- โรคระบาดหน้าร้อน คืออาการที่มาจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและร้อนจัด ส่งผลให้ร่างกายต้องทำงานหนักกว่าปกติเพื่อระบายความร้อนและรักษาอุณหภูมิภายในให้สมดุล ถ้าร่างกายไม่สามารถถ่ายเทความร้อนได้ก็จะทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพ
- โรคระบาดหน้าร้อนมีโรคอะไรบ้าง? มีดังนี้ ผดร้อน ตะคริว เวียนศีรษะ กล้ามเนื้อสลาย อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ พิษสุนัขบ้า ไวรัสตับอักเสบเอ เพลียแดด และฮีตสโตรก
- วิธีป้องกันโรคหน้าร้อน ทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงความร้อนและแสงแดด รักษาความเย็นภายในบ้าน ดูแลร่างกายให้เย็นและดื่มน้ำให้เพียงพอ
- คนทำงานกลางแจ้งต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเริ่มจากเช็กว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงไหม หลีกเลี่ยงการทำงานกลางแดดจัด วางแผนจัดการงานกลางแจ้งให้เสร็จสิ้นก่อนช่วงบ่ายโมง ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ถ้ามีอาการผิดปกติควรหยุดทำงานและหลบเข้าที่ร่มทันที เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
โรคระบาดหน้าร้อน ภัยเงียบที่มากับอากาศร้อนที่ควรระวัง เพราะมักเกิดจากอุณหภูมิสูงจนทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในได้ ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น ฮีตสโตรก ผื่นร้อน เพลียแดด อาหารเป็นพิษ ฯลฯ ที่มักเกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อน การดูแลตัวเองสามารถทำได้ด้วยการดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงแดดจัด พักผ่อนในที่ร่ม และดูแลตัวเองให้อยู่ในพื้นที่เย็นๆ บทความนี้ได้รวมโรคระบาดหน้าร้อนว่ามีโรคอะไรบ้าง พร้อมอาการที่ต้องสังเกต และแนวทางรักษา
%20re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Feb%201%20(%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99)%20re-op%20(2).jpg)
โรคระบาดหน้าร้อน คืออะไร?
โรคที่มากับหน้าร้อน มักมีสาเหตุหลักมาจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและร้อนจัด ส่งผลให้ร่างกายต้องทำงานหนักกว่าปกติเพื่อระบายความร้อนและรักษาอุณหภูมิภายในให้สมดุล หากร่างกายต้องเผชิญกับความร้อนจัดเป็นเวลานานจนไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ได้ ก็จะนำไปสู่อาการผิดปกติต่างๆ ที่อาจรุนแรงขึ้นจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อโรคระบาดหน้าร้อน
โดยทั่วไปแล้ว กลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคระบาดหน้าร้อนอาจมาจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับอากาศร้อนได้ดี หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
- ผู้สูงอายุ อายุ 65 ปีขึ้นไป
- เด็กเล็ก
- ผู้ที่มีภาวะอ้วน
%20re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Feb%201%20(%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99)%20re-op%20(3).jpg)
โรคระบาดหน้าร้อนมีโรคอะไรบ้าง
ผดร้อน (Heat Rash)
ผื่นร้อน มีสาเหตุมาจากสภาวะที่เหงื่อไม่สามารถระเหยออกจากผิวหนังได้ตามปกติ เกิดการอุดตันของรูขุมขน ทำให้เหงื่อสะสมอยู่ภายใต้ผิวหนังชั้นบนจนเกิดการอักเสบและระคายเคือง มักปรากฏเป็นตุ่มใสหรือจุดแดงขนาดเล็กในบริเวณที่มีความอับชื้นหรือมีการเสียดสีของร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศร้อนชื้น
อาการ
- มีตุ่มแดงขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสที่มักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม
- เกิดในจุดที่อับชื้นและมีข้อพับ เช่น ลำคอ หน้าอก รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ และแผ่นหลัง
วิธีดูแลเบื้องต้น
- ย้ายไปอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น สบาย และถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการหลั่งเหงื่อ
- ดูแลผิวหนังบริเวณที่เป็นผื่นให้แห้งอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงความอับชื้น
- ใช้แป้งฝุ่นทาบางๆ ซับความชื้นและลดการเสียดสี
ตะคริวจากความร้อน (Heat Cramps)
ตะคริวจากความร้อน คือภาวะความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่มักเกิดขึ้นในช่วงอากาศร้อนจัด มีสาเหตุมาจากร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ปริมาณมากผ่านทางเหงื่อ ส่งผลให้สมดุลแร่ธาตุในร่างกายเสียไป จนกล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็งตัวอย่างรุนแรงและมีอาการปวดเกร็งตามมา
อาการ
- ปวดเกร็งและกระตุกของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณแขน ขา หรือหน้าท้อง
- มักมีอาการปวดอย่างรุนแรงในขณะที่กำลังออกกำลังกายหรือทำงานกลางแจ้ง
วิธีดูแลเบื้องต้น
- ดื่มน้ำสะอาดหรือเครื่องดื่มเกลือแร่แก้อ่อนแพลียทีละน้อยแต่บ่อยครั้งทุก 15-20 นาที
- หลีกเลี่ยงการรับประทานยาเม็ดเกลือแร่ด้วยตนเองโดยไม่จำเป็น
- หากผู้ป่วยมีโรคหัวใจ หรือไม่ดีขึ้นภายใน 1 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์ทันที
เวียนศีรษะจากความร้อน (Heat Syncope)
อาการหน้ามืดจากความร้อน คือภาวะที่เป็นลมหรือเวียนศีรษะชั่วคราวอันเนื่องมาจากอุณหภูมิที่สูงเกินไป มักเกิดจากการยืนกลางแดดนานๆ หรือเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดอาการวูบหรือหน้ามืดกะทันหัน เป็นโรคหน้าร้อนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
อาการ
- เกิดอาการเป็นลมหรือหมดสติไปชั่วขณะหนึ่ง
- มีอาการหน้ามืด ตาลาย
- มักเกิดขึ้นขณะยืนในที่ร้อนจัดนานๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบถจากท่านั่งหรือนอนขึ้นมาเป็นท่ายืนเร็วเกินไป
วิธีดูแลเบื้องต้น
- รีบนำไปพักในที่ที่มีอากาศเย็น สบาย และถ่ายเทได้สะดวก
- นอนราบหรือนั่งพักในท่าที่ผ่อนคลาย
- ให้ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ทีละน้อย
- หากพักแล้วอาการยังไม่ทุเลาลง หรือมีอาการรุนแรงขึ้น ควรไปพบแพทย์ทันที
กล้ามเนื้อสลายในฤดูร้อน (Rhabdomyolysis)
กล้ามเนื้อสลาย คือภาวะอันตรายที่กล้ามเนื้อลายเกิดการเสียหายและแตกตัวอย่างรุนแรง จนปล่อยสารพิษในเซลล์กล้ามเนื้อ เช่น ไมโอโกลบิน (Myoglobin) และครีเอตินิน (Creatinine) เข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณมาก ซึ่งสารเหล่านี้มีพิษต่อไตและอาจส่งผลให้เกิดสภาวะไตวายเฉียบพลันได้ มักมาจากร่างกายได้รับความร้อนสูงจัดเป็นเวลานาน หรือออกกำลังกายหักโหมท่ามกลางอากาศร้อนจนร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน
อาการ
- เจ็บ บวม หรือเป็นตะคริวในระดับที่มากกว่าปกติ
- ปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้าย น้ำชา หรือ น้ำโค้ก
- รู้สึกหมดแรง อ่อนล้า แม้จะไม่ได้ออกแรงมากนัก
วิธีดูแลเบื้องต้น
- หยุดออกกำลังกายหรือหยุดการทำงานกลางแจ้งทันที
- ดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้น
- พบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจเลือดและประเมินการทำงานของไตโดยด่วน
อุจจาระร่วง (Diarrhoeal Diseases)
โรคอุจจาระร่วง คือภาวะที่มีการขับถ่ายผิดปกติ โดยถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือดเพียง 1 ครั้ง มักมีสาเหตุหลักมาจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หากอาการไม่รุนแรงร่างกายจะฟื้นฟูได้เอง แต่หากรุนแรงอาจถ่ายเหลวมากกว่า 10-20 ครั้ง จนนำไปสู่ภาวะช็อกหรือหมดสติจากการขาดน้ำอย่างรุนแรงได้
อาการ
- ถ่ายเหลวเป็นน้ำ หรือถ่ายมีมูกเลือดปน
- ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ และอาเจียน
- มีไข้ ปวดศีรษะ และรู้สึกอ่อนเพลียมาก
วิธีดูแลเบื้องต้น
- ดื่มน้ำเกลือแร่ หรือสารละลายอิเล็กโทรไลต์เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไป
- งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และแอลกอฮอล์ เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น
- สามารถใช้ยาระงับอาการได้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่าที่จำเป็น
- นอนหลับให้เพียงพอและงดกิจกรรมหนัก
- ถ้าอาการไม่ทุเลาลง หรือไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที
อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)
โรคอาหารเป็นพิษ คืออาการที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย เช่น S. aureus, B. cereus หรือ C. perfringens ซึ่งเชื้อเหล่านี้มักเจริญเติบโตได้ดีเป็นพิเศษในสภาพอากาศร้อน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการบริโภคอาหารรสจัด อาหารค้างคืนที่เก็บรักษาไม่ดี หรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก หรือสุกๆ ดิบๆ ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันด้วย
อาการ
- คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย
- ปวดท้องในลักษณะบิดเป็นระยะๆ
- อาเจียนอย่างต่อเนื่อง หรือมีเลือดปน
วิธีดูแลเบื้องต้น
- ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่
- งดรับประทานอาหารชั่วคราวในช่วงที่มีอาการหนัก
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูสภาพได้เร็วขึ้น
- ไม่ควรซื้อยาหยุดถ่ายมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
- ถ้ามีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที
พิษสุนัขบ้า (Rabies)
หนึ่งในโรคระบาดหน้าร้อนยอดฮิตอย่างโรคพิษสุนัขบ้า คือโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งแพร่ระบาดได้ง่ายในช่วงหน้าร้อน เชื้อนี้สามารถถ่ายทอดจากสัตว์สู่คนผ่านการถูกกัด ข่วน หรือเลียบริเวณบาดแผล โดยเฉพาะจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข และแมว เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลาง หากปล่อยไว้จนอาการรุนแรงอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันที
อาการ
- มีไข้ ปวดศีรษะ
- รู้สึกอ่อนเพลีย
- คลื่นไส้อาเจียน
- ปวดแสบปวดร้อน คัน หรือรู้สึกเสียวซ่าผิดปกติบริเวณรอบๆ แผลที่ถูกกัดหรือข่วน
วิธีดูแลเบื้องต้น
- ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดและสบู่ให้ทั่วถึงอย่างน้อย 15 นาที
- เช็ดทำความสะอาดแผลอีกครั้งด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70%
- หากมีเลือดออก ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซกดปิดแผลเพื่อหยุดเลือด
ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A)
โรคไวรัสตับอักเสบเอ เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน มาจากการได้รับเชื้อไวรัสผ่านการบริโภคอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อน รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโดยตรง เช่น การใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง
อาการ
- คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร หรือเบื่ออาหารอย่างเห็นได้ชัด
- รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- ปวดหน่วงบริเวณชายโครงด้านขวา
- ตัวเหลืองและตาเหลือง
วิธีดูแลเบื้องต้น
- หลีกเลี่ยงการทานอาหารดิบหรือปรุงไม่สุก
- ล้างมือให้สะอาด ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือต้องเดินทางไปยังพื้นที่ระบาด
เพลียแดด (Heat Exhaustion)
เพลียแดด คือภาวะที่ร่างกายอ่อนล้าอย่างหนักเนื่องจากต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัด จนสูญเสียน้ำและเกลือแร่ผ่านทางเหงื่อมากเกินไป ส่งผลให้สมดุลของเหลวในร่างกายผิดปกติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องทันท่วงที อาการเพลียแดดสามารถรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นฮีตสโตรก ซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
อาการ
- เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ รู้สึกอ่อนเพลีย
- หงุดหงิดง่าย
- คลื่นไส้ อาเจียน และมีเหงื่อออกมากผิดปกติ
- ปัสสาวะลดลง
- อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นแต่ยังไม่เกิน 40°C
วิธีดูแลเบื้องต้น
- ย้ายเข้าที่ร่ม หรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศและอากาศถ่ายเท
- ถอดเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นออก
- ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวตามซอกคอและข้อพับ
- ให้จิบน้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเกลือแร่ทีละน้อย
- งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนเด็ดขาด
- หากดูแลเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 30 นาที หรือหมดสติควรรีบนำส่งแพทย์ทันที
ฮีตสโตรก (Heat Stroke)
ฮีตสโตรก คือภาวะที่ร่างกายเจออุณหภูมิสูงจัดจนปรับตัวกับอุณหภูมิสูงได้ ส่งผลให้เกิดการสะสมความร้อนในร่างกายเกินขีดจำกัด ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40°C ภาวะนี้เป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะความร้อนที่สูงเกินไปจะทำให้อวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ และไตเสียหายได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนอาจทำให้พิการถาวรหรือเสียชีวิตได้
อาการ
- ตัวร้อนจัด อุณหภูมิสูงเกิน 40°C ภายในเวลาเพียง 10-15 นาที
- มีอาการสับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง ตอบสนองช้า กระสับกระส่าย หรืออาจมีอาการชักเกร็ง
- ผิวหนังแห้ง แดง และร้อนจัด
- อาจวูบ หมดสติ หรือเข้าสู่ภาวะโคม่าได้ทันที
วิธีดูแลเบื้องต้น
- ย้ายเข้าที่ร่มทันที หรือห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
- ถอดเสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นออก
- ลดอุณหภูมิร่างกายโดยด่วน เช่น แช่ตัวในอ่างน้ำเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นจัดประคบตามจุดต่างๆ เช่น ศีรษะ ลำคอ รักแร้ และขาหนีบ
- ใช้พัดลมเป่าระบายความร้อนควบคู่ไปกับการเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น
- ติดต่อสายด่วน 1669 รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
ฮีตสโตรก ต่างจากเพลียแดดอย่างไร
ความแตกต่างระหว่างฮีตสโตรก และเพลียแดดสามารถสังเกตได้จากการระบายความร้อนของร่างกาย โดย เพลียแดดเป็นสภาวะที่ร่างกายยังพอจะระบายความร้อนได้บ้าง จึงทำให้มีเหงื่อออกมากและผิวหนังยังคงมีความชื้น ส่วนฮีตสโตรกเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิต เนื่องจากระบบควบคุมอุณหภูมิล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40°C จนตัวร้อนจัด แต่ไม่มีเหงื่อออก และมีลักษณะผิวหนังที่แห้งแดง
คนทำงานกลางแจ้งต้องระวังอะไรบ้าง
คนทำงานกลางแจ้ง ถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคระบาดหน้าร้อนมากเป็นอันดับต้นๆ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ด้วยวิธีดังนี้
- ประเมินความเสี่ยงของตนเองโดยเช็กว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ เช่น ผู้สูงอายุ มีภาวะอ้วน หรือมีโรคประจำตัวเรื้อรังอย่างความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ
- หลีกเลี่ยงการทำงานกลางแดดจัด หากเลี่ยงไม่ได้ควรใช้วิธีสลับหมุนเวียนกันเข้าทำงานเพื่อลดระยะเวลาที่ต้องสัมผัสความร้อนสูง
- วางแผนจัดการงานกลางแจ้งให้เสร็จสิ้นก่อนช่วงบ่ายโมง เนื่องจากเป็นช่วงที่อากาศเริ่มร้อนจัดที่สุด
- ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ทุก 15 ถึง 20 นาทีแม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำ ทั้งนี้ควรเลี่ยงเครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีน้ำตาลสูงเพราะอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น
- หากรู้สึกร้อนจัด เหงื่อออกมาก หรือปัสสาวะน้อยและมีสีเข้ม ให้หยุดทำงานและรีบหลบเข้าที่ร่มหรือห้องแอร์ทันที
- เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมและสามารถระบายอากาศได้ดี
- พักผ่อนให้เพียงพอและงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือดื่มกาแฟ
- หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือหน้ามืด หากเกิดขึ้นต้องหยุดทำงานทันที แจ้งเพื่อนร่วมงาน และรีบไปพบแพทย์
- กรณีที่มีอาการรุนแรงให้รีบนำเข้าที่ร่ม ถอดเสื้อผ้าออก และใช้ผ้าเย็นลูบตัวตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ และลำตัว หากผู้ป่วยยังรู้ตัวให้จิบน้ำระหว่างรอการนำส่งแพทย์โดยด่วน
%20re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Feb%201%20(%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99)%20re-op%20(4).jpg)
วิธีปฏิบัติเมื่อเจอคนเป็นลมกลางแดด ทำอย่างไร
- ย้ายเข้าที่ร่มทันที โดยรีบนำตัวผู้ป่วยออกจากบริเวณที่แดดจัด เข้าไปพักในที่ร่มหรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ
- จัดท่านอนให้เป็นนอนราบ หากเช็กแล้วไม่มีอาการบาดเจ็บที่คอหรือหลัง ให้ยกเท้าทั้งสองข้างให้สูงขึ้นเพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้สะดวก
- ลดอุณหภูมิร่างกายอย่างเร่งด่วน เริ่มจากการถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามบริเวณข้อพับ ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ หรืออาจใช้วิธีพ่นละอองน้ำบนตัวร่วมกับการเปิดพัดลมเป่า หรือราดน้ำเย็นและน้ำอุณหภูมิห้องลงบนตัวเพื่อระบายความร้อน
- ให้ดื่มน้ำในกรณีที่ยังมีสติและรู้สึกตัวดี โดยให้ค่อยๆ จิบน้ำเปล่าหรือน้ำเกลือแร่ทีละน้อย ห้ามให้ดื่มรวดเดียวในปริมาณมาก
- หากผู้ป่วยหมดสติให้จัดท่านอนตะแคงข้างเพื่อป้องกันการสำลัก หากมีอาการชักเกร็งห้ามนำสิ่งของใดๆ มางัดหรือให้อมในปาก และให้เคลื่อนย้ายวัตถุมีคมออกจากบริเวณรอบตัวผู้ป่วย
- หากพบว่าผู้ป่วยหยุดหายใจให้รีบทำการปฐมพยาบาลด้วยการทำ CPR และรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อนำส่งโรงพยาบาลทันที
เกลือแร่ช่วยแก้อ่อนเพลียจากแดดได้จริงไหม
เกลือแร่ช่วยแก้อ่อนเพลียจากแดดได้จริง โดยเฉพาะเมื่อเกิดจากการเสียเหงื่อมากในสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่สำคัญ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์ ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือใจสั่น
โดยเกลือแร่แบบ ORT (Oral Rehydration Therapy) ออกแบบมาเพื่อชดเชยน้ำตาลและเกลือแร่ที่สูญเสียจากการออกกำลังกายหรือตากแดดนาน ช่วยให้ร่างกายดูดซึมน้ำได้เร็ว คืนสมดุลให้ร่างกาย และลดอาการอ่อนเพลียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรดื่มทันทีที่เริ่มมีอาการ จิบทีละน้อย และหลีกเลี่ยงเกลือแร่แบบ ORS สำหรับท้องเสีย
วิธีป้องกันไม่ให้เป็นโรคระบาดหน้าร้อน
หลีกเลี่ยงความร้อนและแสงแดด
หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัดที่สุดของวัน
พยายามอยู่ในที่ร่มเสมอ เพราะอุณหภูมิอาจสูงกว่าที่รู้สึกจริงถึง 10-15 องศาเซลเซียส
ควรหาเวลาพักในสถานที่ที่มีอากาศเย็นประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน
ระมัดระวังความเสี่ยงจากการจมน้ำ ห้ามว่ายน้ำเพียงลำพังเด็ดขาด
คอยติดตามข่าวสารและคำเตือนเรื่องความร้อนจากหน่วยงานราชการอย่างสม่ำเสมอ
รักษาความเย็นภายในบ้าน
เปิดหน้าต่างระบายอากาศในตอนเย็น เพื่อรับลมเย็นจากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้าน
ในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนจัด ให้ปิดหน้าต่างและมู่ลี่เพื่อกันแสงแดด พร้อมปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
ใช้พัดลมไฟฟ้าเฉพาะเมื่ออุณหภูมิไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส หากร้อนกว่านั้นพัดลมจะยิ่งทำให้ร่างกายร้อนขึ้น
หากใช้เครื่องปรับอากาศ แนะนำให้ตั้งอุณหภูมิที่ 27 องศาเซลเซียสควบคู่กับการเปิดพัดลม จะช่วยให้รู้สึกเย็นขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียสและประหยัดไฟได้ถึง 70%
ดูแลร่างกายให้เย็นและดื่มน้ำให้เพียงพอ
สวมใส่เสื้อผ้าที่บางเบา หลวมสบาย รวมถึงเลือกใช้ผ้าปูที่นอนที่ระบายอากาศได้ดี
อาบน้ำหรือแช่น้ำเย็น
ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวหรือสเปรย์น้ำบนผิว หรือสวมเสื้อผ้าบางๆ ที่มีความชื้น
ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 1 แก้วต่อชั่วโมง หรืออย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน
รักษาโรคระบาดหน้าร้อนที่โรงพยาบาลวิภาวดี
เมื่อเข้าสู่หน้าร้อน สิ่งที่ควรระวังนอกจากอากาศร้อนก็คือโรคที่มากับหน้าร้อน ที่บางอาการส่งผลกระทบตั้งแต่ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงแก่ชีวิต หากพบอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับโรคระบาดหน้าร้อน สามารถรับการตรวจ รักษาได้ที่ศูนย์อายุรกรรมทั่วไปและโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลวิภาวดี ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและแพทย์ผู้ชำนาญการ ทำให้การตรวจเป็นไปอย่างตรงจุด รักษาได้อย่างทันท่วงที ทำให้อาการทุเลาลง ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สรุป
โรคระบาดหน้าร้อนเกิดจากร่างกายระบายความร้อนไม่ทันจนเสียสมดุล ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และคนทำงานกลางแจ้ง โดยมีอาการตั้งแต่ผื่นร้อน ตะคริว หน้ามืด ไปจนถึงภาวะวิกฤตอย่างกล้ามเนื้อสลายและฮีตสโตรกที่มีอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ยังมีโรคติดต่อทางเดินอาหารและพิษสุนัขบ้าที่ต้องระวังเป็นพิเศษ การป้องกันทำได้โดยดื่มน้ำสะอาดชดเชยเกลือแร่ให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงแดดจัดในช่วงกลางวัน
หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด โดยสามารถเข้ารับการรักษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย และแพทย์ผู้ชำนาญการ ที่ให้การรักษาอย่างตรงจุด เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงแม้ในหน้าร้อน
FAQ
การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอวันละ 8–10 แก้ว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการป้องกันโรคหน้าร้อน แต่ยังไม่เพียงพอต่อการดูแลสุขภาพให้ครบถ้วน จึงควรทำควบคู่ไปกับการรักษาความสะอาดของอาหารโดยเน้นการปรุงสุกใหม่ รวมถึงต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือทำกิจกรรมกลางแดดจัด โดยเลือกพักผ่อนในที่ร่มที่อากาศถ่ายเทสะดวก
หากพบคนหมดสติ ขั้นตอนที่ต้องทำคือตรวจสอบความรู้สึกตัวของผู้ป่วย พร้อมกับตะโกนขอความช่วยเหลือและโทรแจ้งสายด่วน 1669 ทันที โดยในกรณีที่ผู้ป่วยไม่หายใจหรือมีอาการหายใจเฮือก ให้เริ่มทำ CPR โดยจัดให้นอนหงายบนพื้นราบ แล้วกดลงบริเวณกึ่งกลางหน้าอกด้วยความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที และลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร โดยต้องทำอย่างต่อเนื่องจนกว่าทีมแพทย์จะเดินทางมาถึง
สำหรับผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ ควรดื่มเกลือแร่เฉพาะเมื่อมีการเสียเหงื่อมากหรือเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียเท่านั้น โดยแนะนำให้ดื่มเฉลี่ย 1-2 ครั้งต่อวัน และจำกัดปริมาณไม่เกิน 1 ขวดต่อครั้ง ควรจิบช้าๆ แทนการดื่มรวดเดียวหมด และต้องดื่มน้ำเปล่าเป็นหลักตลอดทั้งวัน และไม่แนะนำให้ดื่มเกลือแร่ทดแทนน้ำเปล่าเป็นประจำทุกวัน
ในช่วงหน้าร้อนควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะกระตุ้นให้ร่างกายขับปัสสาวะบ่อยขึ้นจนสูญเสียน้ำออกจากร่างกายเร็วผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำและเข้าไปรบกวนกลไกการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้ทำงานผิดเพี้ยนไป มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคลมแดดหรือฮีตสโตรกได้
สภาพอากาศที่ร้อนจัดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหารเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อาหารที่ปรุงเสร็จแล้วบูดเสียได้ง่ายกว่าปกติ หากรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนเข้าไป ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงตามมา
ในช่วงหน้าร้อนมีอาหารและเครื่องดื่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ อาหารที่มีกะทิและเส้นขนมจีน ยำ ส้มตำ อาหารทะเลสุกๆ ดิบๆ ลาบก้อย ของดิบ อาหารหมักดองประเภทแหนมหรือปลาร้า ของทอดของมัน และอาหารรสจัด เผ็ด หวาน เค็ม แอลกอฮอล์ รวมถึงน้ำแข็งและน้ำหวานที่ไม่สะอาด
อาหารเพื่อช่วยดับร้อน ควรเน้นอาหารที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรและผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นและฉ่ำน้ำ เช่น แตงโม มะพร้าว แตงกวา ผักกาดขาว ฟักเขียว ใบบัวบก เก๊กฮวย และเฉาก๊วย โดยเมนูที่แนะนำคือต้มจืดมะระ ข้าวแช่