต้องอาศัยการรับประทาน folic acid เสริมด้วย ปริมาณ folic acid เสริมที่แนะนำต่อวันคือ 400 micrograms ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มี folate อยู่ด้วย การรอจนกระทั่งมาตรวจฝากครรภ์ครั้งแรก (ทั่วไปมักเป็นในช่วงอายุครรภ์ 6-12 สัปดาห์) แล้วจึงเริ่มรับประทาน folic acid อาจไม่ได้ประโยชน์ในการป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิด           สตรีที่มีประวัติภาวะหลอดประสาทไม่ปิดในครรภ์ก่อนควรเริ่มรับประทาน folic acid 400 micrograms วันละครั้งตั้งแต่ยังไม่ได้วางแผนมีบุตร เมื่อวางแผนจะมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและรับประทาน folic acid 4,000 micrograms วันละครั้ง 1 เดือนก่อนการตั้งครรภ์เป็นอย่างน้อยตลอดจนสิ้นสุดไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์     อย่างไรก็ตามการรับประทาน folic acid ในช่วงเวลาและปริมาณที่เหมาะสม ไม่ได้เป็นการป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิดได้ 100% เนื่องจากภาวะหลอดประสาทไม่ปิดอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นอีกมาก   โดย นพ.พริษฐ์ วาจาสิทธิศิลป์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์เชิงกรานสตรีและศัลยกรรมซ่อมเสริม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. ภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน

ภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน อุ้งเชิงกรานเป็นบริเวณหนึ่งของร่างกาย มีลักษณะเป็นรูปถ้วยโอบรอบด้วยกระดูกเชิงกราน กล้ามเนื้อ รวมถึงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีความแข็งแรง อวัยวะทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนี้เรียกว่าอวัยวะในอุ้งเชิงกรานในสตรีอวัยวะในอุ้งเชิงกรานที่มีความสำคัญ ได้แก่ กระเพราะปัสสาวะ มดลูก ช่องคลอด รวมถึงลำไส้ตรงของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอวัยวะทั้งหมดสามารถเกิดการเคลื่อนจากตำแหน่งปกติที่ควรจะเป็นได้หรือเรียกสั้นๆว่า “หย่อน” ได้ เนื่องจากอวัยวะทั้งหมดนี้ถูกยึดไว้ด้วยโครงสร้างของร่างกายซึ่งก็คือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ เมื่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเหล่านี้เสื่อมสภาพลงหรือมีการบาดเจ็บ สามารถที่จะทำให้เกิดการหย่อนของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ ซึ่งการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเหล่านี้ เกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น อายุ กรรมพันธุ์ การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร โดยเฉพาะการคลอดบุตรหลายๆ คนด้วยวิธีธรรมชาติหรือใช้คีมช่วยคลอด ความอ้วน ภาวะอื่นที่มีการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง เช่น ไอ จาม ท้องผูกแบบเรื้อรัง   อวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนชนิดที่พบได้บ่อยคืออวัยวะระบบสืบพันธุ์ของสตรี ได้แก่ มดลูกและช่องคลอด เนื่องจากสตรีมีช่องคลอดและปากช่องคลอดซึ่งเป็นโครงสร้างที่แตกต่างจากบุรุษ อวัยวะต่างๆจึงสามารถหย่อนเข้ามาในช่องคลอดได้ โดยนิยามของคำว่า “อวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน” คือ การที่มีอวัยวะในอุ้งเชิงกรานยื่นมาในช่องคลอด เช่น มดลูกที่อยู่จุดบนสุดของช่องคลอดเคลื่อนตัวลงมา ผนังช่องคลอดด้านหน้าหรือด้านหลังยื่นเข้ามาในช่องคลอด ภาวะนี้มีความรุนแรงหลายระดับ มีวิธีการแบ่งความรุนแรงได้หลายวิธี วิธีที่นิยมมากที่สุดชื่อว่า POP-Q (ซึ่งไม่ขอลงในรายละเอียดในที่นี้) แบ่งความรุนแรงได้เป็น 4 ระดับ ผู้ป่วยที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนไม่มาก ได้แก่ ระดับที่ 1-2 อวัยวะต่างๆ มีการหย่อนแต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ภายในช่องคลอด ไม่พ้นปากช่องคลอดออกมาภายนอก ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ ในบางรายอาจมีอาการเกี่ยวกับระบบปัสสาวะหรืออุจจาระที่เปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ในทางกลับกันผู้ป่วยที่มีอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนระดับสูง ได้แก่ ระดับที่3-4จะมีก้อนยื่นโผล่พ้นปากช่องคลอดซึ่งก้อนนี้อาจเป็นปากมดลูก ผนังช่องคลอดด้านใดด้านหนึ่ง หรืออวัยวะอุ้งเชิงกรานทั้งหมดก็ได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้บางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด ปัสสาวะคั่ง ไตบวมน้ำ และอุจจาระผิดปกติได้ อวัยวะในอุ้งเชิงกรานอีกส่วนหนึ่งที่สามารถหย่อนได้ แต่ถูกพูดถึงน้อยเพราะพบไม่บ่อยคือลำไส้ตรง (ส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ก่อนที่จะถึงรูทวารหนัก) สามารถหย่อนได้ทั้งในบุรุษและสตรี จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งจะมีวิธีการดูแลรักษาแตกต่างจากการหย่อนของอวัยวะสืบพันธุ์สตรี   การดูแลรักษาสตรีที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนจะขึ้นกับระดับความรุนแรงและอาการเป็นหลัก   1.การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การลดน้ำหนักในรายที่น้ำหนักเกิน การยกของหนักบ่อยๆ ภาวะไอจามเรื้อรัง ภาวะท้องผูก เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีการเพิ่มแรงดันในช่องท้องซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรักษาอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนรักษาไม่ได้ผล   2.ผู้ป่วยที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนในระยะเริ่มต้น การรักษาจะเน้นในเรื่องของการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานซึ่งเป็น first-line treatment มีจุดประสงค์เพื่อทำให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้น มีผลช่วยลดขนาดของปากช่องคลอด การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานต้องอาศัยวินัยในการฝึก เพราะคล้ายคลึงกับการฝึกกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกาย ที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและมีความถี่มากเพียงพอ แนะนำว่าควรฝึกอย่างน้อยๆ 3-4 วันต่อสัปดาห์ ในแต่ละวันฝึกประมาณ 30-40 ครั้ง ซึ่งถ้าผู้ป่วยทำได้มักจะได้ผลดี แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนระดับสูง การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ประโยชน์มาก และไม่สามารถจะแก้ไขอาการทั้งหมดได้   3.อุปกรณ์พยุงช่องคลอด (pessary) เป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อค้ำบางส่วนของช่องคลอดไม่ให้เคลื่อนตำแหน่งจนทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการ การใส่อุปกรณ์ทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่มีแผลผ่าตัด ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล และสามารถแก้ปัญหาอาการของผู้ป่วยได้เลยทันที ผู้ป่วยแต่ละรายจะเหมาะสมกับชนิดและขนาดของอุปกรณ์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจำเป็นต้องมีการ fitting อุปกรณ์ก่อนใช้จริง นอกจากประโยชน์ในแง่ความสะดวกแล้ว อุปกรณ์นี้มีข้อดีที่สำคัญคือสามารถทำให้ผู้ป่วยเลี่ยงการผ่าตัดได้ และยังสามารถแก้ไขอาการได้เทียบเท่ากับการผ่าตัดอีกด้วย อย่างไรก็ตามการใส่อุปกรณ์ไม่ได้เป็นการแก้ไขโครงสร้างของร่างกายที่แท้จริง ทำให้ต้องใส่อุปกรณ์อยู่ตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการ   4.การผ่าตัดแก้ไขอาจทำได้หลายลักษณะ เช่น การทำให้ส่วนของช่องคลอดกลับไปอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิม การเย็บปิดช่องคลอดไปเลย ผู้ป่วยหลายรายที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนระดับสูงมักเข้าใจว่าสามารถผ่าตัดทั้งส่วนของมดลูกและช่องคลอดออกทั้งหมดได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ส่วนที่สามารถผ่าตัดออกได้จะเป็นมดลูกเท่านั้น ส่วนช่องคลอดต้องคงอยู่ เพราะเป็นส่วนที่ติดกับกระเพาะปัสสาวะและไส้ตรง และยังทำหน้าที่กั้นระหว่างอวัยวะภายในกับอากาศภายนอก   ภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน โดยหลักเกิดจากความเสื่อมของโครงสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ดังนั้นวิธีป้องกันหลักคือการลดปัจจัยเสี่ยงเท่าที่ทำได้ เช่น การควบคุมน้ำหนัก การแก้ไขภาวะไอเรื้อรังท้องผูกเรื้อรัง ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้ตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์ทั่วไป นอกจากนั้นแล้วสำหรับสตรีทั่วไปที่ไม่มีอาการ แนะนำเรื่องของการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมถึงการตรวจภายใน การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และอัลตราซาวด์ ในกรณีที่มีอาการต่างๆ เกิดขึ้นมาใหม่ เช่น รูปแบบการปัสสาวะ หรืออุจจาระเปลี่ยนไป แนะนำให้รีบพบแพทย์ เพื่อที่จะทำการรักษา หรือหาสาเหตุต่อไป   นพ.พริษฐ์ วาจาสิทธิศิลป์  สูติ นรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ในสตรี อาจเกิดจากโรคประจำตัว หรือยาที่ใช้เป็นประจำ

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้  คือ ภาวะที่มีปัสสาวะซึมหรือไหลออกมาโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ภาวะนี้มีอุบัติการณ์สูงและจะเพิ่มมากขึ้นในสตรีสูงอายุ นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในหลาย ๆ ด้านรวมถึงความอับอายทั้งต่อครอบครัวของตนเองและสังคม ผู้ป่วยส่วนมากพยายามปกปิดภาวะดังกล่าวไว้ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ในสตรีมีหลายชนิดอาจมีความซับซ้อนในผู้ป่วยบางราย ที่สำคัญภาวะนี้อาจพบร่วมกับภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน (Pelvic Organ Prolapse) ได้บ่อย ดังนั้นผู้ป่วยที่มีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและการรักษาที่ถูกต้อง ชนิดของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ (Types of Urinary Incontinence) ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้มี 3 ชนิดหลักที่พบได้บ่อย ได้แก่ 1. ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้หลังมีการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง(Stress Urinary Incontinence) หรือภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด ในภาวะปกติสตรีจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ทำหน้าที่พยุงท่อปัสสาวะให้อยู่นิ่งและช่วยทำหน้าที่อุดกั้นท่อปัสสาวะเมื่อเกิดการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง เช่น การไอหรือจาม การหัวเราะ การออกกำลังกาย แต่หากเกิดการบาดเจ็บหรือความเสื่อมของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันดังกล่าวย่อมทำให้เกิดภาวะปัสสาวะเล็ดตามหลังการเพิ่มแรงดันในท้องได้ 2. ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้หลังมีอาการปวดปัสสาวะฉับพลัน (Urgency Incontinence) หรือภาวะปัสสาวะราด สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน โดยมักมีอาการตามหลังอาการปวดปัสสาวะฉับพลันซึ่งอาจมีอาการเกิดขึ้นเองหรือมีปัจจัยบางอย่างกระตุ้น เช่น การถอดกางเกงชั้นใน การเปิดประตูห้องน้ำ การล้างมือด้วยน้ำเย็น หรือแม้กระทั่งการไขกุญแจบ้าน นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการปัสสาวะบ่อย (มากกว่า 7 ครั้ง) และปัสสาวะบ่อยเวลากลางคืน (ตื่นขึ้นมาปัสสาวะมากกว่า 1 ครั้ง) ร่วมด้วย 3. ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้แบบผสม (Mixed Incontinence) คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีทั้งภาวะไอจามปัสสาวะเล็ดและภาวะปัสสาวะราดรวมกัน นอกจากนี้แล้วยังมีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้อีกหลายชนิด แต่อาจพบได้น้อยกว่า ได้แก่ ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ขณะเปลี่ยนท่าทาง ภาวะปัสสาวะรดที่นอน ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ตลอดเวลา ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้แบบไม่รู้สึกตัว และภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ขณะมีเพศสัมพันธ์ การประเมินผู้ป่วยเมื่อมาพบแพทย์             การประเมินผู้ป่วยจะนำไปสู่การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง แพทย์จะสอบถามอาการเกี่ยวกับภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้โดยละเอียด ประวัติทั่วไปรวมถึงเครื่องดื่มที่ดื่มประจำ โรคประจำตัวและยาที่ใช้ประจำ ตรวจร่างกายทั่วไป และตรวจภายในโดยละเอียดรวมถึงประเมินภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน นอกจากนั้นแพทย์อาจแนะนำการตรวจพิเศษหรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการบางอย่างเพิ่มเติม ได้แก่ 1. การจดบันทึกการปัสสาวะ (Bladder Diary) คือ การจดบันทึกปริมาณปัสสาวะ เวลาที่ปัสสาวะ ปริมาณน้ำดื่ม และกิจกรรมที่ทำให้เกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ การจดบันทึกปัสสาวะเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญมากต่อการประเมินผู้ป่วยเนื่องจากอาจบ่งถึงสาเหตุและเป็นแนวทางในการรักษาได้อีกด้วย 2. การตรวจพื้นฐานอื่น ๆ (Simple Tests) ได้แก่ การวัดปริมาณปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง การจำลองภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้โดยการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง(Cough Stress Test) การวัดปริมาณปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะหลังจากปัสสาวะแล้วด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง 3. การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (Urinanalysis) เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ เช่น การอักเสบ นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ 4. การตรวจปัสสาวะพลศาสตร์ (Urodynamic Study) คือ การตรวจเพื่อจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในกระเพาะปัสสาวะโดยเริ่มตั้งแต่ปัสสาวะเติมในกระเพาะปัสสาวะ ปริมาณปัสสาวะที่กระเพาะปัสสาวะสามารถรับได้ จำลองภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ไปจนถึงสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะปัสสาวะ การตรวจนี้มักจะทำในผู้ป่วยที่การวินิจฉัยปัญหามีความซับซ้อนหรือผู้ป่วยที่มีแผนจะเข้ารับการผ่าตัด การรักษาที่ผู้ป่วยอาจได้รับ 1. การรักษาทั่วไปของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ 1.1 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Lifestyle Modification)ได้แก่ -การลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนจะช่วยให้อาการเหล่านี้ดีขึ้น -การรักษาอาการท้องผูกในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำอาจช่วยลดอาการได้ -การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ในผู้ป่วยที่ดื่มน้ำปริมาณมากเกินไป (มากกว่า 2 ลิตรต่อวัน) และมีภาวะปัสสาวะบ่อยหรือภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ การดื่มน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ (1.5-2 ลิตรต่อวัน) จะช่วยให้อาการเหล่านี้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามควรระวังในผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะปัสสาวะบ่อยและดื่มน้ำน้อยอยู่แล้วเป็นประจำ (น้อยกว่า 1.5 ลิตรต่อวัน) ไม่ควรจะจำกัดปริมาณน้ำที่ดื่มอีกเนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ -การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางชนิด เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม โซดา น้ำผลไม้ สุรา รวมถึงอาหารบางชนิดที่มีรสชาติเปรี้ยวจัดหรือเผ็ดจัด 1.2 การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic Floor Muscle Training) กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่แข็งแรงจะช่วยบำบัดภาวะปัสสาวะเล็ดหรือราดได้ดี การบริหารจะได้ผลดีที่สุดเมื่อฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีวินัยเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรเริ่มฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานภายใต้คำแนะนำของแพทย์เนื่องจากผู้ป่วยประมาณกึ่งหนึ่งบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานผิดวิธี 2. การรักษาที่จำเพาะต่อภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด 3. การรักษาที่จำเพาะต่อภาวะปัสสาวะราด 3.1 การฝึกการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ (Bladder Training) มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้กระเพาะปัสสาวะเก็บปัสสาวะได้มากขึ้น วิธีการฝึกคือการค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาระหว่างการไปเข้าห้องนํ้ากับการพยายามกลั้นปัสสาวะให้นานขึ้นทีละน้อยเมื่อมีความรู้สึกต้องการถ่ายปัสสาวะ อย่างไรก็ตามการฝึกการทำงานของกระเพาะปัสสาวะควรฝึกภายใต้การดูแลของแพทย์ 3.2 การใช้ยา ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะซึ่งจะช่วยให้กลั้นปัสสาวะได้นานขึ้นและช่วยลดภาวะปัสสาวะราด อย่างไรก็ตามผู้ป่วยอาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น อาการปากแห้ง ตาแห้ง ท้องผูก ยากลุ่มนี้มีหลายชนิดบางครั้งผู้ป่วยอาจต้องเปลี่ยนชนิดยา 1-2 ครั้งจึงจะพบยาที่ช่วยบรรเทาอาการได้ดีที่สุด โดยทั่วไปการใช้ยาถือเป็นการรักษาที่มาเสริมกับการรักษาหลักที่ได้กล่าวไปข้างต้นและมักจะใช้ยาเป็นระยะเวลาเพียงประมาณ 3 เดือนเท่านั้น 3.3 การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) คือ การส่องกล้องเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะและฉีดท็อกซินเข้าไปในผนังของกระเพาะปัสสาวะเพื่อให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะคลายตัวเพื่อลดการปวดปัสสาวะแบบฉับพลันและช่วยให้กระเพาะปัสสาวะเก็บปัสสาวะได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามท็อกซินจะออกฤทธิ์อยู่นานประมาณ 6-9 เดือน หลังจากนั้นอาจต้องมีการฉีดซํ้า ผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจมีอาการปัสสาวะยากหรือปัสสาวะคั่งตามมาและจำเป็นต้องใช้การสวนปัสสาวะช่วงระยะเวลาหนึ่ง  3.4 วิธีการรักษาอื่น ๆ ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ยังคงมีอาการรุนแรงแม้จะได้รับการรักษาดังกล่าวข้างต้นแล้ว เช่น การกระตุ้นเส้นประสาททิเบียล (Tibial Nerve Stimulation)การกระตุ้นเส้นประสาทบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บ (Sacral Nerve Stimulation) อย่างไรก็ตามการรักษาทั้งสองวิธีนี้ยังไม่เป็นที่นิยมทำในประเทศไทย เนื่องจากมีความยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายสูง และมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก          ด้วยความปราถนาดีจาก นายแพทย์พริษฐ์ วาจาสิทธิศิลป์ สูตินรีแพทย์ประจำ รพ.วิภาวดี         ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์เชิงกรานสตรีและศัลยกรรมซ่อมเสริม 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไขข้อข้องใจทำไมต้องฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ?

ไขข้อข้องใจทำไมต้องฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ?   “เรื่องน่ารู้ที่จะช่วยให้สาว ๆ หายสงสัยว่าทำไมควรป้องกันเชื้อ HPV สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก”   หนูยังหาแฟนไม่ได้เลยแล้วจะรีบฉีดทำไมแต่งงานแล้วค่อยฉีดดีกว่าไหมคะ ?              1.มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV ซึ่งติดต่อได้ง่ายมากจากการมีเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสทางผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ เพศสัมพันธ์แม้เพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้ติดเชื้อ HPV ได้              2.เพราะส่วนใหญ่เพศสัมพันธ์ครั้งแรกเกิดจากความไม่ตั้งใจ เราคงคาดเดาไม่ได้ว่าจะมีเมื่อไรถึงตอนนั้นจะป้องกันก็คงไม่ทันแล้ว               3.การฉีดวัคซีนตั้งแต่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์หรือยังไม่ติดเชื้อ จะทำให้ได้ประโยชน์มากกว่า               ข้อมูลทางการแพทย์ล่าสุดพบว่า วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกบางชนิดสามารถป้องกันได้มากกว่า 90% ผู้หญิงที่ยังไม่เคยติดเชื้อและการฉีดตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำให้มีภูมิคุ้มกันสูงกว่าและอยู่ได้นานกว่าฉีดตอนที่มีอายุมากขึ้น ดังนั้นการฉีดเมื่ออายุน้อยและยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เป็นการป้องกันที่ดีที่สุด ดิฉันมีแฟนคนเดียวค่ะ เขารับประกันว่าชัวร์มั่นใจไม่นอกใจแน่นอนค่ะ? - จะแน่ใจได้อย่างไร? เพราะผู้ชายอาจติดเชื้อมาก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กับเรา และแม้เราจะมีแฟนคนเดียวแต่แฟนอาจไม่ได้มีเราเป็นคนแรกหรือคนเดียว เขาอาจติดเชื้อมาโดยไม่รู้ตัวเพราะเชื้อโรคนี้เป็นไวรัสที่ติดต่อง่าย   ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกก่อนฉีดหรือไม่กลัวฉีดไปแล้วไม่ได้ช่วยอะไรเลย?   - โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องตรวจภายในเพื่อหาเชลล์มะเร็งปากมดลูกก่อนเพราะการฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันการติดเชื้อในอนาคตส่วนการตรวจภายในเป็นการตรวจหาเซลล์ผิดปกติที่เกิดจากการติดเชื้อมาก่อนทำได้ควบคู่กันไปก็จะดีที่สุด    ฉันอายุมากแล้ว จะฉีดไปทำไมให้เด็ก ๆ สาว ๆ เขาฉีดน่าจะดีกว่า ?   - “ฉีดช้า ยังดีกว่าไม่ได้ฉีด” เพราะมะเร็งเกิดได้ทุกวันและทุกช่วงวัย การศึกษาทางการแพทย์พบว่าวัคซีนสามารถป้องกันได้แม้ในผู้หญิงอายุมาก นอกจากนี้วัคซีนยังมีความปลอดภัย ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งไว้ล่วงหน้า     วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฉีดที่ตรงไหนกลัวเจ็บจนทนไม่ไหวค่ะ ?   - ฉีดบริเวณต้นแขนข้างใดข้างหนึ่งเหมือนการฉีดวัคซีนทั่ว ๆ ไป ไม่ได้ฉีดบริเวณปากมดลูกหรืออวัยวะอื่นใดเลย วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกจำนวน  3  เข็ม  เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1-2 เดือน และเข็มที่สุดท้ายห่างจากเข็มแรก  6  เดือน ฉีดวัคซีนแล้วจะมีอันตรายไหม มีผลข้างเคียงหรือไม่คะ ? องค์การอนามัยโลก( WHO ) ได้รับรองวัคซีนนี้แล้วว่าปลอดภัยทั่วโลกมีการฉีดไปแล้วกว่า 50 ล้านโด๊ส อาทิ อเมริกา ยุโรป กลุ่มสแกนดิเนเวีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฯลฯ ดิฉันกำลังจะแต่งงานคิดว่าจะมีลูกเลยฉีดได้หรือไม่คะ ? - ฉีดได้ค่ะ ไม่ต้องคุมกำเนิดหลังฉีดเพราะวัคซีนไม่ได้สังเคราะห์จากเชื้อไวรัสโดยตรงถ้าตั้งครรภ์แล้วยังฉีดไม่ครบ  3 เข็ม ก็แนะนำให้ฉีดเข็มที่เหลือหลังคลอดได้   รักตัวเอง ก่อนจะสายเกินไป ชวนผู้หญิงไทยตรวจคัดกรองเป็นประจำพร้อมทั้งฉีดวัคซีน HPV   ข้อมูลโดย : พญ.สุนีย์  ศักดิ์ศรี สูตินรีแพทย์ประจำ รพ.วิภาวดี  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม