ปลายประสาทอักเสบ

ปลายประสาทอักเสบ         เกิดจากประสาทส่วนปลายเสื่อม ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการขาดอาหาร (เช่น โรคเหน็บชา โรคพิษสุราเรื้อรัง) เบาหวาน จากพิษของยา (เช่น ไอเอ็นเอช) พิษของสารเคมี (เช่น ยาฆ่าแมลง ตะกั่ว สารหนู) โรคติดเชื้อ (เช่น โรคเรื้อน คอตีบ โปลิโอ เอดส์) เอสแอลอี มะเร็ง (เช่น มะเร็งปอด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ๆ เนื้องอกที่กดทับเส้นประสาท ภาวะบีบรัดเส้นประสาท (เช่น) เส้นประสาทมือถูกพังผืดรัดแน่น) หรือการได้รับบาดเจ็บของเส้นประสาท โรคปลายประสาทอักเสบ พบได้ในคนที่มีอายุเฉลี่ย 30 ปีขึ้นไป และกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากขึ้น ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ทำงานหนักพักผ่อนน้อย ดื่มสุราหรือแอลกอฮอลล์เป็นประจำ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ร่างกายขาดวิตามินบางชนิด เช่น บี 1 บี 6 และ บี 12 รับประทานยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงต่อเส้นประสาท ลักษณะของอาการผิดปกติที่พบ เมื่อมีการอักเสบของเส้นประสาท ต่างๆ เส้นประสาทคู่ที่ 7    ถ้าเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดอาการใบหน้าเบี้ยว ใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก ส่วนหนึ่งของอาการนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ในช่วงที่ร่างกายทำงานหนัก พักผ่อนน้อย เส้นประสาทคู่ที่ 8    ถ้าเกิดการอักเสบ จะทำให้สูญเสียการทรงตัว เกิดอาการบ้านหมุน ตามมา บางรายได้ยินเสียงแว่วในหู หรือมีอาการหูดับ เส้นประสาทคู่ที่ 3, 4 หรือ 6    ถ้าเกิดการอักเสบ มักจะพบในกลุ่มคนที่เป็นเบาหวาน อาการที่พบบ่อย คือ เห็นภาพซ้อนแนวใดแนวหนึ่ง เส้นประสาทคู่ที่ 5    หากเกิดการอักเสบ จะมีอาการปวดเสียว ปวดแปร๊บๆ บนใบหน้า ลักษณะอาการคล้ายถูกไฟฟ้าช็อต มักเกิดอาการด้านใดด้านหนึ่งของใบหน้า            หากมีอาการของการรับความรู้สึกน้อย (ชา) หรือมากกว่าปกติ (เจ็บ) มีอาการอ่อนแรง หรือมีปัญหาการทรงตัวลำบาก ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและตรวจวินิจฉัย   การรักษาปลายประสาทอักเสบ แพทย์จะประเมินวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ และตำแหน่งของปลายประสาทอักเสบ ซึ่งมุ่งเน้นการฟื้นฟูเส้นประสาทให้กลับมาทำงานได้ปกติ การรักษาทั่วไป อาบน้ำอุ่น ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดอาการชา และความเจ็บปวดได้ ควบคุมน้ำหนัก และระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ช่วยป้องกันการขาดวิตามิน ลดการสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง การบำบัด การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า กายภาพบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อ การผ่าตัด การใช้ยา ให้ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ ทายาและนวดเบา ๆ ฉีดยา ภาวะแทรกซ้อนของปลายประสาทอักเสบ            ความเสียหายของเส้นประสาทที่ส่งผลให้เกิดปลายประสาทอักเสบ อาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น แผลที่เท้า การติดเชื้อจนทำให้เกิดเนื้อตาย และยังส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของหัวใจ รวมทั้งการไหลเวียนของระบบโลหิต หากคุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคปลายประสาทอักเสบ ควรรับการตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาทันที สามารถลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเส้นประสาททำให้มีโอกาสหายเป็นปกติได้มากขึ้นอีกด้วย   ข้อมูลอ้างอิง : https://w1.med.cmu.ac.th/ortho/images/News59/Aj_Kanit/entrapment%20nueropathy.pdf รศ.นพ. คณิตศ์ สนั่นพานิช  การกดทับเส้นประสาท (entrapment neuropathy) 10.14456/clmj.2018.27 - Chula Med J Vol. 62 No. 6 November-December 2018  ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข https://pr.moph.go.th/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=109133 https://www.si.mahidol.ac.th/siriraj_online/thai_version/Health_detail.asp?id=1235

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

อาการเวียนศีรษะ / บ้านหมุน

อาการเวียนศีรษะ / บ้านหมุน อาการเวียนศีรษะ / บ้านหมุน ที่มีสาเหตุมาจากโรคของสมอง อาจนำไปสู่ความพิการ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงควรได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเหมาะสม ซึ่งในทางการแพทย์จะแบ่งอาการนี้ออกเป็น 2 ลักษณะ คือ อาการมึนเวียนศีรษะ (dizziness) มีความหมายรวมตั้งแต่อาการมึนศีรษะไปจนถึงอาการวิงเวียนศีรษะ ซึ่งเป็นอาการไม่เฉพาะเจาะจง เกิดได้จากโรคต่างๆ เช่น โรคทางระบบไหลเวียนเลือด โรคทางระบบประสาท ภาวะโลหิตจาง เป็นต้น อาการเวียนศีรษะบ้านหมุน (vertigo) จะหมายถึงเฉพาะอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุนหรือโคลงเคลงเท่านั้น อาการเวียนศีรษะบ้านหมุน (vertigo) เป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่คอยรับการทรงตัวสมดุลของร่างกายในท่าทางต่างๆ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นจึงทำให้มีอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมหมุนรอบตัวเองหรือตัวเองหมุน รู้สึกโคลงเคลงทั้งๆ ที่ตัวเองอยู่กับที่หรือไม่มีการเคลื่อนไหว ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีความรู้สึกเหมือนจะเป็นลม หูอื้อ การได้ยินลดลง หรือมีเสียงในหูร่วมด้วยได้ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนมีสาเหตุที่ซับซ้อน การวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญ การรักษาในระยะแรกจะได้ผลดีกว่าในระยะหลัง ดังนั้น หากมีอาการเวียนศีรษะผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการและเข้ารับการรักษา โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทั้งการตรวจหู ตรวจระบบประสาทและการทรงตัว ตรวจการทำงานของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ตรวจดูการกลอกของลูกตาและการเคลื่อนไหวของลูกตาในท่าทางต่างๆ ในผู้ป่วยบางรายที่แพทย์สงสัยว่ามีความผิดปกติของการทำงานในหูชั้นในอาจได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจการได้ยิน (audiogram) ตรวจการทำงานของอวัยวะทรงตัวของหูชั้นใน (videoelectronystagmography: VNG) ตรวจวัดแรงดันของน้ำไนหูชั้นใน (electrocochleography: ECOG) ตรวจการทรงตัว (posturography) ตรวจการทำงานของเส้นประสาทการได้ยิน (evoke response audiometry) เป็นต้น สำหรับการรักษา แพทย์จะพิจารณารักษาตามสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ซึ่งแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไป โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย อย่างไรก็ดี การดูแลตนเองและพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นก็ยังคงมีความสำคัญต่อการรักษาและการป้องกันการเกิดโรค ในผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนควรปฏิบัติตัวดังนี้ หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะในระหว่างเกิดอาการ เช่น การหมุนหันศีรษะเร็วๆ การเปลี่ยนแปลงท่าทางอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้มเงยคอหรือหันอย่างเต็มที่ ลดปริมาณหรืองดการสูบบุหรี่/ดื่มกาแฟ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ควรอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การขับขี่ยานพาหนะในขณะยังมีอาการ การปีนป่ายที่สูง ภาวะความเครียด การพักผ่อนน้อย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือมีคาแฟอีนเป็นส่วนประกอบ การรับประทานอาหารเค็มจัด เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากันได้   ข้อมูลอ้างอิง : https://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7-%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99 เจิมวรพิพัฒน์ศ. (2016). พยาบาลกับปัญหาที่ถูกมองข้าม: อาการเวียนศีรษะบ้านหมุน. JOURNAL OF HEALTH SCIENCE RESEARCH, 10(2), 72-81. Retrieved from https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JHR/article/view/73971 https://tcm.dtam.moph.go.th/images/files/vertigo.pdf

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง         หนังตาตก แขนขาอ่อนแรง... อาการแสดงของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ (Myasthenia Gravis : MG) ภัยแฝงที่เกิดจากภูมิต้านทานในร่างกายทำงานอย่างผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นโรคที่พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยหนุ่มสาว เฉลี่ยอยู่ที่ 3 คนต่อประชากร 100,000 คน ทำให้โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงถูกนับให้เป็นภัยแฝง  ใกล้ตัว เพราะแม้ภายนอกจะยังคงดูสดใส แต่สภาวะกล้ามเนื้อข้างในอาจกำลังค่อยๆ อ่อนแรงลง     โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ (Myasthenia Gravis : MG) คือหนึ่งในกลุ่มโรคทางด้านระบบประสาทสั่งการ (Motor Neuron Disease : MND) โดยมีประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) คอยทำหน้าที่ส่งสารสื่อประสาท (Receptor) ที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ให้ตอบสนองโดยการเคลื่อนไหว เช่น การบีบมือ และคลายมือ ซึ่งในผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นจะมีจำนวนตัวรับสารสื่อประสาท (Receptor) ที่น้อยกว่าคนทั่วไป รวมถึงปัญหาที่เกิดจากต่อมไทมัสที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เข้าไปทำลายตัวรับสารสื่อประสาทเอง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ โดยมักจะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อมัดที่ใช้เป็นประจำ เช่น กล้ามเนื้อดวงตา  กล้ามเนื้อรอบปากและลำคอ กล้ามเนื้อใบหน้า กล้ามเนื้อต้นแขน ต้นขา   เราจึงมักเห็นผู้ที่เป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีอาการตาตก เห็นภาพซ้อน การพูด-เคี้ยว-กลืนค่อยๆ ผิดปกติไป และการเดิน หรือเคลื่อนไหวที่อ่อนแรงลงไปแบบเฉียบพลัน  "กล้ามเนื้ออ่อนแรง" รู้เร็ว รักษาทัน 1. อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ แขน หรือ ขา หรือมีอาการกลืนลำบาก 2.เสียงเปลี่ยน ร่วมกับอาการกล้ามเนื้อลีบและกล้ามเนื้อเต้นกระตุก 3.พูดลำบาก หายใจติดขัดและหอบเหนื่อยจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจอ่อนแรง 4.กระบังลมอ่อนแรง จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ เพราะมีอาการเหนื่อยง่าย โดยเพราะเวลานอนราบ 5.มีอาการต้องตื่นกลางดึก ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ต้องให้อาหารทางสายยางผ่านจมูกหรือทางหน้าท้องและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ   กล้ามเนื้ออ่อนแรง (อันตราย) ปล่อยทิ้งไว้อาจได้ภาวะแทรกซ้อน !          ความร้ายกาจของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง คือ ผู้ป่วยจะยังคงทำกิจกรรมหรือใช้ชีวิตต่างๆ ได้เป็นปกติในช่วงแรกๆ ของวัน แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเกิดขึ้นได้ ซึ่งหากผู้ป่วยได้หยุดพักหรือหยุดใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นไปชั่วขณะ ก็สามารถฟื้นฟูให้กล้ามเนื้อกลับมาใช้งานตามปกติอีกเช่นเดียวกัน แต่คงดีกว่าหากผู้ป่วยไม่ปล่อยให้อาการของกล้ามเนื้ออ่อนแรงเกิดขึ้นซ้ำๆ แบบเรื้อรัง เพราะความรุนแรงของโรคยังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ เช่น ภาวะหายใจล้มเหลว จากความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ใช้หายใจ ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ จากการทำงานที่ผิดปกติของต่อมไทรอยด์  ความเสี่ยงต่อการสำลัก จากความผิดปกติของกล้ามเนื้อลำคอ ความเสี่ยงต่อโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรคพุ่มพวง (SLE)          หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แนะนำให้หยุดพักสักครู่ หากรู้สึกดีขึ้นควรเข้ารับการวินิจฉัยอาการโดยแพทย์เพื่อเข้าสู่การรักษา และปิดโอกาสการมาของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น   ข้อมูลอ้างอิง : https://www.youtube.com/watch?v=j3iiPoiJBOY https://siamrath.co.th/n/180731 https://absolute-health.org/th/blog/post/autoimmune-disease1.html

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไขสันหลังอักเสบ ( Transverse Myelitis )

ไขสันหลังอักเสบ ( Transverse Myelitis  )          เป็นโรคที่มีอาการอักเสบของปลอกหุ้มเส้นประสาทในไขสันหลัง สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส หรือภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเข้าทำลายไขสันหลัง หรืออาจเกิดภายหลังการติดเชื้อ นพ.เมธา อภิวัฒนากุล นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขาประสาทวิทยา สถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า ปัจจัยของการเกิดโรคไขสันหลังอักเสบเกิดจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง อาจมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค ร่วมกับปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมที่มากระตุ้น เช่น การติดเชื้อไวรัส อาการ            สัญญาณอาการของ Transverse Myelitis อาจปรากฏขึ้นแบบเฉียบพลันภายใน 2–3 ชั่วโมงจนถึง 2–3 วัน หรือแบบกึ่งเฉียบพลันที่จะค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และกินเวลานานหลายสัปดาห์ โรคนี้มักส่งผลต่อร่างกายทั้งสองข้าง แต่บางครั้งอาจเกิดอาการเพียงข้างใดข้างหนึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ไขสันหลังนั้นอักเสบหรือถูกทำลาย 1. ปวดแปล๊บคล้ายถูกเข็มทิ่ม หรือปวดร้าวจากคอ ไหล่ หรือหลัง ไปยังบริเวณแขน ขา หน้าอก ท้อง ไปจนถึงอวัยวะเพศ 2. ร่างกายเกิดความรู้สึกแปลก ๆ เช่น ชา เย็น หรือร้อนบริเวณแขน ขา หลัง หน้าอก ท้อง หรืออวัยวะเพศ 3. แขนขาอ่อนแรง เคลื่อนไหวได้ไม่เป็นปกติ เดินสะดุดเท้า เดินลากเท้าข้างใดข้างหนึ่ง หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงอาจส่งผลให้เป็นอัมพาตบริเวณขาบางส่วนหรือขาทั้งสองข้าง  4. ระบบการขับถ่ายทำงานผิดปกติ เช่น ปัสสาวะถี่ ปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะลำบาก หรือท้องผูก 5. ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ เช่น อวัยวะเพศไม่แข็งตัว เป็นต้น  ภาวะแทรกซ้อน 1. เกิดแผลกดทับเนื่องจากมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง 2. ติดเชื้อได้ง่าย 3. อัมพฤกษ์ อัมภาต เนื่องจากเซลล์กล้ามเนื้อหลังถูกทำลาย อาจทำให้ร่างกายช่วงล่างเคลื่อนไหวไม่ได้        ในกรณีผู้ป่วยพบสัญญาณอาการเข้าข่าย Transverse Myelitis ควรไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาการเหล่านี้ยังอาจเป็นผลมาจากโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ ที่ควรต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน และการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไขสันหลังจากการผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่หรือลิ่มเลือดที่ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ข้อมูลอ้างอิง : https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1232 https://www.pobpad.com/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A-transverse-myelitis https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/fimmu.2021.653786/full https://www.ninds.nih.gov/Disorders/Patient-Caregiver-Education/Fact-Sheets/Transverse-Myelitis-Fact-Sheet

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

 “ปอดอักเสบ” สาเหตุ อาการ และอันตรายต่อสุขภาพที่ควรรู้

“ปอดอักเสบ” สาเหตุ อาการ และอันตรายต่อสุขภาพที่ควรรู้          ปอดอักเสบ หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “ปอดบวม” เป็นการอักเสบของเนื้อปอดซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ โดยเชื้อโรคที่เข้าสู่ปอด ทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ การรับเชื้อสามารถเกิดได้หลายวิธี เช่น การไอ จาม หรือหายใจรดกัน การสำลัก การแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิต เป็นต้น พบบ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย ในวัยเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ บางรายการติดเชื้ออาจรุนแรงและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้   สาเหตุของปอดอักเสบ       เกิดได้จาก 2 สาเหตุ ได้แก่ - การติดเชื้อ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด การติดเชื้อชนิดใดขึ้นกับ กลุ่มอายุ อาชีพ โรคประจำตัว ภาวะภูมิคุ้มกัน ประวัติการเดินทางต่างประเทศ การสูบบุหรี่ และสภาพแวดล้อม เช่น เชื้อไวรัส ได้แก่ เชื้อ Respiratory Syncytial Virus (RSV), เชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza), เชื้อโคโรนา (Corona)  เชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ เชื้อ Streptococcus Pneumoniae, เชื้อ Haemophilus Influenzae, เชื้อ Atypical bacteria และเชื้อราซึ่งพบน้อย - ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมีที่ระเหยได้ นอกจากนี้ การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัด และยาที่ใช้ควบคุมการเต้นของหัวใจบางชนิด เป็นต้น อาการของปอดอักเสบ ได้แก่ - มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น ระยะเฉียบพลัน - ไอมีเสมหะ - หายใจเร็ว หายใจหอบ เหนื่อย - เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ - คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย - ผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ - เด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำ - อาการจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย การวินิจฉัยปอดอักเสบ          แพทย์จะวินิจฉัยปอดอักเสบโดยอาศัยอาการทางคลินิก การตรวจร่างกาย และภาพถ่ายรังสีทรวงอก การตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคและแยกเชื้อที่เป็นสาเหตุ ได้แก่ การตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือด การเพาะเชื้อเลือด การตรวจย้อมเสมหะและส่งเสมหะเพาะเชื้อ การตรวจ biomarkers ได้แก่ procalcitonin และ       C-Reactive Protein (CRP) ที่ช่วยบ่งชี้เชื้อก่อโรคและความรุนแรงของการติดเชื้อ ส่วนการตรวจ polymerase chain reaction (PCR) for respiratory viruses และ atypical pathogens จากเสมหะ และการตรวจ pneumococcal antigen และ legionella antigen จากปัสสาวะ อาจพิจารณา ในที่ที่สามารถส่งตรวจได้ เป็นต้น ตรวจวัดออกซิเจนในเลือดเพื่อประเมินความรุนแรงของโรค การรักษาปอดอักเสบจากการติดเชื้อ ประกอบด้วย - การรักษาจำเพาะ โดยการให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วและเหมาะสม โดยพิจารณาจากอายุ โรคประจำตัว ภาวะภูมิคุ้มกัน ประวัติการเดินทางต่างประเทศ และสภาพแวดล้อม และประวัติการได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อนภายใน 3 เดือน รวมถึงประวัติที่อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อดื้อยา    - การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ สำหรับผู้ป่วยปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส และเชื้ออื่นๆ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ให้ออกซิเจน และทำกายภาพบำบัดทรวงอก - การรักษาภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ เกิดฝีในปอด หรือเกิดภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอดที่จำเป็นต้องเจาะหรือดูดออก ในรายที่อาการรุนแรงมากอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต จำเป็นต้องใส่ท่อเข้าหลอดลมร่วมกับเครื่องช่วยหายใจ และดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต   การป้องกันปอดอักเสบ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้        ฉีดวัคซีนป้องกันโรค แพทย์แนะนำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ วัยเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง การฉีดวัคซีนที่ให้ผลในการลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Flu vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) สำหรับป้องกันการติดเชื้อ Streptococcus pneumonia หรือที่เรียกกันว่าเชื้อนิวโมคอคคัส โดยวัคซีนนี้ มี 2 ชนิด คือ 1. ชนิดคอนจูเกต ป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัสได้ 13 ชนิด (PCV 13) 2. ชนิดโพลีแซคคาไรด์ ป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัสได้ 23 ชนิด (PPSV 23) เป็นต้น โปรแกรมในการฉีดวัคซีนควรอยู่ใต้คำแนะนำของแพทย์   การปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นปอดอักเสบ - หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่มีมลภาวะเป็นพิษ เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็น เป็นต้น - ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา - ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ เป็นต้น - เมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาแต่เนิ่นๆ - การดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ ใช้ช้อนกลาง และการใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกนอกบ้าน - รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ    

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

อาหารเพิ่มน้ำนมมารดาหลังคลอด

อาหารเพิ่มน้ำนมมารดาหลังคลอด                   หัวใจสำคัญของคุณแม่หลังคลอด ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในแต่ละวันได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะถ้าคุณแม่กินอาหารเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง ไม่เครียด น้ำนมจะเพียงพอสำหรับลูกน้อย โดยเฉพาะควรเลือกรับประทานผัก 5 ชนิด เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม ได้แก่ หัวปลี มีธาตุเหล็กมากช่วยบำรุงน้ำนมได้ดี เมนูแนะนำ แกงเลียง ยำหัวปลี ทอดมันหัวปลี ต้มข่าไก่ใส่หัวปลี หัวปลีชุบแป้งทอด ต้มหัวปลีจิ้มน้ำพริก หรือปลาผัดพริกไทยดำ ขิง ช่วยขับเหงื่อขับลม ไล่ความเย็น แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยเจริญอาหาร ซึ่งแม่หลังคลอดยังมีน้ำคาวปลาอยู่ การกินขิงทำให้ร่างกายอบอุ่น ได้แก่ มันต้มขิง ปลาผัดขิง ดื่มน้ำขิงอุ่นๆ แทนน้ำเปล่า เต้าฮวยน้ำขิง ใบกะเพรา มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม บำรุงธาตุ เพิ่มน้ำนม ได้แก่ กะเพราหมู  ปลา ไก่ ไม่เผ็ด ต้มจืดใบกะเพราหมูสับ ฟักทอง อุดมไปด้วยวิตามินเอ ฟอสฟอรัส และเบต้าแคโรทีน ได้แก่ แกงเลียง ฟักทองนึง ผัดฟักทองใส่ไข่ ฟักทองแกงบวด กุยช่าย ทั้งต้นและใบ ช่วยบำรุงน้ำนม ได้แก่ กินแนมกับผัดไทย กุยช่ายทอด ผัดกุยช่ายใส่ตับ กุยช่ายผัดกุ้ง                 นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก การให้อาหารอื่นก่อนวัยอันควร เป็นการให้สิ่งที่แปลกปลอม เพราะร่างกายทารกไม่สามารถย่อยได้ อาจทำให้เด็กท้องอืด หรือเด็กมีอาการแพ้ได้ คุณแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน โดยไม่กินอย่างอื่นเลย แม่แต่น้ำ การให้นมลูก คุณแม่ควรอุ้มลูกไว้ในอ้อมกอด เป็นเหมือนการสร้างความสัมพันธ์สายใยรักที่ดีกับลูกด้วย ลูกได้รับภูมิคุ้มกัน อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ สำหรับคุณแม่ที่อยากกลับมาหุ่นดีและกระชับ ขอย้ำว่ายังไม่ต้องลดปริมาณอาหารพลังงานสำหรับคุณแม่ให้นมบุตรประมาณ2,500 Kcal/day เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนตั้งครรภ์ เพราะลูกยังกินนมแม่อยู่ จึงควรรับประทานอาหารที่เหมาะสม คุณแม่หลังคลอดบุตรควรเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารหมักดองต่างๆ ควรงดการดื่มน้ำเย็น น้ำอัดลมต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ในช่วงการระบาดของCOVID-19 ปกป้องปอดเต็มที่แล้วหรือยัง ? #ลืมอะไรไปหรือเปล่า ?

ลืมอะไรก็ลืมได้…แต่จะลืมฉีดวัคซีนป้องกัน “โรคปอดอักเสบ” ไม่ได้!!!! เพราะวัคซีนป้องกัน “โรคปอดอักเสบ” เป็นอีกหนึ่งวัคซีนสำคัญ ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 (1) โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงเป็น “โรคปอดอักเสบ” จากเชื้อนิวโมคอคคัส - เสี่ยงด้วยอายุ : เป็นผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป (2) - เสี่ยงด้วยโรคประจำตัว (3)  : เป็นผู้มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ โรคหอบหืด, โรคเบาหวาน, โรคหัวใจ. โรคตับ, โรคไต, โรคปอด, โรคมะเร็ง เป็นต้น - เสี่ยงด้วยพฤติกรรม (3) : เป็นผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ สูบบุหรี่ หรือมีโรคพิษสุราเรื้อรัง โดยผู้ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส มักมีอาการ (4)  ปวดหัว, เจ็บคอ, ไข้สูง, หนาวสั่น, หอบ, หายใจลำบาก, ไอมีเสมหะ และสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ผ่านการไอ และจาม ความรุนแรงของ “โรคปอดอักเสบ” จากเชื้อนิวโมคอคคัส ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลนานถึง 12 วัน อาจต้องมีการใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือพักฟื้นในห้อง ICU มากถึง 10 วัน (5) โดยผู้ป่วยสูงอายุ มีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือด และมีโอกาสเสียชีวิตถึง 23% (6) เสี่ยงทำไม? ในเมื่อป้องกันได้ด้วยวัคซีน . วิธีป้องกัน “โรคปอดอักเสบ” จากเชื้อนิวโมคอคคัส คือ การล้างมือให้สะอาด, สวมหน้ากากอนามัย, หลีกเลี่ยงชุมชนแออัด . และที่สำคัญ! ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับวัคซีนชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ เว้นระยะห่าง1 ปี แล้วฉีดวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ (7) ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง มีคำแนะนำการฉีดวัคซีนที่อาจแตกต่างจากคนทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมก่อนรับวัคซีน   ในช่วงการระบาดของCOVID-19 ปกป้องปอดเต็มที่แล้วหรือยัง ? #ลืมอะไรไปหรือเปล่า ? COVID-19 ไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดปอดอักเสบ สาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดปอดอักเสบในผู้ใหญ่ได้บ่อยได้แก่ เชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส(1) เชื้อชนิดนี้อาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคออยู่แล้ว(2) เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีการติดเชื้อไวรัส จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อนิวโมคอคคัสนี้แพร่กระจายไปที่ปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบ(3) เราจึงพบการติดเชื้อนิวโมคอคคัสร่วมกับโควิด-19 และ ไข้หวัดใหญ่ได้(4,5) #องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสและวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เช่นเดียวกับวัคซีนโควิด-19 ในช่วงวิกฤต COVID-19 (6) คำแนะนำการฉีดวัคซีน สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ (7) - วัคซีนปอดอักเสบ: ฉีดวัคซีนชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ก่อน เว้นระยะห่าง1 ปี แล้วฉีดวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ - วัคซีนไข้หวัดใหญ่: ฉีดปีละ 1 เข็ม - วัคซีนปอดอักเสบและไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดในวันเดียวกันได้ (8) ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง มีคำแนะนำการฉีดวัคซีนที่อาจแตกต่างจากคนทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมก่อนรับวัคซีน หากมีนัดฉีดวัคซีนโควิด-19 เร็วๆนี้ จะสามารถฉีดวัคซีนปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่ - ได้ ควรฉีดวัคซีนปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่ก่อนวันนัดวัคซีนโควิดอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ (9) หากฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว จะสามารถฉีดวัคซีนปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่ - ได้ สามารถฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้ห่างจากวัคซีนโควิด 2-4 สัปดาห์ (9)   ลดความสับสน! ลดการแพร่กระจายเชื้อ! สร้างภูมิคุ้มกันให้ครบถ้วน ในช่วงวิกฤติโควิด-19 2 เชื้อร้ายคล้ายโควิด ที่ไม่ควรมองข้าม #ฉันติดยังนะ ทั้งเชื้อนิวโมคอคคัสและไข้หวัดใหญ่ ก็ทำให้เรามีอาการไข้ ไอ หอบ หายใจลำบาก และรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้เช่นเดียวกับโควิด-19 อีกทั้งกลุ่มเสี่ยงสูงในการติดเชื้อยังเป็นกลุ่มเดียวกันคือ -ผู้สูงอายุ -ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคปอด โรคมะเร็ง อย่าให้คนที่เรารักต้องเสี่ยงกับโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน #องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสและวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เช่นเดียวกับวัคซีนโควิด-19 ในช่วงวิกฤต COVID-19 (1) คำแนะนำการฉีดวัคซีน สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ (2) - วัคซีนปอดอักเสบ: ฉีดวัคซีนชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ก่อน เว้นระยะห่าง1 ปี แล้วฉีดวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ - วัคซีนไข้หวัดใหญ่: ฉีดปีละ 1 เข็ม - วัคซีนปอดอักเสบและไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดในวันเดียวกันได้ (3) ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง มีคำแนะนำการฉีดวัคซีนที่อาจแตกต่างจากคนทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมก่อนรับวัคซีน หากมีนัดฉีดวัคซีนโควิด-19 เร็วๆนี้ จะสามารถฉีดวัคซีนปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่ - ได้ ควรฉีดวัคซีนปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่ก่อนวันนัดวัคซีนโควิดอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ (4) หากฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว จะสามารถฉีดวัคซีนปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่ - ได้ สามารถฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้ห่างจากวัคซีนโควิด 2-4 สัปดาห์ (4)   โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส, COVID-19, ไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อร่วมกันได้จริงหรือ? ยกการ์ดด้วยวัคซีนปอดบวม ป้องกันติดเชื้อร่วมโควิด19   เชื้อนิวโมคอคคัสที่เป็นสาเหตุหลักของปอดบวมหรือปอดอักเสบ (1) มีโอกาสติดเชื้อร่วมกับ COVID-19 และ ไข้หวัดใหญ่ได้   ในช่วงวิกฤติ COVID-19 นี้ #องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบและวัคซีนไข้หวัดใหญ่เช่นเดียวกับวัคซีนโควิด-19 คำแนะนำการฉีดวัคซีน สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ (2) - วัคซีนปอดอักเสบ: ฉีดวัคซีนชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ก่อน เว้นระยะห่าง1 ปี แล้วฉีดวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ - วัคซีนไข้หวัดใหญ่: ฉีดปีละ 1 เข็ม - วัคซีนปอดอักเสบและไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดในวันเดียวกันได้ (3) ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง มีคำแนะนำการฉีดวัคซีนที่อาจแตกต่างจากคนทั่วไป ควรปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมก่อนรับวัคซีน หากมีนัดฉีดวัคซีนโควิด-19 เร็วๆนี้ จะสามารถฉีดวัคซีนปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่ - ได้ ควรฉีดวัคซีนปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่ก่อนวันนัดวัคซีนโควิดอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ (4) หากฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้ว จะสามารถฉีดวัคซีนปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่ - ได้ สามารถฉีดวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้ห่างจากวัคซีนโควิด 2-4 สัปดาห์ (4)   โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส รุนแรงหรือไม่? โควิดทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรง นิวโมคอคคัสก็เช่นกัน   โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส พบได้บ่อยในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว (1) ผู้ป่วยมักมีอาการ ไข้ ไอ หอบ หายใจลำบาก เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาตัวที่บ้านเหมือนไข้หวัดทั่วไป จำเป็นต้องนอนรักษาตัวในรพ.นานเป็นสัปดาห์ อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือนอนห้อง ICU บางรายมีการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วย ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูง   ในช่วงวิกฤติ COVID-19 นี้ #องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบเช่นเดียวกับวัคซีนโควิด-19 (2) คำแนะนำการฉีดวัคซีน สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ (3) - วัคซีนปอดอักเสบ: ฉีดวัคซีนชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ก่อน เว้นระยะห่าง1 ปี แล้วฉีดวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม