มะเร็งปากช่องคลอด (Vulvar Cancer)

มะเร็งปากช่องคลอดอุบัติการณ์พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของมะเร็งทางนรีเวชวิทยาและประมาณร้อยละ 0.6 ของโรคมะเร็งที่พบในสตรี (1,2) และมักพบมากในสตรีหมดประจําเดือน สาเหตุของโรคมะเร็งปากช่องคลอดเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสเฮชพีวี (HPV) การมีรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งของปากช่องคลอด (Vulvar intraepithelial neoplasia) มีรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก (Cervical intraepithelial neoplasia) โรค Lichen sclerosus สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ อ้วน ภูมิคุ้มกันตํ่า เคยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกมาก่อน (3,4) มะเร็งปากช่องคลอดมีสองชนิด (5) ชนิดที่ 1 ชนิด Basaloid หรือ Warty ชนิดที่ 2 ชนิด Keratinizing   ชนิดที่ 1  ชนิดที่ 2  อายุ  อายุช่วง 35-65 ปี  อายุช่วง 55-85 ปี  รอยโรค  หลายๆจุด  จุดเดียว  ปัจจัยเสี่ยง  ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง  เซลล์ผิดปกติขอปากช่องคลอด ที่เรียกว่า Vulvar Atypia  พยาธิวิทยา  ชนิด Basaloid หรือ Warty  ชนิด Keratinizing  การติดเชื้อไวรัสเฮชพีวี  เฮชพีวีชนิด 16,33  ไม่สัมพันธ์กัน  ประวัติโรคหูดหงอนไก่  พบบ่อย  ไม่สัมพันธ์กัน ประวัติโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์  พบบ่อย  ไม่สัมพันธ์กัน   การวินิจฉัย โดยการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาชนิดของมะเร็งปากช่องคลอดร้อยละ 90 เป็นชนิด Squamous Cell Carcinoma รองมาคือ Melanoma ซึ่งพบประมาณร้อยละ 2-4 ถัดลงมาคือ Basalcell Carcinoma พบได้ร้อยละ 2-3   การแบ่งระยะของมะเร็งปากช่องคลอด (6) ระยะที่ 1 โรคจำกัดอยู่ที่ปากช่องคลอด -ระยะ 1A รอยโรคขนาด ≤ 2 เซนติเมตร และมีการลุกลามไปในชั้นสโตรมา ≤ 1 มิลลิเมตร -ระยะ 1B รอยโรคขนาด > 2 เซนติเมตร และมีการลุกลามไปในชั้นสโตรมา > 1 มิลลิเมตร   ระยะที่ 2 รอยโรคไม่จำกัดขนาดและมีการแพร่กระจายไปที่อวัยวะข้างเคียง (หนึ่งในสามส่วนล่างของท่อปัสสาวะ และ/หรือหนึ่งในสามของช่องคลอดส่วนล่าง และ/หรือทวารหนัก)   ระยะที่ 3 รอยโรคไม่จำกัดขนาดและมีการแพร่กระจายไปที่อวัยวะข้างเคียง (หนึ่งในสามส่วนล่างของท่อปัสสาวะ และ/หรือหนึ่งในสามของช่องคลอดส่วนล่าง และ/หรือทวารหนัก) ร่วมกับมีการแพร่กระจายไปยังต่อมนํ้าเหลือง -ระยะ 3A แพร่กระจายไปที่ต่อมนํ้าเหลืองขาหนีบ 1ต่อม โดยมีขนาด ≥ 5 มิลลิเมตร หรือแพร่กระจายไปยังต่อมนํ้าเหลืองขาหนีบ 1-2 ต่อมโดยมีขนาด < 5 มิลลิเมตร -ระยะ3B แพร่กระจายไปที่ต่อมนํ้าเหลืองขาหนีบ ≥ 2ต่อม โดยมีขนาด ≥ 5 มิลลิเมตร หรือแพร่กระจายไปยังต่อมนํ้าเหลืองขาหนีบ ≥ 3 ต่อม โดยมีขนาด < 5 มิลลิเมตร -ระยะ3C แพร่กระจายไปที่ต่อมนํ้าเหลืองขาหนีบและมีการกระจายไป Extra Capsule   ระยะที่ 4 -ระยะ4A รอยโรคแพร่กระจายไปที่ส่วนบนของท่อปัสสาวะและ/หรือ ส่วนบนของช่องคลอด เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะเยื่อบุลำไส้ตรง กระดูกเชิงกรานระยะ 4B แพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆ   References 1. Siegel RL, Miller KD, Jemal A. Cancer Statistics, 2017. CA Cancer J Clin 2017;67:7-30 2. U.S. Cancer Statistics Working Group. United States Cancer Statistics 3. Madsen BS, Jensen HL, et al. Risk factors for invasive squamous cell carcinoma of the vulva and vagina—population-based study in Denmark. Int J Cancer 2008;122:2827-2834 4. Brinton LA, Thistle JE, et al. Epidemiology of vulvar neoplasia in the NIH-AARP study. Gynecol Oncol 2017;145:298-304 5. Crum CP. Carcinoma of the vulva: epidermiology and pathogenesis. Obstet Gynecol 1992; 79:448-54 6. Pecorelli S. Revised FIGO staging for carcinoma of the vulva, cervix, and endometrium. Int J Gynecol Obstet 2009;105:103-4__   สามารถสอบถามเพิ่มเติมและรับบริการตรวจได้ที่แผนกสูติ-นรีเวช ชั้น 2 อาคาร 2 คลิก https://www.vibhavadi.com/Center/Clinics/id/02  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การส่องกล้องขยายปากมดลูก (Colposcopy)

การส่องกล้องขยายปากมดลูก (Colposcopy) แพทย์หญิง อุษณีย์ ฉัตรโชติกวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมะเร็งนรีเวชวิทยา         ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกทุกปี โดยหญิงไทยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นอันดับที่สองรองจากโรคมะเร็งเต้านม หญิงไทยที่เป็นโรคมะเร็งปากมดลูกเสียชีวิตวันละ 14 ราย (1) ถ้าผลการตรวจพบว่าเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกอันแสดงให้เห็นถึงข้อบ่งชี้ว่าควรจะมีการตรวจโดยการส่องกล้องขยายปากมดลูกต่อไป แพทย์ผู้ตรวจรักษาก็จะนัดหมายคนไข้มาตรวจโดยการส่องกล้องขยายปากมดลูก การส่องกล้องขยายปากมดลูก คือ การส่องกล้องที่มีกำลังขยายที่มากขึ้นในระดับต่างๆเพื่อให้เห็นภาพขยายปากมดลูกเพื่อประเมินรอยโรคของปากมดลูกในกรณีที่มีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ การส่องกล้องขยายปากมดลูกเป็นวิธีมาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือการตรวจพบเชื้อไวรัสเฮชพีวีความเสี่ยงสูงสายพันธุ์ 16, 18 โดยการส่องกล้องขยายปากมดลูกหลังย้อมปากมดลูกด้วยกรดนํ้าส้มสายชู (acetic acid) ใช้หลักการที่ว่าเซลล์ถ้าโดนกรดที่มีความเข้มข้นมากกว่า สารประกอบในเซลล์ (cytoplasm) เซลล์จะถูกดูดนํ้าออก และจะเห็นตัวนิวเคลียสชัดเจนขึ้น โดยถ้าเซลล์ผิดปกติตัวนิวเคลียสจะใหญ่ทำให้พอนํ้าในเซลล์ถูกดูดออกโดยกรดจะเห็นเป็นปื้นขาวขึ้นมาเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกที่มีข้อบ่งชี้ต้องมาส่องกล้องขยายปากมดลูก มีดังนี้ Low grade squamous intraepithelial  lesion (LSIL), High grade squamous intraepithelial lesion (HSIL), Atypical squamous cells, cannot exclude HSIL (ASC-H), Atypical Glandular Cells (AGC) (2) หรือพบเชื้อไวรัสเฮชพีวีที่มีความเสี่ยงสูงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18 วิธีส่องกล้องขยายปากมดลูก - ให้คนไข้ขึ้นขาหยั่งเหมือนตรวจภายใน - ใส่เครื่องมือถ่างช่องคลอด (speculum) เพื่อประเมินปากมดลูก - ย้อมนํ้าส้มสายชู (acetic acid) ถ้าแบบความเข้มข้น 1% จะทิ้งไว้หนึ่งนาที ถ้า 3% จะทิ้งไว้ครึ่งนาที (30 วินาที) - ประเมินรอยโรคที่ปากมดลูกผ่านกล้อง - ขลิบปากมดลูกตรวจ ถ้าเห็นรอบวงรอยtransformation zone ของปากมดลูกไม่ครบวงก็จะขูดในคอปากมดลูกมาตรวจเพิ่มเติมด้วยคนไข้อาจมีการหน่วงๆเล็กน้อย - หยุดเลือดโดยป้ายยา Monsel หลังทำการส่องกล้องขยายปากมดลูกและขลิบเนื้อไปตรวจ - งดเพศสัมพันธ์สองสัปดาห์ - งดแช่นํ้าหรือว่ายนํ้าหรือยกของหนักสองสัปดาห์ -อาจมีเลือดออกเล็กน้อยหลังทำหัตถการแต่ถ้าออกปริมาณมากให้รีบมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล -แพทย์นัดหลังทำหัตถการประมาณเจ็ดวันเพื่อฟังผลเนื้อที่ขลิบไปตรวจ References   1. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (www.nci.go.th) 2. The American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) http://www.acog.org สามารถสอบถามเพิ่มเติมและรับบริการตรวจได้ที่แผนกสูติ-นรีเวช ชั้น 2 อาคาร 2 คลิก https://www.vibhavadi.com/Center/Clinics/id/02

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มะเร็งโพรงมดลูก

มะเร็งโพรงมดลูก สาเหตุที่พบเป็นปัจจัยเสี่ยงมากสุดของการเกิดโรคมะเร็งโพรงมดลูก ได้แก่ การได้รับการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างเดียวยาวนานเกินไป (1) ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งโพรงมดลูก (1) ปัจจัยเสี่ยง โอกาสเกิดโรคมากกว่าคนทั่วไป (เท่า) ไม่มีบุตร 2-3 หมดประจำเดือนช้า 2.4 ภาวะอ้วน 3-10 โรคเบาหวาน 2.8 การได้รับการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างเดียวยาวนานเกินไป 4-8 รับประทานยาTamoxifen 2-3 ผลเนื้อโพรงมดลูกผิดปกติเล็กน้อย (Atypical endometrial hyperplasia) 8-29 โรค Lynch II syndrome 20     อาการของคนไข้โรคมะเร็งโพรงมดลูก ส่วนใหญ่มาด้วย เลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด (1) การวินิจฉัยโรค โดยการนำเนื้อในโพรงมดลูกมาตรวจ เช่น การที่แพทย์ใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายหลอดดูดเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อนำเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยา หรือการขูดมดลูกเพื่อนำเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยา (1) ภาวะแทรกซ้อน ของหัตถการที่แพทย์ใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายหลอดดูดเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อนำเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยาเกิดน้อยมาก เช่น มดลูกทะลุพบได้ 1-2 คน ใน 1,000 คนที่ได้รับการทำหัตถการนี้ (1)  สำหรับการตรวจป้ายเซลล์ปากมดลูก (Pap test) ไม่มีความน่าเชื่อถือในการตรวจพบโรคมะเร็งโพรงมดลูก เพราะ 30 - 50% ในคนไข้โรคมะเร็งโพรงมดลูกพบเซลล์ผิดปกติที่หลุดออกมาแล้วตรวจได้จากการตรวจป้ายเซลล์ปากมดลูก (2) ความแม่นยำของการนำเนื้อในโพรงมดลูกมาตรวจ โดยการใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายหลอดดูดเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อนำเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยา 90 -98% เมื่อเทียบกับการขูดมดลูกหรือการตัดมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยาในผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน (3) การส่องกล้องตรวจแบบเห็นภาพสีสามมิติในโพรงมดลูกร่วมกับการใส่ของเหลวเข้าไปในโพรงมดลูก (Hysteroscopy) และการขูดมดลูกควรทำในคนไข้ที่มีปากมดลูกตีบ หรือคนไข้ที่ทนต่อความเจ็บปวดไม่ไหวในการทำหัตถการนี้หรือการได้เนื้อมาจากการดูดเนื้อในโพรงมดลูก มาตรวจแต่ได้เนื้อไม่พอสำหรับการตรวจทางพยาธิวิทยา (1) การรักษาหลักที่เป็นมาตรฐานของโรคมะเร็งโพรงมดลูก คือ การผ่าตัดเพื่อประเมินระยะของโรค ได้แก่ การตัดมดลูก ปากมดลูก รังไข่ทั้งสองข้าง เลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน เลาะต่อมน้ำเหลืองข้างเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องไปส่งตรวจผลเนื้อทางพยาธิวิทยา (1) ระยะของโรคมะเร็งโพรงมดลูก (4) ระยะที่หนึ่ง มะเร็งอยู่ในมดลูก แบ่งเป็น ระยะที่หนึ่งเอ มะเร็งไม่ลามไปที่กล้ามเนื้อมดลูกหรือลามไปแต่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของกล้ามเนื้อมดลูก ระยะที่หนึ่งบี มะเร็งลามไปที่เท่ากับครึ่งหนึ่งของกล้ามเนื้อมดลูกหรือลามไปเกินครึ่งหนึ่งของกล้ามเนื้อมดลูก ระยะที่สอง มะเร็งลามมาที่เนื้อของปากมดลูก ที่เรียกว่า stroma ระยะที่สาม แบ่งเป็น ระยะสามเอ มะเร็งลามไปที่เยื่อบุของตัวมดลูกด้านนอกที่เรียกว่า serosa และ/หรือปีกมดลูก ระยะสามบี มะเร็งลามไปที่ช่องคลอดและ/หรือบริเวณเนื้อเยื่อด้านข้างออกมาจากตัวปากมดลูก (parametrium) ระยะสามซี แบ่งเป็นระยะ ดังนี้ มะเร็งระยะสามซีหนึ่ง มะเร็งลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง (pelvic nodes) มะเร็งระยะสามซีสอง มะเร็งลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่ข้างเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง (para-aortic lymph nodes) ระยะที่สี่ แบ่งเป็น ระยะสี่เอ มะเร็งลามไปกระเพาะปัสสาวะหรือผนังลำไส้ส่วนmucosa ระยะสี่บี มะเร็งลามไปที่อวัยวะอื่นๆ นอกจากที่กล่าวไปด้านบนในช่องท้อง หรืออวัยวะนอกช่องท้อง หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ การรักษาโรคมะเร็งโพรงมดลูกเป็นไปตามระยะของโรคและชนิดของเซลล์มะเร็ง ซึ่งแพทย์จะแนะนำต่อไปเมื่อฟังผลเนื้อทางพยาธิวิทยาและประเมินระยะของโรคแล้ว References Berek and Novak's gynecology 16th edition Zucker PK, Kasdon EJ, Feldstein ML. The Validity of Pap smear parameters as predictors of endometrial pathology in menopausal women. Cancer 1985;56:2256-2263 Van Hanegem N, Prins MM, Bongers MY, et al. The accuracy of endometrial sampling in women with postmenopausal bleeding: A systematic review and meta-analysis. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol 2016; 197:147-155. FIGO Committee on Gynecologic Oncology. Revised FIGO staging for carcinoma of the vulva, cervix, and endometrium. Int J Gynecol Obst 2009;105:103-104.   สามารถสอบถามเพิ่มเติมและรับบริการตรวจได้ที่แผนกสูติ-นรีเวช ชั้น 2 อาคาร 2 คลิก https://www.vibhavadi.com/Center/Clinics/id/02  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งรังไข่

โรคมะเร็งรังไข่อุบัติการณ์ในประเทศไทยพบได้ 6.6 คนต่อประชากรหญิง 100,000 คน มะเร็งรังไข่พบได้ในสตรี 1 ใน 70 คน และเป็นมะเร็งอันดับที่ 6 ของสตรีไทย (1) การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งรังไข่ คือ การตรวจภายในและอัลตราซาวน์ทางช่องคลอดหรือทางหน้าท้องร่วมกับการตรวจค่ามะเร็งรังไข่ ได้แก่ ค่า CA-125, CA19-9, HE-4 ควรตรวจทุกปี   ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งรังไข่ ได้แก่ อายุที่เพิ่มมากขึ้น เป็นโรคมะเร็งเต้านม สูบบุหรี่ ไม่มีบุตร เป็นหมัน มีโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ปวดประจำเดือน เริ่มมีประจำเดือนในอายุน้อยกว่าปกติ หมดประจำเดือนเมื่ออายุมาก ประวัติครอบครัวมีโรคมะเร็งรังไข่หรือมะเร็งเต้านม บุคคลที่มียีนที่เปลี่ยนแปลงไปของ BRCA1, BRCA2 (2) เนื่องจากอาการของโรคมะเร็งรังไข่ มะเร็งรังไข่โดยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการเริ่มแน่นท้องจากน้ำในท้องที่ออกมาจากโรคมะเร็งรังไข่มักตรวจพบเป็นระยะสุดท้ายของโรคนี้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งรังไข่จึงเป็นสิ่งสำคัญ   โรคมะเร็งรังไข่มี 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 มะเร็งอยู่เฉพาะที่รังไข่โดยยังไม่พบการกระจายออกมาที่ช่องท้องส่วนท้องน้อย ระยะที่ 2 มะเร็งได้มีการกระจายมาที่บริเวณปีกมดลูกและอวัยวะในช่องท้องน้อย ระยะที่ 3 มะเร็งได้มีการกระจายมาบริเวณในท้อง ผิวเยื่อบุช่องท้อง ผิวนอกของลำไส้เล็ก ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน และต่อมน้ำเหลืองที่ล้อมรอบเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง ระยะที่ 4 มะเร็งกระจายไปอวัยวะไกลนอกช่องท้อง เช่น ปอด สมอง เนื้อตับ ต่อมน้ำเหลืองที่คอ การรักษาโรคมะเร็งรังไข่ ได้แก่ การผ่าตัด การรักษาด้วยยาแบบเฉพาะเจาะจง (targeted therapy) ให้ยาเคมีบำบัด โดยยิ่งพบโรคเร็วระยะต้นยิ่งมีโอกาสรักษาหายง่ายกว่าการพบโรคระยะหลัง   สามารถสอบถามเพิ่มเติมและรับบริการตรวจได้ที่แผนกสูติ-นรีเวช ชั้น 2 อาคาร 2 คลิก https://www.vibhavadi.com/Center/Clinics/id/02  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และการตรวจหาคราบหินปูนหลอดเลือดหัวใจ (CT Calcium Score)

           โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (coronary artery disease) หมายถึง ภาวะที่หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (coronary artery) ตีบ                                                                                                                                                  โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ  อาจเกิดจากไขมันหรือหินปูนสะสมในผนังหลอดเลือด  ทำให้บริเวณหลอดเลือดมีการตีบแคบลง ส่งผลให้เลือดนำออกซิเจนไหลผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อยและไม่เพียงพอ จนอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งสังเกตได้จากการที่มีอาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้น จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจวายซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูง           การตรวจหาคราบหินปูนหลอดเลือดหัวใจ (CT Calcium Score) การตรวจหาคราบหินปูนหลอดเลือดหัวใจ เป็นการตรวจปริมาณแคลเซียมที่เกาะผนังของหลอดเลือดหัวใจ โดยใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และคำนวณหาปริมาณแคลเซียมที่เกาะภายในผนังหลอดเลือดแดง โดยสามารถบอกถึงปริมาณหินปูนที่สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดหัวใจ แม้จะมีปริมาณน้อยก็ตาม การตรวจ Calcium Score  เป็นการตรวจคัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (CAD) ในผู้ที่ยังไม่มีอาการ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่รวดเร็ว ไม่เจ็บ ไม่ต้องฉีดสี ใช้ปริมาณรังสีต่ำ   ผู้ที่ควรเข้ารับการตรวจ คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ที่มีโรคไขมันในเลือดสูง ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน มีประวัติสูบบุหรี่ ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ผู้ที่มีอายุ มากกว่า 55 ปี สตรีวัยหมดประจำเดือน การแปลความหมายของแคลเซียม   คะแนนแคลเซียม ความเสี่ยง                          โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 0 ความเสี่ยงต่ำมาก โอกาสเกิดภาวะหัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในระดับสูงในอนาคตมีน้อย 1-100 ความเสี่ยงต่ำ โอกาสในการพัฒนาภาวะหลอดเลือดหัวใจนั้นไม่น่าเป็นไปได้หรือต่ำมาก  101-400 ความเสี่ยงปานกลางถึงสูง ความเสี่ยงปานกลางถึงสูงที่จะเป็นโรคหัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายและโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีการอุดตันในระดับสูง  >400 ความเสี่ยงระดับสูง ความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในระดับสูง ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ตาม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การปฏิบัติตัว เมื่อเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก

การปฏิบัติตัว เมื่อเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก               อาการของโรคริดสีดวงทวารหนัก มีดังนี้คือ   อาการปวด   มีเลือดออก   และมีมูกบริเวณทวารหนัก     ซึ่งมีหลักปฏิบัติง่าย ๆ  10 ประการจะช่วยหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้อาการของโรคริดสีดวงทวารหนักรุนแรงขึ้น  1.   ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อย 6 – 8 แก้ว  2.   รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง  เช่น ข้าวกล้อง  ผัก  ผลไม้  3.   หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร  เช่น อาหารรสเผ็ดจัด   ชา   กาแฟ   เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์  4.   ดูแลสุขอนามัย และรักษาความสะอาดของเครื่องใช้ส่วนตัวอยู่เสมอ  5.   ออกกำลังการสม่ำเสมอ  เช่น เดินเร็ว  ว่ายน้ำ     แต่หลีกเลี่ยงกีฬาบางประเภท  เช่น ขี่จักรยาน   ขี่ม้า  6.   พยายามหลีกเลี่ยงการยกของหนัก  7.   ฝึกหัดการถ่ายให้เป็นเวลา     การดื่มน้ำแก้วใหญ่ทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้า     จะช่วยการขับถ่ายได้  8.   หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับเกินไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกางเกงคับ ๆ   9.   ไม่ควรอยู่ที่ร้อน ๆ เป็นเวลานานเกินไป 10.  เมื่อมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น   มีเลือดออกหลังถ่ายอุจจาระ   รู้สึกไม่สบายบริเวณทวารหนัก   ควรรีบปรึกษาแพทย์   ข้อเขียนโดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์  ศัลยแพทย์ประจำ รพ.วิภาวดี โทร.0-2941-2800 , 0-2561-1111 กด 1

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคอุจจาระร่วงไวรัสโรต้า

ไวรัสโรต้าคืออะไร ? (Rota  virus) โรต้าเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่ติดต่อได้ง่าย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงในเด็กและผู้ใหญ่ ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้มีอาการท้องเสียรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากการขาดน้ำและเกลือแร่ สุขอนามัยก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าได้  ติดเชื้อไวรัสโรต้าได้อย่างไร ? การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เกิดจากการรับประทานสิ่งที่มีไวรัสปนเปื้อนเข้าทางปาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อาหารและสิ่งของ โดยไวรัสชนิดนี้อาจติดอยู่ตามสิ่งของ หรือมือที่เปื้อนเชื้อไวรัสเข้าปาก ก็สามารถติดเชื้อได้ จากนั้นเชื้อไวรัสเดินทางไปตามระบบทางเดินอาหาร คือ กระเพาะอาหาร และลำไส้ ทำลายเยื่อบุผนังลำไส้ทำให้เกิดอาการอักเสบติดเชื้อขึ้น เมื่อติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้วจะแสดงอาการอย่างไร ? หลังได้รับเชื้อ 1-2 วัน  จะเริ่มอาเจียน มีไข้ (ไข้อาจสูงถึง 39 องศาเซลเซียส)และบางรายอาจเกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจ คือ มีน้ำมูกไหล ไอ คอแดง ร่วมด้วย ต่อมาจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำอาจมากถึง 10 - 20 ครั้งต่อวัน ส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายใน 3 – 5 วัน ส่วนน้อยจะมีอาการท้องเสียยืดเยื้อเรื้อรังนาน 9 วันถึง 3 สัปดาห์ได้ หากอาการท้องเสียเกิดขึ้นเป็นเวลานานหรือมีอาการรุนแรงจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ที่สำคัญ ซึ่งจะขาดได้ในปริมาณที่มากกว่าการติดเชื้อแบคทีเรียอื่นๆอีกหลายชนิด เป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรงควรรีบพามาพบแพทย์และจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโดยด่วน ทราบได้อย่างไรว่าอาการท้องเสียเกิดจากไวรัสโรต้า ?  แพทย์วินิจฉัยโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า ได้จากประวัติ อาการและฤดูกาลที่เป็น ร่วมกับการตรวจพบเชื้อไวรัสโรต้าในอุจจาระ (Rotavirus Ag in Stool = positive) ถ้าติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้วควรได้รับการรักษาอย่างไร ? เนื่องจากไม่มียาต้านไวรัสชนิดนี้โดยตรง การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ คือ ถ้าอาการไม่รุนแรงก็สามารถรับประทานยาที่บ้านได้ โดยดื่มน้ำเกลือแร่ชดเชยส่วนที่สูญเสียไปจากการถ่ายอุจจาระและอาเจียน รับประทานยาแก้อาเจียนถ้ามีอาเจียนบ่อย แต่หากมีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ตาโหล ซึมลง ตัวเย็น ไข้สูง ชัก หายใจหอบเหนื่อย ปัสสาวะออกน้อยหรืออาเจียนมากรับประทานไม่ได้ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโดยด่วน เราจะสามารถปกป้องจากเชื้อไวรัสโรต้าได้อย่างไร ? วิธีป้องกันโรคอุจจาระร่วงเบื้องต้น คือ การรักษาสุขอนามัย การดูแลความสะอาดของอาหารน้ำดื่ม และล้างมืออย่างถูกต้อง ต้องจัดให้มีอ่างล้างมือและส้วมที่ถูกสุขลักษณะ หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ รวมถึงการกำจัดอุจจาระให้ถูกต้องด้วย หากพบผู้ป่วยต้องรีบป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปยังคนอื่นแนะนำให้รีบไปพบแพทย์และหยุดรักษาตัวจนกว่าจะหายเป็นปกติ สัญญาณเตือน ที่ไม่ควรปล่อยไว้ ควรพบแพทย์  มีอาการอาเจียนมาก / ถ่ายมากผิดปกติ ซึม ไม่มีแรง มือเท้าเย็น ปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อย หรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชม. ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ในเด็กจะมีกระหม่อมบุ๋ม ไวรัสโรต้า เป็นไวรัสที่มีความทนทานต่อภาวะแวดล้อมได้ดี ติดต่อได้ง่าย การรักษายังไม่มีวิธีที่รักษาจำเพาะ เป็นการรักษาทั่วไปตามอาการเท่านั้น การป้องกันด้วยการให้วัคซีนชนิดรับประทานยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด นพ.ภูษิต วชิรกิติกุล อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหาร ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. รู้ทัน ป้องกันมะเร็งเต้านม

รู้ทัน ป้องกันมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งเต้านมถือเป็นปัญหาสาธารณสุขของโลกที่ทำให้สูญเสียชีวิตของประชากรและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก พบมากเป็นอันดับที่ 2 ของมะเร็งในหญิงไทยรองจากโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านมเกิดจากเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดี มีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ เหมือนมะเร็งทั่วไป มะเร็งเต้านมพื้นฐานจริงๆ ก็ไม่ต่างจากมะเร็งทั่วไป ก็คือเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ เรื่องของยีน ซึ่งในคนที่มียีนที่เป็นมะเร็งเต้านมก็อาจจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าคนอื่น ลักษณะของกรรมพันธุ์ ประวัติของคนในครอบครัว หรือไม่ก็มีญาติเป็น ซึ่งญาติที่ดูว่าเราจะมีความเสี่ยง ในปัจจุบันเราสามารถที่จะตรวจสอบยีนได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีใครทำ   มะเร็งเต้านม สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน (Estrogen) ที่มีมากเกินไป เช่น มีประจำเดือนเร็ว หรือหมดประจำเดือนช้า คนที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนมาก็จะมีความเสี่ยงเรื่องมะเร็งเต้านม หรือกินฮอร์โมนเสริมบางอย่าง เช่น กินยาคุมมา 10 หรือ 20 ปี หรือมีประวัติทำเด็กหลอดแก้ว ใช้ฮอร์โมนมากๆ ก็จะเสี่ยงมากขึ้น หรือการใช้ฮอร์โมนในวัยทอง หมดประจำเดือนไปแล้ว แต่เราก็ยังใช้ฮอร์โมนอยู่ ก็ อีกอย่างหนึ่งก็คือหญิงสาวที่ไม่มีลูก ไม่เคยตั้งครรภ์ ก็เหมือนกับว่าร่างกายได้รับเอสโตรเจน รอบเดือน ได้รับตลอดตั้งแต่อายุสิบกว่า ถึงห้าสิบ ไม่เคยหยุด ฮอร์โมนก็ออกมาจากรังไข่ของเราเอง ซึ่งการตั้งครรภ์จะทำให้มีการพักของฮอร์โมน เพราะฉะนั้น คนที่เคยตั้งครรภ์ คนที่เคยให้นมลูก ก็จะลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ โดยเฉพาะมีลูกในอายุที่ไม่มากนัก เช่น ก่อน 35 ปี แต่ถ้ามีตอนอายุมากๆ ก็ไม่ต่างกัน สาเหตุอื่นๆ เช่น โดนรังสี เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งป้องกันได้ไม่มากนัก อย่างเคยฉายแสงที่เต้านมมาก่อน  หรือฉายแสงที่อื่นแต่โดนเต้านมด้วย เช่น ฉายปอด ก็อาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้นนิดหนึ่ง นอกจากนี้ อาจจะมีเรื่องของการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ก็อาจจะเป็นได้   การตรวจมะเร็งเต้านม ส่วนใหญ่ก็จะเน้นตรวจ 2 อย่าง คือ ตรวจด้วยมือ และตรวจด้วยเครื่อง ซึ่งตรวจด้วยมือจริงๆ คนอาจจะเข้าใจผิดว่า ตรวจด้วยเครื่องอย่างเดียวพอ ซึ่งจริงๆ แล้วการคลำโดยศัลยแพทย์ หรือโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะได้ประโยชน์ เพราะใช้เครื่องอย่างเดียว บางทีในคนที่เต้านมเล็กๆ ซึ่งมันเป็นเครื่องหนีบ เหมือนทำกล้วยปิ้ง ซึ่งในคนที่เต้านมเล็กๆ นมจะไม่ค่อยเข้าเครื่อง เข้าแต่ตรงหัวนม จะหวังพึ่งเครื่องมากในคนที่เต้านมเล็กๆ ก็จะไม่ค่อยได้ผล การใช้มือช่วยด้วย คลำที่ขอบ คือตัวมะเร็งจะมีลักษณะของมัน เช่น มันแข็ง มันติด เป็นก้อนบุ๋ม ซึ่งการใช้มือตรวจก็จะช่วยในการแยกแยะพวกนี้ เครื่องก็เป็นองค์ประกอบไว้ดู หรือไว้เพื่อยืนยันการวินิจฉัย สำหรับเครื่องเราก็จะมีแมมโมแกรมเป็นมาตรฐาน การอัลตราซาวด์ แมมโมแกรมก็จะดูหินปูน ส่วนอัลตาซาวด์ก็จะดูลักษณะว่าวัดเซนติเมตรได้ แล้วก็ดูว่าถุงน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ ใช้คู่กันก็จะได้ประโยชน์สูงสุด   ในเรื่องหินปูนนั้น จะพบว่าหินปูนในส่วนของมะเร็งจะไม่เหมือนหินปูนที่เสื่อมทั่วไป สมมติถ้าเรามีซีสหรือมีถุงน้ำในเต้านม อายุมากๆ มันก็เสื่อมมีหินปูนได้ แต่หินปูนพวกนี้จะมีลักษณะกลม ห่างๆ กัน ไม่จับเป็นกลุ่ม ลักษณะดูดี ดูสวย แต่ถ้าเป็นมะเร็งเต้านม เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดีเยอะ เซลล์เสื่อมเร็ว เพราะฉะนั้นหินปูนก็จะมีรูปร่างแปลกๆ มีการกระจายออกมาเป็นสาย มีตั้งแต่เล็กๆ รูปร่างไม่เหมือนกัน บิดเบี้ยว และจับกลุ่มเป็นก้อน อย่างนี้เราก็จะสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ซึ่งปัจจุบันมีการทำ MRI จะเห็นภาพชัดกว่า แต่เราก็ไม่ได้ทำเป็นมาตรฐานที่ทุกคนต้องทำแต่ MRI จะใช้ในรายที่เคยผ่าเต้านมมาก่อน แล้วก็มีก้อนแข็งๆ ซึ่งจะไว้แยกว่าเป็นแผลเป็นหรือเป็นเนื้องอกใหม่ แบบนี้ MRI จะแยกได้ดี เพราะดูเรื่องของหลอดเลือดได้ ขณะที่  แมมโมแกรมจะดูไม่ได้ แต่เราก็ไม่ได้ทำในทุกราย ทำเฉพาะในรายที่สงสัยจริงๆ เพราะค่าใช้จ่ายจะสูง ถึงจะเห็นทุกอย่าง แต่ก็ไม่ค่อยคุ้มถ้าต้องทำทุกปี สำหรับคนที่ตรวจแล้วปกติ แต่ถ้าตรวจเจอแล้วจึงทำเพื่อดูให้ชัดเจนได้   ตามมาตรฐานทั่วไป สำหรับคนที่ไม่ได้มีความเสี่ยง เมื่ออายุ 35 แนะนำให้ตรวจแมมโมแกรมทุกปี เพราะโรคพวกนี้ไม่ได้มีสูตรตายตัวของการโตของเนื้องอก แต่ที่สังเกตกันก็คือ เนื้อไม่ดีจะโตประมาณเดือนละ 1 มิลลิเมตร ถ้าเราไม่เจอหรือเจอเล็กๆ แล้วโตขึ้นเป็น 12 มิลลิเมตร มันก็อาจเป็นเนื้อร้ายได้ แต่ถ้าเราทำทุกปี เราก็จะพบว่ายังอยู่ในระยะต้น ถ้าระยะ 1 เราเอาก้อนไม่เกิน 2 เซนติเมตร ถ้าเราทำ 2-3 ปีครั้ง เกิดปีนี้ไม่เจอ ใน 3 ปีค่อยๆ โตขึ้นมา จะเลยระยะ 1 ได้ เพราะฉะนั้นทำทุกปีก็น่าจะดีกว่า ซึ่งก็ไม่ได้มากอะไร เหมือนตรวจมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด  แต่ในรายที่สงสัย บางครั้งแพทย์ก็อาจจะนัดถี่ขึ้น เช่น อัลตราซาวด์ซ้ำในช่วง 6 เดือนระหว่างนั้น เพื่อดูว่าเม็ดที่เราสงสัยโตขึ้นไหม ซึ่งถ้าไม่โตเราก็อาจจะไม่ต้องมาทำทุก 6 เดือน ก็กลับไปทำทุกปีเหมือนเดิมก็ได้   ส่วนขั้นตอนการรักษานั้น คล้ายกับการรักษาโรคมะเร็งอื่นๆ อย่างแรกคือเราต้องเอาเซลล์นั้นออกไปก่อน ซึ่งการเอาออกก็ไม่ได้หมายถึงการเอาเต้านมออกทั้งเต้า คือหมายถึงเอามะเร็งออก ซึ่งในปัจจุบันก็มีหลายวิธีมาก แต่วิธีมาตรฐานก็ยังคงเป็นแบบเดิมก็คือว่า เราต้องรู้ผลชิ้นเนื้อก่อน ไม่ว่าจะใช้เข็มเจาะ ดูดหรือตัดชิ้นเล็กๆ มาตรวจ ซึ่งถ้าเป็นมะเร็งจริงๆ มันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เป็น ขึ้นอยู่กับอายุ ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อน ซึ่งถ้ายังเป็นไม่มาก เป็นน้อยๆ เป็นอยู่ห่างๆ และเต้านมยังดูดีอยู่ บางทีเราอาจจะไม่ต้องเอาเต้านมออกก็ได้ สามารถผ่าเอาแต่ตัวมะเร็งออกให้เกลี้ยง ร่วมกับการเช็คต่อมน้ำเหลือง และฉายแสงเต้านมที่เหลือ แต่วิธีมาตรฐานคือ ถ้าเราไม่ได้สนใจมากนักหรือมะเร็งก้อนใหญ่หรือไม่อยากฉายแสง การเอาเต้านมออกก็ยังเป็นวิธีที่มาตรฐาน แต่บางคนก็ไม่อยากเสียเต้านม หรือปัจจุบันเราก็มีการศัลยกรรมที่เสริมสวยเต้านมขึ้นมา อาจจะใช้เนื้อเยื่อตัวเอง หรือใช้ถุงซิลิโคนเข้ามาช่วย ก็สามารถทำได้ ก็ต้องดูเป็นรายๆ ไป แต่ยังไงก็ต้องเอาเซลล์มะเร็งออกไปก่อน ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเซลล์มะเร็งแล้วว่า จะใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย แล้วก็เรื่องของการใช้ฮอร์โมน ขึ้นอยู่กับชิ้นเนื้อที่ไม่เหมือนกัน แต่หลักการก็คือ อันไหนใช้ได้และมีประโยชน์ต้องทำหมด ไม่ว่าจะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ตาม   สำหรับคนที่ตรวจเจอมะเร็งเต้านมเพียง 1 ข้าง และรักษาตามขั้นตอนแล้ว ต้องเช็คแมมโมแกรมเหมือนกัน เพราะว่ามีโอกาสเป็นซ้ำขึ้นมาได้ ก็เหมือนคนที่เคยเป็นก็อาจจะเป็นอีกได้ แต่ว่าถ้าเป็นก้อนเล็กๆ เซลล์คงตายไปตั้งแต่เคมีบำบัดแล้ว แต่เราก็ต้องเช็คอีกข้าง เพราะมีโอกาสเป็น 20-30% เหมือนกัน ต้องเช็คแมมโมแกรมทุกปีเหมือนเดิม ข้างเดิมเราก็ดูแลไป อาจจะเอกซเรย์ ทำอัลตราซาวด์ซ้ำ เหมือนตรวจมะเร็งทั่วไป ติดตามไปเรื่อยๆ   ระยะเวลาหลังจากผ่าตัด และทำเคมีบำบัด ส่วนใหญ่ทั้งหมดจะจบภายใน 6 เดือน เริ่มผ่าตัดเสร็จแล้ว ถ้าไม่ดีจริงๆ ต้องให้เคมีบำบัด บางคนก็ให้ทุก 3 อาทิตย์ 6 ครั้ง หลังจากนั้นก็ดูชิ้นเนื้อว่ามีตัวรับฮอร์โมนไหม ถ้ามี ก็เป็นเรื่องของฮอร์โมนที่เป็นยาเม็ด อีก 5 ปี หรือบางคนมีเรื่องของยีนก็จะมีตัวที่เกี่ยวกับ gene turn tool ที่เป็นตัวยีนอยู่บนเนื้องอก อันนี้อาจจะมีการฉีดยาเดือนละครั้ง 1 ปี ก็แล้วแต่ชนิดของเนื้องอก แต่ทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นเรื่องหลัง หลักๆ แล้วก็อยากจะให้เน้นเรื่องการตรวจเช็คประจำปี เพราะการพบในระยะแรกๆ จะสำคัญที่สุด เพราะการรักษาอาจมีเปลี่ยนทุกปี เดี๋ยวก็จะมียาใหม่มาเรื่อยๆ มีเคมีบำบัดตัวใหม่ๆ มีฮอร์โมนตัวใหม่ๆ รวมถึงตารางการรักษาก็ยังเปลี่ยนเรื่อยๆ   ต้องบอกก่อนว่า มะเร็งเต้านมอยู่ข้างนอก สามารถตัดออกไปได้ ทำให้เราตรวจง่าย เห็นชัด เมื่อเทียบกับมะเร็งตับ มะเร็งปอด ซึ่งอยู่ข้างในและไม่ค่อยมีอาการ ถ้ามีบางทีก็ลุกลามไประยะสุดท้าย มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ถ้าคุณผู้หญิงใส่ใจ คลำๆ ละเอียดๆ เดือนละครั้ง เห็นอะไรแปลกๆ รีบมาโรงพยาบาล จะสามารถทำนายโรคได้หลายๆ อย่าง ในระยะแรกๆ จะไม่เหมือนมะเร็งปากมดลูก และอีกส่วนหนึ่งก็คือ มะเร็งเต้านมการลุกลามมันก็จะเข้าต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ มักจะเป็นทางของตัวมะเร็งเอง นั่นคือเวลาผ่า ก็จะผ่ามะเร็งเต้านมก่อน แล้วก็จะดูต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ว่าลุกลามไหม ไม่เหมือนมะเร็งตับ มะเร็งปอด พวกนั้นจะมีหลอดเลือดเยอะ  การลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียงทำได้ง่ายมาก เช่น มะเร็งปอดอยู่ใกล้ขั้วต่อมน้ำเหลือง ใกล้ขั้วเส้นเลือดใหญ่ ใกล้หัวใจ เวลามันลามก็จะติดตรงนั้น แล้วก็จะลุกลามเร็วมาก มะเร็งเต้านมถ้าตรวจเจอในระยะแรกๆ แทบจะบอกได้เลยว่า หาย 100%   ด้วยเหตุนี้ จึงควรหมั่นตรวจเต้านมด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการคลำเต้านมทุกเดือน ตอนอาบน้ำ หรือไม่ก็นอนคลำ โดยใช้มือฝั่งตรงข้ามคลำ เช่น จะตรวจเต้านมซ้ายก็ใช้มือขวา ยกแขนข้างที่จะตรวจขึ้นเหนือหัว เวลาคลำก็อย่าใช้มือขยำ ใช้สามนิ้วทำแบนๆ แล้วก็กดที่เต้านม ซึ่งจะเจอซี่โครง ถ้าเจอซี่โครงก็แสดงว่าไม่มีอะไรขวาง ถ้ามีก้อนหรือมีอะไร ก็จะรู้สึกเองว่าเหมือนมีลูกแก้วขวางระหว่างมือกับซี่โครง แต่อย่าขยำ ถ้าขยำจะเป็นเนื้อนม ซึ่งบอกอะไรไม่ได้ เพราะคนเราก็จะมีเนื้อนมอยู่ตลอดอยู่แล้ว ก้อนอันนั้นอาจจะเป็นเนื้อนมก็ได้ ถ้าคลำแล้วเจออะไรแปลกๆ ก็ปรึกษาแพทย์ ควรเริ่มคลำตั้งแต่อายุ 20 กว่าก็ได้ ซึ่งก้อนส่วนใหญ่จะเป็นถุงน้ำ เนื้องอกธรรมดา เหล่านี้ก็จะไม่มีความแข็ง กลิ้งไปกลิ้งมา มีโตๆ ยุบๆ ได้ นี่คือลักษณะของเนื้อปกติ หรือเนื้อดี แต่ถ้าเป็นเนื้อร้ายก็จะโตอย่างเดียว ไม่มียุบ แล้วก็แข็ง ขอบจะไม่ค่อยชัด จะติดๆ ไม่ค่อยกลิ้ง พวกนี้จะเป็นระยะเริ่มแรก แต่ถ้าเป็นท้ายๆ หนักเข้าก็จะเริ่มมีรอยบุ๋ม และแข็งไม่เคลื่อนที่ไปตามเต้านม   สรุป หากพบว่าผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉันแต่เนิ่นๆ การรักษาจึงจะได้ผลดี โดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไข้หวัดมะเขือเทศ

ไข้หวัดมะเขือเทศ          มาจากเชื้อไวรัสคอกซากี A16 (Coxsakie A16) ซึ่งเชื้อตัวนี้เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก (Hand Foot and Mouth Disease) นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยติดเชื้อมาจากไวรัสชิคุนกุนยา และไวรัสไข้เลือดออกในบางรายด้วย พบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งเชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายจากการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด หรือหยิบจับของเล่นเข้าปาก อาการของโรคไข้หวัดมะเขือเทศ อาการปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย มีผื่นลักษณะแดงเป็นตุ่มน้ำคล้ายมะเขือเทศ บางรายจะมีอาการบวมตามข้อ การรักษา        เนื่องจากยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต และสามารถหายเองได้ส่วนใหญ่จึงรักษาตามอาการทานยาลดไข้ ยาแก้ปวด ทานอาหารอ่อนๆ และให้ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ การป้องกัน จะเหมือนกับโรคมือ เท้า ปาก โดยเน้นเรื่องสุขอนามัย ล้างมือบ่อยๆอย่างถูกวิธี หมั่นทำความสะอาดของเล่น และพื้นผิวบริเวณโดยรอบสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ หากพบเห็นความผิดปกติ หรือมีอาการรุนแรงควรมาพบแพทย์ ด้วยความปรารถนาดีจากรพ.วิภาวดี พญ.ปราณี สิตะโปสะ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อรพ.วิภาวดี  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าขาด และการป้องกัน

เอ็นไขว้หน้าเป็นเอ็นยึดข้อเข่าที่สำคัญภายในเข่า  ช่วยให้มีความมั่นคงของเข่า ในการบิดหรือหมุนข้อเข่า (Rotational  stability) คนที่ไม่มีเอ็นไขว้หน้า เมื่อบิดข้อเข่าจะรู้สึกเข่าอ่อนจะล้ม เกิดอาการปวดเข่า และอาจจะมีการฉีกขาดของหมอนรองกระดูกข้อเข่า หรือกระดูกอ่อนผิวข้อร่วมด้วย  ถ้าเข่าเสียความมั่นคงเกิดอาการบิดเช่นนี้บ่อย ๆ จะทำให้การบาดเจ็บของหมอนรองข้อและผิวข้อมากขึ้น กลายเป็นภาวะข้อเข่าเสื่อมตั้งแต่อายุยังน้อย เอ็นไขว้หน้าขาดเพียงอย่างเดียวมักไม่ทำให้เกิดอาการปวด นอกจากมีอาการ 2 – 3 สัปดาห์แรก  หลังเกิดอุบัติเหตุ  ปัญหาของเอ็นไขว้หน้าขาดเกิดจากเข่าไม่มีความมั่นคง เวลารับน้ำหนักแล้วบิดเข่า (เช่น เวลาเดินจะเลี้ยว หรือเปลี่ยนทิศทาง) การวิ่งหรือขี่จักรยานยังสามารถทำได้โดยไม่มีปัญหามากนักแต่กิจกรรมที่ต้องการความว่องไว และมีการบิดหมุนเข่า มักจะทำไม่ค่อยได้ถ้าไม่มีเอ็นไขว้หน้ายึดเข่าให้มั่นคง เอ็นไขว้หน้าขาดไม่สามารถต่อเองได้ ถ้าต้องการความมั่นคงของเข่าที่มีการบิดหมุนร่วมด้วย ต้องสร้างเอ็นไขว้หน้าขึ้นมาใหม่ มีเอ็นที่นำมาสร้างแทนเอ็นไขว้หน้า มาได้จาก  3  แห่ง ใช้เอ็นจากกล้ามเนื้อด้านหลังข้อเข่า (Hamstring tendons) ใช้บางส่วนของเอ็นลูกสะบ้า  (Kneecap or patellar tendon) ใช้เอ็นจากที่อื่น ที่ไม้ใช่จากตัวผู้ป่วยเอง (Allograft)   นักกีฬาอาชีพทั้งชายและหญิงจำนวนมากที่สามารถกลับมาเล่นในระดับแนวหน้าได้อีก หลังการผ่าตัดสร้างเอ็นไขว้หน้า  ความพยายามฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เป็นสิ่งจำเป็นมากแต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่นักกีฬาอาชีพจะไม่สามารถกลับมาเล่นในมาตรฐานเดิมเหมือนก่อนการบาดเจ็บ การบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้า มักจะสัมพันธ์กับชนิดกีฬาที่เล่นมากกว่า เช่น พบบ่อยในนักกีฬาประเภท ฟุตบอล , บาสเกตบอล , วอลเลย์บอล ในการเล่นกอล์ฟ เกิดขึ้นได้น้อยกว่า นอกจากจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่ที่น่าสนใจ คือมีสถิติ การบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าเข่าขวาขาด จากการเล่นบาสเกตบอล พบในนักกีฬาหญิงมากกว่านักกีฬาชาย  2  เท่า   จากการเล่นฟุตบอลพบในนักกีฬาหญิงมากกว่านักกีฬาชาย  4  เท่า  หรือประมาณร้อยละ  60  ของนักกีฬาหญิงที่เล่นบาสเกตบอล เกิดขึ้นขณะกระโดดลงพื้น เอ็นไขว้หน้าคืออะไร  มีหน้าที่อะไร เอ็นไขว้หน้า (Anterior cruciate ligament - ACL) เป็นเอ็นที่อยู่ในข้อเข่า  ช่วยป้องกันกระดูกทีเบีย (Tibia)  เคลื่อนที่ไปข้างหน้าใต้กระดูกฟีเมอร์(Femer)  เอ็นไขว้หน้า จะตึงเวลาเหยียดเข่าแรงบิดหมุนที่รุนแรงทำให้เอ็นไขว้หน้าขาดได้ และความมั่นคงของเข่า ที่ป้องกันไม่ให้กระดูกทีเบีย(Tibia)  เลื่อนไปข้างหน้าใต้เข่า หรือบิดหมุน ก็จะเสียไปถ้าไม่ได้รับการรักษา หมอนรองข้อเข่า หรือกระดูกอ่อนผิวข้อ ก็จะได้รับแรงที่ผิดปกติมากเกิน ทำให้ข้อเสียเกิดภาวะข้อเสื่อมได้ จากการศึกษาพบว่า มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บเอ็นไขว้ในนักกีฬาหญิง ผลการศึกษาวิธีการฝึกการบริหาร สามารถช่วยลด อัตราเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าลงได้ การกระโดด พบว่านักกีฬาหญิงเวลากระโดดลงพื้นโดยไม่งอเข่ามากเท่านักกีฬาชาย  แรงกระแทกบนเข่าจะมากกว่าทำให้อัตราการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าสูงขึ้น เวลาหมุนบิดเข่า  นักกีฬาหญิงมักจะหมุนบิดเข่าขณะที่เข่าเหยียดมากกว่านักกีฬาชาย  การงอเข่าและสะโพกจะช่วยลงแรงที่กระทำต่อเอ็นไขว้หน้า ในการเล่นกอล์ฟ ขณะที่หัวไม้กระทบลูก การรักษาเข่าซ้ายให้งอไว้เล็กน้อยจะลดแรง บนเอ็นไขว้หน้าได้มากกว่า  สะบัดเข่า สะโพกให้เหยียดขึ้นทันที  ซึ่ง Tiger  Woods  ชอบใช้มากเวลาต้องการให้ไกลขึ้นอีก 30 – 40  หลา กล้ามเนื้อที่ควบคุมเข่า  มีกล้ามเนื้อเหยียดเข่าคือ กล้ามเนื้อ Quadriceps  อยู่ด้านหน้าต้นขา และกล้ามเนื้องอเข่าคือ Hamstrings อยู่ด้านหลังต้นขา นักกีฬาหญิงส่วนใหญ่ใช้กล้ามเนื้อ Quadriceps เวลาเปลี่ยนทิศทางหมุนขา แรงของกล้ามเนื้อ ดึงกระดูกทีเบีย(Tibia)  ไปข้างหน้าและเหยียดเข่าทำให้มีการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้าได้การบริหารกล้ามเนื้อ Hamstrings และใช้กล้ามเนื้อ Hamstrings มากขึ้น ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเอ็นไขว้หน้าได้ การป้องกันการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้า ทำได้ทั้งนักกีฬาหญิงและชายโดย ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า และงอเข่า และการบริหารยืดเหยียด รวมทั้งการสร้างสมดุลและการทรงตัวของเข่าสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับนักกอล์ฟด้วย นอกจากลดการบาดเจ็บแล้ว การมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรง การทรงตัวที่ดี จะทำให้ตีลูกกอล์ฟได้แม่นยำขึ้น ตีไกลขึ้น และควบคุมทิศทางได้ดีขึ้น การบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ Quadriceps ยืนเกาะกำแพงหรือโต๊ะ งอเข่าตึง  เท้าไปด้านหลังให้รู้สึกตึงต้นขาด้านหน้าให้มากที่สุด  นาน  5 – 7 วินาที  ทำซ้ำ 6 – 10  ครั้งทำทั้ง 2 ข้าง การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ Hamstrings  ฝึกงอเข่าข้างหนึ่ง เหยียดขาอีกข้างหนึ่ง โน้มตัวไปข้างหลัง และข้างหน้า รู้สึกตึงด้านหลังต้นขาข้างที่เหยียด  นาน  5 – 7  วินาที  ทำซ้ำ  6 – 10  ครั้ง   ทำซ้ำทั้ง  2  ข้าง การบริหารให้กล้ามเนื้อแข็งแรง กล้ามเนื้อ Quadriceps นั่งเก้าอี้สูง  งอเข่า ห้อยเท้า เหยียดเข่า ต้านกับแรงต้าน อาจจะใช้ถุงทราย , ยางยืด กล้ามเนื้อ Hamstrings นอนคว่ำ งอเข่า สู้กับแรงต้าน อาจใช้น้ำหนักมัดไว้กับข้อเท้า  หรือแรงต้านจากยางยืด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การตัดมดลูก

โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช มดลูกและรังไข่ เป็นอย่างไร มดลูก คือ อวัยวะสืบพันธุ์ของสตรีซึ่งมีหน้าที่รับและเลี้ยงตัวอ่อน และทารกในครรภ์ โดยเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ด้านในสุด ทำหน้าที่เลี้ยงตัวอ่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรอบ ๆ ถ้ารอบประจำเดือนใดไม่มีการตั้งครรภ์จะหลุดลอกออกมาทางปากมดลูกและช่องคลอด เรียกว่า เลือดประจำเดือนออกมาทางช่องคลอด ผนังของมดลูก มีหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้เด็กในครรภ์ และบีบตัวเมื่อถึงเวลาคลอดให้เด็กคลอดออกมา มดลูกตั้งอยู่ปลายช่องคลอด โดยมีเส้นเอ็นยึดไว้บริเวณปากมดลูก ไม่ให้เลื่อนหลุดออกมา ปีกมดลูก มี 2 ข้าง ประกอบด้วย ท่อนำไข่ และ รังไข่ ท่อนำไข่ ทำหน้าที่ จับไข่ที่ตกมาจากรังไข่และเป็นทางผ่านให้เชื้ออสุจิจากช่องคลอดที่เข้ามายังมดลูก ผ่านท่อนำไข่นี้ไปผสมกับไข่ที่ปลายท่อ กลายเป็นตัวอ่อน แล้วเป็นทางให้ตัวอ่อนเดินทางมาที่มดลูกเพื่อฝังตัวเข้าไปในเยื่อบุโพรงมดลูก  รังไข่ ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ ทำหน้าที่สร้างไข่ออกมาและสร้างฮอร์โมนให้สตรี คือ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน  ปีกมดลูก ติดยึดอยู่กับมดลูกและอุ้งเชิงกรานด้วยแผ่นเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่ขึงระหว่างมดลูกกับผนังเชิงกรานทั้ง 2 ข้าง การตัดมดลูกคืออะไร การตัดมดลูก คือ การผ่าตัดชนิดหนึ่งมีจุดประสงค์ในการเอามดลูกที่มีพยาธิสภาพออก บางครั้งก็มีการตัดเอาท่อนำไข่และรังไข่ออกไปด้วย การผ่าตัดมดลูก  มีอยู่ 4 แบบ คือ ตัดมดลูกทั้งหมดออก (Total) หมายถึง ตัดมดลูกและปากมดลูกออกไปทั้ง 2อย่าง เหลือรังไข่อย่างน้อยหนึ่งข้าง(เป็นวิธีที่นิยมทำกันมากที่สุด) ตัดมดลูกออกเหลือแต่ปากมดลูกไว้ (Partial subtotal) คือ การตัดมดลูกที่อยู่เหนือปากมดลูกออก ยังคงปากมดลูกไว้ กรณีที่ไม่เป็นกลุ่มเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก ตัดมดลูกและรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง ผ่าแบบถอนรากถอนโคน (Radieal)ผ่าแบบนี้คือ ตัดทั้งมดลูก ปากมดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ส่วนบนของช่องคลอดและเลาะเอาต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานออกไปด้วย (วิธีนี้มักทำในรายที่เป็นมะเร็ง) โดยปกติถ้ายังไม่หมดประจำเดือนก็จะไม่ตัดรังไข่ออก ถ้ารังไข่ไม่มีความผิดปกติ เพราะจะทำให้หมดฮอร์โมนของรังไข่ เข้าสู่ช่วงหมดประจำเดือนเร็วเกินไป มีการตัดมดลูกบ่อยแค่ไหน ว่ากันว่าการตัดมดลูกเป็นการผ่าตัดมากที่สุดของนรีเวชกรรม รองจากการผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้องของสูติกรรม ในอเมริกามีตัวเลขทำการผ่าตัดมดลูก 600,000 รายต่อปี การตัดมดลูกทำอย่างไรและมีวิธีใดบ้าง ปัจจุบันมี 3 วิธี คือ ผ่าตัดทางหน้าท้อง คือ ทำแผลยาวตามแนวตั้งหรือแนวนอน ประมาณ 10 – 15 ซ.ม. เปิดหน้าท้อง แล้วตัดมดลูก ผ่าตัดทางช่องคลอด หมายถึง ผ่าเข้าไปตัดมดลูกผ่านทางปลายของช่องคลอด แล้วเอามดลูกออกทางช่องคลอด แล้วเย็บปิดปลายชองคลอด การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง โ ดยเจาะรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้องแล้วใช้เครื่องมือสอดเข้าไปตัดมดลูก เอามดลูกที่ถูกตัดออกทางช่องคลอดหรือย่อยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ออกทางหน้าท้อง วิธีนี้ทำให้เจ็บแผลน้อย โรคแทรกน้อย ฟื้นตัวเร็ว โรคที่จะต้องรักษาด้วยการตัดมดลูก เนื้องอกมดลูก (Fibroid) เป็นโรคที่มีการตัดมดลูกมากกว่าโรคอื่น ๆ มักเป็นเนื้องอกมดลูกที่โตมาก หรือทำให้ปวดหรือทำให้ประจำเดือนมามาก เนื้องอกมดลูกถ้าไม่มีอาการอะไรหรือใกล้จะหมดประจำเดือนแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องตัดมดลูก (เพราะเมื่อหมดประจำเดือนเนื้องอมดลูกจะเล็กลง) โรคเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ (Endometriosis) คือ ภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเกิดไปเจริญอยู่นอกโพรงมดลูก ได้แก่ ในเนื้อของมดลูก หรือข้าง ๆ มดลูก ในอุ้งเชิงกราน ถ้ามีอาการปวดมาก หรือเลือดประจำเดือนมาก หรือหลังจากเมื่อรักษาทางยาไม่ได้ผล หรือ ผ่าตัดวิธีอื่นไม่ได้ผล มดลูกหย่อน เกิดจากมดลูกหย่อนออกมาทางช่องคลอดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แล้วมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปวด ถ่ายปัสสาวะ- อุจจาระผิดปกติ หรือเกิดแผลกดทับที่ปากมดลูก มะเร็ง ไม่ว่าเป็นมะเร็งที่ปากมดลูก มดลูกหรือรังไข่ ถ้าอยู่ในช่วงที่ผ่าตัดได้ มักตัดมดลูกออกไปด้วย เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่แก้ไขทางยาแล้วไม่ได้ผล (ส่วนใหญ่มักเกิดจาก Adeuomyosis, Fibroid) อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง โดยมีต้นเหตุมาจากพยาธิสภาพในมดลูก หรือเส้นเอ็นที่ยึดมดลูก ถ้าไม่ได้เกิดจากมดลูกหรือรังไข่ ก็อาจไม่ได้ผล จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังจากตัดมดลูก เมื่อมดลูกถูกตัดออกไปแล้ว แน่นอนที่สุด จะไม่มีประจำเดือนและจะมีลูกไม่ได้ ถ้าไม่ได้ตัดรังไข่ออก ขณะที่รังไข่ยังทำงาน คุณจะยังคงความรู้สึกเป็นปกติ เช่น คัดหน้าอกใกล้เวลาที่จะมีประจำเดือน แต่ไม่มีเลือดออกทางช่องคลอด ถ้าถูกตัดรังไข่ออกไปด้วย ก็จะมีภาวะเหมือนคนหมดประจำเดือน คือ อาจมีอาการร้อนวูบวาบเนื้อตัว ใจสั่น และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ต้องใช้เวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดนานเท่าไร การฟื้นตัวหลังผ่าตัด ใช้เวลาพอสมควร แต่แตกต่างกันไปในชนิดและวิธีการผ่าตัด ถ้าผ่าตัดทำแผลหน้าท้องธรรมดา อยู่ในโรงพยาบาล 2-4 วัน ระยะพักฟื้น 4-8 สัปดาห์ ถ้าตัดมดลูกทางช่องคลอด หรือ โดยการส่องกล้อง อยู่ในโรงพยาบาล 1-3 วัน ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้ง 2 วิธีนี้ การอาบน้ำในอ่างน้ำ หรือ ว่ายน้ำ ควรให้เวลา 6 สัปดาห์ไปแล้ว รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ด้วย ถ้าตัดมดลูกแบบเหลือปากมดลูกไว้ (Subtotal Hysterectomy) จะอยู่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน ใช้เวลาพักฟื้นได้เร็ว 1-2 สัปดาห์ อาบนำในอ่างหรือว่ายน้ำ และมีเพศสัมพันธ์ได้หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ หลังผ่าตัด มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง การผ่าตัดมดลูกเกิดภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงมาก ได้แก่ การเสียเลือดจนต้องให้เลือดทดแทน การบาดเจ็บที่ลำไส้ การบาดเจ็บที่กระเพาะปัสสาวะและหลอดไต การอักเสบติดเชื้อ แผลหน้าท้องแยก ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ เช่น ปอดบวม, ระบบหัวใจ แต่เนื่องจากเครื่องมือ และปัจจัยการผ่าตัดพัฒนาขึ้นมาก ปัจจุบันจึงพบภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวน้อยมาก หลังผ่าตัดจะทำให้ความรู้สึกทางเพศเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ สตรีเมื่อถูกตัดมดลูกโดยรังไข่ยังอยู่ 1หรือ ทั้ง 2ข้าง จะยังมีความรู้สึกทางเพศเป็นปกติ และถ้าก่อนผ่าตัดเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการร่วมเพศ มักจะดีขึ้นหลังการผ่าตัด แต่ถ้าตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง อาจจะมีปัญหาภาวะหมดประจำเดือนได้ ควรปรึกษาแพทย์ของท่าน มีทางเลือกอื่นนอกจากการตัดมดลูกหรือไม่ ถ้าสาเหตุการตัดมดลูกเกิดจากมะเร็ง ก็ไม่มีทางเลือกอื่น แต่ถ้าเป็นเนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ มดลูกหย่อน อาจมีทางเลือกอื่นที่จะทดลองก่อนได้ คือ การให้ยา เช่น ให้ยาเพื่อระงับเลือดประจำเดือนมามาก หรือ การปรับฮอร์โมนของรังไข่ ในกรณีเลือดออกมาก หรือผิดปกติ การให้ยาบางอย่าง หรือยาคุมกำเนิด สำหรับการปวดประจำเดือนจากโรคเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ เป็นต้น การทำลายเยื่อบุโพรงมดลูก ในกรณีนี้มีปัญหาเรื่องประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ หรือมามากผิดปกติ การทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยเครื่องมือบางอย่างอาจช่วยได้ การใส่วัตถุเล็กๆ ผ่านสายสอดไปในเส้นเลือด เพื่ออุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกเพื่อให้ปัญหาเลือดออกมากลดลง การตัดเฉพาะก้อนเนื้องอกออก มักจะทำในกรณีที่ต้องการมีบุตรอีก วิธีนี้เสี่ยงต่อการมีเนื้องอกมดลูกขึ้นมาใหม่บ้าง การใช้ห่วงยางเล็กๆ ดันช่องคลอด(กรณีย์ มดลูกหย่อน) กันไม่ให้มดลูกลงมาต่ำ อาจใช้ได้เป็นแบบชั่วคราว หรือใช้ตลอดไปก็ได้ มักใช้กับคนอายุมากแล้ว วิธีต่างๆ ที่ไม่ใช่การผ่าตัดนี้ ควรได้ปรึกษากับแพทย์ที่รักษา ในด้านข้อดีและข้อเสียของคนไข้แต่ละคนเป็นรายๆ ไป คนไข้ควรจะเตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องตัดมดลูก ควรคุยกับแพทย์ ถึงทางเลือกอื่นและข้อดีข้อเสีย โดยเฉพาะในกรณีของคุณเอง  ถามถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในกรณีของคุณ คนไข้แต่ละคนแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ ดังนั้นการผ่าตัดที่ดีกับคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องดีสำหรับอีกคนหนึ่ง ลองปรึกษาแพทย์คนอื่นดู เป็นการให้ความเห็นที่ 2 ถ้ายังไม่แน่ใจ (ไม่ควรคิดว่าเป็นการเสียมารยาท/ไม่ควรตำหนิผู้ใดเนื่องจากความเห็นและประสบการณ์แตกต่างกันได้) เมื่อตัดมดลูกแล้ว ควรจะทำ Pap test หรือไม่ ควรถามแพทย์ของท่านว่า สำหรับท่านควรจะทำ Pap test อีกหรือไม่ บ่อยแค่ไหน โดยทั่วไปมีคำแนะนำดังนี้ สำหรับผู้ที่ทำการตัดมดลูก แบบตัดปากมดลูกด้วยหรือเหลือปากมดลูกอยู่ก็ควรทำการตรวจ Pap smearเหมือนคนไม่ได้ตัดมดลูก (ถ้าประวัติตรวจ Pap ปกติมาตลอด โอกาสเป็นมะเร็ง 0.1 % ในเวลา 30 ปี) คนที่ถูกตัดมดลูก เพราะเป็นมะเร็งปากมดลูก หรือกำลังจะเป็นมะเร็งปากมดลูก หรือ ผล Pap ผิดปกติ ควรจะตรวจ Pap ไปตลอดชีวิต เพราะถึงแม้โอกาสเป็นมะเร็งจะน้อยแต่ก็อาจเกิดขึ้นที่รอยเย็บช่องคลอด ไม่ว่าคุณจะมีความจำเป็นหรือควรทำ Pap หลังผ่าตัดมดลูกแล้วหรือไม่ก็ตามก็ควรตรวจภายในเป็นระยะตามที่แพทย์แนะนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ายังมีรังไข่เหลืออยู่ โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ภัยเงียบของสตรี: รังไข่ทำงานผิดปกติ แบบกลุ่มอาการ PCOS

ระวังภัยเงียบของสตรีที่มีน้ำหนักมากและประจำเดือนมาไม่ปกติ โดย พล.รศ.นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุล  และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช PCOS คืออะไร PCOS ย่อมาจาก Polycystic Ovarian Syndrome (บางทีก็เรียก  PCOD  ย่อมาจาก Polycystic Ovarian Disease)  เป็นกลุ่มอาการหรือโรคที่พบบ่อยในสตรีอย่างหนึ่ง  อาการประกอบไปด้วย  ประจำเดือนมาไม่ปกติ  ขาดประจำเดือนนานๆ  เป็นอย่างแรก (เกิดจากไม่มีการตกไข่หรือตกไข่ผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอ)   น้ำหนักมาก (อ้วน) เป็นอย่างที่สอง  มีขนดกกว่าปกติที่ใบหน้า ร่องอก และท้องน้อย เป็นอย่างที่สาม ที่บอกว่าพบมากเพราะพบได้ใน  5-10% ของสตรีวัยเจริญพันธุ์  ที่บอกว่าเป็นภัยเงียบก็เพราะมันอาจจะทำให้เกิดโรคเรื้อรังและร้ายแรงบางอย่าง( ซึ่งาจะกล่าวต่อไป ) โรคนี้พบกันมาตั้งแต่ปี 1930 โดยสูตินรีแพทย์ชาวเยอรมัน  2 ท่าน นามสกุล Stein และ Leventhal อธิบายผู้ป่วยสตรีที่มีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ อ้วน และมีขนดก พร้อมกับตรวจพบลักษณะของรังไข่มีความผิดปกติจำเพาะตัว และไข่ไม่ตกเรื้อรัง สตรีที่จะมาปรึกษาแพทย์ด้วยปัญหา  2 ประการเป็นส่วนใหญ่  คือ หลังจากผ่านวัยรุ่นมานานแล้ว ประจำเดือนไม่มา  หรือหลาย ๆ เดือนมาครั้งหนึ่ง  หรือประจำเดือนมาไม่แน่นอน  หรือมาคราวละนาน ๆ และมามากจนซีดโลหิตจาง แต่งงานนานแล้วไม่ตั้งครรภ์ อาจมี หรือ ไม่มีอาการในข้อ  1 ร่วมด้วย PCOS เกิดขึ้นได้อย่างไร ตามธรรมดาสตรีวัยเจริญพันธุ์  (อายุ  18-40 ปี) ควรจะมีการตกไข่ของรังไข่สม่ำเสมอทุกเดือน (ทุก 28+ 7 วัน)  ช่วงก่อนตกไข่เป็นครึ่งแรกของรอบประจำเดือน  รังไข่จะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนมากระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูก (หลังจากหลุดลอกไปจากการมีประจำเดือน)  ให้เจริญงอกงามหนาตัวขึ้น  พอช่วงหลังการตกไข่ ในครึ่งหลังของรอบประจำเดือน  รังไข่จะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนขึ้นมาด้วย  ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญมาก่อนหน้านี้มีความสมบูรณ์พร้อมรับการฝังตัวและเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์  ถ้ามีการตั้งครรภ์  รังไข่จะทำงานต่ออีกจนถึง  7-10 สัปดาห์  จากนั้นก็หยุดทำงาน  ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรกทำงานต่อไป  ถ้ามีไข่ตกแต่ไม่มีการตั้งครรภ์  รังไข่จะทำงานต่อหลังไข่ตกประมาณ  10-12  วัน ก็หยุดสร้างฮอร์โมน  หลังจากนั้น  2-3  วันเยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดลอกออกมาพร้อมเลือดเป็นประจำเดือน ถ้าไม่มีการตกไข่  รังไข่จะไม่มีการสร้างโปรเจสเตอโรน  มีแต่เอสโตรเจน  เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะเจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าถุงไข่ฝ่อตัวเมื่อไรก็ทำให้เอสโตรเจนหมด  เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดลอกออกมาเหมือนกัน  แต่ถ้าถุงไข่ค่อย ๆ โตช้า ๆ ไม่เรื่อย ๆ หรือ โตอยู่กับที่นาน ๆ ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็ออกมาน้อย ๆ ช้า ๆ  เยื่อบุโพรงมดลูกไม่หลุดลอกออกมา ก็จะไม่มีประจำเดือน  ถ้าระหว่างนั้นมีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้น ๆ ลง ๆ ก็จะมีการหลุดลอกเยื่อบุโพรงมดลูกเป็นช่วง ๆ ทำให้มีลักษณะเลือดออกกะปริดกะปรอยไม่แน่นอน  หรือถ้าเยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นจนหนามากเกิน  มันก็จะหลุดลอกออกมาเองเหมือนน้ำล้นถ้วย  ลักษณะเลือดประจำเดือนก็จะออกมาแบบมากและนาน  จะเห็นว่าถ้ามีการตกไข่สม่ำเสมอ  ประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอ  แต่ถ้าไม่ตกไข่ ประจำเดือนอาจจะมาเป็นแบบใดก็ได้ เรากลับมาดูโรคหรือกลุ่มอาการ PCOS เราตรวจพบว่าที่รังไข่แทนที่จะมีถุงไข่เพียง 1 ถุงโตขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ไข่ตกในแต่ละเดือนสลับข้างกันในรังไข่แต่ละข้าง กลับพบว่าในรังไข่แต่ละข้าง มีถุงไข่เล็ก ๆ เต็มไปหมด  ไม่มีถุงไข่ถุงไหนจะเจริญจนถึงการตกไข่  เมื่อทำ ultrasound ก็จะพบเป็นถุงเล็กๆ ใต้ผิวรังไข่  รังไข่เองก็จะโตกว่าปกติเล็กน้อย  จึงเป็นที่มาของคำว่า Polycystic (Poly =  มาก, Cyst = ถุง) เราพบอีกว่าสตรีที่เป็นโรคนี้  รังไข่และต่อมหมวกไต  จะสร้างฮอร์โมนเพศชายมากกว่าปกติในร่างกาย  จึงทำให้มีขนบริเวณใบหน้า  ร่องอก  และท้องส่วนล่างออกมาหนากว่าปกติ และ เราพบว่าร่างกายของสตรีผู้นี้มีระดับเอนไซม์อินซูลินในกระแสเลือดมากกว่าปกติ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเซลล์ของร่างกายตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินในการใช้น้ำตาลในเซลล์น้อย ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินมากขึ้นมาชดเชย  เมื่อน้ำตาลในเซลล์ถูกใช้น้อย ก็จะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นไขมัน  ดังนั้นความอ้วนก็เกิดขึ้นและความอ้วนนี้จะลดยากมาก  เพราะตัวช่วยที่ไม่ให้มีการสร้างไขมันจากน้ำตาล (คือ อินซูลิน) ทำงานได้ไม่ดี โดยสรุปลักษณะทั่วไปของกลุ่มอาการ PCOS หรือ PCOD ก็คือ ประจำเดือนผิดปกติ  อ้วน และมีขนดก  แต่ทุกคนที่เป็นโรคนี้  อาจมีอาการไม่ครบทั้ง 3 อย่างก็ได้  แต่ตัวยืนคือ รังไข่ทำงานผิดปกติ แพทย์จะวินิจฉัย PCOS ได้อย่างไร เนื่องจากอาการทั้ง  3 อย่างนี้  แต่ละอย่างเกิดจากโรคอื่นๆ ได้  เช่น ความผิดปกติที่ประสาทและสมอง  ความผิดปกติที่ต่อมหมวกไต  ต่อมไธรอยด์  หรือที่ตับอ่อน  เนื้องอกที่รังไข่  เป็นต้น การวินิจฉัยจึงต้องดูเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจภายใน  ทำ ultrasound และการตรวจฮอร์โมนเพศ จึงจะให้การวินิจฉัยที่แน่นอน (บางทีแพทย์อาจไม่ตรวจหมดทุกอย่างก็เป็นได้) PCOS มีอันตรายอย่างไร จากการติดตามคนที่เป็นโรค PCOS พบว่า  มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่อไปนี้ ปัญหามีบุตรยาก  จากรังไข่ทำงานผิดปกติ ปัญหาการตกเลือด  โลหิตจาง  เพราะประจำเดือนมามากและนานเกินไป เป็นมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม เพราะเยื่อบุมดลูกและเต้านมถูกกระตุ้นด้วยเอสโตรเจนจำนวนมากนานๆ เป็นเบาหวาน (เพราะอินซูลินทำงานได้ไม่ดี)  และโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน  เช่นโรคความดันโลหิตสูง  โรคทางสมอง  ไต  และหัวใจ  เป็นต้น แนวทางรักษา PCOS เนื่องจากเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้  ดังนั้นแนวทางการรักษาจึงเป็นการทำเพื่อแก้ปัญหาของผู้ป่วย  วิทยาการตอนนี้เราทราบว่ากลุ่มอาการนี้มีความผิดปกติ  3  อย่างคือ  รังไข่ทำงานผิดปกติ  มีขนขึ้น และระดับอินซูลินสูงเนื่องจากเซลล์ตอบสนองไม่ดี เพื่อป้องกันผลร้ายจากสิ่งดังกล่าว  จึงแบ่งผู้ป่วยเป็น 2 พวก  คร่าว ๆ คือ  รายที่ไม่ต้องการมีบุตร ไม่ว่าปัจจุบันหรือตลอดไป หลักการรักษาคือ ทำให้มีประจำเดือนเพื่อป้องกันเยื่อบุโพรงมดลูกหนาเกินไป  เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อเลือดออกมากและความเสี่ยงต่อมะเร็งในอนาคต  ด้วยการให้ฮอร์โมนเลียนแบบการมีไข่ตก  ที่สะดวกที่สุดคือการได้รับยาคุมกำเนิด  ซึ่งจะช่วยให้มีประจำเดือนปกติ  และคุมกำเนิดไปในคราวเดียวกัน (คนเป็นโรคนี้อาจมีไข่ตกบ้างบางเวลา)   ถ้าไม่ต้องการรับประทานยาคุมกำเนิดก็ให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนรับประทานเป็นรอบ ๆ ไป  ถ้ามีขนดกด้วย  ก็ให้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนลดการสร้างแอนโดรเจน  ถ้ามีปัญหาเรื่องอ้วนก็ให้ยาที่กระตุ้นการตอบสนองต่ออินซูลิน  เพื่อให้การใช้น้ำตาลในเซลล์ดีขึ้น ในทางกลับกันถ้าต้องการมีบุตร ก็ต้องกระตุ้นให้มีการตกไข่ หรือการใช้ยากระตุ้นการตอบสนองต่ออินซูลินของร่างกายหรือทั้ง 2 อย่างแล้วแต่กรณี  ถ้ายังไม่ได้ผล (หรือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง) คือ ใช้การผ่าตัดส่องกล้องผ่านช่องท้องโดยใช้ไฟฟ้าไปทำลายเนื้อเยื่อของรังไข่ส่วนที่สร้างแอนโดรเจนมากเกินไป  ซึ่งช่วยทำให้การตกไข่เองได้  และตั้งครรภ์ 50-60 % สรุป  PCOS เป็นกลุ่มโรคที่เรายังไม่ทราบสาเหตุแน่นอน  แต่พอจะรักษาเยียวยาได้ตามแต่ปัญหาและความต้องการของผู้ป่วย  หวังว่าการแพทย์คงทราบสาเหตุและการรักษาที่ได้ผลดีขึ้นเรื่อย ๆตามวิทยาการที่ก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวดีของหญิง”โสด” ฝากไข่ใน “ธนาคารไข่” จริง หรือ มั่วนิ่ม

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิง ทุกคน ก็ต้องมีสัญชาตญาณความเป็นเพศแม่ในตัว เมื่อเติบโตขึ้น แก่ตัวลง ก็อยากจะสัมผัสความรู้สึกของการเป็นแม่ อยากมีคนให้รักได้ทั้งชีวิต อยากมีคนที่รักเราได้อย่างจริงใจ นั่นก็คือการมีลูกซักคนไว้เลี้ยงดู ดูแลกันตลอดทั้งชีวิต แต่ถ้าเป็นสาวโสดจะทำยังไงดีล่ะ จะมีลูกได้ยังไงดี หรืออนาคตเผื่อบุญพาวาสนาส่งให้เจอเนื้อคู่เมื่อแก่แล้ว ไข่หมดประสิทธิภาพแล้วก็อดมีลูกกันสินะ ถ้าเราสามารถคงสภาพไข่เราเพื่อรอวันพบเจอเนื้อคู่ได้คงดี นั่นไง......ความคิดหรือไอเดียเรื่อง ฝากไข่ หรือ ธนาคารไข่ จึงเกิดขึ้น มีข่าวบันเทิงหลายสำนัก อ้างว่า ดาราสาวโสดพากันเฮโลไปฝากไข่ไว้รอสามีในอนาคตบ้างล่ะ ดาราที่เป็นแฟนกัน ยังไม่พร้อมแต่งงานแต่จูงมือกันไปฝากไข่ฝากสเปริมไว้ก่อนบ้างล่ะ มันทำได้จริงเหรอ มาฟังข้อเท็จจริงกันตรงนี้ แฉกันให้ถึงพริกถึงขิง ล้วงลึกเบื้องลึกวงการแพทย์กันเลยค่ะ “ไข่” ของผู้หญิง สร้างมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ คือยังไม่คลอดออกมาก็จะมีกระบวนการสร้างเซลล์ไข่เตรียมพร้อมแล้วประมาณ 7 ล้านใบ แต่เมื่อคลอดออกมา ไข่จะสามารถเริ่มทำงานได้เมื่อเข้าสู่วัยสาวหรือเริ่มมีประจำเดือน ไข่จะมีการเลือกขึ้นมาทุกเดือนประมาณ 10-20 ใบ เพื่อตกไข่ได้ใบเดียว ใบที่ดีที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถตกไข่ออกมาได้ ดังนั้นทั้งชีวิตของผู้หญิงอาจเกิดการตกไข่ได้เต็มที่แค่ประมาณ 400 รอบ หรือ 400 ใบ โดยที่ไข่ก็จะแก่ไปตามอายุ ยิ่งอายุมากไข่ก็จะแก่มาก และอาจไม่สามารถปฏิสนธิกับสเปริมจนเป็นตัวอ่อนได้ อายุที่เหมาะสมสำหรับไข่ที่ดีที่สุด และพร้อมตั้งครรภ์คือ 24-30 ปี ดังนั้นความคิดที่ว่า ถ้าเราสามารถดึงไข่ในช่วงที่ดีที่สุดออกมารอสเปริมล่วงหน้า น่าจะทำให้เราได้บุตรที่ดีที่สุด เทคนิคการเก็บไข่ออกมา คือการใช้เข็มเจาะดูดไข่ผ่านทางช่องคลอด โดยการเจาะเข้าไปในฟองไข่โดยตรงเพื่อดูดไข่แดง คิดง่ายๆถ้าเปรียบเทียบกับไข่ไก่ ไข่ที่เราต้องการนำมาผสมคือไข่แดงด้านในเท่านั้น ไข่ขาวกับเปลือกไข่เราไม่ต้องการ ดังนั้นเราก็จะเจาะผ่านเปลือกไข่และดูดเอาไข่แดงออกมาจากร่างกาย แน่นอน!!! เราไม่สามารถใช้เข็มเจาะสดๆผ่านเนื้อช่องคลอดเข้าไปง่ายๆได้ เราต้องทำให้ห้องปราศจากเชื้อหรือห้องผ่าตัด ดมยาสลบให้หลับสนิท มียาแก้ปวดให้ทางกระแสเลือด แล้วจึงจะเจาะเข็มเก็บไข่ออกมาได้ แต่ถ้าเราลงทุนดมยาสลบ ลงทุนโดนเจาะขนาดนั้น ถ้าเก็บมาเพียงใบเดียวคงไม่คุ้มค่าความเจ็บตัว ไม่คุ้มค่าอุปกรณ์การแพทย์ ค่าบริการสถานพยาบาล เราจึงต้องผ่านขั้นตอนการกระตุ้นไข่ให้ได้ไข่มากกว่า 1 ใบ จะได้กี่ใบ 5-20 ใบก็แล้วแต่ว่าร่างกายในช่วงนั้นเรามีการดึงไข่ขึ้นมารอการกระตุ้นจากแพทย์มากน้อยแค่ไหน ขั้นตอนการกระตุ้นไข่ ก็คือการฉีดยาที่หน้าท้อง ประมาณ 8-10 วัน โดยต้องฉีดทุกวัน เพื่อทำให้ไข่ทุกใบโตได้พร้อมเพรียงกัน และคุณภาพดีพร้อมสำหรับการเก็บไข่ จากนั้นเมื่อเราเก็บไข่ได้แล้ว เราก็จะนำมาตรวจสอบคุณภาพไข่ในห้องปฏิบัติการ ไข่ที่ตรวจสอบแล้วพร้อมสำหรับการแช่แข็งจะถูกนำเข้ากระบวนการแช่แข็ง (egg freezing หรือ oocyte cryopreservation) ด้วยไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ –196องศา ด้วยเทคนิคการแช่แข็งแบบใหม่เรียกว่า Vitrification  ไข่ที่แช่แข็งด้วยเทคนิคแข็งตัวอย่างรวดเร็วในไนโตรเจนเหลวนี้ จะช่วยลดความเสียหายให้กับไข่ได้มากที่สุด สามารถคงความสมบูรณ์ และนำมาใช้หลังการละลายไข่ที่แช่แข็งเพื่อปฏิสนธิเมื่อพร้อมที่จะมีบุตรต่อไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเซลล์ไข่เป็นเซลล์ที่ค่อนข้างใหญ่และมีความซับซ้อนของเซลล์มากเมื่อเทียบกับเซลล์สเปริม หรือเซลล์ตัวอ่อนซึ่งเกิดจากการผสมแล้วระหว่างไข่และสเปริม การแช่แข็งที่จะคงสภาพเซลล์ทั้งหมดของไข่ฝ่ายหญิง ยังสู้ความสมบรูณ์ของเซลล์สเปริมหรือตัวอ่อนไม่ได้ ยังไม่มีการยืนยันชัดเจนในงานวิจัยทั่วโลกว่าคงสภาพได้ดีทั้งในไทยเอเชีย ยุโรปหรืออเมริกา ดังนั้นในทางการแพทย์ หากแต่งงาน สมรสแล้ว มีสเปริมเป็นของตัวเองแล้วก็ควรทำการผสมเป็นตัวอ่อนเลย หรือเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วเพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่สมบูรณ์ก่อน แล้วจึงทำการแช่แข็งตัวอ่อน ที่เรียกว่า embryo freezing หรือ embryo cryopreservation เมื่อพร้อมมีบุตร ก็ละลายตัวอ่อนออกมาฝังตัวในมดลูกได้เลย อ้าว....แล้วคนโสดล่ะคะ ตกลงว่า ธนาคารไข่ ก็ มั่วนิ่ม ใช่มั๊ยคะ ไม่มั่วค่ะ ทำได้จริง แต่ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่รับประกันว่า ไข่ที่แช่แข็งแล้ว เมื่อละลายออกมาจะสามารถปฏิสนธิกับสเปริมได้ 100% ไม่รับประกันว่าจะเกิดการแลกเปลี่ยนโครโมโซมและเจริญเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ได้เต็มที่ ดังนั้นในสถานพยาบาลบางแห่งก็รับทำ อาจมีการโฆษณาชวนเชื่อให้เข้ามารับบริการได้ ก็ไม่ใช่เรื่องโกหก ก็ทำได้จริง แต่ผู้รับบริการก็ต้องมีการทำความเข้าใจก่อนว่ามีโอกาสที่จะไม่สำเร็จ หรือในบางสถานพยาบาลก็ไม่รับทำเลย เพราะคิดว่าไม่อยากให้ผู้รับบริการมีความหวังที่ไม่ชัดเจน ดังนั้นหากหญิงโสดท่านใดตัดสินใจแล้ว ยังไงก็ยืนยันที่จะฝากไข่ ก็ลองโทรสอบถามสถานพยาบาล รพ.แต่ละแห่งที่มีศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก นัดคุยกับแพทย์โดยตรงได้เลย ว่ากรณีของเราฝากได้มั๊ย เหมาะสมหรือไม่ ราคาเท่าไหร่ เลือกสถานบริการตามสะดวกได้เลยนะคะ ใน รร.แพทย์ มีการฝากไข่กันจริง ทำกันเป็นเรื่องปกติ แต่ทำในกรณีคนไข้มะเร็งที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด และยาเคมีบำบัดจะเกิดการทำลายเซลล์ไข่ให้หมดประสิทธิภาพลงด้วย ดังนั้นทางเลือกเดียวที่จะคงสภาพการเจริญพันธ์ให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถมีบุตรได้ในอนาคต นั่นคือการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลที่พึงมีบุตรได้ของเพศแม่ไว้ให้เต็มที่ที่สุด จึงมีธนาคารไข่สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้โดยเฉพาะค่ะ สุดท้าย ท้ายสุดของบทความนี้ หมอขอเอาใจช่วยสาวโสดทุกคนให้พบเจอรักแท้ พบเจอสเปริมที่เหมาะสมกับไข่ของเราโดยเร็ว ไม่ต้องมานั่งปวดหัวว่างานนี้ฝากได้จริงหรือมั่วนิ่มนะคะ โดย พญ. อัญชุลี พฤฒิวรนันทน์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การผ่าตัดไขมันหน้าท้อง (Abdominal Lipectomy and Abdominoplasty;Tummy Tuck Surgery)

เป็นการผ่าตัดเพื่อกำจัดไขมัน ผิวหนังส่วนเกิน และแก้ไขผนังหน้าท้องที่หย่อนยาน ซึ่งเกิดหลังจากการตั้งครรภ์หรือการลดน้ำหนัก การผ่าตัดจะทำให้หน้าท้องดูเรียบและตึงขึ้นและยังสามารถกำจัดผิวหนังที่แตกลายบริเวณที่อยู่ต่ำกว่าสะดือได้อีกด้วย การผ่าตัดนี้ไม่เหมาะสำหรับคนที่อ้วนมากๆซึ่งควรจะลดน้ำหนักจนคงที่ก่อนที่จะทำการผ่าตัด การผ่าตัด การผ่าตัดจะทำในโรงพยาบาลโดยการวางยาสลบ แผลผ่าตัดจะอยู่เหนือหัวเหน่าและยาวไปทางด้านข้างถึงสะโพกทั้งสองข้าง ซึ่งแผลจะซ่อนอยู่ในขอบกางเกงชั้นใน การผ่าตัดใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงโดยอาจจะมีการย้ายสะดือด้วยถ้ามีผิวหนังและไขมันส่วนเกินมาก หลังการผ่าตัดจะมีสายระบายเลือดและน้ำเหลืองออกบริเวณหัวเหน่าซึ่งจะทิ้งเอาไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์เพื่อป้องกันน้ำเหลืองคั่งใต้แผลหลังผ่าตัด หลังผ่าตัดอาจจะต้องนอนหรือยืนตัวงอเนื่องจากมีความตึงบริเวณแผลผ่าตัดซึ่งจะค่อยๆดีขึ้นในเจ็ดถึงสิบวัน  ความรู้สึกชาบริเวณหน้าท้องก็จะค่อยๆดีขึ้นเช่นกันในเวลาประมาณสามถึงหกเดือน หลังผ่าตัดไม่ควรทำงานหนักหรือยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักๆ ประมาณหกสัปดาห์ ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด ส่วนใหญ่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ค่อยเป็นอันตราย สามารถแก้ไขได้โดยการรักษาแผลหรือการผ่าตัดเล็กเท่านั้น เลือดหรือน้ำเหลืองคั่ง แผลผ่าตัดติดเชื้อ แผลแยก ผิวหนังตายบางส่วน แผลเป็นนูน ข้อเขียนโดย นพ.นราธิป ทรงทอง ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงาม ประจำรพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม