การผ่าตัดแปลงเพศ

การผ่าตัดแปลงเพศ โดย นพ.นราธิป ทรงทอง ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการทำศัลยกรรมตกแต่ง           ในผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตใจซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งของการรับรู้เพศที่ไม่สอดคล้องกับเพศที่แท้จริง ทางการแพทย์เรียกว่าgender dysphoriaหรือgender identity disorderเป็นความผิดปกติที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากในปัจจุบันสังคมยอมรับคนเหล่านี้มากขึ้นทำให้เขากล้ามารับการรักษามากขึ้นและได้ผลดี ทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ก่อนที่จะทำการผ่าตัดแพทย์จะต้องทำการวินิจฉัยให้ได้ก่อนว่าเป็นโรคนี้หรือไม่ และสามารถจะมำการผ่าตัดได้หรือไม่โดยมีขั้นตอนการพิจารณาดังนี้ 1.ผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมในเพศที่ตรงข้ามกับเพศจริงทางร่างกายตลอดเวลาและประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตเป็นเวลาอย่างน้อย12เดือน 2.ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจและประเมินพฤติกรรมโดยจิตแพทย์อย่างน้อย2คนและหนึ่งในสองคนต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ 3.ต้องได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเพื่อเตียมสภาพร่างกายให้อยู่ในเพศตรงข้ามเสียก่อน 4.ก่อนผ่าตัดแปลงเพศต้องผ่าตัดส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างอวัยวะเพศเสียก่อน เป้าหมายในการสร้างอวัยวะเพศหญิงใหม่คือ 1.การสร้างช่องคลอดเทียมที่มีขนาดและความลึกพอสมควรเพื่อสามารถใช้ในการร่วมเพศได้ในกรณีที่ต้องการแต่ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้ก็อาจไม่จำเป็นต้องสร้างให้มีความลึกมากก็ได้ 2.สร้างรูปร่างของอวัยวะเพศใหม่ให้ดูคล้ายกับอวัยวะเพศหญิงให้มากที่สุด ได้แก่ แคมนอกและแคมใน 3.เปลี่ยนแนวของท่อปัสสาวะให้ถูกต้องโดยเวลาปัสสาวะจะต้องพุ่งลงด้านล่าง 4.สร้างจุดรับสัมผัสหรือคลิตอริส ภาวะแทรกซ้อน 1.แผลผ่าตัดแยกหรือหายช้าหรือช่องคลอดใหม่หลุดลอกออกพบได้บ่อยพอสมควรเนื่องจากแผลผ่าตัดมีจุดที่ต้องมีการเย็บประกอบขึ้นมาจากผิวหนังหลายส่วน รวมทั้งการดูแลหลังผ่าตัดที่ไม่เหมาะสมหรือการใช้งานอวัยวะเพศใหม่เร็วเกินไป ถ้าแผลแยกหรือหลุดลอกไม่มากอาจใช้การทำแผลไปเรื่อยๆจนแผลหายเองได้แต่ถ้าเป็นมากอาจจะต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข 2.เลือดคั่งใต้แผลผ่าตัด 3.ช่องคลอดตีบ หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องทำการขยายช่องคลอดอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย6-12เดือน มิฉะนั้นก็อาจจะเกิดช่องคลอดตีบแคบได้ ถ้าเกิดใหม่ๆหลังการผ่าตัดก็อาจจะทำการถ่างขยายได้ แต่ถ้าทิ้งเอาไว้นานจนมีพังผืดแข็งก็อาจจำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดแก้ไข 4.ช่องคลอดตื้น เช่นเดียวกับช่องคลอดตีบถ้าเกิดในระยะหลังก็จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อหาเนื้อเยื่ออื่นมาเสริมเพื่อเพิ่มความลึกแทน เช่น สำไส้ใหญ่ เป็นต้น 5.ช่องคลอดทะลุเข้าไปในลำไส้ใหญ่ ต้องแก้ไขโดยการผ่าตัด ถ้าไม่รุนแรงก็อาจจะเย็บปิดได้เลย แต่ถ้าเกิดการติดเชื้อรุนแรงก็อาจจะต้องระบายอุจจาระออกทางหน้าท้องก่อนเพื่อให้แผลรอยทะลุหายสนิทดีก่อนค่อยนำลำไส้กลับเข้าที่เดิม รพ.วิภาวดี มีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถผ่าตัดแปลงเพศได้ สนใจติดต่อที่ แผนกศัลยกรรม 0-2941-2800 , 0-2561-1111กด1

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ตกขาว อย่าตกใจ สีระดู (ขาว เหลือง เขียว) บอกสาเหตุได้

ภาวะตกขาว           ภาวะตกขาว ซึ่งบางทีเรียกว่า มุตกิด หรือระดูขาวนั้น เป็นภาวะหนึ่งที่สตรีส่วนมากต้องประสบและทำให้สตรีจำนวนไม่น้อยมาพบแพทย์ และสูตินรีแพทย์ ภาวะดังกล่าวอาจเป็นอาการที่แสดงออกมาจากตอบสนองต่อฮอร์โมนในสตรีที่ปกติ หรือจากการที่เป็นโรคที่ไม่รุนแรงเรื่อยไปจนกระทั่งถึงโรคที่รุนแรงก็ได้ ดังนั้นภาวะนี้จึงมีความสำคัญมิใช่น้อย ตกขาว คืออะไร           ตกขาว เป็นของเหลวใด ๆ ที่ไหลออกมานอกช่องคลอด แต่ไม่ใช่เลือด ของเหลวดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นจากช่องคลอด ปากมดลูก และอวัยวะข้างเคียงบริเวณปากช่องคลอด ลักษณะของตกขาว จะมีความแตกต่างกันไปขึ้นการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทั้งในขณะที่อยู่ในภาวะปกติ หรือกำลังเป็นโรคอยู่ ภาวะตกขาวที่ปกติเป็นอย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร          ตามปกติแล้วในสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ (อีกนัยหนึ่ง คือ สตรีที่อยู่ในช่วงอายุที่ยังมีประจำเดือน หรือมีฮอร์โมนเพศหญิงเจริญเต็มที่) จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแตกต่างกันไปตามระยะของประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีผลต่อการลักษณะของเหลวที่สร้างขึ้นมาจากอวัยวะต่าง ๆ ในระบบสืบพันธุ์สตรี ดังเช่น ในช่วงกึ่งกลางรอบประจำเดือนหรือระยะใกล้เคียงกับการตกไข่ ซึ่งเป็นเวลาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ทำให้ในช่วงเวลานี้ จะมีตกขาวลักษณะค่อนข้างเหลวใส ๆ ปริมาณมากกว่าระยะเวลาอื่น ส่วนตกขาวในระยะเวลาอื่นจะมีสีขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก นอกจากนั้นแล้ว ตกขาวที่ปกติควรจะไม่คัน และไม่มีกลิ่น ถ้าตกขาวของท่านมีลักษณะดังที่กล่าวมานี้ถือว่าปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องรักษา            อย่างไรก็ตาม  สตรีแต่ละท่านจะมีปริมาณตกขาวแตกต่างกันไป บางท่านอาจมีปริมาณตกขาวมากจนเปื้อนชุดชั้นในอยู่หลายวันในแต่ละเดือน แต่สำหรับบางท่านอาจมีปริมาณน้อยจนไม่รู้ว่ามีตกขาวเลย            นอกจากนี้ ฮอร์โมนในสตรีในวัยดังกล่าว ทำให้เซลล์ในช่องคลอดสมบูรณ์ และมีการสร้างสารประเภทแป้งที่เรียกว่าไกลโคเจน ซึ่งจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยแบคทีเรียชนิดหนึ่งให้เป็นกรดอ่อน ๆ  ภาวะนี้จะช่วยป้องกันการรุกรานจากเชื้อโรคชนิดอื่นที่ก่อให้เกิดความผิดปกติได้ ภาวะตกขาวที่ผิดปกติเป็นอย่างไร มีสาเหตุจากอะไร           ตกขาวผิดปกติจะมีลักษณะที่ต่างออกไปจากที่กล่าวมาข้างต้น จะมีสาเหตุใหญ่อยู่ 2 ประเภท คือ สาเหตุจากการติดเชื้อ และสาเหตุจากการไม่ติดเชื้อ ตกขาวที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ          ตกขาวจากสาเหตุนี้ เกิดได้จากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา และพยาธิในช่องคลอด ตกขาวประเภทนี้ บางชนิดจะมีลักษณะที่ค่อนข้างเฉพาะตัว ดังจะกล่าวต่อไป ตกขาวที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสบางชนิดเป็นเชื้อโรคที่ติดต่อมาโดยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ บางครั้งอาจไม่มีอาการชัดเจน ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ได้แก่ โรคเริมซึ่งเป็นโรคที่ไม่หายขาด จะมีอาการเป็นตุ่มใส ๆ ขนาดเล็ก ต่อมาจะแตกเป็นแผลแสบ มีตกขาวสีเหลืองมีกลิ่นผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งแรกที่ปรากฏอาการ ตกขาวที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ตกขาวประเภทนี้มักมีสีเหลือง หรือค่อนข้างเขียว อาจมีอาการคันในบางราย เชื้อบางชนิดอาจเกิดตกขาวมีกลิ่นคาวปลาหลังการร่วมเพศ แต่ในกรณีที่มีการติดเชื้อจากโรคหนองในจะมีตกขาวสีเหลืองจัด อาจร่วมกับมีอาการปัสสาวะแสบขัดได้ ตกขาวมีสาเหตุจากเชื้อรา เชื้อราในช่องคลอดมักทำให้เกิดอาการตกขาวสีขาว มีลักษณะเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายนมที่ทารกแหวะออกมา และมีอาการคันช่องคลอด การตกขาวชนิดนี้มักไม่ได้เกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ น้ำยาสวนล้างช่องคลอดที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยกำลังใช้ยาที่มีฤทธิ์กดภูมิต้านทาน ตกขาวที่มีสาเหตุจากเชื้อพยาธิในช่องคลอด พยาธิชนิดนี้เป็นโรคติดต่อเชื้อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง มักมีสีเหลือง อาจเห็นเป็นฟอง มีอาการคันช่องคลอด และอาจมีกลิ่นออกเปรี้ยวเล็กน้อย ตกขาวที่มีสาเหตุจากการไม่ติดเชื้อ ตกขาวผิดปกติประเภทนี้ มีสาเหตุได้จาก การระคายเคืองหรือแพ้สารเคมี จากมะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์สตรี (เช่น มะเร็งของปากมดลูก ช่องคลอด ท่อนำไข่) รวมทั้งเกิจากการมีสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด ท่านจะทำอย่างไรในกรณีที่เกิดปัญหาตกขาว            ท่านที่ประสบปัญหาตกขาวที่มีลักษณะปกติดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ท่านก็ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาแต่อย่างไร เพียงแต่ควรมาพบสูตินรีแพทย์ของท่าน เพื่อตรวจภายในพร้อมทั้งตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำปี            แต่ถ้าหากว่าท่านมีอาการตกขาวที่มีลักษณะผิดปกติ กล่าวคือ มีสี กลิ่นผิดไปจากปกติหรืออาจมีอาการคันร่วมด้วย ก็ควรจะได้รับการตรวจและรักษาให้ถูกต้องตามสาเหตุ ทั้งนี้เนื่องมาจากการรักษาที่ตรงตามสาเหตุจะทำให้โรคหายเร็วขึ้น เช่น ในกรณีที่ตกขาวจากเชื้อรา แพทย์อาจจะให้ยาเหน็บรักษาด้วย โคลไทรมาโซล หรือถ้าเป็นจากเชื้อพยาธิในช่องคลอด ก็อาจจะต้องใช้ยารับประทาน เมโทรนิดาโซล เป็นต้น ประการที่สองสาเหตุของตกขาวที่ปิดปกติบางครั้งอาจเกิดจากมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีได้ โรคดังกล่าวนี้ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ส่วนประการสุดท้ายคือ ถ้าอาการตกขาวของท่านมีสาเหตุจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ท่านควรจะได้รับการตรวจหาพร้อมกับการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นที่อาจเกิดร่วมด้วย รวมทั้งต้องมีการตรวจรักษาคู่สมรสด้วย จึงจะไม่ทำให้ท่านและคู่สมรสเกิดภาวะแทรกซ้อนและเกิดโรคขึ้นซ้ำอีกในภายหลัง   ข้อเขียนโดย พ.อ.ผศ.น.พ.ธนบูรณ์   จุลยามิตรพร อาจารย์ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า หน่วยช่วยการเจริญพันธุ์ และต่อมไร้ท่อทางนรีเวช กองสูตินรีเวชกรรม รพ.พระมงกุฎเกล้า สูติแพทย์ที่ปรึกษา รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การผ่าตัดไส้ติ่งผ่านกล้อง

การผ่าตัดไส้ติ่งผ่านกล้อง          พูดถึงไส้ติ่ง คงไม่มีใครไม่รู้จัก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย มันก็คือ ส่วนของลำไส้ใหญ่ ที่ยื่นออกมาเป็นติ่งเหมือนนิ้วก้อยอยู่ทางด้านขวา ว่าไปแล้วประโยชน์ของมันไม่ได้ชัดเจน ไม่รู้เอาไว้ทำอะไรเหมือนกัน พระเจ้าอาจให้เกินมา แต่ที่แน่ๆ มันก็สร้างปัญหาให้กับคนเราอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการติดเชื้อ อักเสบ หรือ เป็นเนื้องอก          ในส่วนของโรคของไส้ติ่ง ที่เรารู้จักกันดี คือ การอักเสบเฉียบพลัน ที่เราเรียกกันทั่วไปว่า ไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคปวดท้องแบบเฉียบพลันที่พบมากที่สุด ซึ่งมักจะพบมากในช่วงอายุ 15-45 ปี ทั้งชายและหญิง สาเหตุเกิดจากการอุดตันของไส้ติ่ง ซึ่งอาจเกิดได้จาก อาหารอะไรก็ได้ที่ตกลงไป ไม่จำเป็นต้องเป็น เม็ดฝรั่งแบบที่คนโบราณบอก ( แต่เม็ดฝรั่งก็มีส่วนถูกนะ) หรือจะเกิดจากมีการบวมของต่อมน้ำเหลืองบริเวณนั้น หรืออาจเกิดจากพยาธิหล่นลงไปอุด มีเนื้องอกแถวนั้นโตไปอุด จะอะไรไปอุดก็ตาม เมื่อเกิดการอุดรูของไส้ติ่ง ของเหลว สารคัดหลั่งจะไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ ทำให้เกิดอักเสบ มีการติดเชื้อเกิดขึ้น          อาการของไส้ติ่งอักเสบก็คือมีการปวดท้อง ส่วนใหญ่ก็จะปวดทั่วๆไป อาจปวดรอบสะดือก่อน จากนั้นอีก 6-12 ชม.ต่อมา อาการปวดจะเริ่มย้ายไปที่ด้านขวาล่าง อาจมีไข้ต่ำ แต่ไข้มักไม่เกิน 38.5 องศาเซลเซียส อาการแบบนี้ คือ อาการที่มาตรฐาน Super Classic ซึ่งอาการแบบนี้ จริงแล้วพบได้เพียง 25% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจไม่เป็นไปตามนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับตำแหน่งของไส้ติ่ง อาจมีปวดด้านขวาบนได้ หรือ ตรงกลางได้ ถ้าปลายของไส้ติ่งยาวไปถึงบริเวณนั้น หรือ อาการนำอาจไม่ได้ชัดเจนแบบที่บอก แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร กินข้าวไม่ลง บางรายอาจมีคลื่นไส้ อาเจียน อาจมีถ่ายเหลว ถ้ายังไม่ได้รับการรักษา อาการอาจเพิ่มมากขึ้น ไข้อาจสูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส อาการปวดอาจปวดทั้งซ้ายและขวา ซึ่งนั่นหมายถึงไส้ติ่งเริ่มติดเชื้อ รุนแรง เน่า และ แตกหรือกลายเป็นฝี ซึ่งระยะเวลาทั้งหมดขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คนไข้ อายุ ขนาดของไส้ติ่ง การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะไปบางส่วน แต่โดยทั่วไประยะตั้งแต่เริ่มปวดจนแตก มักไม่เกิน 3 วัน           การรักษาไส้ติ่ง แน่นอนที่สุด อย่างที่เราทราบๆกันดี คือ การผ่าตัด ซึ่ง การผ่าตัดอาจทำได้ทั้งการดมยาสลบ หรือ การฉีดยาชาเข้าที่ไขสันหลัง ที่เรามักคุ้นกับคำว่า บล๊อกหลัง ซึ่งหลังจากนั้น ศัลยแพทย์ ก็จะทำการผ่าตัด โดยเปิดแผลขนาด 3-4 cm ที่ หน้าท้องด้านขวาล่าง ตัดไส้ติ่งออก เย็บปิดแผล นั่น คือสิ่งที่ศัลยแพทย์ทำกันมาช้านาน ตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้           ปัจจุบันแนวโน้มของการผ่าตัดพยายามลดความเจ็บปวด หรือ ความรุนแรงของการผ่าตัดลง เหมือนที่เราเคยได้ยินคำว่า Minimal Invasive Surgery ซึ่งสิ่งหนึ่งนิยมใช้กันในความหมายของ Minimal Invasive Surgery อย่างหนึ่งก็คือ การผ่าตัดด้วยกล้อง สำหรับในช่องท้องการผ่าตัดด้วยกล้อง ที่เรียกว่า Laparoscopic Surgery หรือ Keyhole Surgery ในภาษาชาวบ้าน ก็คือการผ่าตัดอย่างหนึ่ง ที่เราจะสอดกล้องเข้าไปในท้อง เพื่อสำรวจช่องท้อง และ ใช้เครื่องมือพิเศษทำการผ่าตัดแทนมือ ซึ่งปัจจุบัน เราก็ได้นำมาผ่าตัดหลายโรค ทั้ง นิ่วในถุงน้ำดี , ฝีในตับ , ผ่าตัดลำไส้ ,เลาะพังผืด , ฯลฯ รวมทั้งโรคทางนรีเวช           ไส้ติ่งอักเสบ ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบัน สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดด้วยกล้องได้ ในมือของศัลยแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรม และ มีประสบการณ์ โดยการผ่าตัด หลังจากดมยาสลบ ศัลยแพทย์จะใช้กล้องเข้าทางแผลเล็กๆ ใต้สะดือ และ แผลเล็กๆ ประมาณ 5mm อีก 2 แผล ในบริเวณใต้ร่มผ้า เพื่อปกปิดรอยแผลผ่าตัด การผ่าตัดภายใน จริงๆแล้วก็ไม่ได้ต่างจากการผ่าตัดแบบปกติ คือมีการตัดเส้นเลือดที่เลี้ยงไส้ติ่ง รวมทั้งตัดไส้ติ่งออก ใส่ถุงปราศจากเชื้อเพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่ผิวหนัง ก่อนนำไส้ติ่งออกมานอกร่างกาย           ข้อดีของการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบด้วยกล้อง คือ แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว ถึงแม้ระยะเวลาในการนอน รพ. อาจไม่ต่างกับการผ่าปกติมากนัก แต่การฟื้นตัวจะเร็วกว่า ปวดแผลน้อยกว่า สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วกว่า          อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดด้วยกล้องก็มีข้อจำกัดบ้าง คือ ในกรณีถ้าไส้ติ่งมีการอักเสบที่รุนแรง หรือ มีการติดกันของเนื้อเยื่อข้างเคียง การส่องกล้องผ่าตัด อาจไม่สามารถทำได้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการผ่าตัดแบบธรรมดา          ในต่างประเทศ การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบด้วยกล้อง ถือเป็นการผ่าตัดที่ทำกันเป็นมาตรฐาน แต่ในประเทศไทยนั้น จะสามารถทำการผ่าตัดแบบนี้ได้ เฉพาะในโรงพยาบาลชั้นนำบางแห่งเท่านั้น เพราะต้องมีเครื่องมือพิเศษ อีกทั้งศัลยแพทย์ผู้ที่จะทำการผ่าตัดให้ จะต้องมีความชำนาญ และได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทาง ค่าใช้จ่ายสำหรับการทำผ่าตัดแบบนี้ จึงสูงกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องบ้าง แต่นั่นก็นำมาซึ่งผลที่น่าพอใจ ทั้งในเรื่องของความสวยงามของแผลผ่าตัด การลดความเจ็บปวดและลดระยะพักฟื้นหลังการผ่าตัด           ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลวิภาวดี เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่มีบริการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบด้วยการส่องกล้อง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แผนกศัลยกรรม โทร. 02-941-2800 ต่อ 2137, 2138 (แผนกศัลยกรรม) นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ พบ., วว.ศัลยศาสตร์ , บธ.ม.     -Certificate Fellowship of Endoscopic and Laparoscopic Surgery , Imperial College ,London ,UK.     - แพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล     - วุฒิบัตรสาขา ศัลยศาสตร์ทั่วไป     - อนุมัติบัตร สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

อัมพฤกษ์อัมพาต ในผู้สูงอายุ

อัมพฤกษ์อัมพาต ในผู้สูงอายุ          อัมพฤกษ์อัมพาต เป็นอาการที่คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุ จะเกรงกลัวกันมาก ซึ่งอาการดังกล่าวหมายถึง การที่แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง และมักจะไม่ค่อยหาย หรือหายแต่ไม่หายสนิท ใช้เวลาฟื้นฟูสมรรถภาพค่อนข้างนาน มีความพิการหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย สาเหตุของอาการดังกล่าวมีได้หลายอย่าง แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือ ประมาณ80-90% ก็คือ โรคหลอดเลือดสมอง ที่เหลือก็เป็นสาเหตุอื่นๆเช่น เนื้องอกในสมอง ฝีในสมองเป็นต้น เส้นเลือดสมองตีบหมายถึงอะไร           เส้นเลือดสมองตีบเป็นโรคหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งประกอบ ไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตก และ อุดตัน โดยที่เส้นเลือดสมองตีบเป็นแบบที่พบได้มากที่สุด(80-85%)          เส้นเลือดที่ตีบเกิดจากการหนาตัวของผนังหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีเกล็ดเลือด หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเลือด มาสะสมตามผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง ถ้าเป็นมาก ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง และเกิดความเสียหายต่อเซลสมองบริเวณนั้นๆ มีอาการอย่างไรได้บ้าง          เนื่องจากสมองมีหลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่ - แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก)  - ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก  - พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา)  - เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  - มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง           โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กะทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่ ใครมีโอกาสเป็นบ้าง            อายุที่มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดีก็จะสามารถลดโอกาสการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากแม้จะไม่100% ก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ - ความดันโลหิตสูง  - เบาหวาน  - ไขมันในเลือดสูง  - การสูบบุหรี่  - โรคหัวใจบางชนิด  วินิจฉัยอย่างไร           อาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจทางทางระบบประสาท และการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ในบางรายหากสงสัยว่าอาจเป็นอย่างอื่น แพทย์ที่ตรวจอาจให้ตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) แทนการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำ CT scan ของสมอง จะช่วยให้แยกได้ระหว่างเส้นเลือดตีบหรือแตก ซึ่งการรักษาจะต่างกันไป  รักษาให้หายขาดได้หรือไม่            ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่รักษาอาการที่เกิดขึ้นได้โดยตรง แต่ผู้ป่วยแต่ละคนมีโอกาสที่จะดีขึ้นได้เอง โดยเน้นการทำกายภาพบำบัดเป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไปในเรื่องของการฟื้นตัวว่าจะดีขึ้นได้ถึงระดับใด โดยอาจพอบอกแนวโน้มได้คร่าวๆหลังเกิดอาการ2-4 สัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้ทำนายได้ถูกต้องแน่นอนเสมอไป เป็นเพียงแนวโน้ม เช่น ถ้าผ่านไป2 สัปดาห์ อาการอ่อนแรงดีขึ้นมากพอสมควร ก็อาจบอกได้ว่ามีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้มาก บางรายทำกายภาพบำบัดไป 3-6 เดือน ไม่ค่อยดีขึ้นเท่าที่ควร ก็อาจมีแนวโน้มว่าจะใช้เวลานานหรืออาจไม่ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก  ยาที่ใช้รักษามีอะไรบ้าง           ยาที่ใช้ในโรคนี้ ใช้เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ เนื่องจากถ้าเป็นครั้งหนึ่งแล้ว จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นซ้ำได้ ยาที่สำคัญคือยาป้องกันเส้นเลือดตีบ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป ไม่ควรซื้อทานเองเนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้           ยาที่มีความสำคัญมากอีกกลุ่มหนึ่ง คือยาที่ใช้คุมปัจจัยเสี่ยงในรายที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ยาเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น รวมทั้งการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องโดยเฉพาะการควบคุมอาหารที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ถ้าคุมโรคเหล่านี้ได้ดี โอกาสเป็นเส้นเลือดสมองตีบก็จะน้อยลงไปมาก ควรงดสูบบุหรี่ เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ และการเลิกขึ้นอยู่กับจิตใจเท่านั้น โดยแทบไม่ต้องใช้ยาใดๆ            การทำกายภาพบำบัด มีส่วนสำคัญที่สุดในการเพิ่มโอกาสที่ทำให้ส่วนที่อ่อนแรง กลับมามีแรงมากขึ้นได้ ส่วนยาที่ทาน จะเน้นไปที่การป้องกันการเกิดซ้ำของเส้นเลือดสมองตีบ ดังนั้น แม้ทานยาครบ แต่ไม่ค่อยทำกายภาพบำบัด ก็ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้เท่าที่ควร ยาบำรุงสมองช่วยได้หรือไม่           มีคนพูดถึงยาบำรุงสมอง แปะก๊วย อาหารเสริม ฯลฯ ว่าจะช่วยให้อัมพาตหายได้หรือไม่ รวมทั้งการรักษาในแนวอื่นๆอีกหลายรูปแบบ รวมทั้งยาฉีดบางชนิดที่ราคาแพง ซึ่งทุกอย่างดังกล่าว ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ทางการแพทย์ว่าได้ผล และการรักษาบางอย่างอาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัวได้ ถ้าไม่แน่ใจ จึงไม่ควรทานหรือฉีด          ยาหม้อ เป็นยาที่นิยมมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งนอกจากไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายได้หลายรูปแบบ แต่คนนิยมทาน เนื่องจากในยาหม้อ มีสารที่ทำให้ทานแล้วรู้สึกสบาย เหมือนจะดีขึ้น ซึ่งไม่ว่าเป็นโรคอะไรก็จะดีขึ้น แต่เป็นเพียงความรู้สึก และเป็นชั่วคราว ในระยะยาวไม่มีผล และสารนี้ทำให้เกิดอาการตามมาได้หลายอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง โรคกระเพาะ ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย หน้าบวม ฯลฯ บางรายที่ทานนานๆ เมื่อหยุดทานก็จะเกิดอาการไม่สบายได้หลายรูปแบบ ยาหม้อจึงเป็นยาที่ไม่ควรทานโดยเด็ดขาด ทำไมบางคนหาหมอพระ หรือทานยาหม้อแล้วหายดี กลับมาเดินได้           อย่างที่กล่าวในตอนต้น คือโรคนี้เป็นโรคที่ในระยะแรกๆทำนายได้ยาก ว่าแต่ละคนจะดีขึ้นได้แค่ไหน หรือใช้เวลาเท่าใด บางรายอาจดีขึ้นเองโดยไม่ได้ทานยาอะไรเลยก็เป็นได้ บางรายทานยาทุกอย่าง ทำกายภาพบำบัดเต็มที่ ก็อาจไม่ค่อยดีขึ้นมากนักก็เป็นได้ ดังนั้นในรายที่ทานยาหม้อหรือรักษาแบบอื่นๆใดๆก็ตามแล้วดีขึ้น มักเกิดจากการที่คนนั้นจะดีขึ้นเองอยู่แล้ว แต่บังเอิญไปทานยาหม้อด้วย คนจึงเข้าใจว่าดีจากยาหม้อแล้วจึงนำไปบอกกันปากต่อปาก จึงกลายเป็นที่นิยมกันไป แต่ในรายที่ไม่ดีขึ้นหรือเกิดผลข้างเคียงจากยาหม้อ คนทั่วไปก็จะไม่ค่อยพูดถึง หรืออาจโทษว่า อาการที่แย่ลงเป็นจากตัวโรคเส้นเลือดสมองตีบเอง ทำไมแพทย์มักมีอคติ หรือปิดกั้นการรักษาแบบอื่นๆที่ไม่ใช่แผนปัจจุบัน          แพทย์ไม่ได้ปิดกั้นหรือมีอคติใดๆ เนื่องจากแพทย์ทุกคนทราบว่าในเมื่อขณะนี้ แผนปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ทุกราย ญาติผู้ป่วยก็อยากลองพึ่งการรักษาทางอื่นดูบ้าง เผื่อว่าอาจได้ผล แพทย์ส่วนมากก็ให้ลองได้ แต่ต้องเป็นการรักษาหรือเป็นยาที่ไม่เกิดอันตรายใดๆกับผู้ป่วย แต่การรักษาหลายอย่าง อาจเกิดอันตรายได้ เช่น ยาหม้อ การนวดโดยการเหยียบ การนอนในทรายดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์จำเป็นต้องชี้แจง          นอกจากนี้ ยังมีอีกประเภทที่ต้องชี้แจง แม้อาจไม่มีอันตรายนัก แต่เกิดจากการหวังผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม โดยฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนของผู้ป่วยและญาติ เช่น อาหารเสริม เตียงแม่เหล็ก วิตามินบางชนิด ยาฉีดแพงๆซึ่งอ้างว่ามาจากเมืองนอก เป็นต้น โดยการโฆษณาชวนเชื่อ เกินความจริง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการเอาผิดทางกฏหมายกับคนกลุ่มนี้แล้ว  สามารถป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้หรือไม่             เนื่องจากเป็นโรคที่ถ้าเป็นแล้ว มักไม่หายสนิท เหลือความพิการอยู่บ้างไม่มากก็น้อย การป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ควรควบคุมโรคเหล่านั้นให้ดี ไม่ขาดยา ตั้งใจควบคุมอาหาร จะลดโอกาสการเป็นอัมพาตลงได้มาก รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ หลีกเลี่ยงของมึนเมา            ควรตรวจเลือดเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงทุกปี โดยเฉพาะถ้าอายุมากกว่า 30-35 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวมีโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะเราอาจมีโรคเหล่านั้นได้ เนื่องจากส่วนมากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม  การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้ว  หลักสำคัญๆ ได้แก่  1. ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเคร่งครัด ห้ามขาดยา พบแพทย์ตามนัด  2. ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง โดยอาจทำเองที่บ้านได้หลังจากออกจากโรงพยาบาล  3. ให้กำลังใจผู้ป่วย เนื่องจากโรคนี้พบว่าผู้ป่วยมีโอกาสมากที่จะมีโรคซึมเศร้า หรือเครียดร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการที่เคยทำอะไรได้ แล้วมาทำไม่ได้  4. ในรายที่เดินไม่ได้ นอนอยู่กับเตียง ต้องพลิกตัว จับนั่งบ่อยๆ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ แผลกดทับ ทางเดินปัสสาวะอักเสบเป็นต้น ซึ่งแพทย์และพยาบาลจะสอนการดูแลเหล่านี้ รวมทั้งการให้อาหารทางสายยาง(ถ้าต้องใส่) ก่อนที่จะให้ผู้ป่วยกลับบ้าน  โดย นพ.เขษม์ชัย เสือวรรณศรี อายุรแพทย์ประสาทวิทยา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การปฏิบัติตัว เมื่อเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก

  การปฏิบัติตัว เมื่อเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก               อาการของโรคริดสีดวงทวารหนัก มีดังนี้คือ   อาการปวด   มีเลือดออก   และมีมูกบริเวณทวารหนัก     ซึ่งมีหลักปฏิบัติง่าย ๆ  10 ประการจะช่วยหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้อาการของโรคริดสีดวงทวารหนักรุนแรงขึ้น  1.   ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อย 6 – 8 แก้ว  2.   รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง  เช่น ข้าวกล้อง  ผัก  ผลไม้  3.   หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร  เช่น อาหารรสเผ็ดจัด   ชา   กาแฟ   เครื่องดื่ม        ที่ผสมแอลกอฮอล์  4.   ดูแลสุขอนามัย และรักษาความสะอาดของเครื่องใช้ส่วนตัวอยู่เสมอ  5.   ออกกำลังการสม่ำเสมอ  เช่น เดินเร็ว  ว่ายน้ำ     แต่หลีกเลี่ยงกีฬาบางประเภท  เช่น ขี่จักรยาน   ขี่ม้า  6.   พยายามหลีกเลี่ยงการยกของหนัก  7.   ฝึกหัดการถ่ายให้เป็นเวลา     การดื่มน้ำแก้วใหญ่ทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้า     จะช่วยการขับถ่ายได้  8.   หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับเกินไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกางเกงคับ ๆ   9.   ไม่ควรอยู่ที่ร้อน ๆ เป็นเวลานานเกินไป 10.  เมื่อมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น   มีเลือดออกหลังถ่ายอุจจาระ   รู้สึกไม่สบายบริเวณทวารหนัก   ควรรีบปรึกษาแพทย์   ข้อเขียนโดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์  ศัลยแพทย์ประจำ รพ.วิภาวดี โทร.0-2941-2800 , 0-2561-1111 กด 1

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ดูแลผิวสวยใสในช่วง…หน้าร้อน

ดูแลผิวสวยใสในช่วง…หน้าร้อน นพ.ธัญธรรศ โสเจยยะ  อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง        สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมมีวิธีดูแลผิวในช่วงหน้าร้อนมาฝากกันครับ ปัญหาที่เจอเป็นประจำทุกปี ก็คงเป็นเรื่อง ผิวดำ คล้ำ เกรียมไหม้ ลอก ฝ้า-กระเข้มขึ้น บางคนก็ถึงขั้น ผิวเหี่ยวแห้งไปเลย อากาศยิ่งร้อนขึ้นทุกวัน หลายท่านก็หนีร้อนไปตากอากาศและที่นิยมมากที่สุดก็คงเป็น ทะเล ผมว่าเรามารู้จักกับแสงแดดกันดีกว่า เพื่อเตรียมตัวรับมือเผชิญกับแสงแดดโดยเฉพาะแดดหน้าร้อน ซึ่งถือว่าเป็นศัตรูตัวร้ายต่อผิวพรรณแล้วคุณจะผ่านหน้าร้อนนี้ไปได้ โดยยังคงผิวสดใสชุ่มชื้น         ก่อนอื่นมารู้จักกับแสงแดดก่อนนะครับ แสงแดดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic) ประกอบด้วย คลื่นที่มีความยาวต่างๆ กันไป เรียงลำดับจากยาวไปสั้น คือ รังสีแกมมา , รังสีเอกซ์ , รังสีเหนือม่วง C,B,A (Ultraviolet C,A,B) แสงที่มองเห็น (Visible Lights) ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสดและแดงและรังสี โดยปกติชั้นบรรยากาศสามารถดูดซับและกรองรังสีบางส่วน เหลือแค่ อุลตร้าไวโอเลต A,B Visble Light และ Infrared ที่ลงมาถึงพื้นโลก และในช่วงฤดูร้อนพระอาทิตย์จะอยู่ใกล้ผิวโลก จึงทำให้ปริมาณรังสีพวกนี้ลงมาถึงพื้นโลกมากขึ้นกว่าฤดูอื่นๆ แต่จำไว้นะครับว่า ไม่ว่าฤดูไหน ฝนตกไม่เห็นแดด ก็มีรังสีทั้งนั้น รังสีพวกนี้เป็นเหมือนดาบสองคม คือประโยชน์มากมายคณานับ เช่น ให้ความอบอุ่น แก่สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ฆ่าเชื้อโรค เช่นแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ,ทำให้เรามองเห็น,รักษาโรคได้ เช่น โรคสะเก็ดเงิน ด่างขาว ช่วยสังเคราะห์ ไวตามิน D แต่โทษมหันต์ เช่นกัน โดยเฉพาะต่อสุขภาพผิว โดย (Ultraviclet) และ (Infra-red) จะทำให้ผิวคล้ำ, ดำ, ไหม้เกรียมลอก บางครั้งพองตุ่มน้ำ เกิดกระ เกิดฝ้า ยิ่งกว่านั้น (Ultraviclet) ยังทำลายเนื้อเยื่อเดียวกัน Collafen ,Elastin เป็นโครงสร้าง กักเก็บน้ำให้ผิวหนัง ถ้าถูกทำลาย ผิวก็จะเหี่ยวแห้งขาดความชุ่มชื้น จนกลายเป็นผิวแก่ก่อนวัย ( Photoagihy ) ยิ่งร้ายกว่านั้น ทำให้เกิดเซลล์ผิดปกติ , สารพันธุกรรมเปลี่ยนแปลง เกิดก้อนผิวหนังแปลกๆ ซึ่งอาจจะพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งได้ในอนาคต         แต่อย่างไรก็ตามร่างกายของคนเราก็แสนจะวิเศษ มีกลไก ป้องกันและแก้ไขพิษภัยของแสงแดดได้แก่ ผิวหนังชั้นหนังกำพร้า หนาขึ้น, เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanoarte ) จะทำงานมากเพื่อจะผลิตเซลล์เม็ดสี melanm และกระจายออกไปบนชั้นผิวหนัง มีความสามารถ ดูดซับรังสีอุลตราไวโอเลต ไม่ให้ลงมาในชั้นผิวหนังล่างๆ ซึ่งมีอวัยวะสำคัญอยู่ เลยเป็นความโชคดีของคนผิวคล้ำสีเข้มๆ ที่เหมือนมียากันแดดประจำตัว นอกจากนั้น ร่างกายยังมี สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) คอยต้านอนุมูลอิสระ ( Free radicals ) ซึ่งล้านหนึ่งเกิดจากรังสีอุลตาไวโอเลต สุดท้ายยังมีขบวนการซ่อมแซมพันธุกรรม (DNA Repair) เมื่อมีเซลล์ที่ผิดปกติก่อตัวขึ้น กลไกลทั้งหมดนี้อาจจะไม่เพียงพอถ้าเราไปสัมผัสรังสีเหล่านี้ปริมาณมากๆ และสะสมเป็นเวลานานๆ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องช่วยเหลือโดยการ เลี่ยงแดดในช่วงที่มีรังสีเยอะ คือ 10.00 น.- 15.00 น. การแต่งกายเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสม เช่น กีฬากลางแจ้ง, นักกอล์ฟ นอกจากเสื้อแขนยาว, อาจต้องมีหมวกปีก, ร่ม และแว่นตา จะลดปริมาณรังสีที่มากระทบยังเราได้ แต่บางคนที่ต้องไปทะเลเสื้อผ้าคงจะต้องมีน้อยชิ้น ดังนั้น ยากันแดด ซึ่งมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ  ปัญหาที่ตามมาก็คือ ท้องตลาดมีไม่น้อยกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ จะเลือกอย่างไร จึงจะเหมาะกับเรา ก่อนอื่นมาดู ชนิด ประเภทกันแดดก่อน ชนิดแรกคือสะท้อน (Physical Sunscuee) ได้แก่ ไททาเนียม,สังกะสีออกไซด์ แม้แต่การพอกดินสอพอง ก็สามารถสะท้อนรังสีได้ ยากันแดดประเภทนี้ ทาแล้วจะดูขาว,สะท้อนเป็นวาวๆ และอีกประเภทคือ ดูดซับ+กรองรังสี ( Chemical Sunscene ) จะดูดซับรังสีไม่ให้ลงไปในผิวหนัง            ซึ่งปัจจุบันยากันแดดส่วนใหญ่ มักจะผสมกันทั้ง 2 ประเภท ต้องเลือกชนิดที่สามารถป้องกันได้กว้าง คือ ได้ทั้ง (Ultraviclet A/B ) และ(Infra-red ) โดยดูที่ฉลากข้างผลิตภัณฑ์ SPF เป็นค่าประเมินอาการแดงใหม่ จาก UVB เปรียบเทียบก่อนและหลังทา แต่สำคัญ UVA ยังไม่มีค่ามาตรฐาน แน่นอน นิยมใช้ (Profelhon for UVA (PA) โดย PA ให้มี +++ และคนผิวขาว SPF ยิ่งสูงจะดี ถ้าเป็นคนคล้ำง่าย SPF ก็จะต่ำลงมาได้ หลังจากดูค่า SPF และ PA แล้ว ยังต้องดูเรื่องกันน้ำ(Water Prsof หรือ Water Resistaue) ซึ่งจำเป็นถ้าต้องลงว่ายน้ำ และกีฬาที่มีเหงื่อ หรือโดนลมมากๆ           ปริมาณที่ใช้ก็สำคัญ ไม่น้อยจนเกินไป และต้องทาเป็นประจำทุกวัน และก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที ทาซ้ำบ่อยๆ หรือ ทุก 2-3 ชั่วโมง ที่สำคัญคือคนผิวขาวๆ ต้องต้องระวังเป็นพิเศษมากกว่าคนผิวคล้ำ ดำง่าย เพราะ (Melanin) จะกระจายตัวได้ดีกว่า และดูดรังสีได้ดีกว่า และที่กำลังฮอต คนให้ความสนใจ คือ ไวตามิน อาหารเสริม ต่างๆ ซี่งออกมาโฆษณาว่ามีคุณสมบัติเป็น (Anlioxident) หรือเป็นยากันแดดได้ เช่น(Ultamie A,C,E,Co-Anzye Q10) ไม่ว่าทาหรือทาน           แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ยังไม่สรุปแน่นอน เป็นแค่การศึกษาค้นคว้าจากสถาบันต่างๆ ดังนั้นจึงควรศึกษาและพิจารณา ไว้ด้วยวิจารณญานของแต่ละคนครับ สุดท้าย ถ้าทุกท่านทำได้ ก็หมายความว่า ท่านได้ช่วยเหลือปกป้องผิวหนังของท่านให้ผ่านพ้นฤดูร้อน หรือพิษภัยของแสงแดด แต่ถ้าปัญหาเกิดกับท่านแล้วก็ไม่ต้องสิ้นหวังนะครับ เรามีทางแก้ไข เข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแพทย์ผิวหนังเพื่อจะได้ช่วยท่านให้ตรงกับปัญหาและตรงจุด มากที่สุดครับ  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

จะออกกำลังกายอย่างไรดี ?

จะออกกำลังกายอย่างไรดี ? นพ.วรงค์  ลาภานันต์   กองอายุรกรรม รพ.ภูมิพล และแพทย์ที่ปรึกษา รพ.วิภาวดี                 ถ้าลองถามแพทย์แต่ละคนอาจได้คำตอบแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะแนะนำกันคือ ออกกำลังหนักพอประมาณอย่างต่อเนื่องครั้งละ 20-30 นาที สัปดาห์ละ 4 ครั้ง อย่างน้อย  โดยทั่วไปเชื่อว่าคนที่ชอบออกกำลังจะไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ ด้วยเหตุผลง่ายๆคือ ก็เพราะหัวใจเขาผู้นั้นน่าจะแข็งแรงกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย                    แต่เหตุผลที่ลึกไปกว่านั้น ก็คือการออกกำลังกายจะช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ลดความดันโลหิตซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจลง ยังช่วยเพิ่มระดับของไขมันดี   HDL ด้วย และที่น่าทึ่งคือการออกกำลัง จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลใหม่ เพื่อทดแทนเซลที่เสื่อมสภาพโดยเฉพาะที่หัวใจ                 ทีนี้ ก็มักจะเกิดปัญหากับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลัง อาจเนื่องจากไม่มีเวลาหรือสถานที่ไม่อำนวย     ก็ลองมาฟังความคิดเห็นและคำแนะนำจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคและสมาคมเวชศาสตร์การกีฬาของสหรัฐอเมริกาดูบ้าง  เขาแนะนำว่า การออกกำลังหนักปานกลางซึ่งก็คือ การทำกิจวัตรประจำวัน อาทิ การล้างรถ ถูบ้าน ประมาณ 1 ชั่วโมง   หรือการทำสวนประมาณ   45   นาที อาทิตย์ละ 3-4 วัน ก็มีผลดีต่อหัวใจ และที่น่าสนใจไปกว่านั้นอีกคือ ไม่จำเป็นจะต้องทำงานรวดเดียว อาจทำๆ หยุดๆ ก็ได้  อย่างนี้ก็จะได้เลิกคิดกันเสียทีว่า ไม่มีเวลาออกกำลัง ดังนั้นการเดิน เดิน และเดิน น่าจะเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกอายุ ส่วนที่ไม่ค่อยจะดีก็คือ การออกกำลังประเภทที่ต้องมีการเกร็งของกล้ามเนื้อ เช่น การยกน้ำหนักเป็นต้น  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม