เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าขาด และการป้องกัน

เอ็นไขว้หน้าเป็นเอ็นยึดข้อเข่าที่สำคัญภายในเข่า  ช่วยให้มีความมั่นคงของเข่า ในการบิดหรือหมุนข้อเข่า (Rotational  stability) คนที่ไม่มีเอ็นไขว้หน้า เมื่อบิดข้อเข่าจะรู้สึกเข่าอ่อนจะล้ม เกิดอาการปวดเข่า และอาจจะมีการฉีกขาดของหมอนรองกระดูกข้อเข่า หรือกระดูกอ่อนผิวข้อร่วมด้วย  ถ้าเข่าเสียความมั่นคงเกิดอาการบิดเช่นนี้บ่อย ๆ จะทำให้การบาดเจ็บของหมอนรองข้อและผิวข้อมากขึ้น กลายเป็นภาวะข้อเข่าเสื่อมตั้งแต่อายุยังน้อย เอ็นไขว้หน้าขาดเพียงอย่างเดียวมักไม่ทำให้เกิดอาการปวด นอกจากมีอาการ 2 – 3 สัปดาห์แรก  หลังเกิดอุบัติเหตุ  ปัญหาของเอ็นไขว้หน้าขาดเกิดจากเข่าไม่มีความมั่นคง เวลารับน้ำหนักแล้วบิดเข่า (เช่น เวลาเดินจะเลี้ยว หรือเปลี่ยนทิศทาง) การวิ่งหรือขี่จักรยานยังสามารถทำได้โดยไม่มีปัญหามากนักแต่กิจกรรมที่ต้องการความว่องไว และมีการบิดหมุนเข่า มักจะทำไม่ค่อยได้ถ้าไม่มีเอ็นไขว้หน้ายึดเข่าให้มั่นคง เอ็นไขว้หน้าขาดไม่สามารถต่อเองได้ ถ้าต้องการความมั่นคงของเข่าที่มีการบิดหมุนร่วมด้วย ต้องสร้างเอ็นไขว้หน้าขึ้นมาใหม่ มีเอ็นที่นำมาสร้างแทนเอ็นไขว้หน้า มาได้จาก  3  แห่ง ใช้เอ็นจากกล้ามเนื้อด้านหลังข้อเข่า (Hamstring tendons) ใช้บางส่วนของเอ็นลูกสะบ้า  (Kneecap or patellar tendon) ใช้เอ็นจากที่อื่น ที่ไม้ใช่จากตัวผู้ป่วยเอง (Allograft)   นักกีฬาอาชีพทั้งชายและหญิงจำนวนมากที่สามารถกลับมาเล่นในระดับแนวหน้าได้อีก หลังการผ่าตัดสร้างเอ็นไขว้หน้า  ความพยายามฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เป็นสิ่งจำเป็นมากแต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่นักกีฬาอาชีพจะไม่สามารถกลับมาเล่นในมาตรฐานเดิมเหมือนก่อนการบาดเจ็บ การบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้า มักจะสัมพันธ์กับชนิดกีฬาที่เล่นมากกว่า เช่น พบบ่อยในนักกีฬาประเภท ฟุตบอล , บาสเกตบอล , วอลเลย์บอล ในการเล่นกอล์ฟ เกิดขึ้นได้น้อยกว่า นอกจากจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่ที่น่าสนใจ คือมีสถิติ การบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าเข่าขวาขาด จากการเล่นบาสเกตบอล พบในนักกีฬาหญิงมากกว่านักกีฬาชาย  2  เท่า   จากการเล่นฟุตบอลพบในนักกีฬาหญิงมากกว่านักกีฬาชาย  4  เท่า  หรือประมาณร้อยละ  60  ของนักกีฬาหญิงที่เล่นบาสเกตบอล เกิดขึ้นขณะกระโดดลงพื้น เอ็นไขว้หน้าคืออะไร  มีหน้าที่อะไร เอ็นไขว้หน้า (Anterior cruciate ligament - ACL) เป็นเอ็นที่อยู่ในข้อเข่า  ช่วยป้องกันกระดูกทีเบีย (Tibia)  เคลื่อนที่ไปข้างหน้าใต้กระดูกฟีเมอร์(Femer)  เอ็นไขว้หน้า จะตึงเวลาเหยียดเข่าแรงบิดหมุนที่รุนแรงทำให้เอ็นไขว้หน้าขาดได้ และความมั่นคงของเข่า ที่ป้องกันไม่ให้กระดูกทีเบีย(Tibia)  เลื่อนไปข้างหน้าใต้เข่า หรือบิดหมุน ก็จะเสียไปถ้าไม่ได้รับการรักษา หมอนรองข้อเข่า หรือกระดูกอ่อนผิวข้อ ก็จะได้รับแรงที่ผิดปกติมากเกิน ทำให้ข้อเสียเกิดภาวะข้อเสื่อมได้ จากการศึกษาพบว่า มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บเอ็นไขว้ในนักกีฬาหญิง ผลการศึกษาวิธีการฝึกการบริหาร สามารถช่วยลด อัตราเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าลงได้ การกระโดด พบว่านักกีฬาหญิงเวลากระโดดลงพื้นโดยไม่งอเข่ามากเท่านักกีฬาชาย  แรงกระแทกบนเข่าจะมากกว่าทำให้อัตราการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้าสูงขึ้น เวลาหมุนบิดเข่า  นักกีฬาหญิงมักจะหมุนบิดเข่าขณะที่เข่าเหยียดมากกว่านักกีฬาชาย  การงอเข่าและสะโพกจะช่วยลงแรงที่กระทำต่อเอ็นไขว้หน้า ในการเล่นกอล์ฟ ขณะที่หัวไม้กระทบลูก การรักษาเข่าซ้ายให้งอไว้เล็กน้อยจะลดแรง บนเอ็นไขว้หน้าได้มากกว่า  สะบัดเข่า สะโพกให้เหยียดขึ้นทันที  ซึ่ง Tiger  Woods  ชอบใช้มากเวลาต้องการให้ไกลขึ้นอีก 30 – 40  หลา กล้ามเนื้อที่ควบคุมเข่า  มีกล้ามเนื้อเหยียดเข่าคือ กล้ามเนื้อ Quadriceps  อยู่ด้านหน้าต้นขา และกล้ามเนื้องอเข่าคือ Hamstrings อยู่ด้านหลังต้นขา นักกีฬาหญิงส่วนใหญ่ใช้กล้ามเนื้อ Quadriceps เวลาเปลี่ยนทิศทางหมุนขา แรงของกล้ามเนื้อ ดึงกระดูกทีเบีย(Tibia)  ไปข้างหน้าและเหยียดเข่าทำให้มีการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้าได้การบริหารกล้ามเนื้อ Hamstrings และใช้กล้ามเนื้อ Hamstrings มากขึ้น ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเอ็นไขว้หน้าได้ การป้องกันการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หน้า ทำได้ทั้งนักกีฬาหญิงและชายโดย ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหยียดเข่า และงอเข่า และการบริหารยืดเหยียด รวมทั้งการสร้างสมดุลและการทรงตัวของเข่าสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับนักกอล์ฟด้วย นอกจากลดการบาดเจ็บแล้ว การมีกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรง การทรงตัวที่ดี จะทำให้ตีลูกกอล์ฟได้แม่นยำขึ้น ตีไกลขึ้น และควบคุมทิศทางได้ดีขึ้น การบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ Quadriceps ยืนเกาะกำแพงหรือโต๊ะ งอเข่าตึง  เท้าไปด้านหลังให้รู้สึกตึงต้นขาด้านหน้าให้มากที่สุด  นาน  5 – 7 วินาที  ทำซ้ำ 6 – 10  ครั้งทำทั้ง 2 ข้าง การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ Hamstrings  ฝึกงอเข่าข้างหนึ่ง เหยียดขาอีกข้างหนึ่ง โน้มตัวไปข้างหลัง และข้างหน้า รู้สึกตึงด้านหลังต้นขาข้างที่เหยียด  นาน  5 – 7  วินาที  ทำซ้ำ  6 – 10  ครั้ง   ทำซ้ำทั้ง  2  ข้าง การบริหารให้กล้ามเนื้อแข็งแรง กล้ามเนื้อ Quadriceps นั่งเก้าอี้สูง  งอเข่า ห้อยเท้า เหยียดเข่า ต้านกับแรงต้าน อาจจะใช้ถุงทราย , ยางยืด กล้ามเนื้อ Hamstrings นอนคว่ำ งอเข่า สู้กับแรงต้าน อาจใช้น้ำหนักมัดไว้กับข้อเท้า  หรือแรงต้านจากยางยืด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การตัดมดลูก

โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช มดลูกและรังไข่ เป็นอย่างไร มดลูก คือ อวัยวะสืบพันธุ์ของสตรีซึ่งมีหน้าที่รับและเลี้ยงตัวอ่อน และทารกในครรภ์ โดยเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ด้านในสุด ทำหน้าที่เลี้ยงตัวอ่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรอบ ๆ ถ้ารอบประจำเดือนใดไม่มีการตั้งครรภ์จะหลุดลอกออกมาทางปากมดลูกและช่องคลอด เรียกว่า เลือดประจำเดือนออกมาทางช่องคลอด ผนังของมดลูก มีหน้าที่เป็นเกราะกำบังให้เด็กในครรภ์ และบีบตัวเมื่อถึงเวลาคลอดให้เด็กคลอดออกมา มดลูกตั้งอยู่ปลายช่องคลอด โดยมีเส้นเอ็นยึดไว้บริเวณปากมดลูก ไม่ให้เลื่อนหลุดออกมา ปีกมดลูก มี 2 ข้าง ประกอบด้วย ท่อนำไข่ และ รังไข่ ท่อนำไข่ ทำหน้าที่ จับไข่ที่ตกมาจากรังไข่และเป็นทางผ่านให้เชื้ออสุจิจากช่องคลอดที่เข้ามายังมดลูก ผ่านท่อนำไข่นี้ไปผสมกับไข่ที่ปลายท่อ กลายเป็นตัวอ่อน แล้วเป็นทางให้ตัวอ่อนเดินทางมาที่มดลูกเพื่อฝังตัวเข้าไปในเยื่อบุโพรงมดลูก  รังไข่ ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ ทำหน้าที่สร้างไข่ออกมาและสร้างฮอร์โมนให้สตรี คือ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน  ปีกมดลูก ติดยึดอยู่กับมดลูกและอุ้งเชิงกรานด้วยแผ่นเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่ขึงระหว่างมดลูกกับผนังเชิงกรานทั้ง 2 ข้าง การตัดมดลูกคืออะไร การตัดมดลูก คือ การผ่าตัดชนิดหนึ่งมีจุดประสงค์ในการเอามดลูกที่มีพยาธิสภาพออก บางครั้งก็มีการตัดเอาท่อนำไข่และรังไข่ออกไปด้วย การผ่าตัดมดลูก  มีอยู่ 4 แบบ คือ ตัดมดลูกทั้งหมดออก (Total) หมายถึง ตัดมดลูกและปากมดลูกออกไปทั้ง 2อย่าง เหลือรังไข่อย่างน้อยหนึ่งข้าง(เป็นวิธีที่นิยมทำกันมากที่สุด) ตัดมดลูกออกเหลือแต่ปากมดลูกไว้ (Partial subtotal) คือ การตัดมดลูกที่อยู่เหนือปากมดลูกออก ยังคงปากมดลูกไว้ กรณีที่ไม่เป็นกลุ่มเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก ตัดมดลูกและรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง ผ่าแบบถอนรากถอนโคน (Radieal)ผ่าแบบนี้คือ ตัดทั้งมดลูก ปากมดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ส่วนบนของช่องคลอดและเลาะเอาต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานออกไปด้วย (วิธีนี้มักทำในรายที่เป็นมะเร็ง) โดยปกติถ้ายังไม่หมดประจำเดือนก็จะไม่ตัดรังไข่ออก ถ้ารังไข่ไม่มีความผิดปกติ เพราะจะทำให้หมดฮอร์โมนของรังไข่ เข้าสู่ช่วงหมดประจำเดือนเร็วเกินไป มีการตัดมดลูกบ่อยแค่ไหน ว่ากันว่าการตัดมดลูกเป็นการผ่าตัดมากที่สุดของนรีเวชกรรม รองจากการผ่าตัดคลอดบุตรทางหน้าท้องของสูติกรรม ในอเมริกามีตัวเลขทำการผ่าตัดมดลูก 600,000 รายต่อปี การตัดมดลูกทำอย่างไรและมีวิธีใดบ้าง ปัจจุบันมี 3 วิธี คือ ผ่าตัดทางหน้าท้อง คือ ทำแผลยาวตามแนวตั้งหรือแนวนอน ประมาณ 10 – 15 ซ.ม. เปิดหน้าท้อง แล้วตัดมดลูก ผ่าตัดทางช่องคลอด หมายถึง ผ่าเข้าไปตัดมดลูกผ่านทางปลายของช่องคลอด แล้วเอามดลูกออกทางช่องคลอด แล้วเย็บปิดปลายชองคลอด การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง โ ดยเจาะรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้องแล้วใช้เครื่องมือสอดเข้าไปตัดมดลูก เอามดลูกที่ถูกตัดออกทางช่องคลอดหรือย่อยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ออกทางหน้าท้อง วิธีนี้ทำให้เจ็บแผลน้อย โรคแทรกน้อย ฟื้นตัวเร็ว โรคที่จะต้องรักษาด้วยการตัดมดลูก เนื้องอกมดลูก (Fibroid) เป็นโรคที่มีการตัดมดลูกมากกว่าโรคอื่น ๆ มักเป็นเนื้องอกมดลูกที่โตมาก หรือทำให้ปวดหรือทำให้ประจำเดือนมามาก เนื้องอกมดลูกถ้าไม่มีอาการอะไรหรือใกล้จะหมดประจำเดือนแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องตัดมดลูก (เพราะเมื่อหมดประจำเดือนเนื้องอมดลูกจะเล็กลง) โรคเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ (Endometriosis) คือ ภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเกิดไปเจริญอยู่นอกโพรงมดลูก ได้แก่ ในเนื้อของมดลูก หรือข้าง ๆ มดลูก ในอุ้งเชิงกราน ถ้ามีอาการปวดมาก หรือเลือดประจำเดือนมาก หรือหลังจากเมื่อรักษาทางยาไม่ได้ผล หรือ ผ่าตัดวิธีอื่นไม่ได้ผล มดลูกหย่อน เกิดจากมดลูกหย่อนออกมาทางช่องคลอดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แล้วมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปวด ถ่ายปัสสาวะ- อุจจาระผิดปกติ หรือเกิดแผลกดทับที่ปากมดลูก มะเร็ง ไม่ว่าเป็นมะเร็งที่ปากมดลูก มดลูกหรือรังไข่ ถ้าอยู่ในช่วงที่ผ่าตัดได้ มักตัดมดลูกออกไปด้วย เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดที่แก้ไขทางยาแล้วไม่ได้ผล (ส่วนใหญ่มักเกิดจาก Adeuomyosis, Fibroid) อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง โดยมีต้นเหตุมาจากพยาธิสภาพในมดลูก หรือเส้นเอ็นที่ยึดมดลูก ถ้าไม่ได้เกิดจากมดลูกหรือรังไข่ ก็อาจไม่ได้ผล จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังจากตัดมดลูก เมื่อมดลูกถูกตัดออกไปแล้ว แน่นอนที่สุด จะไม่มีประจำเดือนและจะมีลูกไม่ได้ ถ้าไม่ได้ตัดรังไข่ออก ขณะที่รังไข่ยังทำงาน คุณจะยังคงความรู้สึกเป็นปกติ เช่น คัดหน้าอกใกล้เวลาที่จะมีประจำเดือน แต่ไม่มีเลือดออกทางช่องคลอด ถ้าถูกตัดรังไข่ออกไปด้วย ก็จะมีภาวะเหมือนคนหมดประจำเดือน คือ อาจมีอาการร้อนวูบวาบเนื้อตัว ใจสั่น และการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ต้องใช้เวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดนานเท่าไร การฟื้นตัวหลังผ่าตัด ใช้เวลาพอสมควร แต่แตกต่างกันไปในชนิดและวิธีการผ่าตัด ถ้าผ่าตัดทำแผลหน้าท้องธรรมดา อยู่ในโรงพยาบาล 2-4 วัน ระยะพักฟื้น 4-8 สัปดาห์ ถ้าตัดมดลูกทางช่องคลอด หรือ โดยการส่องกล้อง อยู่ในโรงพยาบาล 1-3 วัน ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้ง 2 วิธีนี้ การอาบน้ำในอ่างน้ำ หรือ ว่ายน้ำ ควรให้เวลา 6 สัปดาห์ไปแล้ว รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ด้วย ถ้าตัดมดลูกแบบเหลือปากมดลูกไว้ (Subtotal Hysterectomy) จะอยู่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน ใช้เวลาพักฟื้นได้เร็ว 1-2 สัปดาห์ อาบนำในอ่างหรือว่ายน้ำ และมีเพศสัมพันธ์ได้หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์ หลังผ่าตัด มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง การผ่าตัดมดลูกเกิดภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงมาก ได้แก่ การเสียเลือดจนต้องให้เลือดทดแทน การบาดเจ็บที่ลำไส้ การบาดเจ็บที่กระเพาะปัสสาวะและหลอดไต การอักเสบติดเชื้อ แผลหน้าท้องแยก ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ เช่น ปอดบวม, ระบบหัวใจ แต่เนื่องจากเครื่องมือ และปัจจัยการผ่าตัดพัฒนาขึ้นมาก ปัจจุบันจึงพบภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวน้อยมาก หลังผ่าตัดจะทำให้ความรู้สึกทางเพศเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ สตรีเมื่อถูกตัดมดลูกโดยรังไข่ยังอยู่ 1หรือ ทั้ง 2ข้าง จะยังมีความรู้สึกทางเพศเป็นปกติ และถ้าก่อนผ่าตัดเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการร่วมเพศ มักจะดีขึ้นหลังการผ่าตัด แต่ถ้าตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้าง อาจจะมีปัญหาภาวะหมดประจำเดือนได้ ควรปรึกษาแพทย์ของท่าน มีทางเลือกอื่นนอกจากการตัดมดลูกหรือไม่ ถ้าสาเหตุการตัดมดลูกเกิดจากมะเร็ง ก็ไม่มีทางเลือกอื่น แต่ถ้าเป็นเนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ มดลูกหย่อน อาจมีทางเลือกอื่นที่จะทดลองก่อนได้ คือ การให้ยา เช่น ให้ยาเพื่อระงับเลือดประจำเดือนมามาก หรือ การปรับฮอร์โมนของรังไข่ ในกรณีเลือดออกมาก หรือผิดปกติ การให้ยาบางอย่าง หรือยาคุมกำเนิด สำหรับการปวดประจำเดือนจากโรคเยื่อบุมดลูกขึ้นผิดที่ เป็นต้น การทำลายเยื่อบุโพรงมดลูก ในกรณีนี้มีปัญหาเรื่องประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ หรือมามากผิดปกติ การทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกด้วยเครื่องมือบางอย่างอาจช่วยได้ การใส่วัตถุเล็กๆ ผ่านสายสอดไปในเส้นเลือด เพื่ออุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงมดลูกเพื่อให้ปัญหาเลือดออกมากลดลง การตัดเฉพาะก้อนเนื้องอกออก มักจะทำในกรณีที่ต้องการมีบุตรอีก วิธีนี้เสี่ยงต่อการมีเนื้องอกมดลูกขึ้นมาใหม่บ้าง การใช้ห่วงยางเล็กๆ ดันช่องคลอด(กรณีย์ มดลูกหย่อน) กันไม่ให้มดลูกลงมาต่ำ อาจใช้ได้เป็นแบบชั่วคราว หรือใช้ตลอดไปก็ได้ มักใช้กับคนอายุมากแล้ว วิธีต่างๆ ที่ไม่ใช่การผ่าตัดนี้ ควรได้ปรึกษากับแพทย์ที่รักษา ในด้านข้อดีและข้อเสียของคนไข้แต่ละคนเป็นรายๆ ไป คนไข้ควรจะเตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องตัดมดลูก ควรคุยกับแพทย์ ถึงทางเลือกอื่นและข้อดีข้อเสีย โดยเฉพาะในกรณีของคุณเอง  ถามถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในกรณีของคุณ คนไข้แต่ละคนแตกต่างกันในด้านต่าง ๆ ดังนั้นการผ่าตัดที่ดีกับคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องดีสำหรับอีกคนหนึ่ง ลองปรึกษาแพทย์คนอื่นดู เป็นการให้ความเห็นที่ 2 ถ้ายังไม่แน่ใจ (ไม่ควรคิดว่าเป็นการเสียมารยาท/ไม่ควรตำหนิผู้ใดเนื่องจากความเห็นและประสบการณ์แตกต่างกันได้) เมื่อตัดมดลูกแล้ว ควรจะทำ Pap test หรือไม่ ควรถามแพทย์ของท่านว่า สำหรับท่านควรจะทำ Pap test อีกหรือไม่ บ่อยแค่ไหน โดยทั่วไปมีคำแนะนำดังนี้ สำหรับผู้ที่ทำการตัดมดลูก แบบตัดปากมดลูกด้วยหรือเหลือปากมดลูกอยู่ก็ควรทำการตรวจ Pap smearเหมือนคนไม่ได้ตัดมดลูก (ถ้าประวัติตรวจ Pap ปกติมาตลอด โอกาสเป็นมะเร็ง 0.1 % ในเวลา 30 ปี) คนที่ถูกตัดมดลูก เพราะเป็นมะเร็งปากมดลูก หรือกำลังจะเป็นมะเร็งปากมดลูก หรือ ผล Pap ผิดปกติ ควรจะตรวจ Pap ไปตลอดชีวิต เพราะถึงแม้โอกาสเป็นมะเร็งจะน้อยแต่ก็อาจเกิดขึ้นที่รอยเย็บช่องคลอด ไม่ว่าคุณจะมีความจำเป็นหรือควรทำ Pap หลังผ่าตัดมดลูกแล้วหรือไม่ก็ตามก็ควรตรวจภายในเป็นระยะตามที่แพทย์แนะนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ายังมีรังไข่เหลืออยู่ โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ภัยเงียบของสตรี: รังไข่ทำงานผิดปกติ แบบกลุ่มอาการ PCOS

ระวังภัยเงียบของสตรีที่มีน้ำหนักมากและประจำเดือนมาไม่ปกติ โดย พล.รศ.นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุล  และทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช PCOS คืออะไร PCOS ย่อมาจาก Polycystic Ovarian Syndrome (บางทีก็เรียก  PCOD  ย่อมาจาก Polycystic Ovarian Disease)  เป็นกลุ่มอาการหรือโรคที่พบบ่อยในสตรีอย่างหนึ่ง  อาการประกอบไปด้วย  ประจำเดือนมาไม่ปกติ  ขาดประจำเดือนนานๆ  เป็นอย่างแรก (เกิดจากไม่มีการตกไข่หรือตกไข่ผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอ)   น้ำหนักมาก (อ้วน) เป็นอย่างที่สอง  มีขนดกกว่าปกติที่ใบหน้า ร่องอก และท้องน้อย เป็นอย่างที่สาม ที่บอกว่าพบมากเพราะพบได้ใน  5-10% ของสตรีวัยเจริญพันธุ์  ที่บอกว่าเป็นภัยเงียบก็เพราะมันอาจจะทำให้เกิดโรคเรื้อรังและร้ายแรงบางอย่าง( ซึ่งาจะกล่าวต่อไป ) โรคนี้พบกันมาตั้งแต่ปี 1930 โดยสูตินรีแพทย์ชาวเยอรมัน  2 ท่าน นามสกุล Stein และ Leventhal อธิบายผู้ป่วยสตรีที่มีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ อ้วน และมีขนดก พร้อมกับตรวจพบลักษณะของรังไข่มีความผิดปกติจำเพาะตัว และไข่ไม่ตกเรื้อรัง สตรีที่จะมาปรึกษาแพทย์ด้วยปัญหา  2 ประการเป็นส่วนใหญ่  คือ หลังจากผ่านวัยรุ่นมานานแล้ว ประจำเดือนไม่มา  หรือหลาย ๆ เดือนมาครั้งหนึ่ง  หรือประจำเดือนมาไม่แน่นอน  หรือมาคราวละนาน ๆ และมามากจนซีดโลหิตจาง แต่งงานนานแล้วไม่ตั้งครรภ์ อาจมี หรือ ไม่มีอาการในข้อ  1 ร่วมด้วย PCOS เกิดขึ้นได้อย่างไร ตามธรรมดาสตรีวัยเจริญพันธุ์  (อายุ  18-40 ปี) ควรจะมีการตกไข่ของรังไข่สม่ำเสมอทุกเดือน (ทุก 28+ 7 วัน)  ช่วงก่อนตกไข่เป็นครึ่งแรกของรอบประจำเดือน  รังไข่จะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนมากระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูก (หลังจากหลุดลอกไปจากการมีประจำเดือน)  ให้เจริญงอกงามหนาตัวขึ้น  พอช่วงหลังการตกไข่ ในครึ่งหลังของรอบประจำเดือน  รังไข่จะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนขึ้นมาด้วย  ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญมาก่อนหน้านี้มีความสมบูรณ์พร้อมรับการฝังตัวและเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์  ถ้ามีการตั้งครรภ์  รังไข่จะทำงานต่ออีกจนถึง  7-10 สัปดาห์  จากนั้นก็หยุดทำงาน  ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรกทำงานต่อไป  ถ้ามีไข่ตกแต่ไม่มีการตั้งครรภ์  รังไข่จะทำงานต่อหลังไข่ตกประมาณ  10-12  วัน ก็หยุดสร้างฮอร์โมน  หลังจากนั้น  2-3  วันเยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดลอกออกมาพร้อมเลือดเป็นประจำเดือน ถ้าไม่มีการตกไข่  รังไข่จะไม่มีการสร้างโปรเจสเตอโรน  มีแต่เอสโตรเจน  เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะเจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าถุงไข่ฝ่อตัวเมื่อไรก็ทำให้เอสโตรเจนหมด  เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดลอกออกมาเหมือนกัน  แต่ถ้าถุงไข่ค่อย ๆ โตช้า ๆ ไม่เรื่อย ๆ หรือ โตอยู่กับที่นาน ๆ ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็ออกมาน้อย ๆ ช้า ๆ  เยื่อบุโพรงมดลูกไม่หลุดลอกออกมา ก็จะไม่มีประจำเดือน  ถ้าระหว่างนั้นมีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้น ๆ ลง ๆ ก็จะมีการหลุดลอกเยื่อบุโพรงมดลูกเป็นช่วง ๆ ทำให้มีลักษณะเลือดออกกะปริดกะปรอยไม่แน่นอน  หรือถ้าเยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นจนหนามากเกิน  มันก็จะหลุดลอกออกมาเองเหมือนน้ำล้นถ้วย  ลักษณะเลือดประจำเดือนก็จะออกมาแบบมากและนาน  จะเห็นว่าถ้ามีการตกไข่สม่ำเสมอ  ประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอ  แต่ถ้าไม่ตกไข่ ประจำเดือนอาจจะมาเป็นแบบใดก็ได้ เรากลับมาดูโรคหรือกลุ่มอาการ PCOS เราตรวจพบว่าที่รังไข่แทนที่จะมีถุงไข่เพียง 1 ถุงโตขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ไข่ตกในแต่ละเดือนสลับข้างกันในรังไข่แต่ละข้าง กลับพบว่าในรังไข่แต่ละข้าง มีถุงไข่เล็ก ๆ เต็มไปหมด  ไม่มีถุงไข่ถุงไหนจะเจริญจนถึงการตกไข่  เมื่อทำ ultrasound ก็จะพบเป็นถุงเล็กๆ ใต้ผิวรังไข่  รังไข่เองก็จะโตกว่าปกติเล็กน้อย  จึงเป็นที่มาของคำว่า Polycystic (Poly =  มาก, Cyst = ถุง) เราพบอีกว่าสตรีที่เป็นโรคนี้  รังไข่และต่อมหมวกไต  จะสร้างฮอร์โมนเพศชายมากกว่าปกติในร่างกาย  จึงทำให้มีขนบริเวณใบหน้า  ร่องอก  และท้องส่วนล่างออกมาหนากว่าปกติ และ เราพบว่าร่างกายของสตรีผู้นี้มีระดับเอนไซม์อินซูลินในกระแสเลือดมากกว่าปกติ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเซลล์ของร่างกายตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินในการใช้น้ำตาลในเซลล์น้อย ทำให้ร่างกายผลิตอินซูลินมากขึ้นมาชดเชย  เมื่อน้ำตาลในเซลล์ถูกใช้น้อย ก็จะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นไขมัน  ดังนั้นความอ้วนก็เกิดขึ้นและความอ้วนนี้จะลดยากมาก  เพราะตัวช่วยที่ไม่ให้มีการสร้างไขมันจากน้ำตาล (คือ อินซูลิน) ทำงานได้ไม่ดี โดยสรุปลักษณะทั่วไปของกลุ่มอาการ PCOS หรือ PCOD ก็คือ ประจำเดือนผิดปกติ  อ้วน และมีขนดก  แต่ทุกคนที่เป็นโรคนี้  อาจมีอาการไม่ครบทั้ง 3 อย่างก็ได้  แต่ตัวยืนคือ รังไข่ทำงานผิดปกติ แพทย์จะวินิจฉัย PCOS ได้อย่างไร เนื่องจากอาการทั้ง  3 อย่างนี้  แต่ละอย่างเกิดจากโรคอื่นๆ ได้  เช่น ความผิดปกติที่ประสาทและสมอง  ความผิดปกติที่ต่อมหมวกไต  ต่อมไธรอยด์  หรือที่ตับอ่อน  เนื้องอกที่รังไข่  เป็นต้น การวินิจฉัยจึงต้องดูเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจภายใน  ทำ ultrasound และการตรวจฮอร์โมนเพศ จึงจะให้การวินิจฉัยที่แน่นอน (บางทีแพทย์อาจไม่ตรวจหมดทุกอย่างก็เป็นได้) PCOS มีอันตรายอย่างไร จากการติดตามคนที่เป็นโรค PCOS พบว่า  มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่อไปนี้ ปัญหามีบุตรยาก  จากรังไข่ทำงานผิดปกติ ปัญหาการตกเลือด  โลหิตจาง  เพราะประจำเดือนมามากและนานเกินไป เป็นมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม เพราะเยื่อบุมดลูกและเต้านมถูกกระตุ้นด้วยเอสโตรเจนจำนวนมากนานๆ เป็นเบาหวาน (เพราะอินซูลินทำงานได้ไม่ดี)  และโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน  เช่นโรคความดันโลหิตสูง  โรคทางสมอง  ไต  และหัวใจ  เป็นต้น แนวทางรักษา PCOS เนื่องจากเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้  ดังนั้นแนวทางการรักษาจึงเป็นการทำเพื่อแก้ปัญหาของผู้ป่วย  วิทยาการตอนนี้เราทราบว่ากลุ่มอาการนี้มีความผิดปกติ  3  อย่างคือ  รังไข่ทำงานผิดปกติ  มีขนขึ้น และระดับอินซูลินสูงเนื่องจากเซลล์ตอบสนองไม่ดี เพื่อป้องกันผลร้ายจากสิ่งดังกล่าว  จึงแบ่งผู้ป่วยเป็น 2 พวก  คร่าว ๆ คือ  รายที่ไม่ต้องการมีบุตร ไม่ว่าปัจจุบันหรือตลอดไป หลักการรักษาคือ ทำให้มีประจำเดือนเพื่อป้องกันเยื่อบุโพรงมดลูกหนาเกินไป  เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อเลือดออกมากและความเสี่ยงต่อมะเร็งในอนาคต  ด้วยการให้ฮอร์โมนเลียนแบบการมีไข่ตก  ที่สะดวกที่สุดคือการได้รับยาคุมกำเนิด  ซึ่งจะช่วยให้มีประจำเดือนปกติ  และคุมกำเนิดไปในคราวเดียวกัน (คนเป็นโรคนี้อาจมีไข่ตกบ้างบางเวลา)   ถ้าไม่ต้องการรับประทานยาคุมกำเนิดก็ให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนรับประทานเป็นรอบ ๆ ไป  ถ้ามีขนดกด้วย  ก็ให้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนลดการสร้างแอนโดรเจน  ถ้ามีปัญหาเรื่องอ้วนก็ให้ยาที่กระตุ้นการตอบสนองต่ออินซูลิน  เพื่อให้การใช้น้ำตาลในเซลล์ดีขึ้น ในทางกลับกันถ้าต้องการมีบุตร ก็ต้องกระตุ้นให้มีการตกไข่ หรือการใช้ยากระตุ้นการตอบสนองต่ออินซูลินของร่างกายหรือทั้ง 2 อย่างแล้วแต่กรณี  ถ้ายังไม่ได้ผล (หรือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง) คือ ใช้การผ่าตัดส่องกล้องผ่านช่องท้องโดยใช้ไฟฟ้าไปทำลายเนื้อเยื่อของรังไข่ส่วนที่สร้างแอนโดรเจนมากเกินไป  ซึ่งช่วยทำให้การตกไข่เองได้  และตั้งครรภ์ 50-60 % สรุป  PCOS เป็นกลุ่มโรคที่เรายังไม่ทราบสาเหตุแน่นอน  แต่พอจะรักษาเยียวยาได้ตามแต่ปัญหาและความต้องการของผู้ป่วย  หวังว่าการแพทย์คงทราบสาเหตุและการรักษาที่ได้ผลดีขึ้นเรื่อย ๆตามวิทยาการที่ก้าวหน้าขึ้นตลอดเวลา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ข่าวดีของหญิง”โสด” ฝากไข่ใน “ธนาคารไข่” จริง หรือ มั่วนิ่ม

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิง ทุกคน ก็ต้องมีสัญชาตญาณความเป็นเพศแม่ในตัว เมื่อเติบโตขึ้น แก่ตัวลง ก็อยากจะสัมผัสความรู้สึกของการเป็นแม่ อยากมีคนให้รักได้ทั้งชีวิต อยากมีคนที่รักเราได้อย่างจริงใจ นั่นก็คือการมีลูกซักคนไว้เลี้ยงดู ดูแลกันตลอดทั้งชีวิต แต่ถ้าเป็นสาวโสดจะทำยังไงดีล่ะ จะมีลูกได้ยังไงดี หรืออนาคตเผื่อบุญพาวาสนาส่งให้เจอเนื้อคู่เมื่อแก่แล้ว ไข่หมดประสิทธิภาพแล้วก็อดมีลูกกันสินะ ถ้าเราสามารถคงสภาพไข่เราเพื่อรอวันพบเจอเนื้อคู่ได้คงดี นั่นไง......ความคิดหรือไอเดียเรื่อง ฝากไข่ หรือ ธนาคารไข่ จึงเกิดขึ้น มีข่าวบันเทิงหลายสำนัก อ้างว่า ดาราสาวโสดพากันเฮโลไปฝากไข่ไว้รอสามีในอนาคตบ้างล่ะ ดาราที่เป็นแฟนกัน ยังไม่พร้อมแต่งงานแต่จูงมือกันไปฝากไข่ฝากสเปริมไว้ก่อนบ้างล่ะ มันทำได้จริงเหรอ มาฟังข้อเท็จจริงกันตรงนี้ แฉกันให้ถึงพริกถึงขิง ล้วงลึกเบื้องลึกวงการแพทย์กันเลยค่ะ “ไข่” ของผู้หญิง สร้างมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ คือยังไม่คลอดออกมาก็จะมีกระบวนการสร้างเซลล์ไข่เตรียมพร้อมแล้วประมาณ 7 ล้านใบ แต่เมื่อคลอดออกมา ไข่จะสามารถเริ่มทำงานได้เมื่อเข้าสู่วัยสาวหรือเริ่มมีประจำเดือน ไข่จะมีการเลือกขึ้นมาทุกเดือนประมาณ 10-20 ใบ เพื่อตกไข่ได้ใบเดียว ใบที่ดีที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถตกไข่ออกมาได้ ดังนั้นทั้งชีวิตของผู้หญิงอาจเกิดการตกไข่ได้เต็มที่แค่ประมาณ 400 รอบ หรือ 400 ใบ โดยที่ไข่ก็จะแก่ไปตามอายุ ยิ่งอายุมากไข่ก็จะแก่มาก และอาจไม่สามารถปฏิสนธิกับสเปริมจนเป็นตัวอ่อนได้ อายุที่เหมาะสมสำหรับไข่ที่ดีที่สุด และพร้อมตั้งครรภ์คือ 24-30 ปี ดังนั้นความคิดที่ว่า ถ้าเราสามารถดึงไข่ในช่วงที่ดีที่สุดออกมารอสเปริมล่วงหน้า น่าจะทำให้เราได้บุตรที่ดีที่สุด เทคนิคการเก็บไข่ออกมา คือการใช้เข็มเจาะดูดไข่ผ่านทางช่องคลอด โดยการเจาะเข้าไปในฟองไข่โดยตรงเพื่อดูดไข่แดง คิดง่ายๆถ้าเปรียบเทียบกับไข่ไก่ ไข่ที่เราต้องการนำมาผสมคือไข่แดงด้านในเท่านั้น ไข่ขาวกับเปลือกไข่เราไม่ต้องการ ดังนั้นเราก็จะเจาะผ่านเปลือกไข่และดูดเอาไข่แดงออกมาจากร่างกาย แน่นอน!!! เราไม่สามารถใช้เข็มเจาะสดๆผ่านเนื้อช่องคลอดเข้าไปง่ายๆได้ เราต้องทำให้ห้องปราศจากเชื้อหรือห้องผ่าตัด ดมยาสลบให้หลับสนิท มียาแก้ปวดให้ทางกระแสเลือด แล้วจึงจะเจาะเข็มเก็บไข่ออกมาได้ แต่ถ้าเราลงทุนดมยาสลบ ลงทุนโดนเจาะขนาดนั้น ถ้าเก็บมาเพียงใบเดียวคงไม่คุ้มค่าความเจ็บตัว ไม่คุ้มค่าอุปกรณ์การแพทย์ ค่าบริการสถานพยาบาล เราจึงต้องผ่านขั้นตอนการกระตุ้นไข่ให้ได้ไข่มากกว่า 1 ใบ จะได้กี่ใบ 5-20 ใบก็แล้วแต่ว่าร่างกายในช่วงนั้นเรามีการดึงไข่ขึ้นมารอการกระตุ้นจากแพทย์มากน้อยแค่ไหน ขั้นตอนการกระตุ้นไข่ ก็คือการฉีดยาที่หน้าท้อง ประมาณ 8-10 วัน โดยต้องฉีดทุกวัน เพื่อทำให้ไข่ทุกใบโตได้พร้อมเพรียงกัน และคุณภาพดีพร้อมสำหรับการเก็บไข่ จากนั้นเมื่อเราเก็บไข่ได้แล้ว เราก็จะนำมาตรวจสอบคุณภาพไข่ในห้องปฏิบัติการ ไข่ที่ตรวจสอบแล้วพร้อมสำหรับการแช่แข็งจะถูกนำเข้ากระบวนการแช่แข็ง (egg freezing หรือ oocyte cryopreservation) ด้วยไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ –196องศา ด้วยเทคนิคการแช่แข็งแบบใหม่เรียกว่า Vitrification  ไข่ที่แช่แข็งด้วยเทคนิคแข็งตัวอย่างรวดเร็วในไนโตรเจนเหลวนี้ จะช่วยลดความเสียหายให้กับไข่ได้มากที่สุด สามารถคงความสมบูรณ์ และนำมาใช้หลังการละลายไข่ที่แช่แข็งเพื่อปฏิสนธิเมื่อพร้อมที่จะมีบุตรต่อไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเซลล์ไข่เป็นเซลล์ที่ค่อนข้างใหญ่และมีความซับซ้อนของเซลล์มากเมื่อเทียบกับเซลล์สเปริม หรือเซลล์ตัวอ่อนซึ่งเกิดจากการผสมแล้วระหว่างไข่และสเปริม การแช่แข็งที่จะคงสภาพเซลล์ทั้งหมดของไข่ฝ่ายหญิง ยังสู้ความสมบรูณ์ของเซลล์สเปริมหรือตัวอ่อนไม่ได้ ยังไม่มีการยืนยันชัดเจนในงานวิจัยทั่วโลกว่าคงสภาพได้ดีทั้งในไทยเอเชีย ยุโรปหรืออเมริกา ดังนั้นในทางการแพทย์ หากแต่งงาน สมรสแล้ว มีสเปริมเป็นของตัวเองแล้วก็ควรทำการผสมเป็นตัวอ่อนเลย หรือเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วเพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่สมบูรณ์ก่อน แล้วจึงทำการแช่แข็งตัวอ่อน ที่เรียกว่า embryo freezing หรือ embryo cryopreservation เมื่อพร้อมมีบุตร ก็ละลายตัวอ่อนออกมาฝังตัวในมดลูกได้เลย อ้าว....แล้วคนโสดล่ะคะ ตกลงว่า ธนาคารไข่ ก็ มั่วนิ่ม ใช่มั๊ยคะ ไม่มั่วค่ะ ทำได้จริง แต่ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่รับประกันว่า ไข่ที่แช่แข็งแล้ว เมื่อละลายออกมาจะสามารถปฏิสนธิกับสเปริมได้ 100% ไม่รับประกันว่าจะเกิดการแลกเปลี่ยนโครโมโซมและเจริญเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ได้เต็มที่ ดังนั้นในสถานพยาบาลบางแห่งก็รับทำ อาจมีการโฆษณาชวนเชื่อให้เข้ามารับบริการได้ ก็ไม่ใช่เรื่องโกหก ก็ทำได้จริง แต่ผู้รับบริการก็ต้องมีการทำความเข้าใจก่อนว่ามีโอกาสที่จะไม่สำเร็จ หรือในบางสถานพยาบาลก็ไม่รับทำเลย เพราะคิดว่าไม่อยากให้ผู้รับบริการมีความหวังที่ไม่ชัดเจน ดังนั้นหากหญิงโสดท่านใดตัดสินใจแล้ว ยังไงก็ยืนยันที่จะฝากไข่ ก็ลองโทรสอบถามสถานพยาบาล รพ.แต่ละแห่งที่มีศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก นัดคุยกับแพทย์โดยตรงได้เลย ว่ากรณีของเราฝากได้มั๊ย เหมาะสมหรือไม่ ราคาเท่าไหร่ เลือกสถานบริการตามสะดวกได้เลยนะคะ ใน รร.แพทย์ มีการฝากไข่กันจริง ทำกันเป็นเรื่องปกติ แต่ทำในกรณีคนไข้มะเร็งที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด และยาเคมีบำบัดจะเกิดการทำลายเซลล์ไข่ให้หมดประสิทธิภาพลงด้วย ดังนั้นทางเลือกเดียวที่จะคงสภาพการเจริญพันธ์ให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถมีบุตรได้ในอนาคต นั่นคือการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลที่พึงมีบุตรได้ของเพศแม่ไว้ให้เต็มที่ที่สุด จึงมีธนาคารไข่สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้โดยเฉพาะค่ะ สุดท้าย ท้ายสุดของบทความนี้ หมอขอเอาใจช่วยสาวโสดทุกคนให้พบเจอรักแท้ พบเจอสเปริมที่เหมาะสมกับไข่ของเราโดยเร็ว ไม่ต้องมานั่งปวดหัวว่างานนี้ฝากได้จริงหรือมั่วนิ่มนะคะ โดย พญ. อัญชุลี พฤฒิวรนันทน์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การผ่าตัดไขมันหน้าท้อง (Abdominal Lipectomy and Abdominoplasty;Tummy Tuck Surgery)

เป็นการผ่าตัดเพื่อกำจัดไขมัน ผิวหนังส่วนเกิน และแก้ไขผนังหน้าท้องที่หย่อนยาน ซึ่งเกิดหลังจากการตั้งครรภ์หรือการลดน้ำหนัก การผ่าตัดจะทำให้หน้าท้องดูเรียบและตึงขึ้นและยังสามารถกำจัดผิวหนังที่แตกลายบริเวณที่อยู่ต่ำกว่าสะดือได้อีกด้วย การผ่าตัดนี้ไม่เหมาะสำหรับคนที่อ้วนมากๆซึ่งควรจะลดน้ำหนักจนคงที่ก่อนที่จะทำการผ่าตัด การผ่าตัด การผ่าตัดจะทำในโรงพยาบาลโดยการวางยาสลบ แผลผ่าตัดจะอยู่เหนือหัวเหน่าและยาวไปทางด้านข้างถึงสะโพกทั้งสองข้าง ซึ่งแผลจะซ่อนอยู่ในขอบกางเกงชั้นใน การผ่าตัดใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงโดยอาจจะมีการย้ายสะดือด้วยถ้ามีผิวหนังและไขมันส่วนเกินมาก หลังการผ่าตัดจะมีสายระบายเลือดและน้ำเหลืองออกบริเวณหัวเหน่าซึ่งจะทิ้งเอาไว้ประมาณหนึ่งสัปดาห์เพื่อป้องกันน้ำเหลืองคั่งใต้แผลหลังผ่าตัด หลังผ่าตัดอาจจะต้องนอนหรือยืนตัวงอเนื่องจากมีความตึงบริเวณแผลผ่าตัดซึ่งจะค่อยๆดีขึ้นในเจ็ดถึงสิบวัน  ความรู้สึกชาบริเวณหน้าท้องก็จะค่อยๆดีขึ้นเช่นกันในเวลาประมาณสามถึงหกเดือน หลังผ่าตัดไม่ควรทำงานหนักหรือยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักๆ ประมาณหกสัปดาห์ ภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด ส่วนใหญ่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ค่อยเป็นอันตราย สามารถแก้ไขได้โดยการรักษาแผลหรือการผ่าตัดเล็กเท่านั้น เลือดหรือน้ำเหลืองคั่ง แผลผ่าตัดติดเชื้อ แผลแยก ผิวหนังตายบางส่วน แผลเป็นนูน ข้อเขียนโดย นพ.นราธิป ทรงทอง ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงาม ประจำรพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การดูดไขมัน (Liposuction)

การดูดไขมัน (Liposuction) เป็นการใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายท่อขนาดห 3-6 มิลลิเมตร สอดผ่านแผลขนาดเล็กเข้าใต้ผิวหนังเพื่อดูดไขมันส่วนที่ไม่ต้องการออก การดูดไขมันไม่ใช่วิธีลดความอ้วนแต่สามารถกำจัดไขมันเฉพาะส่วนได้ดี ผู้ที่จะรับการผ่าตัดดูดไขมันควรจะมีสุขภาพแข็งแรงดี มีผิวหนังที่มีความยืดยุ่นดี และมีความคาดหวังที่เป็นปกติ (realistic expectation) การผ่าตัด การดูดไขมันในปัจจุบันมีเทคนิคที่ทำให้มีการเสียเลือดน้อยมากโดยที่ถ้าไขมันและน้ำที่ถูกดูดออกมามีปริมาณไม่เกิน 6,000 มิลลิลิตร ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับเลือด การผ่าตัดอาจจะทำโดยการดมยาสลบหรือการฉีดยาชาเฉพาะที่ก็ได้ขึ้นอย่กับปริมาณและบริเวณที่จะที่การดูดไขมัน ก่อนที่การผ่าตัดแพทย์จะทำการวาดตำแหน่งที่มีความต้องการดูดไขมันเสียก่อนที่จะวางยาสลบหรือฉีดยาชา หลังจากนั้นจะทำการเจาะแผลขนาดเล็กที่ผิวหนังขนาดเท่ากับขนาดของท่อที่จะทำการดูดไขมันอย่างน้อยตำแหน่งละสองรูเพื่อให้การดูดไขมันเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ในบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงกันอาจจะใช้รูแผลร่วมกันได้ หลังผ่าตัดแพทย์จะสวมผ้ายืดหรือพันผ้าไว้ประมาณสองเดือน บริเวณที่ทำการดูดไขมันอาจจะมีรอยเขียวช้ำได้ซึ่งจะหายไปเองภายในระยะเวลาประมาณสองสัปดาห์ ภาวะแทรกซ้อน เลือดออก การติดเชื้อ สีผิวเข้มผิดปกติ (hyperpigmentation) บริเวณที่ดูดไขมัน ผิวขรุขระ ไขมันถูกดูดออกมากเกินไป (overcorrection) ไขมันถูกดูดออกน้อยเกินไป (undercorrection) แผลเป็นบริเวณตำแหน่งที่เป็นทางเข้าของท่อดูดไขมัน ข้อเขียนโดย นพ.นราธิป ทรงทอง ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงาม ประจำรพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เชื่อหรือไม่ว่า... กาแฟทำให้อายุยืนขึ้น?

เป็นเวลาหลายร้อยปี การแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยม 2-3 อันดับต้นๆ แต่กาแฟ มีผลต่อสุขภาพของเราอย่างไร เราเพิ่งมารู้กันในระยะหลัง เมื่อมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง ได้มีการศึกษาระบาดวิทยาขนาดใหญ่จากสถาบัน NIH ของอเมริกา โดยได้วิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพจากอาสาสมัครจำนวน 400,000 คน อายุ ในช่วง 50-70 ปี เป็นผู้ที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคใดๆ  ณ จุดเริ่มต้นของการศึกษาในปี 1995 แต่เมื่อถึงปี 2008 ประชากรกลุ่มดังกล่าว จำนวน 50,000 คน ได้เสียชีวิต เป็นที่น่าแปลกใจว่าผู้ชายที่ได้ดื่มกาแฟปริมาณ 2-3 แก้วในแต่ละวัน มีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม10% ในกรณีของผู้หญิงที่ดื่มกาแฟในปริมาณเท่ากัน อัตราการเสียชีวิตยิ่งน้อยไปอีกกล่าวคือ 13% เรายังไม่แน่ใจว่ากาแฟส่งผลกระทบอย่างไรกันแน่กับภาวะอายุยืน แต่ความสัมพันธ์นี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง การวิจัยอื่นๆ เกี่ยวกับกาแฟ เมื่อเร็วๆ นี้พบความเชื่อมโยงของการดื่มกาแฟปริมาณปานกลาง คือ 4 แก้วต่อวัน (แก้วละ 150 cc.) บังเกิดผลดีต่อสุขภาพอย่างชัดเจน กล่างวคือช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2, มะเร็งผิวหนัง, มะเร็งต่อมลูกหมาก และการเกิดมะเร็งเต้านมซ้ำ (หลังการรักษาแล้ว) นอกจากนี้ยังพบประเด็นสำคัญจากการศึกษากาแฟในสัตว์ทดลอง คือกาแฟสามารถปรับสภาวะชีวิเครมีภายในสมองที่สามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ ในปี 2012 ที่มหาวิทยาลัย illinois ได้ทำการวิจัย โดยการทดลองนำเอาหนูมาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม หนูทุกตัวถูกทำให้เกิดสภาวะขาดออกซิเจนในสมองในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ส่งผลให้สมองหนูเหล่านั้นไม่สามารถสร้างความจำใหม่ได้ แล้วให้หนูอีกกลุ่มได้รับกาแฟปริมาณเทียบเท่ากันมนุษย์ที่ดื่มกาแฟปริมาณปานกลาง ส่วนอีกกลุ่มไม่ได้รับกาแฟ จากนั้นให้หนูทุกตัวกลับมารับออกซิเจน  พบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับกาแฟสามารถสร้างความจำใหม่ได้เร็วกว่า 33% เทียบกับหนูกลุ่มที่ไม่ได้รับกาแฟ และเมื่อตรวจละเอียดที่สมอง พบว่าสารคาเฟอีนไปขัดขวางฤทธิ์ของสาร adenosine ซึ่งเป็นสารชีวะเคมีภาวยในเซบล็ที่ปกติแล้วสารนี้จะเป็นตัวให้พลังงานแก่เซลล์ แต่เมื่อสารนี้รั่วจากเซลล์ที่ได้รับอันตราย หรือขาดออกซิเจน สารนี้จะไปจุดติดกระบวนการชีวะเคมี และนำสู่ภาะการอักเสบ แล้วในที่สุดจะไปขัดขวางการทำหน้าที่ของเซลล์สมอง และมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดการเสื่อมของสมอง หรือภาวะสมองเสื่อมนั่นเอง ในปี 2012 ได้มีการศึกษากาแฟในมนุษย์ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลับ South Florida และมหาวิทยาลับ Miami ได้ตรวจสอบระดับคาเฟอีนในผู้ใหญ่เป็นโรคความจำเสื่อมในระยะเริ่มแรก และได้ประเมินซ้ำอีก พบว่ากลุ่มคนที่ในเลือดไม่มีสารคาเฟอีนเกิดภาวะสมองเสื่อมเต็มรูปแบบมากกว่ากลุ่มคนที่มีสารคาเฟอีนในเลือด เรายังมีเรื่องต้องศึกษาเกี่ยวกับกาแฟอีกมาก  "เราไม่แน่ใจว่าลำพังการต้านฤทธิ์ของสาร Adenosine ตัวเดียว เพียงพอที่จะป้องกันหรือบรรเท่าสมองเสื่อมได้" เป็นคำกล่าวของคุณ Gregory (ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย illinois) ในปี 2011 การศึกษามหาวิทยาลัย Southern Florid ใช้หนูที่ตัดต่อพันธุ์กรรมทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม Alzheimer เหมือนที่เกิดในคน เมื่อให้หนูเหล่านั้นมารับสารคาเฟอีนอย่างเดียวกลับไม่มีผลดี ป้องกันสมองเสื่อมได้ดีเท่ากับให้หนูที่กินกาแฟ ส่วนกาแฟที่ผสมน้ำตาลมากๆ (เหมือนในกาแฟชูกำลัง) ก็พบว่าไม่ช่วยป้องกันสมองเสื่อมได้ดีแต่อย่างได้ ฉะนั้นที่เราดื่มกาแฟวันละ 1-3 แก้ว ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีที่อาจหวังผลป้องกัน ภาวะสมองเสื่อมได้ โดย นพ.กิตติ ตระกูลรัตนาวงศ์  อายุรแพทย์โรคหัวใจ (แปลจากหนังสือพิมพ์ New York Time "This is your brain on coffee" 6 June 2013)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Human Papilloma Virus (HPVs) คืออะไร?

Human Papilloma Virus เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดหูด ชนิดต่างๆ มีสายพันธ์มากกว่า 100 ชนิด แต่ละสายพันธ์จะก่อให้เกิดโรคได้ต่างชนิดกัน กว่า 40 ชนิดที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อที่บริเวณอวัยวะสืบพันธ์และทวารหนัก ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ที่รู้จักกันกันดี คือ หูดหงอนไก่ บางกลุ่มของการติดเชื้อ HPV ที่อวัยวะสืบพันธ์และทวารหนัก ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่บริเวณปากมดลูก และสามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งที่ปากมดลูก การติดเชื้อหูดหงอนไก่และ HPV มักจะเกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยก็เป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นด้วย สายพันธ์ที่เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธ์และทวารหนักที่รู้จักกันดีคือ สายพันธ์ เบอร์ 6,11,16 และ 18 สายพันธ์ เบอร์ 6 และ 11 เป็นสายพันธ์ที่ไม่รุนแรงก่อให้เกิดมะเร็งได้ต่ำ (Low-risk) แต่ถ้าเป็นสายพันธ์เบอร์ 16 และ 18 นั้นเป็นสายพันธ์ที่รุนแรงที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้สูง (High-risk) สำหรับการติดเชื้อ HPV บริเวณผิวหนังหรือส่วนอื่นๆ ในร่างกายมักจะเกิดจากสายพันธ์เบอร์ 5 และ 8 ซึ่งเป็นสายพันธ์ที่ต่างจากที่บริเวณอวัยวะสืบพันธ์ ติดเชื้อ HPV ได้อย่างไร     การติดเชื้อ HPV มักจะเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually transmitted disease, STD) ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าอย่างน้อย 75% ของวัยเจริญพันธ์มีการติดเชื้อ HPV ไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่ามากกว่า 6 ล้านคนมีการติดเชื้อทุกๆ ปี และ ประมาณ 50% ของการติดเชื้อนั้นผู้ติดเชื้อมีอายุระหว่าง 15 – 25 ปี ไม่ว่าจะติดเชื้อ HPV สายพันธ์ ใดก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมองไม่เห็นหรือไม่มีอาการแสดง ดังนั้นการที่จะวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HPV หรือไม่สามารถบ่งบอกได้จากการตรวจ DNA บางรายที่มีการตรวจพบว่าติดเชื้อ คือผลตรวจเป็นบวก และระยะต่อมาเมื่อผ่านไปเป็นเดือนหรือปี ผลตรวจเปลี่ยนเป็นลบ ที่เรียกว่าเป็นระยะเงียบ (latent period) คือมีการติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ ซึ่งผู้ป่วยสามารถติดเชื้อซ้ำได้ ผู้ที่ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้จากการมีเพศสัมพันธ์ ในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการตรวจกันแพร่หลายทำให้สามารถตรวจหาเชื้อและได้รับการรักษาเบื้องต้น เป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ ส่วนในประเทศที่กำลังพัฒนาการตรวจหาในระยะเริ่มแรกมีน้อยเกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจ จึงทำให้การเกิดมะเร็งปากมดลูกที่มาจากการติดเชื้อ HPV จำนวนมาก ซึ่งมีผู้หญิงราวๆ 500,000 คนในแต่ละปีทั่วโลกเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก อาการสำคัญ    ในหลายๆ คนการติดเชื้อนั้นไม่ก่อให้เกิดอาการแสดง แต่บางครั้งอาจมีอาการคัน แสบร้อน หรือตึง ซึ่งแตกต่างกันตามที่ๆ เกิด สำหรับผู้หญิงที่มีการติดเชื้อภายในช่องคลอดบางครั้งจะมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือ มีสารคัดหลั่งออกทางช่องคลอด น้อยรายที่จะมีเลือดออกทางช่องคลอดหรือมีการอุดตันของท่อทางเดินปัสสาวะ โดยหูดได้ปิดกั้นท่อทางเดินปัสสาวะ การวินิจฉัยการติดเชื้อ HPV      เชื้อ HPV บางครั้งสามารถตรวจพบได้จากการตรวจ Pap Smear เนื่องจากเชื้อ HPV สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อ แต่การตรวจ Pap Smear นั้นไม่สามารถที่จะวินิจฉัยโรคได้แน่นอนยกเว้นการตรวจชนิดพิเศษคือการตรวจ DNA ของ HPV เมื่อใดที่ตรวจพบผลผิดปกติของ Pap Smear แพทย์มักจะให้มีการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การตัดชิ้นเนื้อที่ปากมดลูกไปตรวจ เป็นต้น การวินิจฉัย        โรคหูด(หรือหงอนไก่)ที่บริเวณอวัยวะสืบพันธ์เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ง่ายพบผู้ติดเชื้อใหม่ในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 500,000 ราย ต่อปี ซึ่งแพทย์สามารถตรวจพบและรักษาได้โดยไม่ต้องทำการตรวจเพิ่มเติมในกรณีที่มองเห็นได้ชัดเจน ซึ่งลักษณะของหูดมักจะปรากฎให้เห็นในลักษณะตุ่มเล็กๆ ขรุขระ มีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ มากกว่า 90% ที่หูดบริเวณอวัยวะสืบพันธ์เกิดจากสายพันธ์ HPV 6 และ HPV 11 ซึ่งเป็นสายพันธ์ที่ไม่รุนแรง การรักษา HPV     ไม่มีการรักษาใดที่จะสามารถกำจัด การติดเชื้อ HPV ได้หมดสิ้น เพียงแต่ที่ทำได้คือการตัดส่วนที่เกิดการติดเชื้อไวรัสออกไป แต่การตัดชิ้นเนื้อออกไปนั้นไม่สามารถที่จะป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้ อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถกลับเป็นซ้ำได้อีก การรักษาที่สามารถทำได้โดยที่ผู้ป่วยใช้น้ำยาหรือครีม 0.5% podofilox (Condylox) ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง 3-4 วัน การรักษาส่วนใหญ่จำเป็นต้องรักษาต่อเนื่อง 34- สัปดาห์ หรือจนกระทั่งหาย podofilox สามารถใช้ทาวันเว้นวันต่อเนื่องเป็นเวลา 3 สัปดาห์ หรือบางครั้งอาจใช้ imiquimod (Aldara) ทาบริเวณที่เป็น3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยทาในช่วงก่อนนอน หลังจากนั้น 6-10 ชั่วโมง ล้างออกด้วยสบู่และน้ำสะอาด การใช้ imiquimod สามารถใช้ได้ต่อเนื่องนาน 16 สัปดาห์หรือจนกระทั่งหาย สำหรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถทำการรักษาโดยใช้ น้ำยา Podophyllin resin ที่มีความเข้มข้น 10-25% จี้บริเวณที่เป็น และล้างออกหลังจากนั้นประมาณ 2-3ชั่วโมง และจะทำการรักษาซ้ำอีกทุกสัปดาห์จนกระทั่งหาย อีกวิธีหรือ การใช้ น้ำยา Tricholoroacetic acid (TCA) หรือ Bichloracetic acid (BCA) จี้ทุกสัปดาห์ หรือการฉีด 5-Flurouracil epinephrine gel บริเวณที่เป็น หรือสามารถใช้ Interferon alpha ฉีดบริเวณที่เป็นระยะเวลา 8-12 สัปดาห์ การรักษาอีกวิธีคือการทำ Cryotherapy (การจี้ด้วยความเย็นจัด) ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ การตัดหูด หรือ การใช้เลเซอร์ ซึ่งการตัดหรือการใช้เลเซอร์นั้นจำเป็นต้องได้รับการใช้ยาระงับความรู้สึก ซึ่งขึ้นอยู่กับบริเวณที่เป็น การเปลี่ยนแปลงบริเวณปากมดลูก   ผู้หญิงที่มีได้รับการตรวจและพบว่ามีเปลี่ยนแปลงบริเวณปากมดลูก ไม่ว่าจะเป็นชนิดปานกลางหรือรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อมิให้เซลล์เปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อร้าย ในลักษณะแบบนี้การรักษามักจะเกี่ยวข้องกับการตัดส่วนที่เป็นออก  Conization เป็นวิธีการรักษาโดยการตัดปากมดลูกออกโดยใช้มีดหรือเลเซอร์ วิธีการอื่นที่เป็นรู้จักคือ LEEP นั่นคือการใช้ลวดผ่านกระแสไฟฟ้าผ่านเอาชิ้นเนื้อที่ผิดปกติทิ้ง  Cryotherapy หรือ การใช้เลเซอร์ก็สามารถใช้เพื่อทำลายเนื้อที่ผิดปกติได้ ขณะนี้มีการศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนที่ป้องกันไวรัสหูดหงอนไก่และมะเร็งที่ปากมดลูก เป็นวัคซีนที่ป้องกัน HPV สายพันธ์ 6,11,16 และ 118 วัคซีนชนิดนี้ได้รับการรับรองจาก FDA สำหรับการใช้ในผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 9-26 ปี สำหรับวัคซีนชนิดอื่นที่ป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธ์ 16 และ 18 ที่เป็นสายพันธ์รุนแรงนั้นกำลังอยู่ในระหว่างการทดลอง การติดเชื้อสามารถติดต่อได้โดยตรงจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่เชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่พบหรือไม่แพร่กระจายทางสารคัดหลั่ง เลือดหรือการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ การใช้ถุงยางอนามัยดูจะสามารถลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อได้แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แต่ยาฆ่าเชื้ออสุจิและยาคุมกำเนิดนั้นไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ การป้องกันตนเองจากการมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ HPV แต่คนที่ป้องกันตนเองจากการมีเพศสัมพันธ์ ก็ยังจะสามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นกัน ซึ่งรู้จักกันดีคือหูดที่บริเวณผิวหนังเช่น มือ ปาก บางงานวิจัยพบว่า HPV สามารถติดต่อจากแม่สู่ลูกได้จากการคลอดปกติ ควรทำอย่างไรเมื่อได้รับเชื้อ   ผู้ที่ได้รับเชื้อและคู่นอนควรที่จะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ได้เป็นผู้แพร่กระจายเชื้อ ซึ่งควรจะเข้าใจว่าการที่ไม่ได้มีหูดให้เห็นนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้ และ ควรเข้าใจว่าการใช้ถุงยางอนามัยนั้นก็ไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายโรคได้ 100 % สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือเมื่อผู้หญิงตรวจพบว่ามีการติดเชื้อหรือเป็น โรคควรที่จะได้รับการตรวจ Pap Smear อย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก และ เพื่อคัดกรองความผิดปกติจากมะเร็งปากมดลูก เช่นเดียวกับเพศชายที่ควรจะได้รับการแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งที่ทวารหนัก ถึงแม้ว่าจะไม่มีการคัดกรองและตรวจสอบมะเร็งที่ทวารหนักในระยะเริ่มต้นก็ตาม โดย นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุล

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ภาวะรังไข่หยุดการทำงาน ก่อนวัยอันควร

รังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันควร เป็นกลุ่มอาการที่รังไข่หยุดทำงานก่อนอายุ 40 ปี โดยจะมีอาการซึ่งประกอบด้วย การขาดระดู  การมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ในระดับต่ำ และมีฮอร์โมนโกนาโดโทรปิน (gonadotropin) อยู่ในระดับที่พบในสตรีวัยหมดระดู พบภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันควร ประมาณ 1% ในสตรีที่อายุน้อยกว่า 40 ปี, 0.1% ในสตรีที่อายุน้อยกว่า 30 ปี และ 0.01% ในสตรีที่อายุน้อยกว่า 20 ปี สาเหตุของภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันควร สาเหตุจากความผิดปกติของโครโมโซม และพันธุกรรม  ประมาณ 20-30% ของสตรีเป็นภาวะนี้ จะมีญาติเป็นด้วย  สาเหตุตามพันธุกรรมที่พบบ่อยสุดของภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันควร คือ Turner syndrome ซึ่งจะมีการพัฒนาของรังไข่เป็นปกติ ขณะเป็นทารกในครรภ์ แต่จะมีการฝ่อของฟองไข่อย่างรวดเร็ว ทำให้หยุดทำงานเร็วกว่าคนทั่วไป (ตั้งแต่เป็นเด็ก) สาเหตุจากการมีภูมิต้านทานของตนเอง  เช่น โรคภูมิต้านทานตนเองของต่อมไทรอยด์ (autoimmune thyroid disorder) SLE   เบาหวาน  พบได้ประมาณ 10-30%  ภาวะนี้บางรายสามารถกลับมาปกติได้ สาเหตุรังไข่หยุดทำงานภายหลังการผ่าตัด  การผ่าตัดบริเวณรังไข่หลายครั้ง อาจทำให้จำนวนฟองไข่ลดลงจากการตัดเนื้อรังไข่เอง หรือ การอุดตันเส้นเลือดฝอยรอบ ๆ ที่มาเลี้ยงรังไข่ หรือ การอักเสบบริเวณดังกล่าว ก็สามารถทำให้เกิดภาวะนี้ได้ รังสีรักษา, เคมีบำบัด การใช้รังสีรักษา เป็นสาเหตุของภาวะ POF ได้ โดยผลของรังสีขึ้นกับขนาดของรังสีที่ได้รับ  อายุผู้ป่วย  บริเวณที่ได้รับรังสี การให้ยาเคมีบำบัด ก็มีผลต่อ การทำงานของรังไข่ โดยขึ้นกับชนิดของยา, ขนาดของยาที่ได้รับ และอายุของผู้ป่วย ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม  ได้แก่ การสูบบุหรี่ จะมีผลทำให้การสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง และยังเป็นพิษต่อเซลล์ต้นกำเนิดของรังไข่ด้วย  ยาฆ่าแมลง, สารละลาย และโลหะหนักบางชนิด ก็ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด POF การติดเชื้อ  เช่น  คางทูม, วัณโรค, มาเลเรีย  พบว่ามีรายงานการเกิดภาวะรังไข่ หยุดทำงานก่อนวัยอันควรได้ ไม่ทราบสาเหตุ อาการ จะมีอาการขาดระดู และมีอาการของวัยหมดระดูในบางราย เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เมื่อยล้า  อารมณ์แปรปรวน เป็นต้น การรักษา การให้ความช่วยเหลือให้กำลังใจและคำปรึกษา (Emotional support and counseling) ผู้ป่วยภาวะนี้จะมีปัญหาเกี่ยวกับจิตใจสูง เสียความมั่นใจตนเอง และจะมีผลต่ออารมณ์ทางเพศ และการดำเนินชีวิต และจะมีผลในแง่การเสียโอกาสในการมีบุตร ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ซึมเศร้า และหดหู่มากขึ้น ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือให้กำลังใจ จึงมีความสำคัญมาก การให้ฮอร์โมนทดแทน  ในสตรีที่อายุน้อย จำเป็นต้องให้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อช่วยเหลือเรื่องของอาการวัยทอง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ  ภาวะกระดูกพรุน  ระยะเวลาการให้ จะให้จนถึงอายุเฉลี่ยของสตรีที่หมดระดูตามปกติ ในบางรายที่มีปัญหาเรื่องการไม่มีความต้องการทางเพศ อาจจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนเพศชาย Testosterone ด้วย การรักษาเกี่ยวกับปัญหาการมีบุตร  ผู้ป่วยภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนวัยอันควร  จะมีประมาณ 5-10%  สามารถตั้งครรภ์ได้ด้วยการใช้ยา กระตุ้นไข่ ด้วยสเตียรอยด์ ร่วมกับ โกนาโดโทรปิน (gonadotropin)  และบางรายยังสามารถตั้งครรภ์ได้ จากการตกไข่เองซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในบางครั้ง ถ้าไม่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นไข่  อาจใช้ไข่บริจาคเป็นทางเลือกในการช่วยมีบุตร โดย  นพ.ชัยสึก  จิวะธนะพร   และ ทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและ ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช  โรงพยาบาลวิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การฉีดเชื้อผสมเทียมในโพรงมดลูก (Intrauterine Insemination-IUI)

การฉีดเชื้อผสมเทียมในโพรงมดลูก (IUI) คือ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกโดยตรง โดยใช้ท่อพลาสติกเล็กๆ สอดผ่านปากมดลูกแล้วฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในช่วงที่มีหรือใกล้กับเวลาที่มีไข่ตก  วิธีนี้มักทำกับคู่ที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิผิดปกติ  คือจำนวนน้อยเกินไปหรือเชื้ออสุจิแข็งแรงน้อยเกินไป  หรือมีปัญหามีปฏิกิริยากับปากมดลูกได้ง่าย  เข้าไปในโพรงมดลูกไม่ได้  นอกจากนี้ยังทำในกรณีที่ฝ่ายชายไม่สามารถปล่อยน้ำอสุจิในช่องคลอดฝ่ายหญิงได้ เช่น อวัยวะเพศมีปัญหาเรื่องการแข็งตัว, หลั่งเร็วเกินไป หรือมีโรคอื่น ๆ  การทำ IUI ช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์มากกว่าวิธีตามธรรมชาติ  เพราะจะได้จำนวนเชื้ออสุจิที่แข็งแรงจำนวนมากกว่าที่เข้าไปปฏิสนธิกับไข่ (จำนวนยิ่งมากยิ่งมีโอกาสอสุจิตัวหนึ่งปฏิสนธิกับไข่ได้มากขึ้น)  ในรายที่มีภาวะมีบุตรยากที่หาสาเหตุไม่ได้  พบว่า การทำ IUI มีผลการตั้งครรภ์มากกว่าปกติเป็น 2 เท่า ถ้าทำร่วมกับกระตุ้นการตกไข่ด้วยยารับประทาน  โอกาสมากขึ้นเป็น 3 เท่า และถ้ากระตุ้นด้วยยาฉีด (control hyperstimulation) โอกาสมากขึ้นเป็น 4-6 เท่า การทำ IUI อาจใช้เชื้ออสุจิของสามีหรือ เชื้ออสุจิของผู้บริจาค  ถ้าใช้เชื้อจากสามีงดเว้นมีเพศสัมพันธ์ 2-4 วันก่อนวันทำการฉีด (วันตกไข่)  วิธีการคือเมื่อฝ่ายชายเก็บน้ำเชื้อมาได้จากการช่วยตัวเองแล้ว  เชื้ออสุจิจะถูกล้างด้วยน้ำยาให้แยกออกมาจากน้ำอสุจิแล้วเลือกเฉพาะตัวที่แข็งแรง ดูดออกมาใส่สายพลาสติกเล็ก ๆ สอดผ่านปากมดลูกฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกโดยตรง ปล่อยให้เชื้ออสุจิว่ายไปหาไข่เอง  เวลาที่ใช้เตรียมอสุจิประมาณ 1-2 ช.ม. เวลาที่ใช้ฉีดไม่กี่นาที ค่าใช้จ่ายไม่แพงมาก (เป็นหลักพันบาทต้น ๆ ) ไม่เจ็บ ทำเสร็จแล้วปฏิบัติตัวได้ตามปกติ ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล ไม่ต้องพักฟื้นใด ๆ ถ้าไม่ตั้งครรภ์ในการใส่ครั้งหนึ่ง อาจทำซ้ำในรายต่อไปได้อีก โดย นพ.ธีรศักดิ์  ธำรงธีระกุลและทีมแพทย์ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การทํา ICSI (อิ๊ ก ซี่) คืออะไร แก้ภาวะมีลูกยากได้ยังไง?

การทำ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) เป็นการนำเทคโนโลยี ช่วยให้การเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ที่ช่วยให้คุณพ่อ คุณแม่ ที่มีภาวะมีบุตรยากให้สมหวังและมีบุตรยากให้สมหวังได้ตามที่ต้องการ โดยการทำ ICSI ซึ่งเป็นวิธีที่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูงกว่าการทำวิธีอื่นๆ  ICSI ต่างจาก IVF อย่างไร ซึ่งขั้นตอนการทำ ICSI นี้จะเป็นทำการปฏิสนธินอกร่างกาย ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) แต่ให้ผลลัพธ์ และเปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จได้สูงกว่ามาก  เนื่องจากการทำ ICSI จะเป็นการช่วยทำการปฏิสนธิให้เลย โดยการฉีดอสุจิ ของฝ่ายชาย เพียง 1 ตัว เข้าไปในเซลล์ไข่ 1 ใบ โดยผ่านเข็มที่มีขนาดเล็กมาก จึงเพิ่มอัตราความเป็นไปได้และผลลัพธ์ที่จะทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้สูงมาก แต่การทำแบบ IVF จะเป็นการนำไข่ของฝ่ายหญิงและนำน้ำเชื้ออสุจิจากฝ่ายชายมาผสมกัน แล้วปล่อยให้เกิดการปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติจนกลายเป็นตัวอ่อน แล้วจึงนำตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูก คู่สามีภรรยาที่สมควรทำ ICSI เมื่อเกิดภาวะมีบุตรยาก ฝ่ายชายมีปัญหาในเรื่องเป็นหมัน หรือทำหมันแล้ว แต่อยากมีลูกอีก โดยการนำสเปิร์มออกมาได้โดยการผ่าตัด ฝ่ายชายมีปริมาณอสุจิค่อนข้างน้อย และไม่แข็งแรงสมบูรณ์ ต้องใช้ตัวอสุจิที่นำจากการเจาะดูดออกมาจากท่อส่งอสุจิ หรือจากการนำเนื้อเยื่อของอัณฑะมาใช้ ฝ่ายหญิงมีเปลือกไข่หนา อสุจิไม่สามารถเจาะผ่านเข้าปฏิสนธิได้ ขั้นตอนการทำอิ๊กซี่ 1. ต้องมีการตรวจประเมินฝ่ายหญิงก่อนการกระตุ้นไข่ โดยต้องตรวจความพร้อมของร่างกายในช่วงวันที่ 2-3 ของรอบเดือน โดยต้องมีการตรวจอัลตร้าซาวด์ เพื่อดูจำนวนฟองไข่ก่อนและตรวจระดับฮอร์โมนในร่างกายว่าเหมาะสมในการทำ ICSI หรือเปล่า ถ้าสามารถทำได้จะเข้าสู่กระบวนการต่อไป คือการกระตุ้นรังไข่ เพื่อให้ได้ฟองไข่ที่มีขนาดใหญ่และเหมาะสมและพร้อมกันหลายๆ ใบ โดยการฉีดยากระตุ้นไข่ ซึ่งการฉีดยาต้องฉีดติดต่อกันประมาณ 8 - 12 วัน   และระหว่างการฉีดยากระตุ้นไข่ จะมีการตรวจติดตามการเจริญเติบโตของฟองไข่ โดยการตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ ร่วมกับการตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนทุก 3 - 4 วัน เมื่อขนาดของถุงไข่โตเต็มที่แล้ว แพทย์จะฉีดยาฮอร์โมนเพื่อทำให้ไข่เจริญสมบูรณ์เต็มที่ก่อนจะมีการเก็บไข่ 2. การเจาะเก็บไข่ หลังจากฉีดยากระตุ้นไข่ ให้ได้ฟองโตสมบูรณ์แล้ว จะมีการเจาะเก็บไข่ไว้ภายใน 35 -36 ชั่วโมงผ่านทางช่องคลอด โดยใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ในการบอกตำแหน่ง โดยทำในห้องผ่าตัด และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งฝ่ายหญิงต้อง งดน้ำ งดอาหาร ก่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เมื่อได้เซลล์ไข่จะนำมาเก็บไว้ในห้องปฏิบัติการ เพื่อนำไปปฏิสนธิกับอสุจิของฝ่ายชายในขั้นตอนต่อไป        3. การเก็บอสุจิ และคัดกรอง สำหรับฝ่ายชายจะมีการเก็บอสุจิ และคัดกรองเลือกตัวที่สมบูรณ์และแข็งแรง แล้วนำมาปฏิสนธิกับไข่ในห้องปฏิบัติการ โดยการนำสเปิร์ม 1 ตัว ฉีดเข้าไปในไข่ที่สมบูรณ์ 1 ใบ เพื่อให้ทำการปฏิสนธิเช่นนี้ในไข่ที่สมบูรณ์ที่เลือกไว้จนครบ โดยใช้เครื่องมือและกล้องภายในห้องปฏิบัติการ กรณีที่ฝ่ายชายทำหมัน หรือไม่สามารถเก็บได้ อาจจะต้องใช้วิธีการผ่าตัดเพื่อนำอสุจิออกมา ทำการปฏิสนธิต่อไป 4. เพาะเลี้ยงตัวอ่อน เมื่อได้ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วต้องเพาะเลี้ยง โดยใช้เวลาประมาณ 3 - 5 วัน ในห้องปฏิบัติการเฉพาะที่ปลอดเชื้อ ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความสว่าง แสง แรงดัน และความชื้นด้วย รวมถึงความเป็นกรด ด่าง และก๊าซในปริมาณที่เหมาะสม โดยเป็นขบวนการเลี้ยงตัวอ่อนที่เลียนแบบให้ใกล้เคียงกับสภาวะภายในร่างกายคนมากที่สุด จนถึงระยะบลาสโตซีสท์ (Blastocyst) เป็นเวลา 5 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ตัวอ่อนแข็งแรง แล้วจึงค่อยนำกลับใส่เข้าไปที่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง 5. ย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก การย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกมี 2 แบบคือ รอบสด กับรอบแช่แข็ง โดยรอบสด เมื่อเลี้ยงตัวอ่อนได้ครบ 3 - 5 วันแล้ว แพทย์จะทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกรอบเดียวกับการกระตุ้นไข่เลย ส่วนรอบแช่แข็ง จะทำการย้ายตัวอ่อนหลังจากการกระตุ้นไข่ ที่มีการเก็บแช่แข็งไว้ (สามารถเก็บแช่แข็งได้นานมากกว่า 5 - 10 ปี) ซึ่งการเลือกว่าจะใช้แบบไหน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ โดยดูจากความเหมาะสมจากสภาวะของฮอร์โมนและโพรงมดลูกของผู้หญิง ในตอนที่กระตุ้นไข่ว่าจะสามารถใส่ตัวอ่อนกลับไปได้เลยหรือไม่ แต่หากต้องการตรวจโครโมโซมของตัวอ่อนก่อนจะต้องใช้วิธีแช่แข็งตัวอ่อนระหว่างรอผลการตรวจโครโมโซม 6. การตรวจติดตาม หลังจากใส่ตัวอ่อนไปแล้วเป็นเวลา 7 - 10 วัน แพทย์ก็จะนัดให้มาตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมนของการตั้งครรภ์ และมีการตรวจติดตาม จนตัวอ่อนมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถตรวจดูด้วยอัลตร้าซาวด์ได้เมื่ออายุของครรภ์มากขึ้น สอบถามรายละเอียด ปรึกษาคลีนิกผู้มีบุตรยาก รพ.วิภาวดี ได้ทุกวัน (08.30 – 20.00 น.)  โทร. 0-2561-1111 กด 1255  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

กินถั่วแล้วอ้วนจริงไหม ?

กินถั่วแล้วอ้วนจริงไหม ?       “อ้วน”  “น้ำหนักเกิน”  “ไขมันสูง”   เป็นปัญหาที่หลายคนต้องเคยพบเจอกันมาบ้างใช่ไหมคะ และการเลือกอาหารรับประทานก็มีความสำคัญมาก ๆ กับปัญหาเหล่านี้ วันนี้เราจะมาดูกันค่ะว่า “ถั่ว” มีผลอย่างไรกับร่างกายบ้าง      ก่อนอื่นมารู้จักถั่วกันก่อนนะคะ บ้านเราจะเรียกว่าถั่วเหมือน ๆ กันหมด แต่ต่างประเทศจะมีการเรียกถั่วต่าง ๆ กัน โดยแบ่งหลัก ๆ เป็น 2 ชนิด คือ Nuts และ Legumes     Nuts เป็นถั่วที่มักเป็นผลเดี่ยว ๆ  มีเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ แมคคาดาเมีย วอลนัท พิสทาชิโอ เฮเซลนัท มีไขมันมาก แต่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันดี Legumes เป็นถั่วที่เจริญในฝัก มักมีหลายเมล็ดในฝัก แบ่งเป็น    Fresh beans, fresh peas เป็นเมล็ดอยู่ในฝัก  มักกินเมล็ดแบบสด ๆ  หรือกินทั้งฝัก เช่นถั่วลันเตา ถั่วแขก Pulse เป็นเมล็ดถั่วในฝักที่กินเมล็ดแบบแห้ง คือมักผ่านกระบวนการทำให้เป็นเมล็ดแห้งก่อน ค่อยมาบริโภค เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วลูกไก่ ถั่วเลนทิล มักมีไขมันน้อย Oilseed legumes เป็นเมล็ดในฝักซึ่งมักนำมากินแบบเมล็ดแห้งเช่นกัน แต่มีไขมันสูง เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง   กินถั่วแล้วอ้วนจริงไหม ? เนื่องจากว่า ถั่วเป็นแหล่งอาหารที่มีพลังงานสูง จึงมีคนสงสัยกันมากมายว่า กินถั่วจะทำให้อ้วน ทีนี้เราไปดูกันค่ะ ว่ากินถั่วแล้วทำให้อ้วนจริงไหม   ถั่ว Nut เช่น อัลมอนด์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ แมคคาดาเมีย   งานวิจัยพบว่าการกินถั่วเปลือกแข็ง (Nuts) บ่อย ๆ สัมพันธ์กับน้ำหนักที่ลดลง และ ลดความเสี่ยงน้ำหนักเกิน หรือ อ้วน อย่างเช่นมีงานวิจัยที่ยุโรปในคนประมาณ3แสนกว่าคน ที่มีอายุ 25-70 ปี โดยศึกษาคนที่กินถั่วเปลือกแข็งรวมไปถึงถั่วลิสงปริมาณมากน้อยต่างกัน ติดตามไป 5 ปี พบว่าน้ำหนักเฉลี่ยของคนที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมดเพิ่มขึ้นประมาณ 2 กิโลกรัม โดยกลุ่มที่กินถั่วเปลือกแข็งมากที่สุดมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด คือ น้ำหนักลดลงเล็กน้อย 0.07 กิโลกรัม และมีความเสี่ยงที่จะน้ำหนักเกินหรืออ้วนน้อยกว่าคนทั่วไปประมาณ 5%   นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในผู้หญิงสุขภาพดีประมาณ 5 หมื่นกว่าคนที่มีอายุ 20-45 ปี ติดตามไปเป็นเวลา 8 ปี พบว่ากลุ่มคนที่กินถั่วเปลือกแข็ง 2 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคนที่ไม่ค่อยกินถั่วเปลือกแข็งเล็กน้อย คือคนกินถั่วเปลือกแข็งเยอะ น้ำหนักเพิ่มเฉลี่ย 5.04 กิโลกรัม ส่วนคนที่ไม่ค่อยกินถั่วเปลือกแข็งน้ำหนักเพิ่มเฉลี่ย 5.55 กิโลกรัม     ถั่ว Pulse เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลูกไก่   ทีนี้เรามาดูทางด้านถั่ว pulse กันบ้างค่ะ   งานวิจัยหนึ่งพบว่าการกินถั่ว pulse วันละประมาณ 1 ส่วน (serving) หรือเท่ากับ ¾ ถ้วย ต่อวัน ช่วยให้น้ำหนักของผู้เข้าร่วมลดลงเฉลี่ย 0.34 กิโลกรัม ในเวลา 6 สัปดาห์ โดยไม่ต้องพยายามไปลดอาหาร หรือ หลีกเลี่ยงอาหารใด ๆ ทั้งสิ้น และอาจช่วยลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายอีกด้วย   การกินถั่ว pulse พวกนี้ทำให้รู้สึกอิ่มมากขึ้น ซึ่งนี่เองน่าจะเป็นผลให้ลดการกินอาหารอื่น ๆ ลงโดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังเป็นอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์ โปรตีน วิตามิน และ แร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย และยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ ซึ่งหมายถึงเมื่อกินเข้าไปแล้วมันจะถูกดูดซึมเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในกระแสเลือดอย่างช้า ๆ  ไม่ดูดซึมรวดเร็วเหมือนอาหารแปรรูป หรือขนมอื่น ๆ  ดังนั้นถ้าใครเป็นคนติดขนมขบเคี้ยวล่ะก็ เลือกถั่วเหล่านี้มาติดบ้านไว้ทดแทนเวลาอยากกินขึ้นมา น่าจะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากขึ้นนะคะ   นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า การกินถั่ว pulse 1 ส่วน หรือ ¾ ถ้วย ต่อวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ขึ้นไป ช่วยลดไขมันไม่ดีในเลือด (LDL cholesterol) ได้อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย     สรุปแล้ว การกินถั่วทั้งหลาย ไม่พบว่าทำให้อ้วนขึ้นกว่าเดิม โดยอาจช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้อ้วนหรือน้ำหนักเกินได้เล็กน้อยด้วย นอกจากนี้ ถั่วเปลือกแข็ง (Nut) ก็มีผลดีต่อระบบหลอดเลือดหัวใจอย่างที่เราทราบกัน อีกทั้งถั่วpulse ก็ช่วยลดไขมันไม่ดี LDL cholesterol ได้   ดังนั้นเรามาเพิ่มถั่วที่หลากหลายเข้าไปในเมนูประจำวันของเรา หรือ นำมาทดแทนขนมแปรรูปอื่น ๆ กันดีกว่าค่ะ และอย่าลืมเลือกที่ไม่ปรุงแต่งเคลือบแป้ง เคลือบน้ำตาลมากเกินไปนะคะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคฝีดาษลิง

            เกิดจากเชื้อไวรัสเป็นโรคในตระกูลเดียวกับโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า มีรังโรคอยู่ในสัตว์ตระกูลฟันแทะ ส่วนใหญ่พบในประเทศแถบตะวันตกของทวีปแอฟริกา ขณะนี้พบในผู้ติดเชื้อที่สหรัฐฯ, ยุโรป, แคนาดา, อิสราเอล และออสเตรเลีย ประมาณกว่า 300 คนแล้ว เป็นเพศชายเกือบทั้งหมด กลุ่มที่ควรเฝ้าระวังให้หลีกเลี่ยงคือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ สตรีมีครรภ์และเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี             อาการ หลังได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 7 – 14 วัน จะมีไข้หนาวสั่น, ปวดหัว, มีอาการทางเดินหายใจ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, และต่อมน้ำเหลืองโต เมื่อไข้ลดจะเกิดผื่นขึ้น ผื่นพบที่ศีรษะ, ลำตัว, แขน, ขา และฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผื่นเริ่มจากตุ่มแดงเปลี่ยนเป็นขุ่นขาว ตรงกลางมีรอยบุ๋ม ผื่นที่ขึ้นจะอยู่ในระยะเดียวกัน อาการโรคใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ อาการรุนแรงมักพบในกลุ่มเด็กเล็ก การติดต่อ สัมผัสสารคัดหลั่ง ทางผิวหนัง, เยื่อเมือก เช่น จมูก ปาก ตา ละอองฝอยทางการหายใจ ทานเนื้อสัตว์ติดเชื้อปรุงสุกไม่พอ สัมผัสที่นอนของสัตว์ที่ป่วย หรือถูกสัตว์ป่วยกัด การป้องกัน - หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า หรือผู้มีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยง - หลีกเลี่ยงทานเนื้อสัตว์ปรุงสุกไม่พอ - ล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่และเจลแอลกอฮอล์ - ประชากรไทยที่เกิดก่อนปี 2517 เกือบทุกคนจะได้รับการปลูกฝี สามารถป้องกันฝีดาษลิงได้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไขมันสะสมในตับ คืออะไร

ไขมันสะสมในตับ คืออะไร ภาวะไขมันสะสมในตับ           หมายถึง ภาวะที่มีการสะสมของไขมันโดยเฉพาะอยู่ในรูปของ Triglyceride อยู่ในเซลล์ตับโดยที่คน ๆ นั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณน้อย (ปกติคนที่ดื่มสุรามานานจะมีการ พอกของเซลล์ไขมันในตับ) ซึ่งทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า Non-Alcoholic Fatty Liver Disease (NAFLD) เซลล์ไขมันนี้จะไม่ก่อให้เกิดการเสียหายหรืออักเสบกับตับในระยะแรก แต่ก็มีผู้ป่วยบางส่วนที่ไขมันทำให้เกิดการอักเสบของตับ ในที่สุดก็จะเป็นตับแข็ง พบว่าร้อยละ 5-8 ของผู้ป่วยไขมันพอกตับจะกลายเป็นตับอักเสบ ตับแข็งและอาจพัฒนาไปจนถึงขั้นเป็นมะเร็งตับในที่สุด ประชากรชาวเอเชียพบได้ร้อยละ 15 ของประชากรทั่วไป โดยมีความชุกร้อยละ 3.9-6 ในเด็กและวัยรุ่นซึ่งจะพบมากขึ้นในประชากรที่มีลักษณะทางคลินิกของกลุ่มโรค เมตาโบลิก ได้แก่ โรคอ้วน , เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง ,ไขมันในเลือดสูง   การดำเนินของโรค        ผู้ป่วยโรคไขมันสะสมในตับ ที่มีเพียงการสะสมของไขมันในเนื้อตับเท่านั้น โดยยังไม่มีการอักเสบของตับ มีอัตราการรอดชีวิตไม่ต่างจากประชากรทั่วไปในเพศและวัยเดียวกัน แต่ในผู้ป่วยที่การอักเสบภายในตับ (NAFLD)  คือผู้ป่วยที่มีตับแข็งก็อาจตรวจเจอลักษณะของโรคตับเรื้อรังหรือ ตับแข็งร่วมด้วย การเจาะเลือดดูการทำงานของตับอาจจะพบค่า  AST กับค่า  ALT สูงกว่าปกติประมาณ 1.5-4 เท่า อาจจะมีค่า ALP สูงขึ้นเล็กน้อยส่วนค่าอื่นๆ มักจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยภาวะ NASH นี้จะมีอายุสั้นกว่าผู้ป่วยที่มีไขมันสะสมในตับเท่านั้น ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบในตับ ร้อยละ 32-41 ที่มีการอักเสบ จะมีพังผืดสะสมในตับเพิ่มมากขึ้นในเวลา 4-14 ปี ร้อยละ 9 จะดำเนินเข้าสู่ตับแข็งและร้อยละ 2 ของผู้ป่วยตับแข็งจะเกิดมะเร็งตับแทรกซ้อนในเวลาเฉลี่ย 14 ปี ผู้ป่วยโรคไขมันสะสมในตับ มักมีความสัมพันธ์โดยตรงกับกลุ่มโรคเมตาโบลิก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็งเป็นเหตุให้มีอุบัติการณ์การทุพพลภาพและเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองมากเป็นอันดับหนึ่ง   การวินิจฉัย         ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ มักจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการมาเจาะเลือดเช็คสุขภาพ ในบางรายอาจมีอาการปวดแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา อ่อนเพลียง่าย จุกแน่นที่บริเวณช่องท้อง ด้านขวาส่วนบน ตรวจร่างกายพบตับโต ตรวจภาพอัลตร้าซาวด์ช่องท้องพบไขมันสะสมในตับ แต่อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันสะสมในตับ หากมีการสะสมของไขมันในเนื้อตับน้อยกว่าร้อยละ 30 ของปริมาตรตับอาจไม่พบลักษณะดังกล่าวจากการทำอัลตร้าซาวด์         ส่วนสำคัญก่อนที่จะให้การวินิจฉัยว่าเป็นภาวะไขมันสะสมในตับ (NAFLD) แพทย์จำเป็นต้องซักประวัติเพื่อประเมินว่าปัญหาไขมันสะสมในตับไม่ได้เป็นผลจากโรคบางอย่าง หรือยาบางชนิดและผู้ป่วยต้องไม่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากกว่า 10 กรัม ต่อวันในเพศหญิงและมากกว่า 20 กรัมต่อวันเพศชาย เนื่องจากผู้ป่วยที่มีภาวะตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ มีลักษณะของชิ้นเนื้อตับที่คล้ายกับภาวะไขมันพอกตับ ต้องเช็คประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ ในการวินิจฉัย การตรวจชิ้นในตับยังเป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัยค้นผู้ป่วย (NAFLD)  รายใดเป็น NASH แต่อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยโรคอ้วนและเบาหวานที่ดื่มแอลดอฮอล์ก็ส่งเสริม ให้มีไขมันภายในตับเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนั้นผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยแยกโรคการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และซี ก่อนวินิจฉัยเป็น NAFLD เนื่องจากเป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบที่พบได้บ่อยในไทย การตรวจประเมินพังผืดตับในผู้ป่วย NAFLD        ในผู้ป่วยโรคไขมันเกาะตับหากมีภาวะตับอักเสบ หรือมีพังผืดในเนื้อแล้วจะนำไปสู่ภาวะตับแข็ง และเกิดมะเร็งตับในที่สุด วิธีมาตรฐานที่ใช้ในการประเมินพังผืดตับ คือ การตรวจชิ้นตับโดยการเจาะตับ แต่เนื่องจากเป็นวิธีการตรวจที่ค่อนข้างรุนแรงและผู้ป่วยต้องเจ็บตัว จึงไม่นิยมใช้ในปัจจุบัน ยกเว้น มีข้อบ่งชี้ที่จำเป็นในการตรวจ เช่น สงสัยตับอักเสบจากภูมิคุ้มกัน ตับอักเสบไม่ทราบสาเหตุ โรคตับคั่งน้ำดี หรือตับแข็งที่หาสาเหตุไม่พบ ปัจจุบันมีวิธีการตรวจที่ไม่รุนแรง (Non Invasive) โดยการตรวจพังผืดโดยใช้เครื่อง Fibroscan หรือ Transient Elastograply ซึ่งตรวจวัดความยืดหยุ่นของเนื้อตับและสามารถประเมินความรุนแรงของพังผืดที่เกิดขึ้นในตับได้ หลักการจะใช้คลื่นที่สะท้อนกลับจากเนื้อตับ แล้วนำมาคำนวณ shock wave velocity ที่สะท้อนกลับ ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความหนาแน่นของพังผืดตับบริเวณดังกล่าว นอกจากนั้นสามารถวัดค่า Controlled attenuation parameter (CAP) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับไขมันคั่งในตับ โดยมีค่าการตรวจระหว่าง 100 – 400 dB/m สามารถใช้วินิจฉัยไขมันคั่งตับที่ระดับความรุนแรงต่างๆ   การรักษา      ผู้ป่วยมักจะมีปัญหาน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนจึงแนะนำ การลดน้ำหนัก เป็นสิ่งที่สำคัญและได้ประโยชน์มากที่สุด ซึ่งควรลดน้ำหนักโดยการควบคุมปริมาณและคุณภาพอาหารกล่าวคือ หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น นม เนย กะทิ อาหารทะเลไข่แดง และเนื่องจาก Triglyceride เป็นตัวสำคัญที่สะสมคั่งในตับก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยง  ไม่รับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากเกินไป ทั้งนี้พึงระวังว่าไม่ควรลดน้ำหนักด้วยวิธีการงดอาหาร และไม่ควรลดน้ำหนักเร็วเกินไป โดยทั่วไปแนะนำให้ลดน้ำหนักลง ประมาณร้อยละ 7-10 จากน้ำหนักเดิมและถ้าสามารถทำให้ดัชนีมวลกายของผู้ป่วยลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติน้อยกว่า 25 กก./ม.2 ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าการรักษากลุ่มโรคเมตาโบลิกอื่นๆ ที่พบร่วมด้วยโดยการควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติ และหลีกเลี่ยงการดื่มสุรา สำคัญคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากลดภาวะไขมันเกาะตับและยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย   ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหาร รพ.วิภาวดี 02-561-1111 ต่อ 4525    

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม