ข้อไหล่ติด

ข้อไหล่ติด อาการ        มีอาการเจ็บ ปวด ตึง  บริเวณบ่า และไหล่ร่วมกับมีอาการไหล่ยึดติด ทำให้ยกแขนข้างนั้นได้ไม่สุดช่วงการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะในท่าหวีผมและปลดตะขอเสื้อด้านหลังหรือท่ามือไขว้หลัง สาเหตุ จากการอักเสบ ฉีดขาดของเอ็น และกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ จากอุบัติเหตุ กระดูกหัก หรือข้อไหล่หลุด จากการกดทับของรากประสาทบริเวณต้นคอหรือจากหินปูนเกาะ จากการไม่ได้ใช้งานในผู้สูงอายุ จากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรครูมาตอยด์ ข้อควรปฏิบัติ พักการใช้งานแขนข้างที่ปวด ประคบถุงน้ำแข็งบริเวณที่ปวดนาน 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง ใน 2 วันแรกของการบาดเจ็บ หลีกเลี่ยงการบีบนวดบริเวณที่ปวด เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยงการนอนทับแขนข้างที่ปวด ค่อยเริ่มขยับแขน  ยืดกล้ามเนื้อเมื่ออาการปวดทุเลาลง ถ้าอาการไม่ดีขึ้น รีบพบแพทย์ และนักกายภาพบำบัด เพื่อตรวจประเมิน และรับการรักษาต่อไป การบริหารไหล่       ก่อนบริหารไหล่ ควรประคบร้อนก่อนประมาณ 15-20 นาที การบริหารควรเริ่มจากท่าเบาๆก่อน และค่อยเพิ่มปริมาณขึ้นทีละน้อยๆ ท่าทางการบริหารไหล่ 1.ท่าแกว่งแขน      ยืนก้มตัวไปข้างหน้า แขนข้างดีเท้าบนโต๊ะ ห้อยแขนข้างเจ็บให้ผ่อนคลาย ค่อยๆแกว่งแขน เป็นวงกลมตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกา ทำ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ 2.ท่าไต่ฝาผนัง      ยืนหันหน้าเข้าฝาผนัง หลังตรง แขนเหยียดตรง ค่อยๆไต่นิ้วตามผนัง เพิ่มความสูงไปเรื่อยๆจนรู้สึกตึงบริเวณไหล่ค้างไว้นับ 1-10 ทำ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ เสร็จแล้วเปลี่ยนท่าเป็นหันข้างแขนด้านเจ็บเข้าฝาผนังค่อยๆกางแขนไล่ขึ้นไปตามฝาผนัง 3.ท่าไขว้หลัง      ยืนตรง ใช้ผ้าเช็ดตัวพาดบ่า มือจับปลายผ้าทั้ง 2 ข้าง โดยแขนดีอยู่ข้างหน้า แขนเจ็บอยู่ด้านหลังค่อยๆใช้แขนข้างดี ดึงผ้าขึ้น-ลง ให้รู้สึกตึงเบาๆบริเวณไหล่ค้างไว้ นับ 1-10 วินาที ทำ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ 4.การบริหารด้วยกระบอง       1.ท่ายกแขน ขึ้น-ลง เหนือศีรษะ       2.ท่ายกขึ้นเหนือศีรษะด้านหน้า แล้ววางพาดบนบ่าด้านหลัง       3.ท่ายกไม้เอียงไปทางซ้าย-ขวา       4.ท่าไขว้หลัง ยกไม้ขึ้นลงสลับกันทุกท่า ทำให้รู้สึกตึงเบาๆบริเวณหัวไหล่ ทำท่าละ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ 5.ท่าชักรอก       ใช้เชือกคล้องลูกรอก หรือราวโลหะ ที่แขวนเหนือศีรษะโดยที่ปลายเชือกทั้ง 2 ข้าง ผูกติดกับห่วงใช้แขนดี ดึงเชือกขึ้น-ลงช้าๆจนรู้สึกตึงเบาๆบริเวณหัวไหล่ ทำท่าละ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ 6.ท่าโหนราว       ทำราวสูงในระดับ ที่ยกแขนเหยียดสุดในท่ายืน ใช้มือเกาะราวผ่อนคลายบริเวณหัวไหล่แล้วค่อยๆย่อตัวลง ให้รู้สึกตึงเบาๆบริเวณไหล่ค้างไว้ นับ 1-10 ทำวันละ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ปวดท้อง

เป็นอาการนำที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งมีสาเหตุได้หลากหลาย ความสำคัญอยู่ที่อาการปวดท้องเป็นเฉียบพลันหรือเรื้อรัง เพราะหากเป็นเฉียบพลัน บางโรคอาจเป็นสาเหตุที่อันตรายถึงชีวิตได้อย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องรีบมาพบแพทย์อย่างเร่งด่วน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นโรคทางศัลยกรรมและทางสูตินรี สาเหตุของอาการปวดท้องเฉียบพลัน ตามตำแหน่งการปวดที่หน้าท้อง โดยหากปวดบริเวณท้องด้านขวาบน  อาจเป็นจากโรคถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วถุงน้ำดี ตับอักเสบ กรวยไตอักเสบ งูสวัด ปอดอักเสบ ลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น หากปวดบริเวณท้องด้านขวาล่าง อาจเป็นจาก ไส้ติ่งอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้องอักเสบ ท้องนอกมดลูก ปีกมดลูกอักเสบ เยื่อบุผนังมดลูกเจริญผิดที่ นิ่วในท่อไตและไต กรวยไตอักเสบ ไส้เลื่อน กะเปาะที่ผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ เส้นเลือดโป่งพองในช่องท้อง มีการรั่วซึม ถ้าปวดบริเวณท้องด้านซ้ายบน อาจมีสาเหตุจาก กระเพาะอาหารอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ม้ามโต / แตก กรวยไตอักเสบ นิ่วไต งูสวัด กล้ามเนื้อหัวใจตาย ปอดอักเสบ ลำไส้อักเสบ ถ้าปวดบริเวณท้องด้านซ้ายล่าง เป็นได้จาก กะเปาะที่ผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ ลำไส้อุดตัน ลำไส้อักเสบ เส้นเลือดโป่งพองในช่องท้องมีการรั่วซึม ท้องนอกมดลูก ปีกมดลูกอักเสบ เยื่อบุผนังมดลูกเจริญผิดที่ กรวยไตอักเสบ นิ่วในท่อไตและไต ปวดบริเวณลิ้นปี่ อาจเป็นเพราะแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบระยะแรก เส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง ถุงน้ำดีอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย ปวดรอบสะดือ อาจเป็นไส้ติ่งอักเสบระยะแรก กระเพาะอาหารลำไส้อักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตัน เส้นเลือดในช่องท้องอุดตัน เส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง ปวดบริเวณท้องน้อย สาเหตุที่พบได้แก่ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กะเปาะที่ผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ โรคของต่อมลูกหมาก ปีกมดลูกอักเสบ ไส้เลื่อน ช่องเชิงกรานอักเสบ (PID) ท้องนอกมดลูก ลำไส้อักเสบ ลำไส้อุดตัน           อาการปวดท้องอาจมีสาเหตุจากโรคนอกช่องท้องก็ได้ เช่น โรคของกระดูกสันหลัง ปอดอักเสบ งูสวัด ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนเป็น DKA ไตวายที่มีของเสียในเลือดคั่งมาก (uremia) โรคแอดดิสัน (Addison’s disease) ไข้ไทฟอยด์ โรคพอร์ฟัยเรีย พิษจากตะกั่ว ต่อมหมวกไตบกพร่อง โรคทางจิตเวช         สาเหตุของอาการปวดท้องเรื้อรัง  ถ้าเป็นโรคที่มีสาเหตุชัดเจน ได้แก่ ลำไส้อักเสบชนิด Inflammatory bowel disease ลำไส้ขาดเลือด เบาหวานลงเส้นประสาท (Diabetic neuropathy) แผลในกระเพาะอาหาร พังผืดในช่องท้อง เนื้องอกในช่องท้อง ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นิ่วในถุงน้ำดี ไส้เลื่อน ลำไส้อุดตัน กระเพาะอาหารลำไส้อักเสบ ช่องเชิงกรานอักเสบถ้าเป็นโรคที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน ได้แก่ ลำไส้แปรปรวน การตรวจหาสาเหตุ           แพทย์จะอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายของผู้ป่วยในการพิจารณาเลือกวิธีการตรวจเพิ่มเติมหรือในรายที่อาการปวดท้องไม่ชัดเจนหรือเป็นเรื้อรัง โดยอาการไม่เปลี่ยนแปลงอาจให้การวินิจฉัย โดยให้การรักษาและติดตามอาการ หากผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาดี อาจให้การวินิจฉัยในขั้นต้นได้ แต่หากไม่ตอบสนองต่อการรักษาหรืออาการมีการเปลี่ยนแปลงไป จำเป็นต้องมีการตรวจเพิ่มเติม ซึ่งการตรวจเพิ่มเติมนี้ขึ้นกับสาเหตุของอาการปวดท้องที่แพทย์สันนิษฐาน ได้แก่ การตรวจเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ การตรวจทางรังสี การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร การตรวจชิ้นเนื้อ เป็นต้น การรักษา           แพทย์จะให้การรักษาครอบคลุมสาเหตุที่สงสัยและรักษาตามอาการระหว่างรอผลตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจน   ด้วยความปรารถนาดี จากศูนย์ระบบทางเดินอาหาร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ภาวะกรดไหลย้อนเข้าหลอดอาหารอย่างไรผิดปกติ ?

ภาวะกรดไหลย้อนเข้าหลอดอาหารอย่างไรผิดปกติ ?  โรคกรดไหลย้อนเข้าหลอดคอ คืออะไร (Gastroesophageal Reflux Disease : GERD)              ภาวะที่กรดในกระเพาะอาหาร  จะถูกหลั่งออกมาเพื่อการย่อยอาหาร  กรดในกระเพาะนั้นไม่มีการไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหารส่วนบน  แต่ในภาวะผิดปกติ  กรกนี้อาจไหลย้อนผ่านกล้ามเนื้อหูรูดส่วนบนของหลอดอาหาร  ซึ่งอาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ  และมีแผล (erosive esophagitis) หรือหลอดอาหารอักเสบโดยไม่เกิดแผล (non-erosive esophagitis)            นอกจากนี้  กรดนี้อาจไหลย้อนผ่านหลอดอาหารเข้าสู่หลอดคอและกล่องเสียง (Laryngopharyngeal reflux : LPR)  เกิดพยาธิสภาพต่าง ๆ เพราะเยื่อบุกล่องเสียง  และหลอดคอบอบบางทนสภาวะกรดได้ไม่ดี  รวมทั้งอาจก่อปัญหาด้านระบบการหายใจและปอด  ปัจจัยหรือพฤติกรรมบางอย่าง  เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการไหลย้อนกลับ  ของกรดหรือน้ำย่อยจากหลอดอาหารภาวะนี้เกิดได้ตลอดเวลา  และไม่ว่ากำลังรับประทานอาหารหรือไม่ก็ตามพบอาการนี้ได้ตั้งแต่ทารกจนถึงผู้ใหญ่   อาการทางคอและหลอดอาหาร ·       รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ ·       กลืนลำบาก  ติดขัด  คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ  หรือกลืนแล้วเจ็บ ·       เจ็บคอ  หรือแสบปาก  หรือเจ็บเรื้อรัง  โดยเฉพาะในตอนเช้า ·       รู้สึกมีเสมหะอยู่ในลำคอ  หรือระคายคอตลอดเวลา ·       เรอบ่อย  คลื่นไส้  คล้ายมีอาหาร  หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก  หรือคอ ·       อาการปวดแสบปวดร้อน  บริเวณหน้าอก  และลิ้นปี่ (Heartburn) บางครั้งร้าวไปถึงบริเวณคอ  และไหล่ ·       รู้สึกจุดแน่นในคอ  หรือหน้าอก  คล้ายอาหารไม่ย่อย (dyspepsia) ·       มีกลิ่นปาก  เสียวฟัน  หรือมีฟันผุ อาการทางกล่องเสียงและปอด ·       เสียงแหบเรื้อรัง  หรือแหบเฉพาะตอนเช้า  มีเสียงผิดไปจากเดิม ·       ไอเรื้อรัง,  ไอ หรือรู้สึกสำลักน้ำลาย  หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน  จนอาจทำให้ต้องตื่นกลางดึก ·       กระแอม  ไอบ่อย ๆ ·       อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่(ถ้ามี)  แย่ลง  หรือไม่ดีขึ้นจากการใช้ยา ·       เจ็บหน้าอก (non-cardiac chest pain) ·       เป็นโรคปอดอักเสบ  เป็น ๆ หาย ๆ           อาการที่กล่าวข้างต้น  อาจเป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นตลอดให้ปรึกษาแพทย์  หู คอ จมูก  ซึ่งแพทย์จะตรวจทาง  หู  คอ  จมูก  เพื่อดูว่ามีความผิดปกติบริเวณกล่องเสียง  และคอหรือไม่  เพื่อแนะนำการรักษาและปฏิบัติตัวต่อไป ภาวะกรดไหลย้อนรักษาอย่างไร  ขึ้นอยู่กับอาการ  และสุขภาพของแต่ละคน  โดยทั่วไปหลักการรักษามี 3 ประการ 1.      ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย  และงดเว้นอาหารบางอย่างเพื่อลดภาวะกรดไหลย้อน 2.      การใช้ยาลดกรดที่ถูกต้อง  มักจำเป็นต้องใช้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ร่วมกับปฏิบัติในข้อ 1. 3.      การผ่าตัดรัดหูรูดกระเพาะอาหาร  จำทำให้รายที่เป็นรุนแรง  และไม่ตอบสนองต่อยา   เทคนิคในการลดภาวะกรดไหลย้อน            การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เป็นเป้าหมายสำคัญของการรักษา  เพื่อให้อาการหายขาด  และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค  โดยปฏิบัติดังนี้              หลีกเลี่ยงอาหาร  และเครื่องดื่ม  ได้แก่  ชา  กาแฟ  น้ำอัดลม  อาหารทอด  อาหารรสจัด  อาหารมัน ๆ ช็อคโกแลต  ผักผลไม้บางชนิด  เช่น  ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว  สะระแหน่  หอมหัวใหญ่  ถั่ว  นม  (ดื่มนมพร่องมันเนยได้) ·       ระวังน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป ·       หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา  สูบบุหรี่  โดยเฉพาะช่วงเย็น ·       อย่านอนราบหลังจากเพิ่มรับประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ โดยเฉพาะใน 3 ชั่วโมงแรก ·       อย่าใส่เสื้อผ้าคับโดยเฉพาะบริเวณรอบเอว ·       หมุนหัวเตียงให้สูง  อย่างน้อย 6 นิ้ว ·       ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  อย่าเครียด ·       ทำจิตใจให้สบาย  แจ่มใส   ช่วงระยะเวลาของการรักษา              ส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องรักษาค่อนข้างต่อเนื่อง  ตั้งแต่ 6 อาทิตย์  ถึง  6 เดือน   บางคนอาการจะหายไปอย่างสิ้นเชิง  ซึ่งอาจหยุดยาได้หลายเดือน  หรือหลายปี   ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนนิสัยหรือสภาพแวดล้อม  พยาธิสภาพของแต่ละบุคคล  และต้องทำความเข้าใจด้วยว่า  โรคนี้อาจหายขาดไปเลย  หรืออาจกลับมาเป็นใหม่ได้อีก   ***ถ้าท่านมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นภาวะกรดไหลย้อนเข้าหลอดคอ  โปรดปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง หู คอ จมูก

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก  เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย และพบมากในช่วงอายุ 35-50 ปี             มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่ป้องกันได้  แพทย์สามารถตรวจหา “ระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก” ได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ซึ่งวิธีการที่ใช้ตรวจหาระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูกเรียกว่า การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear) โดยการเก็บเอาเซลเยื่อบุบริเวณปากมดลูกไปตรวจหาเซลมะเร็ง   ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก 1.การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (ต่ำกว่า 20 ปี) และมีคู่นอนหลายคน 2.มีอาการอักเสบของปากมดลูกเนื่องจากการติดเชื้อ Human Papilloma Virus เริม  หูดหงอนไก่ 3.สตรีที่สูบบุหรี่  มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ 4.สตรีที่มีภูมิต้านทานต่ำ 5.ขาดสารอาหาร เช่น โฟเลท  วิตามินเอ  วิตามินซี    อาการ             ระยะเริ่มต้นจะไม่ปรากฎอาการใดๆ แต่สามารถตรวจพบมะเร็งปากมดลูกได้จากการตรวจ แปปสเมียร์ (Pap Smear) ระยะลุกลาม จะมีอาการตกขาว มีกลิ่น มีเลือดออกทางช่องคลอดหรือตกขาว ลักษณะคล้ายน้ำคาวปลา  ถ้าเป็นมากอาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด  หรือมีอาการผิดปกติของระบบขับถ่ายอุจจาระได้นอกจากนี้มะเร็งอาจกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ปอด ตับ และกระดูก เป็นต้น   การรักษา             ถ้าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะแรกๆ การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี  แต่ถ้าเป็นระยะที่มะเร็งลุกลามมากแล้ว จะใช้รังสีรักษาโดยการฉายแสงร่วมกับการใส่แร่  หรือการผสมผสานระหว่างการผ่าตัดรังสีรักษา และการให้เคมีบำบัด   การป้องกัน -หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หลายคู่นอน -หลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ถ้าไม่แน่ใจควรใช้ถุงยางอนามัย -เมื่อมีอาการตกขาวผิดปกติ หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ควรรับพบแพทย์ -สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ทุกคน หรืออายุมากกว่า 30 ปี ควรได้รับการตรวจ Pap Smear เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยปีละครั้ง -การฉีดวัคซีน HPV สามารถป้องกัน  การเป็นมะเร็งปากมดลูก

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง          ถ้านับสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย มะเร็งดูจะเป็นอันดับสอง เป็นรองก็แต่โรคหัวใจเท่านั้น แม้ว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก ทำให้เราสามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งได้รวดเร็วขึ้น หรือแม้กระทั่งการรักษาให้หายขาดด้วยการฉายแสงหรือเคมีบำบัด ก็ยังถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์น้อย เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ชนิดของมะเร็งในคนเรามีแตกต่างกันไปมากกว่า 100 ชนิดเลยทีเดียว ตรงนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้ผลการรักษาแตกต่างกันออกไป ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากพบเจอกับโรคมะเร็งแน่นอน ก็ต้องมาพิจารณากันให้เข้าใจว่า แล้วอะไรกันที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งกันแน่         นักวิทยาศาสตร์ ทราบกันมากว่า 20 ปี แล้วว่า มะเร็งนั้นเป็นโรคที่มีความผิดปกติของสารพันธุกรรม ภายในเซลที่เรียกว่ายีน (Gene) ที่มีสภาวะบางอย่างทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการแบ่งตัวที่ไม่สามารถควบคุมได้ เกิดการเพิ่มปริมาณมากจนเป็นเซลมะเร็ง ยีนที่ควบคุมการเกิดมะเร็งนี้เราเรียกว่า ยีนก่อมะเร็ง (Oncogene) ซึ่งอาจมีการส่งผ่านทางกรรมพันธุ์ หรือเกิดขึ้นภายหลังอันเนื่องมาจากผลกระทบของสารเคมี เช่น อนุมูลอิสระ ดังที่กล่าวข้างต้น ตามหลักการของการเกิดโรคมีปัจจัยใหญ่ๆ อยู่ 30 อย่าง ที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด คือ 1. Host (ตัวผู้ป่วย) 2. Agent (สารก่อมะเร็ง เชื้อโรค) 3. Environment (สภาพแวดล้อม)         ตัวผู้ป่วยเองเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะเซลในร่างกายคนเราซึ่งมีถึงเกือบ ห้าหมื่นล้านเซลนี้ ถ้าเซลตัวใดตัวหนึ่ง เกิดแปลกปลอมขึ้นมา ก็จะถูกระบบภูมิคุ้มกันเล่นงาน ถ้าหากระบบนี้ทำงานแย่ก็จะเปิดโอกาสให้มีการเพิ่มจำนวนของเซลมะเร็งเกิดขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า คนที่ประสบกับภาวะเครียดจัด สูญเสียอย่างรุนแรง ไม่ช้าไม่นานก็จะป่วยด้วยโรคมะเร็ง เพราะภูมิต้านทานลดลงนั่นเอง         สารก่อมะเร็งและการติดเชื้อ เป็นปัจจัยสำคัญดังที่กล่าวแล้วเรื่องของ มลพิษ ควันบุหรี่ อาหารที่ไหม้เกรียม เป็นต้นกำเนิดของอนุมูลอิสระซึ่งจะเข้าทำลายเซล การติดเชื้อไวรัสบางชนิดอาจก่อให้เกิดมะเร็งของลำคอ หรือปากมดลูก พบว่าหญิงที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่วัยรุ่น มีโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นอย่างมาก        สารกัมมันตรังสี เช่น กรณีการระเบิดของโรงงานปฏิกรณ์ปรมาณู หรือสงครามนิวเคลียร์จะพบอุบัติการณ์มะเร็งของเม็ดโลหิตขาวและมะเร็งผิวหนัง เพิ่มขึ้น        มะเร็งตับ มีสาเหตุที่ทราบแน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับสารที่ชื่อว่า อะฟลาทอคซิน ซึ่งอยู่ในอาหารประเภทถั่วที่ขึ้นรา ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แบบเรื้อรัง ก็เป็นสาเหตุที่สำคัญเพราะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งตับเพิ่มขึ้นถึง 200 เท่าเลยทีเดียว คนไข้ประเภทนี้จะไม่มีอาการผิดปกติ เรียกว่าเป็นพาหะ ของไวรัสตับอักเสบบี (HBV Carrier) จำเป็นต้องรับการตรวจค้นหามะเร็งตับ ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกด้วยการทำอัลตราซาวน์ทุก 6 เดือน - 1 ปี        มะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่เกิดกับท่อทางเดินน้ำดี ซึ่งพบบ่อยทางภาคอีสาน มีสาเหตุมาจากการรับประทานปลาดิบร่วมกับสารประเภทไนโตรซามีน ซึ่งได้มาจากการหมักโปรตีนกับสารพวกดินประสิว       มะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็เป็นอีกชนิดหนึ่งซึ่งพบความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับคนที่ชอบทานเนื้อสัตว์ แต่ไม่ชอบทานอาหารที่มีกากใย คือ พวกพืชผัก และธัญพืชต่างๆ ทำให้มีปัญหาเรื่องท้องผูกเป็นประจำ สารพิษ สารก่อมะเร็ง มีโอกาสเล่นงานเซลลำไส้ได้มากขึ้น        ดังที่ยกตัวอย่างมา เป็นเพียงส่วนน้อยในจำนวนสาเหตุการเกิดมะเร็งทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่เราก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า สาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งเหล่านั้น คืออะไรแน่       แต่จะเห็นได้ว่าจำนวนไม่น้อย เกี่ยวข้องกับอาหารที่เรารับประทาน ก็พอจะแยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทราบแน่ชัด เช่น สารพิษ ควันบุหรี่ อาหารปรุงแต่งรส เนื้อสัตว์ที่ไหม้เกรียม 2. ทานอาหารธรรมชาติ เช่น ธัญพืช ผัก ผลไม้ที่สดสะอาดให้มากๆเข้าไว้ โดยพยายามทานให้ไม่ซ้ำซาก เพื่อจะได้รับสารอาหารหลากหลายชนิด 3. หมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างถูกวิธี ให้พอเหมาะพอดี 4. ดื่มน้ำให้มาก ขับถ่ายให้เป็นเวลา พยายามอย่าให้ท้องผูก 5. ทำจิตใจให้เบิกบาน มองโลกในแง่ดี รู้จักแก้ปัญหาชีวิตในทางที่ถูกต้อง 6. การตรวจมะเร็งประจำปี โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่ามะเร็งรักษาหายได้ถ้าเป็นในระยะเริ่มแรก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกอายุรกรรม โทร.0-2561-1111 กด 1

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer)           เป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้น และเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ปี พ.ศ.2542 พบมะเร็งลำไส้ใหญ่บ่อยเป็นอันดับสามในชายไทย (8.8 รายต่อประชากรหนึ่งแสนคน) รองจากมะเร็งตับและมะเร็งปอด เป็นอันดับที่ 5 ในหญิงไทย (7.6 รายต่อประชากรหนึ่งแสนคน) โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไป และพบว่าหนึ่งในสามของผู้ป่วยมะเร็งนี้จะมีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว ปัจจุบันมีการศึกษาด้านชีวภาพของโรคนี้มากขึ้น ทำให้เข้าใจถึงพยาธิกำเนิดนำไปสู่แนวทางการป้องกันโดยการตรวจคัดกรอง (Screening) ทำให้วินิจฉัยมะเร็งนี้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนที่มะเร็งลำไส้ใหญ่จะลุกลาม ส่งผลให้เพิ่มอัตรารอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น มีการตรวจหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป ได้แก่ การตรวจหาเม็ดเลือดแดงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test : FOBT)           เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลาย จากข้อมูลทางยุโรปและสหรัฐ พบว่าร้อยละ 1-2.6 ของผู้ที่ให้ผลบวกของ FOBT มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ข้อจำกัดของวิธีนี้คือ ความไวต่ำและมีผลบวกลวงสูง โดยเฉพาะผู้ที่ชอบบริโภคเนื้อแดง หรือผักจำพวกหัวผักกาด กระหล่ำดอก บล็อกโคลี หัวไชเท้า แคนตาลูป ฯลฯ ซึ่งผู้ตรวจควรงดรับประทานอาหารดังกล่าว 3 วัน ก่อนเก็บตัวอย่างอุจจาระ มาตรวจ และอาจต้องเก็บตัวอย่างอุจจาระมาตรวจซ้ำ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ซึ่งผู้คัดกรอง หลายท่านไม่สะดวกและรู้สึกยากลำบากในการเก็บตัวอย่างมาตรวจนั่นเอง การตรวจลำไส้ใหญ่โดยการสวนแป้งและเอกซเรย์ (Double (air) Contrast Barium Enema : DCBE)           เป็นทางเลือกหนึ่งในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอดีต โดยใช้แป้งแบเรียมสวนเข้าทางทวารหนัก ประสิทธิภาพในการตรวจนี้ไม่ชัดเจน ความไวในการตรวจน้อยกว่าการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ถ้าติ่งเนื้องอกขนาดเล็กกว่า 1 ซม. ข้อจำกัดอีกอย่างคือ ผู้รับการตรวจอาจไม่สามารถทนการตรวจได้ เพราะต้องอัดแป้งเข้าไปประกอบกับต้องกลั้นทวารหนัก พลิกตะแคงไปมาและยังต้องการรังสีแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ความชำนาญในการอ่านผลเป็นอย่างดี การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscope)           เป็นวิธีที่มี Cost Effective สูงสุดในปัจจุบัน สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ จึงเป็นที่แนะนำของสมาคมแพทย์ต่าง ๆ ทั่วโลก นอกจากจะเห็นเนื้องอกชัดเจนแล้วยังสามารถนำติ่งเนื้องอกออกได้โดยไม่ต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตามวิธีนี้จัดว่ามีภาวะแทรกซ้อนได้ร้อยละ 0.03-0.72 มีค่าใช้จ่ายสูง ผู้รับการตรวจต้องอดอาหารและเตรียมลำไส้ใหญ่ให้โล่งว่าง ทั้งยังต้องการแพทย์ผู้ชำนาญในการส่องกล้องตรวจเพื่อความแม่นยำและลดภาวะแทรกซ้อนในการตรวจ การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonography)           เป็นการนำ Helical CT ซึ่งมีความละเอียดสูง มาประกอบภาพ 3 มิติของลำไส้ใหญ่ ข้อดีคือ ทำให้เร็วและปลอดภัย เห็นภาพได้ตลอดความยาวลำไส้ใหญ่และมองเห็นผิวนอก ต่อมน้ำเหลืองรอบ ๆ ลำไส้ใหญ่ แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างคือ ความไวและความจำเพาะไม่มาก ทั้งยังต้องเตรียมและต้องเป่าลมเข้าลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือชนิดนี้ยังมีไม่มากและไม่สามารถเบิกจ่ายค่าตรวจจากระบบประกันสุขภาพได้ การรวจหาดีเอนเอ (Fecal DNA Testing)           มีความไวในการคัดกรองหามะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าการตรวจ FOBT ถึง 4 เท่า แต่มีความไว ครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ การตรวจนี้อาจเป็นที่ยอมรับให้ใช้เป็น เครื่องมือในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคต                                         ด้วยความปรารถนาดีจาก                                 ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. โรคมะเร็งตับ

มะเร็งตับ คืออะไร และ เป็นมากในผู้หญิงหรือผู้ชาย ในส่วนของมะเร็งตับจะแบ่งได้ 2 แบบ คือ 1.      มะเร็งแบบปฐมภูมิ เป็นมะเร็งที่เกิดจากเนื้อตับหรือท่อน้ำดีในตับ 2.      มะเร็งแบบทุติยภูมิ เป็นมะเร็งที่แพร่กระจายจากบริเวณอื่นๆ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม ที่มีการแพร่กระจายมาที่ตับ มะเร็งตับชนิดปฐมภูมิจะพบบ่อยเป็นอันดับ 5 ของมะเร็งทั่วโลกถ้าในประเทศไทยปัจจุบันจากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จะพบว่าเป็นมะเร็งอันดับ 1 ในเพศชาย และ เป็นอันดับ 2 ในเพศหญิง ปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นในแบบปฐมภูมิมากกว่า แต่แบบแพร่กระจายจะเป็นได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆในระยะไหน ถ้าเป็นในระยะที่ 4 ส่วนใหญ่จะพบแพร่กระจายมาที่ตับค่อนข้างเยอะเช่น มะเร็งตับทุติยภูมิ   สาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ           สาเหตุจะขึ้นอยู่กับภูมิภาค ของทางเอเชีย หรือ ประเทศไทย ส่วนมากจะเป็นเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งการติดเชื้อจะเป็นเรื้อรัง และ สาเหตุสำคัญจะเป็นการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก โดยพบว่าเป็นสาเหตุ 60 % ของมะเร็งตับในคนไทย ซึ่งสถิติคนไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีประมาณถึง 6,000,000 ราย ผลของการติดเชื้อจากไวรัสตับอักเสบบี จะทำให้มีการอักเสบของเนื้อตับเรื้อรังเกิดพังผืดเป็นตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด  พาหะในความหมายของทางการแพทย์ คือ มีไวรัสอยู่ในระดับต่ำอยู่ แต่ไม่มีอาการแสดงของตัวโรค แต่มีโอกาสที่จะติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ แต่พาหะของไวรัสตับอักเสบบีในประเทศไทย คนที่เป็นพาหะส่วนใหญ่จะมีเชื้ออยู่ในร่างกาย แต่เป็นระยะสงบของตัวโรคก็เลยทำให้เข้าใจว่าพาหะไม่เกิดโรค แต่ถ้าวันหนึ่งมีอาการร่างกายอ่อนแอลง ไวรัสที่ซ่อนอยู่ในเซลล์ตับก็มีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวน ทำให้เกิดโรคตามมาได้ ซึ่งหลักๆวิธีที่จะป้องกันได้ คือการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และการตรวจคัดกรองในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง และท้ายสุดถ้าตรวจเจอว่ามีโรค การให้ยาต้านไวรัสตับอักเสบบี สามารถที่จะช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งตับได้ การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีต้องฉีดกระตุ้นทุกกี่ปี              ถ้าเป็นเด็กยุคใหม่เด็กแรกเกิดในประเทศไทย จะมีการฉีดวัคซีนให้ตั้งแต่แรกเกิด จะเป็นการฉีดแบบครอบคลุม 100 % ถ้ากรณีไปตรวจแล้วภูมิไม่ขึ้น แต่ฉีดผ่านไปแล้วหลายปีแต่ไม่มีภูมิขึ้น จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นหรือไม่ จะมีวิธีการฉีดกระตุ้นที่สามารถช่วยกระตุ้นภูมิได้ ไม่จำเป็นต้องฉีดทุกปี ฉีดกระตุ้นแค่ครั้งเดียวพอ แต่จะมีข้อยกเว้นกรณีเดียว คือ วัคซีนที่เคยฉีดกระตุ้นได้ผลแล้วอาจจะไม่ได้ผล คือ ในกลุ่มผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้ยาสเตียรอยด์  กลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง กลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ที่มีเม็ดเลือดขาวในตัวต่ำ (CD4) มากๆ จะทำให้ภูมิคุ้มกันที่เคยมีลดลงได้ นอกจากไวรัสตับอักเสบบี อีกหนึ่งตัวก็คือ ไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งจะเจอบ่อยในแถบฝั่งตะวันตก แต่ในประเทศไทยจะมีอยู่ประมาณ 10-20% คนที่มีความเสี่ยงจะเป็นผู้ที่ใช้ยาเสพติดที่ฉีดเข้าเส้น กลุ่มพวกสักลายที่มีการใช้เข็มไม่สะอาด และปัจจุบันที่พบบ่อยจะเป็นกลุ่มชายรักชายที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันก็สามารถติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ได้เช่นกัน แต่ปัจจุบันยาที่ใช้รักษาไวรัสตับอักเสบซี มีประสิทธิภาพค่อนข้างดีรับประทานแค่ 3 เดือนก็หายขาด 95-98% แต่ถ้าเป็นไวรัสตับอักเสบบี ส่วนใหญ่ที่ทำได้จะเป็นการกดที่ไม่ให้ไวรัสขึ้นในปริมาณที่เยอะ แต่จะให้กำจัดเชื้อออกจากร่างกายค่อนข้างยาก เพราะเชื้อจะไปหลบซ่อนอยู่ใน DNA ทำให้การกำจัดเชื้อให้หายได้ยากอยู่ และอีกสาเหตุที่พบบ่อย คือ การดื่มสุราเป็นประจำ ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ทำให้เป็นตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับได้ 2 สาเหตุสุดท้ายจะเป็นในเรื่องของไขมันเกาะตับ ปัจจุบันจะมีคนที่น้ำหนักตัวมากมีปัญหาโรคอ้วนตามมา ทำให้เป็นไขมันเกาะตับได้ และเกิดมะเร็งตับได้ในที่สุด อีกสาเหตุจะเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารอะฟลาทอกซิน เช่น การทานก๋วยเตี๋ยวที่มีพริกแห้งพริกป่นหรือถั่ว ถ้าไม่สะอาดก็จะมีโอกาสปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราได้ ซึ่งสามารถทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ มะเร็งตับมีกี่ระยะและสามารถรู้ได้อย่างไรว่าเป็นมะเร็งตับ            มะเร็งตับจะคล้ายๆ มะเร็งทั่วไป คือ ระยะแรกหรือระยะที่รักษาได้ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ และในผู้ป่วยที่มีอาการ ส่วนใหญ่ที่มาถึงก็จะเลยระยะเวลาที่จะสามารถรักษาให้หายขาดได้แล้ว จะแนะนำให้ตรวจคัดกรองโดยใช้ตัวอัลตร้าซาวด์ร่วมกับการตรวจเลือด เช่น ผู้ป่วยตับแข็งไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ควรตรวจคัดกรองมะเร็งตับทุก 6-12 เดือน ถ้ากรณีผู้ชายอายุ 40 ปี ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ควรที่จะต้องทำการตรวจคัดกรองมะเร็งตับทุก 6 เดือน ส่วนกรณีผู้หญิงจะตรวจที่อายุ 50 ปี แต่จะต้องทำการดูประวัติของครอบครัวร่วมด้วย ถ้าครอบครัวมีประวัติจะต้องมาตรวจเร็วกว่าปกติทั่วไป ถ้าเป็นระยะหลังจะมีอาการปวดท้องด้านขวา เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง ขาบวม ระยะของมะเร็งตับจะมี 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (แรก) : ก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดเล็ก และมีเพียงก้อนเนื้อเดียว ระยะที่ 2 (ปานกลาง) : มีการลุกลามของก้อนเนื้อเข้าหลอดเลือดในตับ และ/หรือ มีก้อนเนื้อหลายก้อน แต่ยังเป็นก้อนเล็กๆ ระยะที่ 3 (ลุกลาม): ก้อนเนื้อมะเร็งโตมาก และ/หรือ ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อข้างเคียงตับ และ/หรือ เข้าหลอดเลือดดำใหญ่ในท้อง และ/หรือ ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ตับ ระยะที่ 4 (ระยะสุดท้าย): โรคมะเร็งแพร่กระจายตามกระแสโลหิต(เลือด) มักเข้าสู่ตับกลีบอื่นๆ และปอด แต่อาจเข้าสู่อวัยวะอื่นๆได้ เช่น สมอง และ/หรือ กระดูก หรือ แพร่กระจายยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกลออกไปจากตับ เช่น ในช่องท้อง หรือ บริเวณไหปลาร้า ระยะแรก ระยะปานกลาง ซึ่ง 2 ระยะนี้ จะอยู่ในช่วงที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าเป็นระยะลุกลาม หรือ ระยะท้าย ส่วนใหญ่การรักษาจะมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นให้อยู่ได้นานขึ้น แต่โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้จะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นเพื่อการป้องกันควรมาตรวจทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี ส่วนใหญ่ในโปรแกรมการตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลทั่วไปจะมีการตรวจอยู่แล้ว แต่กรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอาจจะไม่ได้ตรวจ หลักๆที่ต้องตรวจจะเป็นผู้ป่วยที่มีประวัติตับแข็ง มีไวรัสตับอักเสบบีผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องตรวจเป็นพิเศษ                                              ถ้ากรณีเป็นไขมันเกาะตับจะมีวิธีการรักษาก่อนที่จะลุกลามอย่างไร           การรักษาในปัจจุบันไม่ได้เน้นการรักษาด้วยยา ถ้ากลุ่มที่เป็นไขมันเกาะตับจะแนะนำให้ผู้ป่วยทำการลดน้ำหนักประมาณ 7-10% จะสามารถช่วยลดการอักเสบของตับและพังผืดได้ แต่หลักๆ ที่สมาคมโรคตับทั่วโลกแนะนำ คือ ให้ผู้ป่วยออกกำลังกายร่วมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ความเสี่ยงที่มีไขมันเกาะตับและกลายไปเป็นมะเร็งตับ หรือ ตับแข็ง จะมีความเสี่ยงสูงหรือไม่         ปัจจุบันมีความเสี่ยงสูง แต่จะมีการตรวจไขมันเกาะตับอยู่ 2 วิธี ถ้ากรณีไขมันเกาะตับอยู่ 30% ตัวอัลตร้าซาวด์ตับจะสามารถตรวจพบได้ ถ้าต้องการตรวจอย่างละเอียดจะเป็นการตรวจ Fibro Scan เป็นการตรวจที่สามารถวัดไขมันในตับได้ รวมถึงดูค่าการมีพังผืดในตับได้เช่นเดียวกัน วิธีการรักษาระยะแรกของไขมันเกาะตับเป็นอย่างไร              วิธีการรักษา จะเป็นการดูแลคนไข้ร่วมกันระหว่างอายุรแพทย์ ศัลยแพทย์ และแพทย์รังสี จะดูว่าทางเลือกไหนเป็นทางเลือกที่เหมาะกับคนไข้ที่สุด ถ้าก้อนมีขนาดเล็กจะใช้วิธีการผ่าตัดเป็นทางเลือกแรก จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ แต่เงื่อนไขจะดูว่าขนาดหรือก้อนต้องมีขนาดไม่ใหญ่เกิน 5 เซนติเมตร ไม่มีการกระจายของมะเร็ง ไปยังบริเวณเส้นเลือดใกล้เคียงอื่นๆ และการทำงานของตับยังดีอยู่ ถ้าการทำงานของตับไม่ดีบางทีตับที่เหลืออยู่อาจไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดชีวิตได้ หรือ การทำงานของตับได้ ซึ่งปกติทางศัลยแพทย์จะมีการประเมินว่าตัดได้หรือเปล่า ถ้ากรณีผู้ป่วยมีตับแข็งจะมีอาการเข้าได้ กับโรคตับระยะท้ายๆ และมีมะเร็งตับร่วมด้วย กรณีนี้วิธีการรักษาที่ดีที่สุด ถ้าก้อนไม่ใหญ่มากและยังอยู่ในระยะที่ยังไม่แพร่กระจาย และอยู่ในเกณฑ์กำหนด คือ การปลูกถ่ายตับ คือ การเอาตับเก่าที่มีมะเร็งออก และ เอาตับใหม่ที่ไม่มีมะเร็งใส่กลับเข้าไป แต่ปัจจุบันค่อนข้างทำได้น้อยอยู่จะทำได้ในโรงพยาบาลใหญ่ หรือโรงเรียนแพทย์ ปัญหาในปัจจุบัน คือ การขาดแคลนผู้ป่วยที่บริจาคอวัยวะ จึงทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ต้องการกับจำนวนของตับที่มีให้ยังมีจำกัด ค่าใช้จ่ายในการเฉลี่ยปลูกถ่ายตับประมาณ 1,000,000 บาท ในการผ่าตัดจะเป็นรัฐบาลออกให้จะครอบคลุมเฉพาะข้าราชการและผู้ที่มีประกันสังคม ยังไม่ครบคลุมผู้ป่วยบัตรทองขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนเพื่อขยายการเข้าถึงการรักษาให้ได้วงกว้างมากขึ้น ปัจจุบันสามารถผ่าตัดได้ปีละ 100 - 200 ราย เพราะมีทรัพยากรที่ค่อนข้างจำกัด และอีกวิธีหนึ่งถ้าเป็นก้อนขนาดเล็กยังอยู่ในระยะไม่เกิน 2 เซนติเมตร ที่ใช้ค่อนข้างเยอะ คือ การใช้เป็นคลื่นไฟฟ้าความถี่สูง ซึ่งความถี่สูงจะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ไปทำลายตัวมะเร็งตับ ซึ่งมีผลการศึกษาที่รับรองว่าหายขาดได้ ไม่แตกต่างกับการผ่าตัดตับ ในก้อนมะเร็งก็ขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร ซึ่งต่างประเทศจะนิยมมาก เพราะค่านอนโรงพยาบาลกับการผ่าตัดค่อนข้างแพง และผู้ป่วยหลายรายที่ไม่อยากผ่าตัด หรือ มีความเสี่ยงในการผ่าตัดที่ค่อนข้างสูงก็จะเลือกใช้วิธีนี้ แต่เรื่องการเลือกใช้วิธีการรักษาจะต้องประเมินเป็นรายๆไป เนื่องจากตำแหน่งของก้อนจะมีผลกับการรักษา และอีกระยะหนึ่งที่เป็นระยะลุกลามแล้ว ไม่สามารถให้การรักษาโดยการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ หรือ จี้ไฟฟ้า จะมีการรักษาอีกวิธีหนึ่งเป็นการรักษาที่เรียกว่า “TACE” คือการฉีดยาเคมีบำบัดเข้าไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรง ร่วมกับฉีด Gelfoam ไปอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง แต่การรักษาไม่ได้ทำให้มะเร็งหายขาด แต่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและอยู่ได้นานขึ้น   คำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลตัวเองก่อนที่จะเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ            ฝากเรื่องการป้องกันเพราะการป้องกันก็ดีกว่าการรักษา ในบุคคลทั่วไปถ้าพยายามลดปัจจัยเสี่ยง เช่น การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี หรือ ซี ต้องระวังพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้น การสักลาย และ พยายามหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปหรือไม่เหมาะสม สุดท้ายจะเป็นเรื่องการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพราะไขมันเกาะตับก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งตับที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง และในผู้ป่วยที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี แนะนำให้ฉีดวัคซีน ซึ่งจะป้องกันที่จะทำให้เกิดโรคได้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม             การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นการรักษาโดยวิธีผ่าตัดสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม การรักษาโดยวิธีการผ่าตัดมีหลายวิธี ขึ้นกับสภาพข้อที่เสื่อมและอายุคนไข้ วิธีการผ่าตัด การผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ขาโก่งไม่มากและอายุยังไม่มากนัก จุดประสงค์ คือ การเปลี่ยนแนวแรง ทำให้กระจายการรับน้ำหนักในข้อให้สม่ำเสมอขึ้น การเปลี่ยนข้อเข่าบางส่วน (Unicompartmental Knee Replacement) เหมาะสำหรับข้อเข่าที่เสื่อมด้านเดียว การเปลี่ยนข้อเข่าทั้งข้อ (Total Knee Replacement ) คือ การเปลี่ยนข้อเข่าทั้งข้อ มักทำในคนอายุมากและรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผล ในคนที่มีข้อเสื่อมมาก มักต้องใช้วิธีนี้ การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมแบบใหม่           การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมแบบใหม่นี้จะมีขนาดแผลผ่าตัดเพียง 8-14 ซม. ตัดกล้ามเนื้อเหนือลูกสะบ้าเพียงเล็กน้อยเท่าที่จะสามารถใส่ข้อเข่าเทียมได้ ใช้ผลิตภัณฑ์ข้อเทียม ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของคุณภาพจากอเมริกาและยุโรป เป็นวิธีที่ปัจจุบันยอมรับว่ามีมาตรฐานดที่สุด ข้อดี ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ ทำให้ข้อเข่าฟื้นตัวได้เร็ว และเจ็บปวดน้อยกว่า แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ใช้เวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดสั้น วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า         ก่อนการผ่าตัด อายุรแพทย์โรคหัวใจจะตรวจเช็คสภาพร่างกายของคนไข้อย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยในการดมยาสลบ หรือฉีดยาเข้าไขสันหลังและการผ่าตัด การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง หลังผ่าตัด 1-2 วัน จะเริ่มหัดเดินโดยใช้ไม้เท้า และคนไข้จะนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 5 วัน       การพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ได้ข้อเทียมที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับข้อเข่าธรรมชาติ รวมทั้งเทคนิคการผ่าตัดที่ดี ทำให้ข้อเทียมสามารถใช้งานได้เป็นเวลานานมากกว่า 10-15 ปี ดังนั้นคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มันสมองอัจฉริยะ “ไอน์สไตน์” …แค่คิดก็ไม่ธรรมดาแล้ว

ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ใช้ชีวิตโลดแล่นในหลายประเทศ สร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์แสนอัศจรรย์ และมีสีสันโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ.. แม้ไอน์สไตน์จะจากโลกนี้ไปนานนับครึ่งศตวรรษ แต่เรื่องราวชีวิต แนวคิด ผลงานของเขาก็ยังดำเนินไปอย่างไม่จบสิ้น และแปลกประหลาดเกินกว่าที่หลายคนจะคาดเดาได้ ไอน์สไตน์เสียชีวิต ในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ.1955 ขณะมีอายุได้ 76 ปี ร่างของเขาถูกเผาตามพิธีการทางศาสนาโดยที่ไม่มีคนในครอบครัวตระหนักเลยว่า มันสมองอัจฉริยะได้สูญหายไป โทมัส เอส.ฮาร์วี แพทย์ผู้ทำการชันสูตรศพได้ลักลอบผ่าสมองของนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่เก็บไว้เพื่อการศึกษา หลังจากแยกสมองออกจากศพแล้ว หมอฮาร์วีได้ทำการแบ่งสมองของไอน์สไตน์ออกเป็น 240 ชิ้น ดองด้วยตัวยาพิเศษและเก็บรักษาไว้ในขวดแก้ว 2 ขวด บางชิ้นส่วนของสมองถูกส่งไปให้นักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญตามสาขาต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่นั้นหมอฮาร์วีเก็บเอาไว้เอง สิ่งที่หมอฮาร์วีปฏิบัติต่อศพของไอน์สไตน์นั้นก่อให้เกิดการวิจารณ์กันอย่างอื้อฉาว จนทำให้หมอฮาร์วีต้องอพยพโยกย้ายไปตามที่ต่าง ๆ และหอบหิ้วมันสมองของไอน์สไตน์ติดตัวตามไปด้วย จนกระทั่งปี 1996 หมอฮาร์วีได้ย้ายกลับมาที่พรินสตันอีกครั้งหนึ่ง และตัดสินใจมอบชิ้นส่วนสมองที่เขารวบรวมไว้แก่ นพ.เอเลียต คลอส หัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา ที่โรงพยาบาลพรินสตัน การวิจัยค้นคว้าศึกษาความเป็นอัจฉริยะของไอน์สไตน์จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยการนำชิ้นส่วนสมองทั้งหมดที่ถูกเก็บ ณ โรงพยาบาลพรินสตัน มาถ่ายภาพและประกอบขึ้นเป็นรูปสามมิติ จำลองรูปแบบเหมือนจริงดังกับว่ามันเพิ่งถูกผ่าแยกออกมาจากศพ สิ่งที่ค้นพบก็คือ สมองของไอน์สไตน์มีน้ำหนักเพียง 1,230 กรัมเท่านั้นน้อยกว่าน้ำหนักสมองของมนุษย์โดยเฉลี่ยที่หนักถึง 1,400 กรัม แต่สิ่งที่ไอน์สไตน์ต่างจากมนุษย์ทั่วไปอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็คือ “ความหนาแน่นของเซลล์ประสาทในสมอง” ที่มีมากกว่าปกติหลายเท่า ยิ่งไปกว่านั้น “สมองของไอน์สไตน์มีเพียงเส้นแบ่งตื้น ๆ ระหว่างสมองข้างซ้ายและข้างขวา” ในขณะที่คนธรรมดาจะมีรอยแยกชัดเจนระหว่างสมองทั้งสองข้าง เผยให้เห็นถึงการรวมกันอย่างกลมกลืนของสมองทั้งสองซีก นักวิจัยชี้ว่าลักษณะที่พิเศษของสมองแบบนี้อาจอธิบายได้ว่า ทำไมไอน์สไตน์ถึงคิดอย่างที่เขาคิด บางทีวิธีคิดของไอน์สไตน์อาจไม่ผ่านกระบวนการที่ใช้คำบรรยาย แต่อาจผ่านจิตนาการต่าง ๆ ที่เขานึกถึง เสมือนว่ามองเห็นมันด้วยตาเปล่าก็ได้ ทำให้นึงถึงคำพูดของไอน์สไตน์ เมื่อครั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่ที่ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” และ “ความรู้มีขอบเขตจำกัด แต่จินตนาการไร้ขีดจำกัด” นั่นเอง ปัจจุบันนี้สมองของไอน์สไตน์ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่โรงพยาบาลพรินสตัน ที่เดียวกับที่มันถูกขโมยไปเมื่อห้าสิบปีก่อน จาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2548

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ธนบัตรแบคทีเรีย

เงิน คือ วัตถุที่คนเราอยากจับต้องมากที่สุดและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคมากที่สุด  ประเทศจีนใช้เงินหยวน ( Yuan) เม็กซิโกใช้เงินเปโซ ( Pesos ) สหราชอาณาจักรใช้เงินปอนด์ ( Pounds )  ไนจีเรียใช้เงินยูโร ( Euros) ประเทศอเมริกา  ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ใช้เงินดอลลาร์ ( Dollars ) แม้อีกหลายประเทศจะใช้ธนบัตรชนิดอื่นแตกต่างกันไปแต่สิ่งหนึ่งที่ธนบัตรเหล่านั้นมีแหมือนกันคือ “เชื้อโรคบนธนบัต” เชื้อแบคทีเรีย บนธบัตรจะคงอยู่กับคุณไปตราบนานเท่านานที่คุณยังใช้ธนบัตรอยู่ เรื่องราวของจุลินทรีย์บนธนบัตรนี้มีการศึกษากันมานานแล้วพบว่าจุลินทรีย์เหล่านั้นสามารถก่อโรคได้ ส่วนใหญ่แล้วแบคทีเรียไม่ก่อโรค แต่พบธนบัตรที่มีแบคทีเรีย E.coli ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีอยู่ตามธรรมชาติในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์และสัตว์ คนที่ทานอาหารที่มีแบคทีเรียชนิดนี้เข้าไปอาจก่อให้เกิดอาการท้องเสียอาหารเป็นพิษ  หรือเจ็บป่วยได้ง่าย สิ่งที่เรียกว่า “เงินกระดาษ” นั้นไม่ได้ทำมาจากกระดาษจริง ๆ เกิดจากการพิมพ์ลงบนผ้าซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นคอตตอน แต่ละประเทศก็ใช้วัสดุที่เกิดจากโมเลกุลหลายโมเลกุลต่อกันเป็นสาย อยู่ได้ทั้งในรูปของเหลว ของแข็งหรือกึ่งแข็งกึ่งเหลว เงินจาก 3 ประเทศที่พบแบคทีเรียน้อย ล้วนผลิตจากโพลิเมอร์ เงิน 3  ประเทศนั้น คือ ดอลลาร์ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ และเปโซแม็กซิโก แสดงให้เห็นว่า เชื้อโรคมีความสามารถอาศัยอยู่บนโพลิเมอร์ได้น้อยกว่า หากดูจากกล้องจุลทรรศน์จะพบว่าพื้นผิวธนบัตรจากโพลิเมอร์จะเรียบกว่าผ้าคอตตอนความเรียบนี้เองทำให้เชื้อโรคเกาะได้ยาก ธนบัตร 1 ใบ มีแบคทีเรียสะสมมากกว่า 2.6 หมื่นตัวเสี่ยงทำให้คนป่วยได้ โดยเฉพาะโรคท้องร่วงและปอดบวมการล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธี  7  ขั้นตอน ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคท้องร่วงได้ 50% ปอดบวม 25% พญ.แสงโสม  สีนะวัฒน์  ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษากรมอนามัย กล่าวว่าจากผลการศึกษาของคณะนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ระบุว่า บนธนบัตร 1 ใบ จะมีเชื้อแบคทีเรียสะสมโดยเฉลี่ย 26,000 ตัว เนื่องจากการใช้ธนบัตรผ่านมอืไปหลายต่อ โดยแบคทีเรียเหล่านี้มีจำนวนมากพอที่จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ จากข้อมูลองค์การยูนิเซฟยังพบว่า ในแต่ละปีมีเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี ต้องเสียชีวิตจากโรคท้องร่วง 3.5 ล้านคนและโรคปอดบวมอีกประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าการล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธี จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคท้องร่วงได้ถึงร้อยละ 50 และจากโรคปอดบวมได้ร้อยละ 25 สำหรับประเทศไทย ผลการสำรวจพฤติกรรมการล้างมือของประชาชนในปี 2552 พบว่า มีเพียง 61% ที่มีการล้างมือก่อนรับประทานอาหาร  และถึงแม่จะมีการล้างมือหรือหลังจากใช้ห้องส้วมถึงร้อยละ 87 แต่ยังเป็นการล้างมือด้วยน้ำเปล่าถึงร้อยละ 41 แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังไม่ให้ความสำคัญในการล้างมือด้วยน้ำและสบู่เท่าที่ควร  จำเป็นจะต้องกระตุ้นให้มากขึ้น เพื่อป้องกันและลดอัตราการเกิดโรคโดยเฉพาะโรคท้องร่วง ปลอดภัย ปลอดเชื้อ อย่าเบื่อล้างมือ ด้วยความปรารถนาดี จากโรงพยาบาลวิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม