การตรวจพิเศษสำหรับโรคทางเดินอาหาร

การตรวจพิเศษสำหรับโรคทางเดินอาหาร ข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้นในด้านการรักษา 1. เป็นวิธีมาตรฐานในการรักษาภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น 2. สำหรับการใส่ esophageal or duodenal stent เพื่อการรักษาแบบประคับประคองในภาวะหลอดอาหารหรือลำไส้เล็กตีบ 3. สำหรับทำผ่าตัดเย็บหูรูดผ่านกล้อง ( Endoscopic fundoplication) เพื่อรักษาภาวะกรดไหลย้อนในผู้ป่วยบางราย 4. สำหรับการใส่สายให้อาหารทางหน้าท้องแก่ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับอาหารทางปากได้( Percutaneous endoscopic gastrostomy and jejunostomy) 5. เพื่อทำการขยายส่วนตีบของทางเดินอาหารส่วนบน เช่น หลอดอาหาร, ช่วงรอยต่อของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก( Pylorus) การตรวจพิเศษสำหรับโรคทางเดินอาหาร,ตับและทางเดินน้ำดีที่พบบ่อย                                                                               การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น  ( Esophagogastroduodenoscopy) ข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้นในด้านการวินิจฉัย 1. อาการปวดท้องด้านบนที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาตามอาการ  2. ผู้ที่มีอาการปวดท้องด้านบน( โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี) ร่วมกับมีสัญญานอันตราย ( alarm symptoms) ได้แก่ กลืนลำบาก, ถ่ายดำ, โลหิตจาง, น้ำหนักลดโดยไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้, อาเจียนต่อเนื่อง 3. มีอาการกลืนลำบากหรือกลืนเจ็บ 4. กลุ่มอาการกรดไหลย้อนที่เป็นอยู่นานและไม่ตอบสนองต่อการรักษา 5. เพื่อตรวจยืนยันกรณีพบความผิดปกติจากการตรวจด้วยภาพถ่ายทางรังสีที่สงสัยว่าเป็นเนื้องอก, แผล,มีการตีบหรือตัน ในกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร 6. เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน 7. เพื่อการวินิจฉัยหาสาเหตุภาวะโลหิตจางที่มีหลักฐานว่ามีการเสียเลือดจากทางเดินอาหาร เช่นการตรวจพบเลือดแฝงในอุจจาระ 8. เพื่อดูดเอาน้ำย่อยในลำไส้เล็กหรือนำชิ้นเนื้อจากผิวลำไส้เล็ก มาตรวจหาสาเหตุโดยเฉพาะในผู้ป่วยท้องเสียเรื้อรังบางราย 9. เป็นการตรวจคัดกรองหาเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร สำหรับผู้ป่วยตับแข็ง 10. ตรวจติดตามการหายของแผลในกระเพาะอาหารหลังการรักษา ข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้นในด้านการรักษา 1. เป็นวิธีมาตรฐานในการรักษาภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น 2. สำหรับการใส่ esophageal or duodenal stent เพื่อการรักษาแบบประคับประคองในภาวะหลอดอาหารหรือลำไส้เล็กตีบ 3. สำหรับทำผ่าตัดเย็บหูรูดผ่านกล้อง ( Endoscopic fundoplication) เพื่อรักษาภาวะกรดไหลย้อนในผู้ป่วยบางราย 4. สำหรับการใส่สายให้อาหารทางหน้าท้องแก่ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับอาหารทางปากได้( Percutaneous endoscopic gastrostomy and jejunostomy) 5. เพื่อทำการขยายส่วนตีบของทางเดินอาหารส่วนบน เช่น หลอดอาหาร, ช่วงรอยต่อของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก( Pylorus) การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่( Colonoscopy)            ข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ในด้านการวินิจฉัย 1. เพื่อตรวจยืนยันกรณีพบความผิดปกติจากการตรวจด้วยภาพถ่ายทางรังสีที่สงสัยว่าเป็นเนื้องอก, แผล, มีการตีบในลำไส้ใหญ่ 2. เพื่อตรวจหาสาเหตุของเลือดออกในทางเดินอาหารในกรณีต่อไปนี้     - ถ่ายเป็นเลือดสด ที่ไม่มีสาเหตุชัดเจนจากบริเวณทวารและไส้ตรง     - ถ่ายดำ ในกรณีที่ส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้นไม่พบความผิดปกติ     - พบเลือดแฝงในอุจจาระในกลุ่มเสี่ยง 3. ตรวจหาสาเหตุของโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก 4. ตรวจคัดกรองหามะเร็งลำไส้ใหญ่ในกรณีต่างๆ เช่น     - ในกรณีพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ตำแหน่งอื่นแล้วต้องทำการตรวจหาในบริเวณที่ยังตรวจไปไม่ถึง    - ใช้ตรวจติดตามหลังผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว เพื่อดูการกลับเป็นช้ำ    -  ในกลุ่มเสี่ยง    - ผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้อักเสบชนิด Ulcerative colitis หรือ Crohn's   5. ผู้ป่วยท้องเสียเรื้อรัง ที่การตรวจเบื้องต้นยังไม่พบสาเหตุ ข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ในด้านการรักษา 1. รักษาภาวะเลือดออกจากลำไส้ใหญ่บางสาเหตุ 2. สำหรับการใส่ colonic stent ในกรณีลำไส้ใหญ่ตีบจากมะเร็ง 3. เพื่อทำการขยายส่วนตีบของลำไส้ใหญ่ 4. สำหรับตัดติ่งเนื้อที่ผนังลำไส้ใหญ่( Polypectomy) หรือตัดผิวลำไส้ใหญ่ในกรณีที่เป็นมะเร็งระยะต้น( endoscopic mucosal resection) 5. สำหรับแก้ไขภาวะลำไส้อุดตันในบางกรณี เช่น colonic volvulus อัลตราซาวด์( Ultrasonography)           เป็นการตรวจด้วยการใช้คลื่นเสียง สามารถใช้ตรวจอวัยวะในช่องท้องเพื่อหาความผิดปกติต่างๆ เช่น  ตรวจตับ เพื่อหาเนื้องอก, ฝี, ซีสต์, ไขมันพอกตับ, ตับแข็ง, ตับโต ตรวจถุงน้ำดีและท่อน้ำดี เพื่อหานิ่ว, เนื้องอก, การบวมของถุงน้ำดี, การอุดตัน ตรวจตับอ่อน( มักเห็นได้ชัดเฉพาะในคนผอม) เพื่อหา เนื้องอก, ตับอ่อนอักเสบ, การโป่งของท่อตับอ่อน ตรวจม้าม เพื่อหา ม้ามโต, ใช้ตรวจหาความผิดปกติของม้ามเมื่อมีอุบัติเหตุช่องท้อง ตรวจต่อมหมวกไต( เห็นได้ไม่ดีนัก) เพื่อหาก้อนที่ต่อมหมวกไต ตรวจในช่องท้อง เพื่อดู ท้องมานน้ำ ตรวจท้องน้อย เพื่อดู ลำไส้กลืนกัน, ไส้ติ่งอักเสบ( ในผู้ป่วยบางราย), ฝี, ต่อมลูกหมาก( ในผู้ชาย), มดลูกและรังไข่( ในผู้หญิง), กระเพาะปัสสาวะ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์( CT Scan)           เป็นการตรวจด้วยรังสีเอ็กซ์ มักต้องกลืนสารทึบรังสีหากต้องการดูภายในลำไส้หรือกระเพาะอาหาร ใช้ตรวจหาอวัยวะต่างๆในช่องท้องเหมือนในอัลตราซาวด์แต่ให้รายละเอียดมากกว่า และมีข้อห้ามและข้อควรระวังมากกว่า, ราคาแพงกว่า เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( M.R.I.)             เป็นการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีข้อด้อยและข้อดีกว่าเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ในบางโรคเท่านั้น                                                                              นพ.สมบัติ วงศ์วิเศษกาญจน์                                                                 อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร รพ.วิภาวดี 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคออทิสติก (Autistic)

โรคออทิสติก (Autistic) โรคออทิสติกคืออะไร           โรคออทิสติก เป็นโรคที่มีความผิดปกติของสมองตั้งแต่กำเนิดที่ส่งผลต่อพัฒนาการทั้ง 3 ด้านได้แก่ พัฒนาการด้านการสื่อสาร ด้านการเข้าสังคม และด้านการเล่น อาการสามารถจำแนกตามพัฒนาการแต่ละด้านได้ดังต่อไปนี้   พัฒนาการด้านการสื่อสาร เช่น พูดช้า พูดภาษาแปลก ๆ ไม่ส่งเสียงเรียก บอกความต้องการโดยการชี้นิ้ว ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ไม่ได้ พัฒนาการด้านการเข้าสังคม เช่น ไม่สบตาเวลาพูด ดูเฉยเมยไร้อารมณ์ ปรับตัวเข้ากับเพื่อนได้ลำบาก ไม่แสดงอารมณ์ดีใจหรือเสียใจ พัฒนาการด้านการเล่น เช่น เล่นซ้ำ ๆ มองซ้ำ ๆ สนใจในรายละเอียดมากเกินไป ชอบเล่นตามลำพัง ไม่สนใจการเล่นกับเพื่อน ไม่สามารถเล่นตามกฎเกณฑ์  นอกจากนี้โรคออทิสติกสามารถแสดงด้วยอาการอย่างอื่น เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว อยู่ไม่นิ่งหรือขาดสมาธิ ร้องกรี้ดเสียงสูง โขกศีรษะ เป็นต้น              ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคออทิสติกที่แน่นอน เชื่อกันว่าภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์และการคลอด เช่น เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์หรือคลอดก่อนกำหนดเป็นสาเหตุสำคัญ นอกจากนี้ปัจจัยทางพันธุกรรมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ทั้งหมดนี้ทำให้การป้องกันไม่ให้เกิดโรคทำได้ยาก แพทย์จึงมุ่งเน้นไปที่การวินิจฉัยโรคให้ได้ตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อผลการรักษาที่ดี              โรคกลุ่มออทิสติกพบได้บ่อยถึงร้อยละ 1  อาการสามารถพบได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป ในเด็กที่เริ่มมีอาการเบื้องต้นผู้ปกครองมักคิดว่าเป็นเด็กขี้อาย รักสงบ หรือบางคนเข้าใจว่าเป็นเด็กสมาธิดี จดจ่อของเล่นได้นาน เด็กออทิสติกมักมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้นเมื่ออายุ 3 ปี   การวินิจฉัยทำได้อย่างไร            เมื่อดูจากลักษณะภายนอกเด็กออทิสติกจะดูไม่แตกต่างจากเด็กปกติทำให้การวินิจฉัยโรคออทิสติกทำได้ยาก การวินิจฉัยโรคออทิสติกทำโดยการประเมินอาการทางคลินิกเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการใด ๆ การประเมินอาการประกอบด้วยการซักประวัติจากพ่อแม่และการประเมินเด็กผ่านทางการเล่น แพทย์อาจขอข้อมูลพฤติกรรมที่โรงเรียนจากครูเพิ่มเติม นอกจากนี้แพทย์จำเป็นต้องส่งประเมินระดับสติปัญญา (IQ test) โดยนักจิตวิทยาคลินิกเพื่อการวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง การส่งตรวจทางคลินิกที่อย่างอื่น เช่น คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) จำเป็นในกรณีที่มีอาการชักร่วมด้วยเท่านั้น   ออทิสติกต่างกับปัญญาอ่อนอย่างไร            หลายคนมักเข้าใจว่าออทิสติกกับปัญญาอ่อนเป็นภาวะเดียวกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วออทิสติกเป็นคนละภาวะกับปัญญาอ่อนสามารถแยกจากกันโดยการส่งประเมินระดับสติปัญญา (IQ test) อย่างไรก็ตามโรคออทิสติกสามารถพบร่วมกับภาวะปัญญาอ่อนได้ร้อยละ 50 ในบางกรณีโรคออทิสติกสามารถมีระดับสติปัญญามากกว่าคนปกติและมีความสามารถพิเศษในระดับอัจฉริยะ (Autistic Savant) เช่น ความสามารถในการวาดรูป หรือความสามารถในการจำปฏิทิน   การรักษาโรคออทิสติก             ทุกวันนี้มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้ความเห็นในการรักษาออทิสติกแตกต่างกันไป ผู้เชียวชาญบางท่านให้ความเห็นว่าโรคออทิสติกสามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งจากหลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันโรคออทิสติกไม่สามารถรักษาให้หายขาดแต่สามารถรักษาให้มีอาการดีขึ้นและปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างเหมาะสม การรักษาออทิสติกสามารถทำได้ 3 วิธีดังต่อไปนี้   การกระตุ้นพัฒนาการ เป็นการรักษาที่มีความสำคัญที่สุดในโรคออทิสติก การกระตุ้นพัฒนาการมีหลายวิธี ได้แก่ การกระตุ้นผ่านระบบประสาทรับความรู้สึก (Sensory Integration) กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) และการฝึกพูด (Speech Therapy) การรักษาทั้งหมดนี้ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอย่างต่อเนื่อง การปรับพฤติกรรม การปรับพฤติกรรมในเด็กออทิสติกมีวัตถุประสงค์เพื่อลดพฤติกรรมอันตราย เช่น โขกศีรษะหรือก้าวร้าว ซึ่งในเด็กออทิสติกจะมีข้อจำกัดในการสื่อสารทำให้ไม่สามารถใช้ภาษาพูดได้อย่างตรงไปตรงมา การสื่อสารเพื่อปรับพฤติกรรมต้องกระชับเข้าใจง่ายและทำได้จริง ทั้งนี้พ่อแม่ทุกรายควรได้รับการฝึกทักษะในการปรับพฤติกรรมโดยแพทย์ การใช้ยา เนื่องจากโรคออทิสติกเป็นโรคทางพัฒนาการของสมอง ดังนั้นยาจึงจำเป็นที่จะช่วยในการควบคุมสารเคมีในสมองให้มีความสมดุลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน การใช้ยาจะพิจารณาตามอาการสำคัญในเด็กออทิสติก เช่น ยา Risperidone ช่วยควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าว ยา Methylphenidate ช่วยควบคุมอาการขาดสมาธิและอยู่ไม่นิ่ง ทั้งนี้การรักษาด้วยยาจำเป็นที่จะต้องมีการดูแลและประเมินผลข้างเคียงโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด               โรคออทิสติกเป็นโรคทางสมองที่ส่งผลต่อพัฒนาการ การรักษาจำเป็นต้องใช้ความทุ่มเททั้งกายและใจอย่างมาก ผลการรักษาขึ้นกับความเข้าใจในตัวโรค ความเชื่อมั่นศักยภาพในตัวเด็ก และความรักจากผู้ปกครอง ทั้งหมดนี้จะเป็นแรงผลักดันให้สามารถเอาชนะโรคออทิสติกได้                  นพ.ทรงภูมิ  เบญญากร       กุมารแพทย์สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น คลินิกสุขภาพจิตและพัฒนาการเด็ก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคหลอดเลือดในสมองอุดตัน

โรคหลอดเลือดในสมองอุดตัน           โรคหลอดเลือดในสมองอุดตันนั้น  พบมากเป็นอันดับ 2 ของโรคที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน รองจากโรคหัวใจ โรคชนิดนี้มักเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย หรือคนอายุน้อย เกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต  ภาวะเผชิญกับความเครียด และพฤติกรรมการสูบบุหรี่  ทั้งนี้ มักพบร่วมอาการกับโรคอื่นๆ ด้วย อาทิ  โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน  และไขมันในเลือดสูงมานานแล้ว และไม่ได้รับการรักษาหรือคนที่มีเส้นเลือดผิดปกติ หรือโป่งพองผิดปกติ ทำให้หลอดเลือดในสมองทำงานบกพร่อง จนตีบหรือแตก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกทุกคนจะรู้ว่าตนเองมีประวัติเหล่านี้ หรือความเสี่ยงเหล่านี้มาก่อน เว้นแต่จะมีการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี     อาการ          อาการมักเกิดขึ้นเฉียบพลัน ผู้ป่วยจึงควรสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด  ส่วนหนึ่งที่ทำให้โรคนี้น่ากลัว คือ อาการนำซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถล่วงรู้ได้ก่อนว่าจะเกิดขึ้นเวลาใด อันเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม โรคหลอดเลือดในสมองอุดตัน  จะเกิดจากไขมันหรือลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดเลี้ยงสมอง ส่งผลให้เซลล์สมองถูกทำลายเนื่องจากขาดออกซิเจน ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิต หรือทุพพลภาพได้ สัญญาณเตือนภัย     5  หลักสากล ที่ผู้ป่วยควรใช้สังเกตอาการเบื้องต้นก่อนภัยร้ายมาเยือน คือ  Walk เดินไม่ตรง   มีอาการเซ Talk  ออกเสียงไม่ชัด พูดไม่ออก Reach  เอื้อมหยิบสิ่งของไม่ได้ ไม่มีแรง ชาบริเวณ มือ แขน ขา  See  มองภาพไม่ชัด ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน  Feel   มีอาการปวดศีรษะ หรือ เวียนศีรษะอย่างรุนแรง   การตรวจวินิจฉัย           โดยเน้นการตรวจหาค่า Lab เฉพาะที่บ่งบอกถึงภาวะเสี่ยงดังกล่าว   และแม้กระทั่งบางคนอาจไม่เคยปรากฏประวัติเหล่านี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่ภาวะเครียดหรือพฤติกรรมในการดำรงชีวิต ก็อาจส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เช่นกัน ซึ่งนาทีวิกฤตของสมองนั้น ก็แตกต่างกัน เพราะเราไม่อาจทราบได้เลยว่า หลอดเลือดในสมองที่เกิดอาการนั้น ตีบมากแค่ไหน หรือแตกตรงตำแหน่งไหน จนกว่าจะได้รับการตรวจจากเครื่องมือทางการแพทย์ประเภทเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการตรวจด้วยเครื่อง MRI ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที    การรักษา         ระยะที่  1   มีอาการเส้นเลือดตีบและอุดตัน จนผู้ป่วยมีอาการนำ เช่น ชาตามร่างกาย หมดสติ ซึ่งภายใน 2-3 ชั่วโมงแรก ญาติควรพาคนไข้มาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ในกรณีนี้หากไม่เกิน 3 ชั่วโมง แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดในสมอง ซึ่งผลการรักษาจะดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา          ระยะที่  2   เส้นเลือดในสมองแตก พบเลือดออกในสมอง ต้องรักษา ต้องผ่าตัดช่วยเหลือ ซึ่งปัจจุบันมีนวัตกรรมการผ่าตัดที่เรียกว่า Key Hole Surgery หรือการเจาะรูเล็กๆ คล้ายรูกุญแจที่ศีรษะ เพื่อดูดเลือดออกจากสมอง นวัตกรรมนี้มีข้อดีอย่างมาก เพราะมีแผลผ่าตัดที่เล็กมาก  และใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นไม่นาน แต่คนไข้กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะทุพพลภาพ   หรืออาจฟื้นตัวได้ช้ากว่ากลุ่มแรก          ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย คือ หากมีอาการนำควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดภายใน 3 ชั่วโมง โดยเลือกโรงพยาบาลที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีความชำนาญและคอยดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ( Fast Stroke Tract)  ตลอดจนการทำเวชศาสตร์ฟื้นฟู    โรคหลอดเลือดในสมองอุดตัน ป้องกันและรักษาได้หากเข้าใจ  และสังเกตตนเองอย่างสม่ำเสมอ  โดยเฉพาะโรคภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นปุ๊บปั๊บอย่าง “ภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพ” ซึ่งยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่  ดังนั้นคำตอบเดียวที่เหมาะสมในการบรรเทาเบาบางวิกฤตอาการเหล่านี้ คือ  ต้องถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด      ดูแลป้องกันโรค            การดูแลตัวเอง ป้องกันจากโรค  ควรที่เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย   ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจเช็คปัจจัยเสี่ยง   เช่น ความดันโลหิต   ไขมันในเลือด   ค่าตับ   ตรวจเช็คหัวใจเป็นประจำ    รับประทานอาหารที่มีประโยชน์   ไม่เครียด   และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ              นพ.พร้อมพงษ์ พีระบูล  ศัลยแพทย์ระบบประสาท รพ.วิภาวดี 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคที่มาพร้อม ปลายฝน ต้นหนาว

โรคที่มาพร้อม ปลายฝน ต้นหนาว           ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศค่อนข้างเปลี่ยนแปลง  อาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน  และทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยได้ง่าย โรคที่มาพร้อมกับช่วงเวลานี้ ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่  ปอดบวม   หัด   หัด-เยอรมัน  สุกใส  และอุจจาระร่วง   สาเหตุและอาการ             ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่  เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถติดต่อกันได้ง่าย  เชื้อเข้าสู้ร่างกายทางจมูก ปากและตา  เชื้ออยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยที่ไอ จาม นอกจากนี้ เชื้อยังอาจติดอยู่กับภาชนะ ของใช้  หรือพื้นผิวที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย โรคนี้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางในสถานที่ที่มีคนแออัด และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก    อาการแสดงออก             คือ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอ  จาม  เจ็บหรือแสบคอ อาจมีอาการหนาวสั่นด้วย และสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการรุนแรงกว่า คือ  มีไข้สูง   ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย  ถ้าพักผ่อนเพียงพอ และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี  ผู้ป่วยจะหายจากโรคได้ในเวลา 5-7 วัน  บางรายอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม หลอดลมอักเสบ คออักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน โรคเรื้อรัง  เช่น หอบหืด ปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคตับ โรคไต เบาหวาน ฯลฯ  รวมทั้งเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ   การป้องกัน และรักษา หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือคลุกคลีกับผู้ป่วย  รวมทั้งไม่ใช้สิ่งของรวมกับผู้ป่วย เช่น จาน ช้อนส้อม  แก้วน้ำ  ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ  ถ้ามีผู้ป่วยในบ้าน ควรให้ปิดปากด้วยหน้ากากอนามัย  เวลาไอหรือจาม  ล้างมือบ่อยๆด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ ขณะที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนแออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายอยู่สม่ำเสมอ    กินอาหารที่มีประโยชน์    ออกกำลังกายสม่ำเสมอ   พักผ่อนให้เพียงพอ    รักษาร่างกายให้อบอุ่น     และไม่ใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้น เมื่อเริ่มมีอาการไข้หวัด ควรนอนพักมากๆ และดื่มน้ำบ่อยๆ ถ้าตัวร้อนมาก กินยาลดไข้ และผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว หรือถ้าอาการไม่ดีขึ้น เช่น มีอาการไอมากขึ้น แน่นหน้าอก  มีไข้นานเกิน 2 วัน   ควรไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ และมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ ควรไปพบแพทย์ทันที เช่นกัน    นพ.มนตรี  วงศ์นิราศภัย   อายุรแพทย์รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ฝังเข็มเพื่อความงาม

ฝังเข็มเพื่อความงาม  Acupuncture for Beauty  ‘พล.อ.นพ. บุญเลิศ จันทราภาส’    อุปนายกสมาคมแพทย์ฝังเข็มและสมุนไพรแห่งประเทศไทย ซึ่งนำศาสตร์ด้านการฝังเข็มมาใช้ในการรักษาเพื่อความงาม               เรื่องของปัญหาผิวพรรณ พูดกี่ครั้งก็ไม่มีวันจบสิ้น การรักษาด้วยวิธีใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นทาครีม กินวิตามิน ทำทรีตเมนต์ หรือแม้กระทั่งเลเซอร์  ก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่า วิธีการเหล่านี้จะแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และล้วนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือการบรรเทาเท่านั้น แต่ปัญหาผิวหนัง สาเหตุสำคัญที่แท้จริงมาจากระบบต่างๆ ภายในร่างกาย หรือระบบหมุนเวียนของเลือด ทั้งปัญหา สิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัย และอื่นๆ อีกมากมายนานับประการ             นอกจากปัญหาผิวพรรณเรื้อรัง อย่างสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัย (หรือเลยวัยไปแล้วนั้น !) ปัญหารูปร่างก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สาวๆต้องประสบพบเจอ ทั้งเซลลูไลท์ ไขมันส่วนเกิน สัดส่วนที่ไม่พึงปรารถนาทั้งหลายทั้งปวง แล้วถ้าเรามีวิธีการรับมือป้องกันและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดล่ะ คงจะดีไม่น้อยเลยใช่มั๊ย   เพราะฉะนั้นเรามาฟื้นฟูผิวของเราจากภายในด้วยการ “ฝังเข็ม” ศาสตร์ทางเลือกในการดูแลด้านความงามที่มีมานานกว่าห้าพันปีกันดีกว่า                 เราไปพิสูจน์คำตอบปัญหาผิวไปพร้อมๆ กัน กับ พล.อ.นพ.บุญเลิศ จันทราภาส ศัลยแพทย์ระบบประสาทวิทยา โรงพยาบาลวิภาวดี  ซึ่งนอกจากท่านจะมีความเชี่ยวชาญทางด้านศัลยแพทย์ระบบประสาทแล้ว ท่านยังศึกษาเพิ่มเติมทางด้านการฝังเข็มทางระบบประสาท สมองและไขสันหลัง  อีกทั้งยังศึกษาเพิ่มเติมและผ่านการอบรมทางด้านการฝังเข็มเพื่อความงามมาแล้ว โดยมีตำแหน่งถึงรองอุปนายกสมาคมแพทย์ฝังเข็มและสมุนไพรแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อีกด้วย  เรียกได้ว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการฝังเข็ม อีกท่านหนึ่งของเมืองไทยที่น่าจับตามองเลยทีเดียว  แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณหมอผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยแพทย์ระบบประสาทท่านนี้สนใจศาสตร์ของการฝังเข็ม หาคำตอบได้ในคอลัมน์นี้ รู้จักคุณหมอให้มากขึ้น             “ผมจบแพทย์ศาสตร์จากศิริราช และได้ศึกษาเพิ่มเติมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรมประสาทจากโรงพยาบาลประสาท เดิมทีผมเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 9 ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่แพทย์ทหารมีความขาดแคลนซึ่งเป็นช่วงคอมมิวนิสต์ เลยได้ส่งนักเรียนเตรียมทหารเข้ามาศึกษาทางการแพทย์  หลังจากผมจบการศึกษาก็รับราชการที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จนก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นเวลา 3 ปี และเป็นเจ้ากรมแพทย์ ช่วงแรกที่ได้ทำก็จะเป็นในส่วนของงานผ่าตัดด้านศัลยกรรมประสาทก็คือ เรื่องของสมองและไขสันหลัง และได้ไปศึกษาต่อทางด้านการผ่าตัดด้วยกล้องที่มหาวิทยาลัยนิสโซต้า อยู่ 1 ปี และกลับมารับราชการต่อ หลังจากนั้นก็ก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการกองอุบัติเหตุอยู่ 6 ปี และไปเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าต่อไป”             “นอกจากทำการรักษาด้วยการฝังเข็มที่โรงพยาบาลวิภาวดีแล้ว ผมยังทำการรักษาด้วยการฝังเข็มที่โรงพยาบาลพระมงกุฎในช่วงเช้าวันอังคารและวันพฤหัสฯ และทำนอกเวลาในวันจันทร์ถึงวันศุกร์” ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จุดประกายศาสตร์ “การฝังเข็ม”             “ในช่วงที่เป็นเจ้ากรมแพทย์ทหารบกได้ทำงานเกี่ยวกับโครงการใน 3 จงหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจัดชุดแพทย์เป็นแบบโรงพยาบาลเคลื่อนที่ ออกไปทำงาน ซึ่งมีแพทย์ ทันตแพทย์ เจ้าหน้าที่และพยาบาล ไปทำการรักษากันตลอดทั้งเดือน โดยให้ทางส่วนกลางและส่วนภูมิภาคช่วยกันทำงาน โดยใน 1 เดือนพวกเราจะออกไปรักษาพยาบาล 15 ครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงอย่างมาก ช่วงนั้นมีความคิดว่า แพทย์ทหารเราน่าจะได้เรียนและฝึกทางด้านการฝังเข็ม ซึ่งในช่วงนั้นก็มีแพทย์บางส่วนได้ไปเรียนในหลักสูตรของกระทรวงสาธารณะสุข  เราตกลงกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอหลักสูตรของกระทรวงมาเปิดสอน 1 คอร์ส ที่กรมแพทย์ทหารบก โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแพทย์จีนที่เซี่ยงไฮ้และมหาวิทยาลัยแพทย์จีนเทียนจิน  แพทย์ทหารของกรมทหารบกในปัจจุบัน จึงมีจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ศึกษาทางการฝังเข็มเป็นจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย”             “อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเกิดแนวความคิด อยากให้แพทย์ศึกษาทางด้านการฝังเข็ม เพราะสงครามในบางช่วง ยังขาดแคลนในเรื่องยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ บางทีเราออกไปในพื้นที่เราอาจไม่มียา เราอาจจะมีแค่เข็ม เราก็สามารถที่จะช่วยทำการรักษาเบื้องต้นในยามขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะสงคราม  อีกเรื่องหนึ่งที่เราเห็นว่ามีความจำเป็น เราเห็นว่าการฝังเข็มรักษาได้ผลดีมากในเรื่องของช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ซึ่งได้ผลดีมากเพราะช่วยลดการใช้ยาลงได้มาก เพราะยามีผลข้างเคียงค่อนข้างเยอะและอาจก่อให้เกิดปัญหากระเพาะอาหารอักเสบ แต่ถ้าเรามีแพทย์ทหารทางด้านฝังเข็มที่เก่งและสามารถรักษาคนไข้ได้ครั้งละจำนวนมากๆ ปัญหาเหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้น” โปรย                   “ผมเป็นแพทย์ยุคเก่า ไม่ค่อยมีหัวการค้า ใช้หลักที่ว่า คนไข้ทุกคนที่เรารักษาเปรียบเสมือนญาติ เพราะฉะนั้นเราต้องให้การรักษาที่ดีที่สุด ถ้าเราไม่เชี่ยวชาญในโรคนั้นๆจริงๆ เราก็ส่งต่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ถ้าเรารักษาและตั้งใจให้เขาหายจริงๆ เขาก็อยากจะมาอีก”   การฝังเข็มรักษาผิวพรรณได้จริงหรือ?             “แพทย์หลายๆ ท่านรวมทั้งที่ประเทศจีนมีความเห็นตรงกันว่า เราสามารถที่จะประยุกต์นำศาสตร์ของการฝังเข็มมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการรักษาทางด้านผิวพรรณและความงาม เช่นเรื่องของการปรับสมดุล การปรับฮอร์โมน การปรับพลังมาร หรือการปรับเลือดลมต่างๆ เพราะสิ่งที่เกิดในสุภาพสตรีไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิว ฝ้า หรืออาการที่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนต่างๆ เมื่อเราได้ได้ฝังเข็มในจุดหรือเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้อง ก็จะทำให้รอยเหี่ยวย่น หนังตาตก สิว ฝ้า ต่างๆ ดูจางลง เรียกว่าได้ผลดีมาก”  ฟื้นฟูผิวจากภายในสู่ภายนอก ด้วยศาสตร์การฝังเข็ม “สิ่งที่มักจะเป็นปัญหาที่เกิดกับใบหน้าของสตรี มักเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของระดับฮอร์โมน เลือดลม อารมณ์และเรื่องของความเครียดต่างๆ เช่นบางท่านใช้ยาคุมกำเนิด หรือทำงานเหน็ดเหนื่อยมากๆ จนร่างกายทรุดโทรม สิ่งเหล่านี้ทำให้สภาพผิวต่างๆ ทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ สิว ฝ้า และรอยเหี่ยวย่นเพิ่มมากขึ้น  เมื่อเราทราบสาเหตุแล้ว เราก็จะมาปรับระดับฮอร์โมน ความสมดุลของร่างกาย ในศาสตร์จีนมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือ จุดหรือลมปราณต่างๆ ซึ่งเป็นจุดของแต่ละอวัยวะ ถ้ามีจำนวนมากเกินหรือที่เราเรียกกันว่า “อาการคั่ง”  ต้องทำให้ลดน้อยลงให้อยู่ในระดับสมดุล หรืออยู่ในระดับกลางนั่นเอง หรือถ้าพร่องหรือขาด เมื่อเรากระตุ้นก็จะช่วยเสริมให้ร่างกายสร้างขึ้นมาทดแทน เพราะฉะนั้นการฝังเข็มจะช่วยเติมเต็มและเพิ่มส่วนที่ขาดได้อย่างสมบูรณ์  ถ้าร่างกายเรามีความสมดุลในเรื่องของเลือด เกลือแร่ และของฮอร์โมนต่างๆ แล้วนั้น ผิวพรรณก็จะมีสุขภาพดี และร่างกายเราก็จะไม่เจ็บป่วย ไม่เป็นอะไรครับ” โปรย                  “คนไข้ที่หมดหนทางในการรักษาของกลุ่มโรคต่างๆ เราจะช่วยทำให้เขามีความสุขและมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น คนไข้ต้องไม่สิ้นเปลือง ไม่หลงงมงายที่จะใช้จ่ายในการรักษาตนเองและได้รับประโยชน์จากการรักษาอย่างสูงสุด”  วิธีการฝังเข็ม เพื่อรักษาปัญหาผิว                “ปัญหาผิว เรื่อง สิว ฝ้า รอยเหี่ยวย่น จะมีคนไข้มารับการรักษาจำนวนมาก วิธีการรักษา ถ้าในตำราเขาจะให้ทำเป็นคอร์ส คอร์สหนึ่งประมาณ 10 ครั้ง อาจจะทำทุกวัน หรืออาทิตย์ละ 2-3 ครั้งก็ได้ ให้ครบคอร์ส  โดยจะใช้ไฟฟ้ากระตุ้นควบคู่กับการฝังเข็มไปด้วย  ซึ่งจะช่วยทำให้จุดลมปราณทำงานได้ดีขึ้น การทิ่มลงไปของเข็มจะมีองศาและความลึกของมัน ซึ่งมีสูตรคือ ดิน น้ำ ฟ้า ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละคนด้วย ถ้าคนไข้หายหรือดีขึ้นแล้วก็สามารถหยุดทำได้ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นก็อาจจะหยุดทำไปสัก 1 อาทิตย์เพื่อให้จุดลมปราณมันฟื้นตัวแล้วค่อยกลับมาทำอีกในครั้งต่อไป ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนไข้เอง และความพึงพอใจของคนไข้  ซึ่งคนไข้ค่อนข้างมีกระแสตอบรับที่ดี แต่บางรายอาจไม่หายขาด เนื่องจากปัจจัยแวดล้อม หรือฮอร์โมนยังไม่สมดุลซึ่งขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย มันไม่มีโรคอะไรที่รักษาแล้วหายขาด มีแต่ถ้าคุณเสียชีวิตไปเอง นั่นล่ะหายขาดแน่ๆ (หัวเราะ)”                 “ขณะนี้ในสถานพยาบาลแต่ละแห่งก็มีแพทย์ฝังเข็มกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ที่ ผมคิดว่าการรักษาโรคด้วยการฝังเข็มจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะการใช้ยามีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก และสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจด้วย” หมอทางด้านผิวหนัง ยังยกนิ้วให้                 “โชคดีที่ผมรู้จักกับหมอทางด้านผิวหนัง ซึ่งเขาเองก็เคยมาเป็นคนไข้ของผม เขาทำแล้วดีขึ้น เขาก็เชื่อถือเราเพราะบางทีเขารักษาคนไข้จนยอมแพ้กับการรักษาด้วยวิธีการใช้เลเซอร์ต่างๆ เขาก็ส่งคนไข้มาให้เรา เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้วยการฝังเข็ม ซึ่งได้ผลดี เพราะมีคนไข้หลายรายที่ผ่านหมอผิวหนังมาแล้ว ทำเลเซอร์ต่างๆ มาแล้ว  ซึ่งข้อดีของการฝังเข็มรักษาผิวพรรณบริเวณใบหน้า เป็นการสร้างวงจรใหม่ เหมือนต้นไม้ที่ขาดอาหารไปเลี้ยง ถ้าเราไปกระตุ้นตามจุดต่างๆ ให้เลือดไปเลี้ยงได้ดีขึ้น ก็จะสามารถนำอาหารไปให้และนำพาของเสียออกมา  ผมมักจะพูดว่า เป็นเส้นทางให้รถขยะไปเก็บขยะออกมา เพราะฉะนั้นเมื่อร่างกายนำของเสียออกไปแล้ว ร่างกายก็จะสร้างเซลล์ใหม่ๆขึ้นมา พวกสีดำออกไปหมดแล้ว ก็จะค่อยๆ จางแล้วหายเป็นปกติ ด้วยหลักการนี้เอง ศาสตร์ของการฝังเข็ม จึงสามารถนำมารักษา โรคต่างๆ แบบผสมผสานได้ ด้วยเป็นวิธีที่จะทำให้จุดลมปราณต่างๆ ของร่างกายดีขึ้นนั่นเอง” ลดน้ำหนักกับการฝังเข็ม                “อีกเรื่องที่คนไข้มาปรึกษาเยอะคือการลดสัดส่วน มีสัดส่วนเกิน ไม่ว่าจะเป็นต้นแขน ต้นขา หรือที่หน้าท้อง การฝังเข็มก็มีจุดที่จะช่วยให้กระชับขึ้นและการทำงานในร่างกายมันดีขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราฝังเข็มเราจะมีการกระตุ้นไฟฟ้า ซี่งเป็นส่วนที่ทำให้มีการสลายของไขมันและทำให้หน้าที่ของอวัยวะโดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่มันหย่อยยาน ไม่สวยงาม จะกลับมาเฟิร์มขึ้น ซึ่งเป็นที่นิยมในการปรับส่วนเกินต่างๆ การฝังเข็มเดิมทีมันก็มีการกระตุ้นอยู่แล้ว เราก็ใช้การกระตุ้นด้วยมือ แต่เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาก็ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าทำงานแทน”               “ที่ทำไปข้อเสียไม่มี เรื่องน้ำหนักมันจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ ส่วนจะให้นำหนักลดลงมากน้อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วย เพราฉะนั้นเราก็จะแนะนำคนไข้ว่า หลังที่ได้รับการฝังเข็มไปแล้ว อาหารมื้อสำคัญที่ช่วยทำให้น้ำหนักมันยังคงที่หรือเพิ่มขึ้นก็คืออาหารมื้อเย็น เพราะฉะนั้นจะแนะนำให้คนไข้ออกกำลังกายและทานอาหารมื้อเย็นแบบเบาๆ บางรายอาจมีการกระตุ้นด้วยใช้เม็ดแม่เหล็กที่หู คือฝังเข็มด้วยแปะใช้เม็ดแม่เหล็กและไว้ เมื่อคนไข้มีอาการหิวก็บีบที่เม็ดแม่เหล็กนั้น เพื่อทำให้เบื่ออาหาร”   จีน…ตื่นตัวเรื่องนี้มาก !               “การฝังเข็มที่ประเทศจีนมีมานานกว่าห้าพันปีมาแล้ว ตอนนี้จะทำในลักษณะประยุกต์มากขึ้น เดิมทีเขาก็จะแบ่งแพทย์แผนจีนกับแพทย์แผนปัจจุบันแยกจากกัน แต่ขณะนี้หลายโรงพยาบาล จะมีทั้งการรักษาแบบแผนจีนและแผนปัจจุบันไว้ด้วยกัน เรียกว่าเป็น Integrated Hospital  ก็จะมีการส่งคนไข้กัน เช่นรักษาแผนปัจจุบันไม่หาย ก็จะส่งไปแผนจีน แผนจีนไม่ได้ก็จะส่งไปแผนปัจจุบัน  ด้วยในปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าของการวินิจฉัยโรค ไม่ว่าจะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ MRI ULTRASOUND หรือการตรวจพิเศษต่างๆ  มีความแน่นอนร้อยเปอร์เซนต์  ประเทศจีนในปัจจุบัน กระบวนการตรวจรักษามีการประยุกต์มากขึ้น โดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัย  ทำการรักษาตามชนิดของโรค ว่าโรคไหนควรใช้วิธีการใด อาจจะเป็นการให้ยา การทำกายภาพบำบัดรวมทั้งการฝังเข็มร่วมไปด้วย นอกจากนี้ที่จีนยังมีการประชุมกันทุกปีเพื่อปรับแผนการรักษา ปัจจุบันเขาใช้เครื่องมือที่ทันสมัยทางวิทยาศาสตร์วินิจฉัยโรคในประเทศไทย  Acupuncture in modern medicine (การฝังเข็มโดยแพทย์แผนปัจจุบัน) ซึ่งก็คือการฝังเข็มร่วมในการรักษาปกตินั่นเอง สมาคมแพทย์ฝังเข็มไทย จะประสานงานกับทางประเทศจีน (ม.เซี่ยงไฮ้) โดยมี ม.หัวเฉียวช่วยประสานงานให้  มีการแลกเปลี่ยนทางด้านการรักษาพยาบาลและประชุมของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่องกัน ”                “ปัจจุบันศาสตร์ทางด้านนี้ได้ผลการตอบรับที่ดีมากทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกาหรือแม้แต่ที่ออสเตรเลีย จะเห็นว่ามีการ เปิดหลักสูตรไปทั่วโลก แพทย์ในต่างประเทศก็มุ่งที่จะไปศึกษายังประเทศจีนโดยตรงมากขึ้น ในกลุ่มยุโรปเป็นที่ยอมรับกันว่า การใช้ยาหรือสารเคมีต่างๆเ ขาไม่ค่อยเห็นด้วย การรักษาอะไรก็ตามที่ไม่มีสารเคมีในร่างกาย อย่างการฝังเข็ม เขาค่อนข้างจะชอบมาก หรืออย่างคนไทยในขณะนี้ ก็ชอบการรักษาด้วยการฝังเข็มด้วยเหตุผลเดียวกัน จึงช่วยลดปัญหาแทรกซ้อนจากการใช้ยาได้เป็นอย่างดี”              หลักการทำงานของคุณหมอ               “ผมเป็นแพทย์ยุคเก่า ไม่ค่อยมีหัวการค้า ใช้หลักที่ว่า คนไข้ทุกคนที่เรารักษาเปรียบเสมือนญาติ เพราะฉะนั้นเราต้องให้การรักษาที่ดีที่สุด ถ้าเราไม่เชี่ยวชาญในโรคนั้นๆจริงๆ เราก็ส่งต่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ถ้าเรารักษาและตั้งใจให้เขาหายจริงๆ เขาก็อยากจะมาอีก เพราฉะนั้นเราต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงของโรคว่ามาจากอะไร ถ้ารักษาแล้วไม่ดีขึ้น แทนที่จะรักษาตะบี้ตะบันโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร  ต้องสร้างความเชื่อถือให้กับคนไข้ และควรรักษาคนไข้อย่างมีจรรยาบรรณตามหลักวิชา น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไข้เกิดความพึงพอใจ  และน่าเชื่อถือบอกต่อๆ กันไป  มีคนไข้มาจากต่างจังหวัดเป็นจำนวนมากที่มารักษาด้วยการฝังเข็ม  จากการที่เราลองเปรียบเทียบกับคนไข้ที่ให้ยาอย่างเดียวกับคนไข้ที่ให้ยาร่วมกับการฝังเข็ม พบว่าคุณภาพชีวิตของคนที่ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันจะดีกว่า”                 “การฝังเข็มเหมือนศาสตร์วิชาการประยุกต์ ซึ่งแต่ละคนจะมีสูตรต่างๆ กัน ผมมักจะสอนนักเรียนว่า มันเหมือนการปรุงอาหาร สมมุติว่าเราจะปรุงอาหารหรือแกงอะไรสักอย่าง ใครทำอร่อยหรือไม่อร่อยขึ้นอยู่กับวิธีการทั้งสิ้น ฝังเข็มก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผลที่ได้อาจไม่เหมือนกัน ในส่วนของผม มักจะทำสองอย่างไปพร้อมๆ กัน คือ การรักษาบวกการบำรุงสุขภาพ คือเมื่อเขาหายเขาก็จะมีสดชื่นไปด้วย อีกทั้งตัวผมเองยังได้ทำหน้าที่แพทย์ตามเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าฯ เพื่อรักษาทางด้านศัลยกรรมประสาท ซึ่งถือว่าเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก” ฝังเข็มบริเวณรอบดวงตา ศาสตร์ใหม่ที่กำลังมาเร็วๆ นี้               “เมื่อไม่นานมีนี้มีคนไข้รายหนึ่งกำลังจะเข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากเป็นต้อหินที่ตา แต่ก็หนีมาหามาลองทำการฝังเข็ม พอฝังเข็มไปได้ระยะหนึ่ง อาการของเขาก็ค่อยๆ ดีขึ้น ความดันของลูกตาก็ลดลงจาก 80 เหลือ 30 ตอนนี้ผมจึงกำลังศึกษาว่าวิธีฝังเข็มกับการรักษาดวงตา สามารถรักษาได้ถาวรหรือไม่ อย่างไร เพราะต้อหินเป็นโรคที่น่ากลัวมาก ซึ่งขณะนี้ ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์จีน (China Medical University) มณฑลเหลียวหนิง เขาได้ศึกษาในคนไข้เป็นแสนๆ ราย โดยดูความผิดปกติที่เส้นเลือดตาเป็นหลักว่า แต่ละจุดเป็นจุดของอวัยวะใดบ้าง ซึ่งเขาได้นำเข้ามาสอนที่ประเทศไทยและเราก็ได้เข้าไปเรียน และศึกษาทางด้านนี้อย่างจริงจัง โดยเขาจะมีจุดต่างๆ เพื่อจำลองอวัยวะอยู่บริเวณรอบๆ ดวงตา ซึ่งในหลักสูตรนี้เรียกว่า การฝังเข็มบริเวณรอบดวงตา อันนี้เป็นของใหม่ที่สุดในการรักษาโรคด้วยการฝังเข็ม” ฝากทิ้งท้ายถึงนักศึกษาแพทย์                “การรักษาคนไข้เป็นการรักษาแบบองค์รวม เพราะคนไข้อาจมีความหลากหลาย เพราะยีนส์ของแต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกันวิธีการที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายก็มีหลากหลายเช่นกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องนำสิ่งที่ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งเรามีความรู้อยู่แล้ว รวมทั้งแพทย์แผนจีนนำเข้ามาประยุกต์ให้เข้ากันอย่างเหมาะสมเพื่อทำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อคนไข้ คนไข้ที่หมดหนทางในการรักษาของกลุ่มโรคต่างๆ เราจะช่วยทำให้เขามีความสุขและมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น คนไข้ต้องไม่สิ้นเปลือง ไม่หลงงมงายที่จะใช้จ่ายในการรักษาตนเองและได้รับประโยชน์จากการรักษาอย่างสูงสุด อยากให้นำศาสตร์ในการรักษาด้วยการฝังเข็มไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร เสนอแนะหนทางต่างๆในการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งปัจจัยนั้นมีมากมายในการทำให้ผลการรักษามันต่างกันไป เราต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจ”   Doctor Profile  พล.อ.นพ.บุญเลิศ จันทราภาส   Education -           โรงเรียนเตรียมทหาร (รุ่นที่ 9) -           มหาวิทยาลัยมหิดล คุณวุฒิวิทยาศาสตร์บัณฑิต และ แพทย์ศาสตร์บัณฑิต -           หลักสูตร แพทย์ประจำบ้าน สาขาประสาทศัลยศาสตร์ วุฒิบัตรประสาทศัลยศาสตร์ -           หลักสูตร ชั้นนายพัน เหล่าแพทย์รุ่นที่ 16 -           หลักสูตร หลักประจำ รร.สธ.ทบ.สบส.ชุดที่ 61 -           หลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ สาขาประสาทศัลยศาสตร์ ประกาศนียบัตรสาขาประสาทศัลยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมินิโซต้า สหรัฐอเมริกา -           หลักสูตร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว อนุมัติบัตรเวชศาสตร์ครอบครัว -           หลักสูตร การป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (วปรอ.) รุ่นที่ 4414 -           หลักสูตร การฝังเข็มสำหรับแพทย์ทหาร รุ่นที่ 17 -           อบรมเพิ่มเติม การฝังเข็มทางระบบประสาท สมองและไขสันหลัง -           อบรมเพิ่มเติม การฝังเข็มเสริมความงาม -           อบรมเพิ่มเติม การฝังเข็มรอบดวงตารักษาโรค Status -           ประสาทศัลยแพทย์ รพ.วิภาวดี -           ศัลยแพทย์ผ่าตัดสมองและไขสันหลัง -           ผู้เชี่ยวชาญการฝังเข็มแผนจีน -           อุปนายกสมาคมแพทย์ฝังเข็มและสมุนไพร แห่งประเทศไทย 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มาตรวจสุขภาพ ตามความเสี่ยงกันเถอะ

         พูดถึงการตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง หลายท่านอาจนึกถึง ความเสี่ยงจากการที่เรามีประวัติครอบครัว (บิดา,มารดา) เป็นโรคเรื้อรังต่างๆที่อาจส่งผลมาถึงเรา  ความเสี่ยงจากการใช้ชีวิตเช่นการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การทานอาหารมัน หรือความเสี่ยงจากสภาวะสุขภาพเช่น หลายท่านอาจรู้สึกเหนื่อยง่าย ใจสั่น ซึงอาจสัมพันธ์กับโรคทางระบบหายใจหรือระบบหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น แต่ในหัวข้อนี้จะขอพูดถึงการตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงจากการทำงาน                ความเสี่ยงจากการทำงานเกิดขึ้นจากการสัมผัสสิ่งคุกคามในรูปแบบต่างๆตามลักษณะงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้  เช่น สิ่งคุกคามทางกายภาพ (การทำงานในที่เสียงดัง,การทำงานกับรังสี,การทำงานที่มีแรงสั่นสะเทือน etc.) สิ่งคุกคามทางชีวภาพ(เชื้อโรคต่างๆ) สิ่งคุกคามด้านสารเคมีประเภทต่างๆ รวมถึงการทำงานที่ผิดหลักการยศาสตร์ เป็นต้น ดังนั้นการตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงจึงถือเป็นการเฝ้าระวังความผิดปกติของสุขภาพที่อาจเกี่ยวเนื่องจากการทำงานได้แต่เนิ่นๆ   ซึ่งประกอบด้วย 1.การตรวจร่างกายโดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ (Physical Examination)             แพทย์จะทำการซักประวัติการทำงาน และตรวจร่างกายเพื่อค้นหาอาการและอาการแสดงที่สัมพันธ์กับความผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น การตรวจการทำงานของระบบประสาทในผู้ที่ทำงานสัมผัสกับสารตัวทำละลาย การตรวจหาโรคผิวหนังอักเสบในผู้ที่ทำงานสัมผัสสารระคายเคือง และสารก่อภูมิแพ้ เป็นต้น 2.การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometry)             ตรวจในผู้ที่ทำงานสัมผัสเสียงดัง โดยพบว่าในผู้ที่ทำงานสัมผัสเสียงดังนั้น การได้ยินที่เสียงความถี่สูงจะเริ่มแย่ลงก่อน จากนั้นถ้ายังสัมผัสเสียงดังต่อไปเรื่อยๆโดยไม่มีการใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียงดัง การได้ยินที่ความถี่เสียงพูดคุยจะแย่ลงตามมา(หูตึง)             การตรวจสมรรถภาพการได้ยินจะช่วยบอกถึงความสามารถในการได้ยินเสียงที่ความถี่ต่างๆ ดังนั้นจึงมีประโยชน์ในการช่วยคัดกรองความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้แต่แรกเริ่มจากการสัมผัสเสียงดัง เพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะประสาทหูเสื่อมจากการสัมผัสเสียงดังขึ้น 3.การตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry)             การทำงานบางประเภทอาจต้องสัมผัสกับสารที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ผู้ที่ทำงานสัมผัสกับฝุ่นฝ้ายอาจมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือการทำงานสัมผัสสารบางประเภท(เช่น แป้งสาลี , สารจำพวก latex , isocyanate ) อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหอบหืดได้ เป็นต้น             การตรวจสมรรถภาพปอดจึงเป็นการคัดกรองความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจจากการสัมผัสสารต่างๆดังที่ได้ยกตัวอย่างมา  4.การตรวจสมรรถภาพสายตาทางอาชีวเวชศาสตร์ (Occupational Vision Test)             เนื่องจากงานในแต่ละประเภทจำเป็นต้องใช้สมรรถภาพของสายตาที่แตกต่างกันออกไป เช่นพนักงานขับรถ อาจต้องใช้ความคมชัดของสายตาในการมองภาพระยะไกล การกะระยะความชัดลึก การมองภาพสี และลานสายตาที่ดีพอ ในขณะที่ผู้ที่ทำงานเจียระนัยเพชร พลอย อาจต้องใช้ความคมชัดของสายตาในการมองภาพระยะใกล้ที่ดี              การตรวจสมรรถภาพสายตาทางอาชีวเวชศาสตร์  จึงเป็นการตรวจเพื่อประเมินว่าสมรรถภาพสายตาของผู้เข้ารับการตรวจนั้นดีเพียงพอกับลักษณะงานที่ทำหรือไม่ เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวสามารถประเมินได้ถึง ความคมชัดของสายตาทั้งระยะไกลและระยะใกล้ ลานสายตา การกะระยะความชัดลึก การมองภาพสี ตลอดจนความสมดุลของกล้ามเนื้อตา 5.การตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers)             การทำงานในหลายๆกิจการล้วนต้องมีการสัมผัสสารเคมีประเภทต่างๆ เช่น สารโลหะหนัก(ตะกั่ว,สารหนู etc.),สารตัวทำละลาย(เบนซีน,โทลูอีน etc.),สารปราบศัตรูพืช เป็นต้น ซึ่งถ้าได้รับในปริมาณที่สูง อาจก่อให้เกิดภาวะเป็นพิษจากสารเคมีต่างๆเหล่านั้น  โดยเราสามารถตรวจระดับการรับสัมผัสสารนั้นๆว่าเข้าสู่ร่างกายสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยงานต่างๆกำหนดไว้หรือไม่ด้วยการตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ ผ่านทางเลือดหรือปัสสาวะ ในรูปของสารนั้นโดยตรงหรือผ่านทางเมตาโบไลท์ของสารนั้นๆ             การตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ จะช่วยคัดกรองถึงระดับการรับสัมผัสสารนั้นๆเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังทางสุขภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติจากการสัมผัสสารเคมีต่างๆเหล่านั้น 6.การตรวจอื่นๆ              การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ในผู้ที่ทำงานสัมผัสกับรังสี  การตรวจเอ็กซเรย์ปอด ในผู้ที่ทำงานสัมผัสกับฝุ่นซิลิกา เป็นต้น             ในการตรวจสุขภาพ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์จะเป็นผู้แนะนำรายการตรวจที่เหมาะกับผู้ทำงานในแต่ละท่าน โดยดูจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากลักษณะงาน            หวังว่าอ่านบทความนี้แล้ว ทุกท่านคงหันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเภทของงาน ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นแต่เนิ่นๆ  และช่วยให้ทุกท่านสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป            น.พ.ณัฐพล ประจวบพันธ์ศรี        แพทย์อาชีวเวชศาสตร์(วุฒิบัตร) ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพและอาชีวอนามัย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ริดสีดวงทวาร

ริดสีดวงทวาร             ริดสีดวงทวาร เกิดจากการโตขึ้นกลุ่มของ เส้นเลือด และ เนื้อเยื่อ บริเวณส่วนปลายของลำไส้ตรง ที่เรียกว่า hemorrhoidal tissue    คนปกติมีริดสีดวงหรือไม่  เนื่อเยื่อนี้มีหน้าที่อะไร   ในคนปกติ จะมีริดสีดวง(hemorrhoidal tissue)ทุกคน    โดยจะอยู่บริเวณ ส่วนล่างของ ทวารหนัก   เนื้อเยื่อ ริดสีดวงจะมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ     (ลองนึกภาพ ถ้าเรานอนหงายแล้วกางขาออก  เหมือนท่าคนจะคลอดลูก   เปรียบเทียบกับ นาฬิกาด้านหน้า เป็น 6 นาฬิกา  ด้านหลังเป็น 12 นาฬิกา   ด้านซ้ายเป็น 3 นาฬิกา  ด้านขวาเป็น 9 นาฬิกา   (ค่อยๆนึกครับ  วาดรูปประกอบก็ได้)    เนื้อเยื่อริดสีดวงปกติจะมีอยู่ 3 ตำแหน่ง  คือ ที่ 3 , 7 , และ 11 นาฬิกา     (ที่บอกมี 3 หัวอะไรทำนองนี้ครับ)   เนื่อเยื่อริดสีดวงมีหน้าที่อะไร?             หน้าที่ปกติ  จะมีหน้าที่ ป้องกัน กล้ามเนื้อของทวารหนัก รวมทั้งหูรูด ระหว่าง ถ่ายอุจจาระ และช่วยให้  ทวารหนักปิดได้สนิท ในขณะที่เราอยู่เฉย    โรคริดสีดวงทวารเกิดจากอะไร?                ริดสีดวง เกิดจากการโตขึ้น ของ เนื้อเยื่อ Hemorrhoid  ซึ่งสาเหตุแบ่งง่ายๆ เป็น 2 อย่างคือ  1.เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณนั้น  2.เกิดจากการเพิ่ม ความดัน ต่อ กำบังลมด้านล่าง(Pelvic Floor)  นานๆ ซึ่งการเพิ่มความดัน ดังกล่าว  เกิดได้จาก  การเบ่งอุจจาระบ่อยๆ จากท้องผูก  การยกของหนัก  การยืนนานๆ  รวมทั้งการตั้งครรภ์  จากการที่มีเด็กอยู่ ทำให้ เลือดไหลกลับไม่สะดวก     จากสาเหตุดังกล่าวทำให้  กลุ่มเส้นเลือดดังกล่าว โตและ ยืดออก  ซึ่งการที่มีเลือดออกนั้นเกิดจาก การที่มี  การบาดเจ็บของเส้นเลือด บริเวณดังกล่าว(Local Injury)  ที่เจอบ่อยๆเกิดจาก อุจจาระที่แข็งมากๆ ร่วมกับ  การเบ่งนานๆ ทำให้จะมีเลือดสดๆ ไหลออกจากทวารหนัก    โรคริดสีดวงมีกี่ชนิด?   เราแบ่งโรคนี้ออกเป็น 2  ชนิด คือ    1.ริดสีดวงภายใน                 คือริดสีดวง  ที่อยู่เหนือ เส้นสมมุติที่เรียกว่า dentate line(บริเวณแถวๆ รอยที่หยักๆครับ)จะมีลักษณะที่สังเกตง่ายๆ คือ -จะคลุมด้วยเยื่อบุของทวารหนัก  ไม่ใช่ผิวหนัง ด้านนอก  -จะไม่เจ็บ  ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน  -ส่วนใหญ่มักเป็นอันนี้กัน   ริดสีดวงภายใน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ  1.ไม่มีก้อนยื่นออกมานอกทวารหนัก  2.มีก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ และหดกลับเข้าไปได้เอง  3.มีก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ แต่ไม่หดกลับเข้าไปต้องใช้มือช่วยดันเข้าไป  4.มีก้อนยื่นออกมาและไม่สามารถใช้มือดันเข้าไปได้   2.ริดสีดวงภายนอก                คือริดสีดวงที่อยู่ใต้เส้น Dentate line  สังเกตง่ายๆคือ -จะเป็นก้อนทีอยู่ข้างนอก  -ส่วนที่คลุมก้อน จะเป็นผิวหนัง  มักมีอาการคัน  และ เจ็บมากกว่า ริดสีดวงภายใน  -หลังจากอาการหายไป บางครั้ง  ติ่งผิวหนังนั้นอาจยังอยู่ กลายเป็นติ่งเนื้อที่เรียกว่า Skin Tag   อาการของโรคริดสีดวง มีอะไรบ้าง? อาการของโรคนี้ที่มีพบแพทย์  มี 3 อาการ  1.ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด            ลักษณะจะเป็นดังนี้คือ จะถ่ายอุจจาระออกมาก่อน ( ระหว่างถ่ายอาจจะเจ็บหรือไม่ก็ได้) จากนั้นจะมีเลือดสดๆ  หยดออกมา ตามหลังจากอุจจาระ  เลือดจะเป็นเลือดสดจริงๆ มักไม่มีมูกเลือดปน 2.มีก้อนออกมาระหว่างถ่ายอุจจาระ            ขณะที่เบ่งอุจจาระ จะมีก้อนยื่นออกมา  หรือ มีก้อนออกมาตลอดเวลา  ขึ้นกับ ระยะที่เป็น 3.เจ็บบริเวณ ทวารหนัก            ปกติ  ริดสีดวงจะไม่เจ็บ  จะเจ็บในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดอุดตัน(Thrombosis)  หรือ มีเนื้อเยื่อตาย(Necrosis)   การรักษาโรคริดสีดวงทวาร ขึ้นกับระยะที่เป็น    ระยะ1 การรักษาใน ระยะนี้ ไม่ว่าจะเลือดออกหรือไม่ จะเน้นการใช้ยาและการปฏิบัติตัว  การใช้ยา จะเป็นพวก ยาที่ทำให้อุจจาระนุ่ม(Stool Softener) อาจใช้ยาประเภท Steroid เหน็บทวารเพื่อลดการอักเสบ การปฏิบัติตัว  คือ ทานอาหารมีกากมากๆ  ทานน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงการเบ่ง  หรือนั่งนานๆ  มีบางแห่ง อาจใช้ Infrared ช่วย  แต่ไม่จำเป็นครับ ระยะ2-3 ต้นๆ การรักษาด้วยยา รวมทั้ง การปฏิบัติตัวเหมือนเดิม  อาจใช้ยางชนิดพิเศษ รัดริดสีดวงทวาร ( Rubber Band Ligation) ซึ่งได้ผลดีมาก  ไม่เจ็บ ไม่ต้องผ่าตัด ทำได้บ่อยๆ  ภาวะแทรกซ้อนต่ำ ระยะ 3ที่ใหญ่ๆ -4             ต้องผ่าตัดครับ   เมื่อไร ที่ต้องผ่าตัดริดสีดวง? 1.เป็นระยะ 3ที่ใหญ่ หรือ ระยะ 4  2.เป็นทั้ง ภายนอกและ ภายใน พร้อมกัน (Mixed Type)ซึ่งไม่สามารถ ที่จะใช้ยางรัดได้ (เพราะจะเจ็บมาก)  3.มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดอุดตัน  ปวดมาก  หรือ หัวริดสีดวงเน่า จากการขาดเลือด  นั่นคือ จะเห็นว่า  ถ้าเป็นไม่มากจริงๆ  ไม่ต้องผ่าตัดครับ  สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้    การป้องกัน ขับถ่ายให้เป็นเวลา  ไม่ทำให้ท้องผูก  กินอาหารที่มีกาก  ผักผลไม้  เพื่อช่วยในการขับถ่าย  ดื่มน้ำมากๆ  ถ้ามีอาการผิดปรกติ  รีบปรึกษาแพทย์       ทำไมเราต้องมาสนใจโรคริดสีดวงด้วย?             จริงๆ แล้วโรคริดสีดวง  ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย  อย่างมากก็เจ็บ เลือดออกส่วนใหญ่มักจะไม่มาก แต่ที่มากๆ จน Shock ก็มีครับ  แต่ที่น่าจะระวังมากกว่านั้นคือ  เราอาจไม่ได้เป็นริดสีดวงก็ได้               อาการถ่ายเป็นเลือดสดนั้น  อาจเกิดได้จากหลายอย่าง เช่น โรคแผลที่ทวารหนัก(Anal fissure) ฯลฯ แต่ที่น่ากลัวกว่า คือ เนื้องอก หรือมะเร็ง บริเวณ ลำไส้ตรง หรือ ทวารหนัก ซึ่งจะมีอาการ ถ่ายเป็นเลือด เหมือนกัน  ซึ่งสามารถให้การวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจร่างกายธรรมดาเท่านั้น การรักษานั้น คนละเรื่องครับ             ดังนั้น ถ้ามีอาการถ่ายเป็นเลือด ไม่ควรรักษาตัวเอง  ควรมาพบแพทย์ครับ   โดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์  ศัลยแพทย์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม