โรคไข้เลือดออกระบาด - สาเหตุ อาการ ระวัง ป้องกัน รู้ทันยุงลาย

เกร็ดความรู้เรื่องไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่แพร่ระบาดในฤดูฝนพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัสโดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสกัดคน จะถ่ายทอดเชื้อให้คนทำให้เกิดอาการ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจะมีอาการช็อค ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลาอาจเสียชีวิตได้ โดยมีอาการเลือดออกตามมา เป็นโรคอันตรายที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขในพื้นที่ประเทศเขต ร้อนชื้น โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เพื่อให้เกิดความ“ตระหนัก” ถึงความสำคัญของโรค การให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง จะมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออกและผู้ดูแลรู้จักวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้นที่บ้าน รู้สัญญาณอันตราย ซึ่งต้องรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ ตลอดจนรู้แนวทาง และช่วยเหลือกันในการป้องกันไม่ให้เกิดโรค ข้อมูลจากระบบรายงานการเฝ้าระวังโรค 506 สำนักระบาดวิทยา รายงานถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี พ.ศ.2559 ณ วันที่20 ธันวาคม 2559 พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก (Dengue fever: DF, Dengue haemorrhagic fever: DHF, Dengue shock syndrome: DSS) สะสมรวม 60,964 ราย อัตราป่วย 93.18 : แสนคน  จำนวนผู้ป่วยลดร้อยละ 57.36 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2558 ณ ช่วงเวลาเดียวกัน ผู้ป่วยเสียชีวิต 60 ราย อัตราป่วยตาย เท่ากับ ร้อยละ 0.10 จะเห็นได้ว่าคนมีการระวังและป้องกันอันตรายจากยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกกันมากขึ้น แต่ก็ยังต้องเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิด เพราะไข้เลือดออกไม่มีทางรักษา และทำให้เสียชีวิตได้ หากไม่รู้จักวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้น   สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อ ไวรัสเดงกี่  โดยมี 4 ชนิดคือ เดงกี่-1, เดงกี่-2, เดงกี่-3 และเดงกี่-4 ทําให้คนเรามีโอกาสที่จะป่วยจากโรคไข้เลือดออกได้หลายครั้ง มีพาหะนำโรคที่สำคัญคือ ยุงลาย เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ กัด จะส่งเชื้อให้คน ทำให้เกิดการติดเชื้อตามมา ยุงลายมักออกหากินตอนกลางวัน  และวางไข่ในน้ำสะอาดที่ขังนิ่ง   อาการ แบ่งเป็น  3 ระยะได้แก่ ระยะไข้ ระยะวิกฤต และระยะพักฟื้น อาการที่สำคัญในระยะไข้ 1. ระยะไข้  คือ อาการไข้สูงลอยประมาณ 39 - 40°C นาน 2-7 วัน มักมีหน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดตา ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกระดูก คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง และอาจมีภาวะเลือดออกร่วมด้วย โดยอาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกส่วนใหญ่ จะไม่ปรากฏพร้อมๆ กัน จึงต้องเฝ้าติดตามเป็นระยะๆ  2. ระยะวิกฤต  เมื่อผู้ป่วย มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น  มีอาการเพลีย ซึม ไม่ดื่มนํ้า ไม่รับประทานอาหาร ไม่มีกิจกรรมตามปกติ เมื่อไข้ลง (บางรายจะกระหายนํ้ามาก) อาเจียน ปวดท้องมาก เลือดออกผิดปกติ มีอาการช็อก (IMPENDING SHOCK) คือมือเท้าเย็นกระสับกระส่าย ร้องกวนมากในเด็กเล็ก ตัวเย็น เหงื่อออก ตัวลาย สีผิวคลํ้าลง ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะ 4-6 ชม. ความประพฤติเปลี่ยนแปลง เช่น พูดไม่รู้เรื่อง เพ้อ เอะอะโวยวายเป็นระยะอันตรายของโรค เข้าสู่ระยะช็อก แม้อยู่ในภาวะช็อก ผู้ป่วยจะมีสติดี พูดจารู้เรื่อง ต้องรีบนําส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที และกระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มนํ้าเกลือแร่หรือนํ้าผลไม้ใส่เกลือเล็กน้อย โดยให้จิบครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ ไม่ควรดื่มแต่นํ้าเปล่าอย่างเดียว   ภาวะช็อกส่วนใหญ่เกิดจากมีการรั่วของพลาสม่าออกนอกหลอดเลือด ทําให้ความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้น และบางรายอาจถึงขั้นมีความดันโลหิตตํ่าหรือที่เรียกว่าช็อกตามมา นอกจากนั้นภาวะช็อกอาจเกิดจากการที่เลือดออกในอวัยวะสําคัญได้แก่ เลือดออกในกระเพาะอาหาร ประจําเดือนมามากกว่าปกติ และเลือดออกจากแผลผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด ภาวะช็อก อาจทําให้เกิดภาวะล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะไตและตับ ซึ่งส่งผลรุนแรงถึงขั้นทําให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ง 3. ระยะพักฟื้น  กรณีผู้ป่วยรับการรักษาแล้วแพทย์ให้กลับบ้านได้ ควรดูแลและปฏิบัติตนต่อไปคือไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือดทําให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้ หากมีคนในบ้านมีไข้สูง ให้พามาตรวจควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังภาวะเลือดออกต่อไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ควรหลีกเลี่ยงการแคะจมูก การแปรงฟัน การออกกําลังกายหรือเล่นกีฬาที่มีความรุนแรงหากมีอาการผิดปกติควรรีบพามาพบแพทย์ทันทีให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพริน หรือ ยากลุ่ม NSAID เช่น ไอบูโปรเฟน เนื่องจากทําให้เกิดเลือดออกทางเดินอาหารมากขึ้น หรือมีผลต่อตับได้ แนะนำให้    การรักษา ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคไข้เลือดออก มีเพียงรักษาตามอาการเท่านั้น ดังนั้นการป้องกัน กําจัดลูกนํ้า ภาชนะใส่นํ้าภายในบ้านควรปิดฝาให้มิดชิด  และอีกวิธีหนึ่งคือ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ซึ่งในตอนนี้วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกตัวแรกของโลก ได้เข้าสู่ประเทศไทยแล้วซึ่งวัคซีนนี้สามารถใช้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 9 ปีถึง 45 ปี  และพบว่านอกจะสามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกได้แล้วยังสามารถลดการเกิดไข้เลือดออกชนิดรุนแรงได้ถึง 93.2%  และสามารถลดการนอนโรงพยาบาลโรคไข้เลือดออกได้ 80.8% ยังไม่มียาต้านไวรัส เป็นการรักษาตามอาการ ให้เช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดาเวลามีไข้ เช็ดนาน 10-15 นาที  กินยาลดไข้พาราเซตามอลได้ เมื่อมีไข้ โดยให้ยาห่างกัน ไม่น้อยกว่า 4-6 ช.ม. งดแอสไพรินเด็ดขาด ดื่มน้ำมากๆ  ให้อาหารอ่อน ย่อยง่าย งดอาหารที่มีสีแดง ดำ และน้ำตาล ติดตามอาการอันตราย และไปพบแพทย์ตามนัด โดยเฉพาะในระยะไข้ลงที่ผู้ป่วยยังไม่สามารถทำกิจกรรมตามปกติได้ หรืออาการยังไม่ดีเหมือนปกติ กรณีผู้ป่วยรับการรักษาแล้วแพทย์ให้กลับบ้านได้ ควรดูแลและปฏิบัติตนต่อไปนี้ ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือดทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้ หากมีคนในบ้านมีไข้สูง ให้พามาตรวจ ควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติควรรีบพามาพบแพทย์ทันที ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพริน หรือ ยากลุ่ม NSAID เช่น ไอบูโปรเฟน เนื่องจากทำให้เกิดเลือดออกทางเดินอาหารมากขึ้น หรือมีผลต่อตับได้ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และที่โรงเรียน   การป้องกัน ควรนอนในมุ้ง หรือในห้องติดมุ้งลวดที่ปลอดยุงลาย ม่เล่นในมุมมืด หรือบริเวณที่ไม่มีลมพัดผ่าน ห้องเรียน หรือห้องทำงานควรมีแสงสว่างทั่วถึง มีลมพัดผ่าน ไม่มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น แจกันดอกไม้ควรเปลี่ยนน้ำทุกวัน พลูด่างควรปลูกในดิน กำจัดยุงในบริเวณมุมอับภายในบ้าน ตู้เสื้อผ้า บริเวณรอบ ๆ บ้าน ทุกสัปดาห์ กำจัดลูกน้ำ ภาชนะใส่น้ำภายในบ้านปิดฝาให้มิดชิด ถ้าไม่สามารถปิดได้ ให้ใส่ทรายอะเบทหรือใส่ปลาหางนกยูง จานรองขาตู้กับข้าว จานรองกระถางต้นไม้ ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูหรือผงซักฟอก สัปดาห์ละครั้ง วัสดุที่เหลือใช้รอบ ๆ บ้าน เช่น กระป๋อง กะลา ยางรถยนต์เก่า ฯลฯ ให้คว่ำหรือทำลายเสีย   วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ปัจจุบันมีวัคซีนโรคไข้เลือดออก 4 สายพันธุ์(DEN 1-4) แนะนำให้ฉีดในกลุ่มอายุ 9-45 ปี ฉีด 3 เข็ม ( เดือนที่ 0,6 และ 12 เดือน) ในผู้ที่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน ไม่แนะนำให้ฉีดในผู้ที่ไม่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน จากงานวิจัยทวีปเอเชียแปซิฟิกและแถบละตินอเมริกาในอาสาสมัครอายุ 9-16 ปี พบว่า วัคซีน CYD-TDV มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไข้เลือดออกเดงกี้ ดังนี้ สามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกเดงกีทุกสายพันธุ์ได้ 65% ลดการนอนโรงพยาบาลได้ถึง 80.8% ป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกีได้ถึง 92.9% ผู้ที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกเดงกี ได้แก่ ผู้ที่แพ้หรือไวต่อการแพ้ต่อสารออกฤทธิ์หรือส่วนประกอบอื่น ๆ ในวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ผู้ที่เกิดการแพ้หลังได้รับวัคซีนไข้เลือดออกเข็มแรก โดยอาการแพ้ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ผื่นคัน หายใจถี่หอบ หน้าและลิ้นบวม ผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคใดก็ตามที่ทำให้มีไข้ ตั้งแต่ระดับต่ำจนถึงไข้สูง หรือกำลังเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน แพทย์จะทำการเลื่อนนัดการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าจะหายเป็นปกติ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม การติดเชื้อเอดส์(HIV) หรือรับยากดภูมิคุ้มกันเช่น ยา Prednisone หรือเทียบเท่า 20 มก.หรือ :2 มก/กก. ของน้ำหนักตัวเป็นเวลา ตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไปเป็นต้น สตรีมีครรภ์หรืออยู่ระหว่างช่วงให้นมบุตร   5ป ปราบยุงลาย ป้องกันไข้เลือดออก   ป1 ปิด ภาชนะเก็บกักน้ำให้มิดชิด ป2 เปลี่ยน น้ำในภาชนะต่าง ๆ ทุก 7 วัน เพื่อตัดวงจรลูกน้ำ ป3 ปล่อย ปลากินลูกน้ำในภาชนะใส่น้ำถาวร เช่น อ่างบัว ป4 ปรับปรุง สิ่งแวดล้อมให้โปร่งลมพัดผ่านได้ไม่ให้ยุงมาเกาะพัก ป5 ปฏิบัติ ตามทั้ง 4ป ข้างตนเป็นประจำจนเป็นนิสัย ถ้าผู้ป่วยมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน ให้พาไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ระวังไม่ให้ยุงกัดในเวลากลางวัน และ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายโดยการปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด กางมุ้ง ทายากันยุง  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกกุมารเวช โทร. 0-2561-1111  กด 1 แพทย์ พญ.ปราณี สิตะโปสะ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

8 ขั้น การเตรียมการเลิกบุหรี่

ในวันที่ 31 พฤษภาคม กำหนดให้เป็นวันงดบุหรี่โลก ในวันนี้เองที่ผู้สูบบุหรี่จำนวนหนึ่ง ถือเป็นวันดีเดย์ สำหรับการเลิกบุหรี่อย่างถาวร ใครที่กำลังคิดเช่นนั้น  รพ.วิภาวดี มีข้อแนะนำในการเตรียมตัวสำหรับวันนั้นครับ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุหรี่ และการเลิกบุหรี่กันก่อนครับ  ทำไมการเลิกบุหรี่ถึงเป็นเรื่องยาก เหตุที่ทำให้การเลิกบุหรี่เป็นเรื่องยากนั้น มีสาเหตุที่สำคัญ 2 อย่างคือ การติดเพราะร่างกายต้องการ หรือ Psysical Addiction การติดเพราะสูบจนเป็นนิสัย หรือ Psychological Addiction หรือเรียกง่าย ๆว่าเป็น Habit                    จริง ๆ แล้ว การติดบุหรี่ของคนเรา มักจะประกอบไปด้วยทั้ง 2 องค์ประกอบข้างต้น ดังนั้นการเลิกบุหรี่ จึงจำเป็นต้องกำจัดสาเหตุทั้งสองอย่างออกไปให้ได้พร้อม ๆ กัน   ข้อเท็จจริงของการติดที่เรียกว่า Psysical Addiction ภายในเวลาเพียงแค่ 7 ถึง 10 วินาที ที่เราสูบบุหรี่ สาร Nicotine ก็จะเริ่มส่งผลกระทบต่อสมองของเราโดยทันที ทำให้เราเกิดความรู้สึกพึงพอใจ กระฉับกระเฉง ขึ้นมาทันที แต่อย่างก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที Nicotine ก็จะสลายออกไปจากร่างกายเราหมด และเมื่อนั้น ความรู้สึกเหนื่อย กระสับกระสาย และ เครียดก็จะเข้ามาแทนที่ จนต้องสูบมวนใหม่ และความต้องการนั้นก็จะเพิ่มปริมาณ และความถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอาการติดไปในที่สุด   ข้อเท็จจริงของการติดที่เรียกว่า Psychological Addiction หรือ Habit ข้อนี้ ลองถามตัวเองดูว่า บุหรี่ มีความสำคัญกับชีวิตประจำวันของคุณมากแค่ไหน สาเหตุของการติดในลักษณะนี้ อธิบายง่าย ๆ ตามหลักการของ Ivan Pavlov ในทฤษฎีที่เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่า “หมาได้ยินเสียงกระดิ่งแล้วน้ำลายไหล เพราะคิดว่าจะได้อาหาร” กล่าวคือ ได้มีการทดลอง นำกระดิ่งมาสั่น ทุกครั้งก่อนที่จะให้อาหารสุนัข สุนัขก็จะรับรู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ได้ยินเสียงกระดิ่ง จะได้อาหารและเมื่อกระดิ่งดังขึ้น สุนัขก็จะน้ำลายไหล แม้ว่าการสั่นกระดิ่งในครั้งนั้น จะไม่มีอาหารให้ก็ตาม เพราะสุนัขเรียนรู้ว่า “เอาหละ เมื่อเสียงกระดิ่งดังขึ้น ฉันจะได้อาหารแล้ว” ทีนี้มาลองเปรียบเทียบกับคนติดบุหรี่ เราจะเห็นได้ว่า คนติดบุหรี่นั้น มักจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่มาควบคู่ไปกับการสูบบุหรี่ เช่น เมื่อขับรถจะสูบบุหรี่ทุกครั้งเมื่อตื่นนอนขึ้นมาจะต้องหยิบบุหรี่สูบ ทีนี้ทุกครั้งที่ขึ้นนั่งบนรถ สมองก็จะสั่งว่า “เอาหละ ฉันขึ้นนั่งบนรถแล้ว ไหนล่ะบุหรี่” แบบนี้เป็นต้น   การเลิกบุหรี่ การเลิกบุหรี่ ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หรือด้วยกระบวนการทางการแพทย์ สามารถช่วยอาการติดแบบ Psysical Addiction ได้ แต่สำหรับ Habit แล้ว ต้องอาศัยกำลังใจความเข้มแข็ง และความตั้งใจจริง ถ้าหากคุณเป็นผู้หนึ่ง ที่คิดจะเลิกบุหรี่ในวันพรุ่งนี้ วันงดบุหรี่โลก หรือวันไหนก็แล้วแต่ ที่ถือเป็นวันดีสำหรับคุณ   ลองมาปฏิบัติตามข้อแนะนำต่อไปนี้ เพราะมันจะช่วยให้คุณ ไม่หวนกลับมาหาบุหรี่อีกเลย ทิ้งบุหรี่ที่คุณมีอยู่ให้หมด หาให้ทั่วว่าคุณอาจจะซุกซ่อนบุหรี่ของคุณเอาไว้ที่ไหน ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง เสื้อแจ็คเก็ต ลินชักโต๊ะทำงาน โยนทิ้งไม่ให้เหลือแม้กระทั่งมวนเดียว ไม่ว่ามันจะมีราคาแพงแค่ไหนก็อย่าเสียดายเป็นอันขาด   ที่เขี่ยบุหรี่ก็ทิ้งไปเสียด้วย กรณีที่เสียดายเพราะมันเป็นเครื่องตกแต่งราคาแพง อาจจะยกให้คนอื่นไปเสีย หรือนำไปเก็บไว้ในที่ ๆ คุณแน่ใจว่า จะไม่มองเห็นหรือหยิบออกมาได้โดยง่าย   เปลี่ยนทรงผม จะได้ดูว่า เรากำลังจะเป็นคนใหม่   ทำความสะอาดบ้านและเครื่องเรือนทั้งหมด รวมทั้งเสื้อผ้าก็นำมาซักให้สะอาด ให้กลิ่นบุหรี่หมดไป จริงอยู่คนสูบบุหรี่จะไม่ได้กลิ่นเหล่านี้หรอก เพราะความเคยชิน แต่เมื่อเลิกแล้ว คุณจะได้กลิ่นของมัน   ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ เพราะมันจะช่วยชำระล้าง Nocotine ออกจากร่างกาย และยังช่วยบรรเทาอาการอยากบุหรี่ได้ด้วย   ลดปริมาณสาร Caffeine ที่รับประทานในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟก็ตาม โดยก่อนการเลิกบุหรี่ ควรจะพยายามลดปริมาณสารนี้ให้ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของที่เคยรับประทานในแต่ละวัน เพราะ Nicotine ทำให้ caffeine ซึมเข้าร่างกายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ถ้าหากคุณรับประทาน Caffeine ในปริมาณเท่าเดิม ขณะที่สูบบุหรี่ อาจจะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Caffeine Toxicity โดยมีอาการ กระวนกระวายและเครียดได้ แลtนั่นอาจจะทำให้คุณหันกลับไปสูบบุหรี่อีกครั้ง   ออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้เราเอาใจออกห่างจากบุหรี่ได้ด้วย   หาเพื่อนที่มีความต้องการจะเลิกบุหรี่ด้วยกันสักคน แล้วเลิกพร้อมกันเพื่อที่จะได้เป็นที่ปรึกษา คอยเตือนและคอยให้กำลังใจกัน หรืออาจจะเป็นการหาแรงบันดาลใจอื่น เช่น เลิกเพื่อลูก เลิกเพื่อบิดามารดา หรือคนรักก็ได้   หวังว่าทุกท่าน ที่ตั้งใจแน่วแน่ คงเลิกบุหรี่ได้นะครับ นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์ทั่วไป ขอบคุณที่มา Thaiclinic.com  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์อย่างไรให้ปลอดภัย

โดย นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล ศนูย์รักษาผู้มีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้อง รพ.วิภาวดี          การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายฟิต  มีสุขภาพดีและทำให้มีคณุภาพชีวิตที่ดี ในขณะที่ตงั้ครรภ์ก็ไม่ได้เป็นข้อห้ามที่จะต้องหยุดการออกกำลังกาย โดยหลักการทั่วไปแล้ว คนที่เคยออกกำลังกายสม่ำเสมอก่อนการตั้งครรภ์ก็ควรออกกำลังกายต่อไป คนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย ก็ควรมี การออกกำลังกาย เมื่อมีการตั้งครรภ์ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายไปเรื่อยจนคลอด และมีอาการ ไม่พึ่งประสงค์บางอย่าง ดังนั้นสตรีตั้งครรภ์จึงควรพูดคุยปรึกษากับแพทย์ที่เราฝากครรภ์หรือผู้มีความรู้ก่อนการวางแผนการออกกำลังกาย        ผลจากการออกกำลังกายนอกจากทำให้สุขภาพดีแล้ว  อาจลดภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ได้ด้วย เช่น ภาวะเบาหวาน ภาวะครรภ์เป็นพิษ ประเภทของการออกกำลังกาย เมื่อตั้งครรภ์ระยะแรกๆ ร่างกายยังเปลี่ยนแปลงไม่มาก มักจะไม่ค่อยมีข้อจำกัดของการออกกำลังกาย แต่เมื่ออายครรภ์มากขึ้นร่างกายเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ความคล่องแคล่วของการเคลื่อนไหวลดลง และการทรงตัวลำบากขึ้น โอกาสเกิดอุบัติเหตุหกล้มมากขึ้น ก็มีข้อจำกัดของการออกกำลังกายมากขึ้นบ้าง สตรีตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้ทั้งแบบแอโรบิค ได้แก่ การเต้นแอโรบิค, วิ่งจ๊อกกิ้ง, การเดินเร็ว, ว่ายน้ำ , Squash (ยืน-ย่อเข่า), เต้นรำ, ปั่นจักรยานอยู่กับที่ การออกกำลังกล้ามเนื้อ เข่น ยกน้ำหนัก, การทำแพลงกิ้ง (planking) ฝึกท่ากายบริหาร เหยียดยืดกล้ามเนื้อ การทำโยคะ และการขมิบก้นบ่อย ๆ เพื่อบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เป็นต้น ควรออกกำลังกายมากน้อยแค่ไหน ให้ถือหลักสายกลาง คือ ออกกำลังแค่ระดับปานกลางพอเหนื่อยปานกลาง ไม่ต้องให้ถึงกับเหนื่อยเต็มที่ อย่าเน้นเรื่องการลดน้ำหนัก เพราะเมื่อตั้งครรภ์ น้ำหนักต้องเพิ่มขึ้นอยู่แล้วเลือกประเภทการออกกำลังที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่รวดเร็ว ไม่มีเปลี่ยนท่ารุนแรงฉับพลัน หลีกเลี่ยงการไป กระแทกชนคนอื่นหรือสิ่งอื่น หรือการมีสิ่งอื่นมากระแทกตัวเรา หลีกเลี่ยงประเภทที่จะทำให้มีการหกล้มง่าย เช่น การเล่นวอลเล่ย์บอล การเล่นสกี สเก็ต เป็นต้น ทำครั้งหนึ่งประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง ข้อสำคัญคือ ควรทำสม่ำเสมอทุกวัน หรือ เกือบทุกวัน ภาวะใดที่สตรีตั้งครรภ์ไม่ควรออกกำลังกาย มีบางภาวะที่ไม่ควรออกกำลังกาย หรือควรอยู่ในการควบคุมใกล้ชิด ได้แก่ - มีประวัติแท้งและคลอดก่อนกำหนดบ่อย - มีโรคหัวใจและโรคปอดอยู่ก่อน - มีเลือดออกขณะตั้งครรภ์บ่อยๆ - ภาวะรกเกาะต่ำเมื่อครรภ์เกิน 20 สัปดาห์ขึ้นไป – ภาวะปากมดลูกอ่อนแรง (ปากมดลูกเปิดก่อนกำหนด) เสี่ยงต่อการแท้ง หรือ คลอดก่อนกำหนด - ภาวะครรภ์เป็นพิษ - เลือดออกทางช่องคลอด - น้ำไหลจากช่องคลอด - เหนื่อยมาก - หายใจลำบาก - วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน - เป็นลม - ปวดท้อง ท้องแข็ง เมื่อมีภาวะต่อไปนี้ขณะออกกำลังกาย ควรหยุดทันทีแล้วรีบปรึกษาแพทย์ การแต่งตัว ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดแน่นเกินไป ควรใส่ยกทรงสำหรับการออกกำลังกาย ควรสวม รองเท้าที่เหมาะกับชนิดของการออกกำลังกาย ตัวอย่างการออกกำลังกายที่ดีขณะตั้งครรภ์  1. การเดินเร็ว เป็นวิธีหนึ่งที่ง่าย ได้ผลดี โอกาสเกิดการหกล้มน้อย ทำได้ตลอดการตั้งครรภ์  2. การว่ายน้ำ เป็นวิธีที่ดีมากสำหรับคนที่ว่ายน้ำเป็น หาสระว่ายน้ำได้ไม่ยาก เพราะเป็นการออกำลังกายทุกส่วนของร่างกาย ไม่กระแทกกระทันกับข้อต่อต่างๆ มีน้ำพยุงร่างกายอยู่แล้ว โอกาสเกิดการหกล้มในน้ำไม่มี  3. การจ็อกกิ้ง สำหรับคนที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เหมาะสำหรับการตั้งครรภ์ 3 - 4 เดือนแรก  4. การเต้นรำ ชนิดที่มีการเคลื่อนไหวไม่รวดเร็วมาก ท่าทางที่ทำให้ไม่ล้มง่าย ไม่ควรใส่รองเท้า ส้นสูง  5. การทำ Squash (ยืน-ย่อเข่า) กางเท้ากว้างเท่าไหล่ ใช้มือยันที่เข่า หรือ มีที่เกาะ ย่อให้ข่างประมาณ 90 องศา ประมาณ 5 วินาที แล้วยืนค่อยๆ ทำจากน้อยไปมาก  6. การทำแพลงกิ้ง (planking) นอนคว่ำยกตัวโดยข้อศอกและปลายเท้ายันพื้น ทำครั้งละ 1 - 3 นาที วันละ 3 - 4 ครั้ง ท่านี้ออกกำลังทั้งแขน ขา ท้อง หลัง ไหล่ และลำตัวส่วนอื่น ๆ  7. การยกน้ำหนัก ยกดัมเบล เพิ่มกล้ามเนื้อ  8. การขี่จักรยานอยู่กับที่ วิธีนี้ได้ออกกำลังกายแบบแอโรบิค โดยโอกาสเกิดอุบัติเหตุการหกล้มน้อย  9. โยคะ ในท่าที่ไม่บิดกดทับหน้าท้องมาก โดยเฉพาะก่อนท้องแก่  10. การบริหารยืดเหยียดร่างกายต่างๆ สรุป การออกกำลังกายขณะตั้งครรภ์ทำได้และควรทำเพื่อสุขภาพทั้งขณะตั้งครรภ์ และหลังคลอด ควรทำสม่ำเสมอ ไม่ควรทำหนักเกินไป เลือกทำชนิดที่ไม่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว รุนแรง และชนิดที่ไม่เสี่ยงต่อการลื่นล้ม ควรรับประทานอาหารให้เพียงพอ ออกกำลังกายหลังทานอาหารแล้วไม่ น้อยกว่า1 ชั่วโมง และปรึกษาแพทย์ก่อนการวางแผนออกกำลังกาย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ลักษณะของ ไฝ อย่างไรที่ควรต้องเฝ้าระวัง

ลักษณะของ ไฝ อย่างไรที่ควรต้องเฝ้าระวัง  ไฝ คือ          ภาวะหนึ่งของร่างกายที่บริเวณนั้นๆมีการรวมกลุ่มกันของเซลล์สร้างเม็ดสีหรือเซลล์ไฝ (Nevus cell) ทำให้เห็นไฝเป็นสีดำหรือสีน้ำตาล อาจเป็นจุดเรียบหรือตุ่มนูน ไฝแบ่งตามชนิดที่เป็นได้ 2 ประเภท 1.                   ไฝตั้งแต่แรกเกิด มักมีขนาดโตตั้งแต่ 5 มิลลิเมตรขึ้นไป เป็นก้อนนูน อาจมีขนขึ้นบริเวณไฝด้วย 2.                ไฝที่เกิดขึ้นภายหลัง มักเป็นบริเวณที่โดนแสงแดด มักมีขนาดเล็ก เรียบ ถ้าเป็นไฝที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ผิวเรียบและไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะเรียกว่า ขี้แมลงวัน ถ้าไฝมีลักษณะนูน โตเร็ว แตกเป็นแผล ควรมาพบแพทย์            ไฝบางประเภทอาจกลายเป็นมะเร็งของผิวหนังได้  สาเหตุที่แน่นอนยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่ผิวหนังถูกกับสิ่งกระตุ้นเป็นเวลานานๆ เช่นถูกแสงแดดจัดๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี ถูกถูไถจนเป็นแผลเป็นเวลานาน หรือ ถูกสารเคมี เป็นต้น ลักษณะไฝที่ต้องเฝ้าระวังคือ 1.      Asymmetry       เมื่อแบ่งครึ่งจะไม่สมมาตร ครึ่งหนึ่งของไฝจะแตกต่างจากอีกด้านหนึ่ง 2.      Border             ขอบเขตของไฝไม่สม่ำเสมอ ขอบเขตไม่ชัดเจน 3.      Color                มีหลากหลายสีหรือสีไม่สม่ำเสมอ 4.      Diameter          ขนาดใหญ่กว่า 6 มิลลิเมตร 5.      Evolving            ไฝที่มีการเปลี่ยนแปลงของสี รูปร่าง ขนาด โตเร็วผิดปกติ หรือ มีเลือดออก วิธีการรักษา 1.      กรณีไฝอันตราย ควรพบแพทย์เพื่อเก็บตัวอย่างผิวหนัง ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา 2.      กรณีไฝธรรมดาหรือขี้แมลงวัน สามารถกำจัดออกได้ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (CO2 Laser) เป็นการใช้ความร้อนจี้เซลล์ไฝออกไป หลังการรักษาแผลจะเป็นสเก็ดอยู่ประมาณ 5-7 วัน             การดูแลผิวหลังทำเลเซอร์หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็นอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อลดโอกาสการเกิดรอยคล้ำ     ข้อมูลโดย: พญ.ชนาทิพย์  ญาณอุบล อายุรศาสตร์  สาขา ตจวิทยา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

วิธีดูแลลูกน้อยในช่วง COVID-19

วิธีดูแลลูกน้อยในช่วง COVID-19           จากสถานการณ์การแพร่ระบาดไปทั่วโลกของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVIB-19) มีรายงานผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวันทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวล ยิ่งในครอบครัวที่มีเด็ก ก็ยิ่งเพิ่มความกังวลของคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองมากขึ้นไปอีก แม้ว่าจำนวนเด็กที่ติดเชื้อยังมีไม่มาก เพราะเด็กไม่ได้เดินทางหรือพบปะผู้คนมากเท่าผู้ใหญ่  ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอม มีการงดจัดกิจกรรมที่มีคนรวมตัวกัน  ทำให้เด็กมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่เด็กมักได้รับเชื้อมาจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดภายในครอบครัวหรือติดจากเพื่อนร่วมโรงเรียนมากกว่า ดังนั้นการเฝ้าระวังโรคทั้งตัวเด็กเองและคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองจึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่ควรทราบและปฏิบัติให้ถูกต้องเพื่อให้ห่างไกลจากไวรัสโควิด-19    วิธีแนะนำในการเลี้ยงดูเด็กในช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด   -สอนลูกว่า ช่วงนี้มีเชื้อไวรัสตัวใหม่ระบาด  สามารถติดต่อได้ง่ายจากการไอ  จาม  และสัมผัสสิ่งของร่วมกันกับผู้อื่น  ต้องระมัดระวังตนเองมากขึ้น  หลีกเลี่ยงไมให้เด็กสัมผัสสิ่งของต่างๆโดยไม่จำเป็น  ไม่เอามือป้ายหน้าป้ายตาเพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้   -สร้างสุขอนามัยที่ดีให้ลูก  เช่น ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น  รับประทานอาหารปรุงสุก  ใช้ช้อนกลางไม่ดื่มน้ำแก้วเดียวกับผู้อื่น ล้างมือบ่อยๆ อย่างถูกวิธี คุณพ่อคุณแม่และทุกคนในบ้านต้องล้างมือและทำความสะอาดตัวเองทุกครั้งก่อนสัมผัสลูก  ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกในเรื่องการระวังการติดเชื้อ   -วัยทารกแรกเกิด (เด็กแรกเกิดถึงอายุ 1 เดือน) ทางชมรมเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดแห่งประเทศไทย ไม่สนับสนุนให้มีการใส่หน้ากากอนามัย (Face mask) หรือ Face shield เนื่องจากทารกแรกเกิดหายใจทางจมูกเป็นหลัก  ยังไม่มีความสามารถหายใจชดเชยด้วยการอ้าปากหายใจได้เมื่อมีการขาดอากาศหรือออกซิเจน  ถ้าวัสดุที่นำมาผลิตมีแรงต้านการไหลของอากาศเข้า-ออก อาจทำให้ทารกหายใจได้ไม่เพียงพอและโอกาสเกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้  เกิดอันตรายต่อระบบประสาทของทารกและวัสดุพลาสติกที่ใช้บังหน้าทารกอาจมีความคมบาดใบหน้า  ดวงตา  ทารกได้   -เด็กอายุ 1 เดือนถึง 1 ปี หากใส่หน้ากากอนามัยต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแล เนื่องจากเด็กอาจมีปัญหาหายใจลำบากเนื่องจากกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงและไม่แข็งแรงและไม่สามารถบอกผู้ใหญ่มีภาวะใจลำบากเกิดขึ้น   -เด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไปสามารถสวมใส่หน้ากากอนามัยได้อย่างปลอดภัย   -ดูแลสุขอนามัยของบ้านและจัดสิ่งแวดล้อมให้ดี มีอากาศถ่ายเทสะดวก  หมั่นทำความสะอาดของเล่นเด็กและที่อยู่อาศัยอย่างสม่ำเสมอ   -หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่ที่มีผู้คนแออัด  เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร   -หากเด็กมีโรคประจำตัวควรรับประทานยาสม่ำเสมอและดูแลปฏิบัติตนตามแพทย์สั่ง -สร้างเสริมภูมิต้านทานโรคโดยพาเด็กไปรับวัคซีนตามแพทย์นัด  หากมีปัญหาใดๆให้โทรศัพท์ปรึกษาแพทย์ก่อนมาโรงพยาบาล               คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองและเราทุกคนมีส่วนร่วมช่วยกันลดการระบาดโรคติดเชื้อจากไวรัสโควิด-19 ได้ เช่น ทำร่างกายให้แข็งแรง  นอนหลับให้เพียงพอ  รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอยู่เสมอ  การใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ อยู่บ้าน  ไม่สังสรรค์ ไม่จัดงานเลี้ยง  งดร่วมกิจกรรมที่มีผู้คนแออัด  ทำงานอยู่บ้าน  ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น  เว้นระยะห่าง 1-2 เมตร ลดการเดินทางให้น้อยที่สุดทั้งในและนอกประเทศ  ลดโอกาสที่ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อทุกกรณีติดตามข้อมูลข่าวสารสถานการณ์การระบาดของโรคเป็นระยะๆ มีวินัยและปฏิบัติตัวตามกฎระเบียบที่ทางรัฐบาลหรือหน่วยงานทางสาธารณสุขประกาศ  สังเกตอาการเจ็บป่วยของคนในบ้าน  เช่น ไข้  เจ็บคอ ไอ หายใจหอบเหนื่อย ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยโรคและรักษาเพื่อลดความรุนแรงของโรคและลดการแพร่กระจายเชื่อไปให้ผู้อื่น                               แพทย์หญิงปราณี  สิตะโปสะ              กุมารแพทย์สาขาโรคติดเชื้อ  โรงพยาบาลวิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ             การนอนกรน เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย และยังเป็นอาการแรกที่ควรตระหนักถึงอันตราย ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น ปวดศีรษะตอนเช้า ง่วงมากในเวลากลางวัน หากเป็นมากจะส่งผลไปยังสมองและหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์ อัมพาตได้             โรคภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจากทางเดินหายใจอุดกั้น เป็นสภาวะที่ท่อทางเดินหายใจแคบลง ทำให้หายใจติดๆ ขัดๆ หรือหายใจลดลง จนต้องมีความพยายามหายใจมากขึ้น หรือถึงขั้นหยุดหายใจไปได้เลย ที่สำคัญเมื่อหยุดหายใจแล้วจะส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลง ทั้งยังส่งผลไปยังอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายด้วยเช่นกัน             ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ พบได้ในผู้ที่มีเนื้อเยื่อในช่องคอมากกว่าปกติหรือมีเนื้อเยื่อหย่อนตัว ทำให้ท่อทางเดินหายใจแคบลง หรือบางครั้งรุนแรงจนอุดกั้นลมหายใจทั้งหมด ซึ่งกลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่มีปัญหาโครงสร้างใบหน้าผิดปกติ เช่น กรามเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มที่มีโรคทางสมอง หรือโรคกล้าเนื้ออ่อนแรง กลุ่มคนที่ดื่มแอลกอฮลล์ กลุ่มคนที่ใช้ยานอนหลับประเภท Benzodiazepine (เบนโซไดอะซีปีน) และพบว่าผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวมากกว่า ฉะนั้นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีความเสี่ยงกลับมาเท่าผู้ชายอีกครั้ง นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ทำให้กล้ามเนื้อที่คอหอยหย่อนโดยตรง หรือบางคนเป็นโรคหัวใจ ทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายมากขึ้น เนื้อเยื่อบริเวณคอก็จะหนาตัวขึ้น ทำให้ทางเดินหายใจแคบลงได้เช่นกัน             อาการที่บ่งบอกถึงภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ได้แก่ 1.กรนเสียงดัง 2.มีผู้อื่นสังเกตเวลานอนจากเสียงกรนที่มีมาก่อนหน้าแล้วเงียบไปเลย หรือบางครั้งมีการสะดุ้งตื่นระหว่างหลับ กระหายอากาศหรือสำลักอากาศ 3.ปวดศีรษะเป็นประจำหลังตื่นนอน 4.ตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่สดชื่น เหมือนนอนหลับไม่เต็มอิ่ม 5.รู้สึกเจ็บคอ คอแห้ง 6.ในช่วงกลางวันอาจจะมีอาการง่วงตลอดเวลา เผลอหลับในที่ๆ ไม่ควรหลับ เช่น หลับขณะกำลังขับรถอยู่ 7.บางคนที่มีโรคประจำตัวแล้วควบคุมไม่ดี เช่น มีความดันโลหิตสูง และมีความจำเป็นต้องใช้ยาความดันอย่างน้อย 3 ชนิด             หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ทำการรักษาจะส่งผลต่อระบบสมองและหัวใจโดยตรง ผลต่อสำหรับสมอง ในช่วงแรกๆ จะง่วงตลอดเวลา ทำให้สมาธิในการทำงานลดลง อารมณ์เปลี่ยน หงุดหงิดง่าย หรือเป็นโรคซึมเศร้า ถ้าอายุมากจะกลายเป็นโรคสมองเสื่อมได้ สำหรับผลเสียต่อหัวใจและหลอดเลือดในช่วงที่หยุดหายใจ ร่างกายจะขาดอากาศ หัวใจจะทำงานหนักขึ้น บีบตัวเร็วขึ้น แรงขึ้นเพื่อชดเชยอากาศหรืออกซิเจนลดลงไป  ส่งผลทำให้เกิดโรคหัวใจต่างๆ เช่น    หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวาย หลอดเลือดแดงแข็งตัว ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคทางหลอดเลือดหัวใจเอง อย่าง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือโรคของหลอดเลือดทางสมอง เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ด้วย             การวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ นอกจากอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยละเอียดแล้ว การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography) หรือ Sleep Test เป็นสิ่งจำเป็นในการวินิจฉัย เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของโรค พิจารณาแนวทางในการรักษา การตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep Test โดยติดอุปกรณ์เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของร่างกายระหว่างหลับ ได้แก่ คลื่นสมอง ระดับออกซิเจน คลื่นหัวใจ ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ เป็นต้น โดยก่อนเข้ารับการตรวจ คนไข้ต้องงดดื่มชา กาแฟ โกโก้ หรือสารกระตุ้นให้ตื่นตัวเกินไป และยาบางชนิดที่รบกวนการนอน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยอีกครั้ง           ระยะของโรค แบ่งตามความรุนแรง โดยนับเป็นจำนวนครั้งต่อชั่วโมงเรียกว่า Apnea Hypopnea Index หรือการหาค่า AHI ถ้าอยู่ในช่วงประมาณ 5-15 ครั้ง ถือว่าอยู่ในระดับน้อย อาจจะต้องดูอาการอื่นร่วมด้วย ช่วงประมาณ 15-30 ครั้ง เรียกว่า ระดับกลาง และเกิน 30 ครั้ง เรียกว่า ระดับรุนแรง โดยระดับกลางและรุนแรง ต้องเข้ารับการรักษาทันที เพราะจะเกิดผลเสียต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต   วิธีการรักษา 1.ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) ขณะนอนหลับ โดยเครื่องจะทำหน้าที่อัดอากาศเข้าไปผ่านจมูก(และ/หรือปาก) เพื่อเปิดท่อทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น เมื่อท่อทางเดินหายใจเปิดออก การหยุดหายใจ การหายใจแผ่ว และเสียงกรนก็จะหายไปด้วย วิธีนี้เป็นวิธีการรักษาหลักและได้ผลดีที่สุด 2.อุปกรณ์ทันตกรรม ทันตแพทย์จะเป็นผู้ใส่เครื่องมือในช่องปาก โดยจะตรวจก่อนว่ามีข้อห้ามหรือไม่ เช่น มีโรคข้อต่อกราม หรือมีฟันเพียงพอที่จะใช้อุปกรณ์นี้หรือไม่ เพื่อให้ท่อทางเดินหายใจเปิด ซึ่งจะใช้เฉพาะตอนนอนเท่านั้น 3.วิธีการผ่าตัด เมื่อใช้ 2 วิธีข้างต้นแล้วไม่ได้ผล แพทย์หูคอจมูก ที่ชำนาญการด้านการตรวจการนอนหลับ จะเป็นผู้ประเมินว่า สาเหตุหลักอยู่ที่บริเวณไหนของท่อทางเดินหายใจตีบแคบ เช่น บางคนทอนซิลโตก็ไปผ่าออก บางคนเนื้อเยื่อบริเวณหลังลิ้นไก่ เพดานอ่อนค่อนข้างหนาก็ซ่อมลิ้นไก่ ซึ่งวิธีนี้จะดูเป็นรายบุคคล             การป้องกันไม่ให้เกิดโรค คือ พยายามไม่ให้น้ำหนักเกิน คนที่มีโรคทางจมูก เช่น โรคภูมิแพ้จมูก ริดสีดวงจมูก ผนังจมูกคดต้องรักษา เพื่อไม่ให้ท่อทางเดินหายใจเกิดการตีบตันในอนาคต หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหย่อน ผู้ที่สูบบุหรี่จะทำให้เยื่อบุจมูกบวม บุคคลที่ใช้ยานอนหลับกลุ่ม Benzodiazepine เกินความจำเป็นก็ต้องปรึกษาแพทย์ด้านการนอนหลับ เพื่อปรับยา นอกจากนี้การปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไป จะเกิดโรคหยุดหายใจขณะหลับแล้ว ยังเกิดโรคอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากท่านหรือคู่สมรส และบุตรหลานของท่านนอนกรนดังมากเป็นประจำ อาจจะต้องเข้ามาพบแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ และรับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม   โดย นพ.พงศกร ตนายะพงศ์ อายุรแพทย์ระบบประสาทวิทยา 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

คุณรู้จัก Folic Acid ดีหรือยัง?

คุณรู้จัก Folic Acid ดีหรือยัง? Folic acid          Folic acid เป็น B vitamin ชนิดหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้าง cells ใหม่ในร่างกาย คำว่า “Folic Acid” เป็นชื่อเรียกสารที่สังเคราะห์ขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ เป็นรูปแบบหนึ่งของ “Folate” บ่อยครั้งมีการใช้สองคำนี้แทนกันได้ folate ในธรรมชาติสามารถพบได้มากในอาหารบางประเภท เช่น ผักใบเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว ถั่ว ฯลฯ ในบางประเทศมีการเติม folic acid ลงไปในอาหารบางประเภท เช่น ข้าว ขนมปัง pasta cereals ฯลฯ การได้รับ folate อย่างเพียงพอตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนถึงช่วงแรกของการตั้งครรภ์ช่วยป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural Tube Defects) ในทารกได้   ภาวะหลอดประสาทไม่ปิด (Neural Tube Defects) ในทารกคืออะไร?           ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ หลอดประสาทจะม้วนตัวปิดตามแนวยาวและพัฒนากลายเป็นสมองและไขสันหลังของทารก ซึ่งช่วงเวลานี้สตรีอาจยังไม่ทราบว่าตนเองเริ่มตั้งครรภ์แล้ว ภาวะหลอดประสาทไม่ปิดจึงเป็นพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ และเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่มีความรุนแรงเกี่ยวเนื่องกับสมองและไขสันหลัง ภาวะนี้มีหลายชนิดแต่ที่พบบ่อยที่สุดคือภาวะ Spina Bifida (หลอดประสาทไม่ปิดบริเวณไขสันหลัง) และ Anencephaly (หลอดประสาทไม่ปิดที่สมองและกระโหลกศีรษะ)   ภาวะหลอดประสาทไม่ปิดป้องกันได้อย่างไร?           Folic acid มีบทบาทช่วยในการเจริญของหลอดประสาททารก อย่างไรก็ตามการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีการวางแผนมาก่อนและภาวะหลอดประสาทไม่ปิดเกิดขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์หลังปฏิสนธิซึ่งสตรีอาจยังไม่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ ดังนั้นการรับประทาน folic acid เสริมอย่างเพียงพอทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์จึงมีความสำคัญในการช่วยลดโอกาสการเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดชนิดนี้ แม้ folate จะมีอยู่ในอาหารหลายประเภทแต่สตรีมักได้รับ folate ในระดับที่ไม่เพียงพอจากการรับประทานอาหาร ต้องอาศัยการรับประทาน folic acid เสริมด้วย ปริมาณ folic acid เสริมที่แนะนำต่อวันคือ 400 micrograms ร่วมกับการรับประทานอาหารที่มี folate อยู่ด้วย การรอจนกระทั่งมาตรวจฝากครรภ์ครั้งแรก (ทั่วไปมักเป็นในช่วงอายุครรภ์ 6-12 สัปดาห์) แล้วจึงเริ่มรับประทาน folic acid อาจไม่ได้ประโยชน์ในการป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิด           สตรีที่มีประวัติภาวะหลอดประสาทไม่ปิดในครรภ์ก่อนควรเริ่มรับประทาน folic acid 400 micrograms วันละครั้งตั้งแต่ยังไม่ได้วางแผนมีบุตร เมื่อวางแผนจะมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและรับประทาน folic acid 4,000 micrograms วันละครั้ง 1 เดือนก่อนการตั้งครรภ์เป็นอย่างน้อยตลอดจนสิ้นสุดไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์           อย่างไรก็ตามการรับประทาน folic acid ในช่วงเวลาและปริมาณที่เหมาะสม ไม่ได้เป็นการป้องกันภาวะหลอดประสาทไม่ปิดได้ 100% เนื่องจากภาวะหลอดประสาทไม่ปิดอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นอีกมาก   โดย นพ.พริษฐ์ วาจาสิทธิศิลป์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์เชิงกรานสตรีและศัลยกรรมซ่อมเสริม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

รู้เท่าทันต้อหินป้องกันการตาบอด

รู้เท่าทันต้อหินป้องกันการตาบอด  ข้อมูลโดย : พญ.ฤทัยรัตน์ วินิจฉัย จักษุแพทย์ รพ.วิภาวดี             ต้อหินเป็นโรคที่เกิดจากการถูกทำลายของเส้นประสาทตา เนื่องจากมีแรงดันในลูกตาสูง ซึ่งเส้นประสาทตานี้จะเชื่อมต่อระหว่างตาไปยังสมอง ทำให้การมองเห็นค่อยๆลดลง และบอดในที่สุดแรงดันตาที่สูงมากขึ้น เกิดจากการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตามากขึ้น และมีการระบายน้ำออกจากทางเดินระบายน้ำลดลง โดยค่าปกติของความดันตาอยู่ที่ 5-21 มิลลิเมตรปรอท หากพบว่าความดันตามีค่ามากกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นต้อหินได้ การสูญเสียการมองเห็นของผู้ป่วยต้อหิน ในระยะเริ่มแรก ลานสายตาจะถูกทำลายจากด้านข้างก่อน ผู้ป่วยอาจเริ่มมีการเดินชนสิ่งของดัานข้าง ผู้ป่วยที่ไม่สังเกตจึงไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ เพราะการมองตรงกลางยังเห็นดีอยู่ จนระยะท้าย ลานสายตาโดนทำลายจนแคบเข้ามาเรื่อยๆ การมองเห็นภาพตรงกลางเริ่มลดลง ระยะนี้ผู้ป่วยจึงจะมาพบแพทย์ ซึ่งเป็นระยะท้ายของโรคแล้ว สิ่งที่น่ากลัวคือ การมองเห็นที่เสียไปแล้ว ไม่สามารถทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ ทำให้ตาบอดถาวร การรักษาจึงเพื่อไม่ให้ลานสายตาและการมองเห็นที่ยังดีอยู่แย่ลงไปอีก ปัจจัยเสี่ยงของต้อหิน -          เชื้อชาติ คนเชื้อชาติแอฟริกันอเมริกันจะพบต้อหินสูงกว่าคนผิวขาวถึง 6-8 เท่า ส่วนคนเชื้อชาติเอเชียจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิดมากกว่าชนชาติอื่น -          อายุมากกว่า 40 ปี -          มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นต้อหิน -          ผู้ป่วยเบาหวาน ไมเกรน นอนกรน -          ตรวจพบความดันตาสูง -          เคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา -          การใช้ยาสเตียรอยด์ -          ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ สายตายาวหรือสั้นมาก กระจกตาบาง -          โดยบุคคลที่มีความเสี่ยงสมควรได้รับการตรวจตาเป็นประจำ งดการซื้อยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยมาใช้เอง เมื่อมีอาการผิดปกติทางตาควรรีบมาพบแพทย์  การวินิจฉัยต้อหิน  -          การตรวจตาด้วยเครื่องตรวจตา slit-lamp microscopy -          การตรวจวัดความดันภายในลูกตา -          การตรวจลักษณะของขั้วประสาทตา -          การตรวจลานสายตา โรคต้อหิน  สามารถแบ่งออกได้หลายชนิด ถ้าแบ่งตามลักษณะกายวิภาคของมุมตา ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ระหว่างกระจกตาและม่านตา สามารถแบ่งได้เป็นสองชนิด ด้วยกันคือ 1.ต้อหินชนิดมุมเปิด  เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการปวด เพราะความดันลูกตาจะค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อย ทำให้ผู้ป่วยเคยชินกับความดันตาที่สูงขึ้น ทำให้เส้นประสาทตาถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายที่มาพบแพทย์เนื่องจากตามัวลงแลัว ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของโรค  2.ต้อหินชนิดมุมปิด  จะมีลักษณะมุมตาแคบ ทำให้ขวางกั้นทางเดินระบายน้ำในตา เกิดความดันในลูกตาสูงขึ้น ซึ่งถ้าเกิดแบบเฉียบพลันจะมีอาการปวดมาก และมองเห็นแสงสีรุ้ง ตามัวลงเฉียบพลัน และมีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ผู้ป่วยที่เป็นต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน จะมาพบแพทย์เร็วเพราะมีอาการปวดตามาก ต้อหินชนิดนี้สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้โดยการยิงเลเซอร์ป้องกันให้มุมตาเปิดกว้างมากขึ้น แต่ถ้าเป็นต้อหินมุมปิดชนิดเรื้อรังที่ความดันตาค่อยๆเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยจะไม่รู้ตัว จนกว่าเป็นระยะท้ายของโรคแล้ว เหมือนกับต้อหินมุมเปิด  3.การรักษาต้อหิน เนื่องจากโรคต้อหินเส้นประสาทตาจะถูกทำลายอย่างถาวร การรักษาจึงเป็นการประคับประคองเพื่อให้ประสาทตาไม่ถูกทำลายมากขึ้นและเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด ทั้งนี้การรักษาจะขึ้นกับชนิดและระยะของโรค      การรักษาด้วยยา ซึ่งยาหยอดเหล่านี้จะออกฤทธิ์ลดการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาหรือช่วยให้การไหลเวียนออกของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาดีขึ้น จึงลดความดันตาให้อยู่ในระดับเหมาะสมไม่เกิดการทำลายของเส้นประสาทตา การรักษาด้วยยาจำเป็นต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และแพทย์จะนัดติดตามอาการเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลการรักษา การดำเนินโรค และผลข้างเคียงจากยา  การใช้เลเซอร์ โดยประเภทของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นกับชนิดของต้อหินและระยะของโรค -          Selective laser trabeculoplasty (SLT) เป็นการรักษาต้อหินมุมเปิด ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาหยอดตาแล้วได้ผลไม่ดีนัก หรือรักษาด้วยยาหยอดตาไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ หรือมีอการแพ้ยาหยอดตา และมักเลือกใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆ -          Laser peripheral iridotomy (LPI) เป็นการรักษาต้อหินมุมปิด -          Laser cyclophotocoagulation มักใช้ในกรณีที่การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ได้ผล เป็นการทำลายเซลล์มีหน้าที่สร้างน้ำในลูกตา ทำให้น้ำในลูกตาสร้างน้อยลง  ·       การผ่าตัด ใช้รักษาผู้ป่วยที่การรักษาด้วยยาหรือเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันตาได้ -          Trabeculectomy เป็นการผ่าตัดทำทางระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ให้น้ำออกมานอกลูกตามากขึ้น เป็นผลให้ความดันตาลดลง -          Aqueous shunt surgery ทำในกรณีที่การผ่าตัดวิธีแรกไม่ได้ผล เป็นการทำการผ่าตัดด้วยการใส่เครื่องมือที่เป็นท่อระบายเพื่อลดความดันตา โรคต้อหิน มีความสำคัญเพราะเป็นภัยเงียบที่ทำให้ตาบอดถาวรได้ การตระหนักถึงความสำคัญ โดยการตรวจตาสม่ำเสมอจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อตรวจพบโรคได้ในระยะแรก และรับการรักษาอย่างทันท่วงที ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลวิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ป้องกันพฤติกรรม... “Bully” ด้วย 4 วิธี

  คำจำกัดความของ Bully               Bully เป็นการแสดงความก้าวร้าวรุนแรง   กลั่นแกล้ง   รังแกผู้อื่นทั้งทางวาจาและร่างกาย เป็นการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ที่พบบ่อยมักเป็นการล้อเลียน รูปร่าง   หน้าตา   สถานะทางสังคม   รวมถึงการประจานกันทางโซเชียลมีเดีย   สาเหตุของการข่มเหงรักแก (Bully)               จากการศึกษาพบว่าผู้กระทำการเพราะความไม่พอใจ  ถูกทำให้ขายหน้า โกรธหรือต้องการแสดงตัวตนในสังคม  การศึกษาหลายสิบปีที่ผ่านมา พบว่าการรับสื่อที่มีความรุนแรง เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เด็กมีพฤติกรรมรุนแรงมากขึ้น  ในระยะยาวการได้รับสื่อที่มีความรุนแรงซ้ำๆ จะทำให้ซึมซับความรุนแรงและยอมรับว่าพฤติกรรมรุนแรง เป็นเรื่องปกติธรรมดา   Cyber bullying                 ปัญหาการข่มเหงรังแกทางอินเตอร์เน็ต  กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก ลักษณะเฉพาะของ Cyber bullying ผู้กระทำอาจเป็นบุคคลนิรนาม   อาจใช้ชื่อปลอมหรือใช้ชื่อบุคคลอื่นแทน มีความสามารถในการแพร่กระจายให้คนรู้ได้ในวงกว้าง แรงจูงใจในการทำ Cyber bullying  ได้แก่  การขาดความเชื่อมั่นในตนเอง  ความต้องการให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น อาจจะทำเพื่อความสนุกสนานรวมทั้งเพื่อแก้แค้น เหยื่อของ Cyber bullying มักจะขาความมั่นในในตนเอง  มีภาวะซึมเศร้าสูง มีปัญหาพฤติกรรม  และส่งผลถึงพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย   คำแนะนำสำหรับการป้องกันการข่มเหงรังแก (Bully)           1. เด็กที่ถูกข่มเหงรังแก (Bully)  มักเป็นเด็กที่ขาดความมั่นใจในตนเอง  ผู้ปกครองอาจแสดงให้เด็กเห็นถึงการสร้างความมั่นใจ ลดการพาตนเองเข้าไปในสิ่งแวดล้อมข่มเหงรังแก  การนิ่งเฉยต่อการ bully จะช่วยให้เรื่องราวหายไปอย่างรวดเร็ว  ผู้ลงมือ  อาจจะรู้สึกเบื่อไปเองในที่สุด         2. การจัดการเมื่อต้องเผชิญหน้า - เดินหนีออกจากสถานการณ์ - พูดด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งและท่าทีที่มั่นคง  ว่าไม่ชอบการกระทำ รวมถึงวาจาต่างๆที่ถูกกล่าวถึง - แจ้งครูหรือผู้ใหญ่ 3.    ครอบครัวและครู  ควรประสานงานกัน เพื่อรายงานความเปลี่ยนแปลง ของพฤติกรรมเด็ก   4.  นักจิตวิทยา  ควรให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำเป็นรายบุคคล  ซึ่งจะเป็นผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว    พญ.พนิตษา  ยุกตะนันทน์  แพทย์ชำนาญการด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. ภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน

ภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน         อุ้งเชิงกรานเป็นบริเวณหนึ่งของร่างกาย มีลักษณะเป็นรูปถ้วยโอบรอบด้วยกระดูกเชิงกราน กล้ามเนื้อ รวมถึงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีความแข็งแรง อวัยวะทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนี้เรียกว่าอวัยวะในอุ้งเชิงกรานในสตรีอวัยวะในอุ้งเชิงกรานที่มีความสำคัญ ได้แก่ กระเพราะปัสสาวะ มดลูก ช่องคลอด รวมถึงลำไส้ตรงของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอวัยวะทั้งหมดสามารถเกิดการเคลื่อนจากตำแหน่งปกติที่ควรจะเป็นได้หรือเรียกสั้นๆว่า “หย่อน” ได้ เนื่องจากอวัยวะทั้งหมดนี้ถูกยึดไว้ด้วยโครงสร้างของร่างกายซึ่งก็คือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ เมื่อเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเหล่านี้เสื่อมสภาพลงหรือมีการบาดเจ็บ สามารถที่จะทำให้เกิดการหย่อนของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้ ซึ่งการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเหล่านี้ เกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น อายุ กรรมพันธุ์ การตั้งครรภ์และการคลอดบุตร โดยเฉพาะการคลอดบุตรหลายๆ คนด้วยวิธีธรรมชาติหรือใช้คีมช่วยคลอด ความอ้วน ภาวะอื่นที่มีการเพิ่มแรงดันในช่องท้อง เช่น ไอ จาม ท้องผูกแบบเรื้อรัง            อวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนชนิดที่พบได้บ่อยคืออวัยวะระบบสืบพันธุ์ของสตรี ได้แก่ มดลูกและช่องคลอด เนื่องจากสตรีมีช่องคลอดและปากช่องคลอดซึ่งเป็นโครงสร้างที่แตกต่างจากบุรุษ อวัยวะต่างๆจึงสามารถหย่อนเข้ามาในช่องคลอดได้ โดยนิยามของคำว่า “อวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน” คือ การที่มีอวัยวะในอุ้งเชิงกรานยื่นมาในช่องคลอด เช่น มดลูกที่อยู่จุดบนสุดของช่องคลอดเคลื่อนตัวลงมา ผนังช่องคลอดด้านหน้าหรือด้านหลังยื่นเข้ามาในช่องคลอด ภาวะนี้มีความรุนแรงหลายระดับ มีวิธีการแบ่งความรุนแรงได้หลายวิธี วิธีที่นิยมมากที่สุดชื่อว่า POP-Q (ซึ่งไม่ขอลงในรายละเอียดในที่นี้) แบ่งความรุนแรงได้เป็น 4 ระดับ ผู้ป่วยที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนไม่มาก ได้แก่ ระดับที่ 1-2 อวัยวะต่างๆ มีการหย่อนแต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ภายในช่องคลอด ไม่พ้นปากช่องคลอดออกมาภายนอก ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ ในบางรายอาจมีอาการเกี่ยวกับระบบปัสสาวะหรืออุจจาระที่เปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ในทางกลับกันผู้ป่วยที่มีอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนระดับสูง ได้แก่ ระดับที่ 3-4 จะมีก้อนยื่นโผล่พ้นปากช่องคลอดซึ่งก้อนนี้อาจเป็นปากมดลูก ผนังช่องคลอดด้านใดด้านหนึ่ง หรืออวัยวะอุ้งเชิงกรานทั้งหมดก็ได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้บางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด ปัสสาวะคั่ง ไตบวมน้ำ และอุจจาระผิดปกติได้ อวัยวะในอุ้งเชิงกรานอีกส่วนหนึ่งที่สามารถหย่อนได้ แต่ถูกพูดถึงน้อยเพราะพบไม่บ่อยคือลำไส้ตรง (ส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ก่อนที่จะถึงรูทวารหนัก) สามารถหย่อนได้ทั้งในบุรุษและสตรี จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ซึ่งจะมีวิธีการดูแลรักษาแตกต่างจากการหย่อนของอวัยวะสืบพันธุ์สตรี   การดูแลรักษาสตรีที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนจะขึ้นกับระดับความรุนแรงและอาการเป็นหลัก 1.การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การลดน้ำหนักในรายที่น้ำหนักเกิน การยกของหนักบ่อยๆ ภาวะไอจามเรื้อรัง ภาวะท้องผูก เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีการเพิ่มแรงดันในช่องท้องซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรักษาอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนรักษาไม่ได้ผล   2.ผู้ป่วยที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนในระยะเริ่มต้น การรักษาจะเน้นในเรื่องของการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานซึ่งเป็น first-line treatment มีจุดประสงค์เพื่อทำให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้น มีผลช่วยลดขนาดของปากช่องคลอด การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานต้องอาศัยวินัยในการฝึก เพราะคล้ายคลึงกับการฝึกกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกาย ที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและมีความถี่มากเพียงพอ แนะนำว่าควรฝึกอย่างน้อยๆ 3-4 วันต่อสัปดาห์ ในแต่ละวันฝึกประมาณ 30-40 ครั้ง ซึ่งถ้าผู้ป่วยทำได้มักจะได้ผลดี แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนระดับสูง การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ประโยชน์มาก และไม่สามารถจะแก้ไขอาการทั้งหมดได้   3.อุปกรณ์พยุงช่องคลอด (Pessary) เป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อค้ำบางส่วนของช่องคลอดไม่ให้เคลื่อนตำแหน่งจนทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการ การใส่อุปกรณ์ทำได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ไม่มีแผลผ่าตัด ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล และสามารถแก้ปัญหาอาการของผู้ป่วยได้เลยทันที ผู้ป่วยแต่ละรายจะเหมาะสมกับชนิดและขนาดของอุปกรณ์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจำเป็นต้องมีการ fitting อุปกรณ์ก่อนใช้จริง นอกจากประโยชน์ในแง่ความสะดวกแล้ว อุปกรณ์นี้มีข้อดีที่สำคัญคือสามารถทำให้ผู้ป่วยเลี่ยงการผ่าตัดได้ และยังสามารถแก้ไขอาการได้เทียบเท่ากับการผ่าตัดอีกด้วย อย่างไรก็ตามการใส่อุปกรณ์ไม่ได้เป็นการแก้ไขโครงสร้างของร่างกายที่แท้จริง ทำให้ต้องใส่อุปกรณ์อยู่ตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการ   4.การผ่าตัดแก้ไขอาจทำได้หลายลักษณะ เช่น การทำให้ส่วนของช่องคลอดกลับไปอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิม การเย็บปิดช่องคลอดไปเลย ผู้ป่วยหลายรายที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนระดับสูงมักเข้าใจว่าสามารถผ่าตัดทั้งส่วนของมดลูกและช่องคลอดออกทั้งหมดได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ส่วนที่สามารถผ่าตัดออกได้จะเป็นมดลูกเท่านั้น ส่วนช่องคลอดต้องคงอยู่ เพราะเป็นส่วนที่ติดกับกระเพาะปัสสาวะและไส้ตรง และยังทำหน้าที่กั้นระหว่างอวัยวะภายในกับอากาศภายนอก           ภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อน โดยหลักเกิดจากความเสื่อมของโครงสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ดังนั้นวิธีป้องกันหลักคือการลดปัจจัยเสี่ยงเท่าที่ทำได้ เช่น การควบคุมน้ำหนัก การแก้ไขภาวะไอเรื้อรังท้องผูกเรื้อรัง ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้ตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์ทั่วไป นอกจากนั้นแล้วสำหรับสตรีทั่วไปที่ไม่มีอาการ แนะนำเรื่องของการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมถึงการตรวจภายใน การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และอัลตราซาวด์ ในกรณีที่มีอาการต่างๆ เกิดขึ้นมาใหม่ เช่น รูปแบบการปัสสาวะ หรืออุจจาระเปลี่ยนไป แนะนำให้รีบพบแพทย์ เพื่อที่จะทำการรักษา หรือหาสาเหตุต่อไป   นพ.พริษฐ์ วาจาสิทธิศิลป์  สูติ นรีแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. ฝุ่นพิษ กทม.

 ฝุ่นพิษ กทม. ฝุ่นพิษที่เพิ่มสูงขึ้นในกรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องอันตรายจากมลพิษในอากาศมากขึ้น และต่างพากันกังวลถึงผลกระทบของมลพิษต่อสุขภาพทั้งของตนเองและลูกหลาน โดยฉพาะในหลายๆ พื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐาน ทำให้ต้องงดกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมหน้ากากอนามัยไว้เสมอเพื่อป้องกันฝุ่น                 โดยปกติในกรุงเทพฯ และทุกพื้นที่จะมีฝุ่นละอองพิษอยู่แล้วทุกวัน แต่ขณะที่เราเห็น ณ ปัจจุบันนี้มากขึ้น เนื่องจากในช่วงเดือนธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่มีสภาวะอากาศนิ่ง พร้อมกับมีภาวะของลมสงบ หรือที่เรียกว่าอากาศปิด เมื่ออากาศปิด ทำให้เราสามารถมองเห็นฝุ่นได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในย่านเศรษฐกิจที่มีการก่อสร้างเป็นจำนวนมาก จริงๆ ฝุ่นที่เราเผชิญอยู่นี้ ไม่ใช่แค่ฝุ่นอันตราย PM 2.5 เท่านั้น ยังมีฝุ่นขนาด PM 10 ที่เกิดจากงานก่อสร้างต่างๆ มารวมตัวกัน เมื่ออากาศปิด ฝุ่นก็ลอยต่ำลงมา ทำให้เราหายใจเอาฝุ่นละอองเข้าไปในร่างกายได้ง่ายขึ้น และทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเหมือนหมอกและควัน แต่หากเป็นช่วงที่อากาศเปิด ฝุ่นเหล่านี้ก็จะถูกพัดพาไป               ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับคำว่า PM ก่อน PM ย่อมาจาก Particulate Matter เรียกกันว่าเป็นละอองฝุ่น 2.5 คือขนาดของฝุ่นที่มีขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดอย่างเป็นทางการว่า ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 อยู่ในกลุ่มหนึ่งของสารก่อมะเร็ง มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า PM 2.5 มีสารพิษที่รวมอยู่ ตั้งแต่ก๊าซโอโซน ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อาร์ซินิก (Arsenic) สารหนู Lead ตะกั่ว ที่อยู่ในมลพิษของอากาศที่เราสูดดมเข้าไปได้ ก๊าซเหล่านี้เกิดจาก การขับขี่ยวดยานพาหนะ โดยเฉพาะยานพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซล ที่เผาไหม้ไม่หมด ฝุ่นที่เกิดจากยางรถยนต์ที่บดลงบนถนนลาดยางมะตอย การเผาต่างๆ เช่น การเผาในที่โล่ง การผลิตไฟฟ้า ที่ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกมา และโรงงานต่างๆ เช่น ในเขตระยอง เขตอุตสาหกรรม จะมีพวกสารปรอท สารหนู ปนออกมาอากาศได้เช่นกัน              และเมื่อเราหายใจเข้าไปทางจมูก ถ้าขนจมูกของเราดักจับฝุ่นละอองที่ใหญ่กว่า PM 2.5 ได้ จะแสดงปฏิกิริยาออกมาคือมีเยื่อเมือก หรือเป็นลักษณะของขี้มูก แต่ถ้าฝุ่นมีขนาดเล็กกว่าขนจมูกของเรา จนไม่สามารถป้องกันได้ก็จะเข้าสู่โพรงจมูก ลงกล่องเสียง ลงคอ ลงหลอดลมใหญ่ แล้วตรงหลอดลมของเราก็จะมีขนอ่อน (Cilia) ที่สามารถโบกพัดขับออกมาเป็นเสลดได้ หรือบางทีเป็นหวัดเจ็บคอ แล้วคุณหมอบอกมีเชื้อโรค ก็มีการขับมูกเสลดตัวนี้ออกมาได้เช่นกัน แต่ฝุ่นขนาดเล็กสามารถลงไปได้ถึงหลอดลมฝอย ลงไปในหลอดลมขนาดย่อย และตกลงไปในถุงลมของเราได้ ตรงนี้คือจุดที่อันตราย เพราะถุงลมของเรามีเส้นเลือดที่ล้อมอยู่ ตัวฝุ่นก็เข้าไปอยู่ในหลอดเลือดแดงของเราได้ (ถุงลมที่อยู่ที่ปอด) คราวนี้มันก็ล่องลอยไปตามอวัยวะต่างๆ ของเรา ร่างกายเราก็จะเกิดปฏิกิริยาการอักเสบเกิดขึ้นได้ ถ้าไปหัวใจ สมอง หลอดเลือดตามอวัยวะต่างๆ จะทำให้เกิดโรคเฉียบพลันหรือเกิดโรคเรื้อรังได้ทันที แต่ถ้าคนที่ร่างกายแข็งแรงดี ก็จะไม่ก่อโรคใดๆ ทั้งสิ้น               ถึงแม้ว่าการได้รับฝุ่นจะไม่ทำให้เกิดโรคในทันที แต่ในระยะสั้น หากเราเกิดอาการแพ้ เมื่อฝุ่นเข้าจมูกไปเรียบร้อยแล้ว ก็เกิดเป็นโรคจมูกอักเสบ ภูมิแพ้ หอบหืด ไอระคายเคือง เยื่อบุตาอักเสบได้ อาการเหล่านี้สามารถรักษาได้ ในระยะต้นๆ หรือในระยะสั้น แต่ถ้าระยะยาว ที่เราต้องรับไปทุกวัน ฝุ่นเหล่านี้จะสะสมอยู่ในร่างกาย และถ้ามันสะสมในคนปกติ ไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้ามันไปสะสมในเด็กเล็กที่กำลังมีพัฒนาการ ในคนแก่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดัน หรือคนที่ไม่แข็งแรง ก็อาจจะมีปัญหาที่ทำให้เกิดโรครุนแรงได้มากขึ้น                หากเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงบรรยากาศที่มีฝุ่นได้ ต้องหาวิธีป้องกัน เช่น ใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง เดินทางให้เร็วขึ้น แล้วรีบเข้าไปในอาคาร งดการออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงที่มีปริมาณฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน คนที่ต้องทำงานอยู่กลางแจ้ง เช่น ตำรวจจราจร พ่อค้าแม่ค้า หรือเจ้าหน้าที่กทม. แนะนำให้ใส่หน้ากาก N95 ถึงจะปลอดภัย เพราะ N95 สามารถป้องกันฝุ่นได้ถึงขนาด 0.3 ไมครอน เพราะหน้ากากตัวนี้สามารถปิดได้ตั้งแต่จมูก ครอบปาก ไปจนถึงใต้คาง และรัดแน่น จนกลายเป็นครึ่งวงกลมบนหน้าเรา N95 ต้องใส่อย่างถูกต้อง คือ การหายใจจะหายใจผ่านจมูก หายใจออกทางปาก หากใช้หน้ากากทั่วๆ ไป ที่เป็นสีเขียวตัวนี้อาจจะใช้ได้ไม่ดี แนะนำก็คือหน้ากากที่มีคำว่า Extra จะช่วยกรองได้อีกหนึ่งชั้น (หน้ากากสีเขียวกรองได้ 10 ไมครอน กรองฝุ่นก่อสร้างได้ ฝุ่นธรรมดาได้ แต่ไม่สามารถกรอง PM 2.5 ได้)              เมื่อเราเริ่มตระหนักถึงอันตรายของฝุ่นละออง PM 2.5 การใส่หน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่นละออง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง ไม่อยู่ในพื้นที่ๆ มีมลพิษเป็นเวลานานๆ จะทำให้เราห่างไกลจากโรคได้ โดยสามารถติดตามและตรวจเช็คดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index: AQI) โดยแบ่งดังชีคุณภาพอากาศเป็น5 ระดับ ตั้งแต่ 0 ถึง 201 ขึ้นไป โดยใช้สีฟ้า เขียว เหลือง ส้ม แดง เป็นตัวเปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อยากให้ตระหนัก ยังสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ สวมหน้ากากป้องกัน ก็จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ ได้   โดย พญ. กานดา กู้เมือง แพทย์แผนกตรวจสุขภาพ ผ่านการอบรมอาชีวเวชศาสตร์ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. เครื่องกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (TMS)

เครื่องกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (TMS)         ผู้ป่วยโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต สาเหตุเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง หลายรายต้องใช้ชีวิตอยู่กับความพิการ มีปัญหาการพูด การกลืน การช่วยเหลือตัวเองซึ่งที่ผ่านมาการรักษาทำได้เพียงกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูให้กล้ามเนื้อกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แม้จะไม่ดีเท่าเดิม โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทีมแพทย์และนักวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาเทคนิค Repetitive Transcranial Magnetic Stimulation (rTMS) เพื่อรักษาความผิดปกติของสมอง ด้วยการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก เพื่อปรับการทำงานของสมองจากที่ผิดเพี้ยนให้คงที่ โดยเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสประสาทการกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็ก และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย          จากความพยายามรักษาความผิดปกติของสมองด้วยการใช้สนามแม่เหล็กถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่นานมานี้คนอาจจะคุ้นเคยกับการฝังแบตเตอรี่ไฟฟ้ากระตุ้นสมองเพื่อรักษาโรคพาร์กินสัน แต่เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถรักษาความผิดปกติของสมองโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ (Non Invasive Brain Stimulation (NIBS) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก           การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กเป็นการรักษาที่เรียกว่า การเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าเป็นคลื่นแม่เหล็ก ภาษาอังกฤษเรียกว่า  Transcranial Magnetic Stimulation หรือชื่อย่อว่า TMS จะมีการรักษาได้หลายโรคด้วยกัน โดยเฉพาะโรคระบบทางสมอง เช่น โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ เป็นต้น  โรคพาร์กินสัน เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว ยังมีโรคทางด้านจิตแพทย์ ซึ่งเราดูแลอยู่ร่วมกัน ก็คือโรคซึมเศร้า            อย่างที่กล่าวข้างต้นไปแล้วว่า การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก ซึ่งจะไม่มีไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ความปลอดภัยจึงสูง ผลข้างเคียงก็จะน้อยกว่า เป็นคลื่นแม่เหล็กล้วนๆ ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีความแม่นยำสูง ดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด โดยขั้นตอนการรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กนั้น หลังจากที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และตรวจสอบประวัติการรักษาของผู้ป่วย โดยจะหลีกเลี่ยงการใช้การรักษานี้กับผู้ป่วยที่มีการฝังโลหะในสมอง ผู้ป่วยที่มีการฝั่งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย รวมทั้งผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคลมชัก            การเตรียมตัวก่อนการรักษา แพทย์อาจจะทำในวันที่มาตรวจเลยก็ได้ หรือนัดมาภายหลังก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร เพียงแค่นอนหลับให้เพียงพอ การเตรียมตัวของญาติและคนติดตาม ให้ทราบว่า โรคของเขาเป็นแบบนี้ ญาติจะต้องดูแลอย่างไรบ้าง ระยะเวลาที่ทำประมาณ 20 นาที/ครั้ง เมื่อทำเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะให้คำแนะนำหรือซักถามเรื่องของอาการที่เกิดขึ้น อาจมีอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้แก่ อาการมึนศีรษะ เวียนศีรษะ ซึ่งเมื่อนั่งพักสักครู่ก็มักจะหาย และกลับบ้านได้ ไม่ต้องนอนค้างโรงพยาบาล            ขั้นตอนการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก เริ่มจากสวมหมวกก่อนการรักษา กำหนดตำแหน่งการกระตุ้นด้วยแม่เหล็ก ทดสอบการทำงานของเครื่องบริเวณแขนและขา จากนั้นจะเริ่มกระบวนการรักษาโดยการนำเครื่องไปแตะที่บริเวณศีรษะ และเริ่มปล่อยคลื่นแม่เหล็กๆ จำนวนครั้งและความถี่ก็ขึ้นอยู่กับโรคที่คนไข้เป็น ผู้ป่วยสามารถทำได้ทุกวัน แต่ถ้าไม่สะดวกก็สามารถเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือสัปดาห์ละ 3 ครั้งก็ได้ แต่โดยระยะเวลารวมๆ ก็คือ 10 ครั้ง          การรักษาสมองด้วยการกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็ก (TMS) เป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยสูง การทำไม่ยุ่งยาก ผลข้างเคียงน้อย การรักษาอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ เป็นการช่วยการรักษาหลัก ให้ได้ผลดีขึ้น เพราะฉะนั้นหากผู้ป่วย หรือญาติมีความกังวลอย่างไรก็สามารถมาคุยกับแพทย์ในรายละเอียดได้เพิ่มเติม ซึ่งแพทย์ก็จะมีคำอธิบายเพื่อให้มั่นใจได้ว่า ถ้ามาทำแล้วมีความปลอดภัย แล้วก็สามารถจะช่วยให้โรคนั้นดีขึ้นได้    โดย นพ.สามารถ  นิธินันทน์ อายุรแพทย์ระบบประสาทวิทยา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. วุ้นในตาเสื่อม

 วุ้นในตาเสื่อม          หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเล่นกีฬา และเคยเล่นกีฬาจนรู้สึกว่าดวงตาได้รับการกระทบกระเทือน เป็นผู้ที่มีสายตาสั้น นอนในที่ที่มีแสงไฟสว่างจ้าจนกระทั่งหลับ หรือมีอายุเริ่มเข้าเลขสี่นำหน้า เลขห้า เลขหกกันแล้ว ถ้าคุณเข้าข่ายที่กล่าวมาแล้ว รู้ไว้เลยว่า คุณคือกลุ่มเสี่ยง ที่จะเป็นโรควุ้นในตาเสื่อม จากสถิติในประเทศไทยพบว่า คนเป็นโรควุ้นในตาเสื่อมมากถึง 14 ล้านคน ภาวะวุ้นในตาเสื่อมเป็นอย่างไร เรามาเริ่มทำความรู้จักกัน            ถ้าดูจากภาพตัดขวาง จะมีกระจกตากับเลนส์ตา รวมแสงไปโฟกัสที่จอประสาทตา เหมือนเลนส์กล้องกับฟิล์มกล้อง ข้างในตาก็ไม่ใช่อากาศ แต่เป็นเหมือนเจลลี่ ภาษาไทยเราก็เลยเรียกว่าวุ้นในตา ตอนเราเกิดมา ตอนเป็นเด็กก็จะเป็นวุ้นใสๆ เนียนๆ แต่พอเราอายุมากขึ้นหรือว่ามีความเสี่ยงบางอย่าง วุ้นตาบางส่วนก็จะเหลวขึ้น จะเป็นน้ำขึ้นมา บางส่วนก็เลยจะจับกันเป็นจุดๆ เป็นตะกอน เป็นเส้น เป็นวงให้เห็นขึ้นได้ เวลาเริ่มมีความเสื่อมในวุ้นตาเกิดขึ้น ถ้าสังเกตหน่อยก็จะเห็น เวลามองท้องฟ้า หรือวัสดุที่เป็นขาวๆ สว่างๆ จะเห็นเป็นจุดดำๆ หรือเป็นเส้น มองไปทางไหนก็จะลอยตามไปด้วยหรือเห็นแสงไฟคล้ายฟ้าแลบหรือถ่ายรูป คนไข้ก็รู้สึกว่ารำคาญ ที่สำคัญบางคนพอเสื่อมไประดับหนึ่งแล้ว วุ้นตาจะล่อนออกมาจากจอตา พอแยกออกจากกันบ้างครั้งเกิดการดึงรั้งที่จอตา ทำให้จอตาฉีกขาด ต้องได้รับการรักษาก่อนที่จะมีจอประสาทตาลอก             สาเหตุที่ทำให้เสื่อม จากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นความเสื่อมจากอายุ คนที่อายุ 60-70 ปี ประมาณ 50-60% ก็จะมีวุ้นในตาเสื่อม ถ้าไปตรวจตาก็จะมี คนที่อายุน้อยๆ ก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่มีสายตาสั้น วุ้นตาก็จะเสื่อมเร็วกว่าคนอื่นเขาหน่อย ได้รับอุบัติเหตุทางตา มีอะไรมากระแทกตา ก็จะเสื่อมเร็วขึ้น อันที่สาม คือการได้รับการผ่าตัดข้างในตา อย่างเช่น การผ่าตัดต้อกระจก ก็อาจจะมีความเสื่อมเร็วกว่าคนอื่นได้ หรือภูมิแพ้ที่ชอบขยี้ตาบ่อยๆ            สำหรับคนที่สายตาสั้น แล้วมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นคือ เวลาลูกตาที่สร้างมาความโค้งของกระจกตากับความยาวของลูกตาไม่พอดีกัน พูดง่ายๆ คือ ด้านหลังเหมือนยาวกว่าคนปกติ เพราะฉะนั้นจอประสาทตาก็จะบางกว่าคนอื่นเขาหน่อย วุ้นตาก็เสื่อมง่ายกว่า คือมีโอกาสที่จอประสาทตาจะมีการฉีกขาด หลุดลอกได้ง่ายกว่าคนที่สายตาปกติ แนะนำว่าถ้ามีอาการ หรือถ้าไม่มีอาการ แต่สายตาสั้นเกิน 400 ขึ้นไป อาจจะต้องเช็คจอตาดูเป็นระยะ ขยายม่านตาดู อาจจะทุก 2-3 ปี ถ้ามีปัญหาอะไรก็จะได้ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า ส่วนในเรื่องของการใช้สายตาทั่วไป เช่น นอนดูทีวี นอนอ่านหนังสือ แสงเข้าไม่ถูกทาง ใกล้เกินไป ไกลเกินไป นานเกินไป สว่างไป มืดไป กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหากับวุ้นในตาหรือจอตาโดยตรง แต่ถ้ารักษาไม่เหมาะสมก็จะล้าตาได้ง่าย ตาก็อาจจะต้องเพ่งเยอะหน่อย อาจจะมีปัญหาเรื่องตาแห้ง แต่ไม่เกี่ยวกับวุ้นตาเสื่อม สาเหตุหลักไม่ค่อยเกี่ยวกับพฤติกรรม ยกเว้น อุบัติเหตุ กิจกรรมที่เราทำ บางทีเล่นกีฬา กีฬาที่มีวัตถุลูกเล็กๆ วิ่งเร็วๆ แบดมินตัน เทนนิส สค็วอช ก็จะมีความเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุทางตาเยอะขึ้น             ภาวะของคนที่วุ้นในตาเสื่อม แรกๆ ก็จะเห็นเป็นจุดๆ ลอยๆ ก่อนสักพักหนึ่ง พอส่วนที่เหลวเป็นน้ำเข้าไปเซาะแยกระหว่างตัวมันกับผนังจอตา ก็จะมีการแยกระหว่างวุ้นตา กับจอตา จังหวะนี้แหละ ที่เคยอยู่ติดกันมาตลอด พอถึงวันหนึ่งที่ต้องพรากออกจากกัน บางจุดมันไม่ยอม ก็จะมีการดึงรั้ง โดยเฉพาะตรงขั้วประสาทตา ตรงเส้นเลือด หรือว่าตรงขอบๆ ของจอตา พอมีอะไรไปดึงจอตา เขาไม่เจ็บ เพราะเป็นเซลล์รับแสง แต่คนไข้จะเห็นแสงแวบเหมือนฟ้าแลบ แต่ไม่เจ็บ จะเห็นชัดตอนที่หลับตา หรืออยู่ในห้องมืด อยู่ดีๆ มีไฟแวบขึ้นมาเอง แสดงว่าจอตามีอาการดึงรั้งแล้ว แต่จะไม่ได้เป็นตลอดเวลา จะเป็นบางจังหวะ โดยเฉพาะที่มีการเคลื่อนไหว พอมันดึงรั้งในบางคน ซึ่งมันไม่ยอมพรากจากกันจริงๆ มันก็ดึงแรงมาก ก็จะดึงจอตาฉีกขาดได้ ซึ่งอันตราย เพราะถ้าปล่อยจอตาที่มีรูฉีดขาดไว้ น้ำในจอตาก็จะเข้าไปเซาะ ทำให้มีจอประสาทตาหลุดลอก ซึ่งก็ต้องผ่าตัดใหญ่ ไม่เช่นนั้นการมองเห็นก็จะแย่ลง แต่ถ้าเรามาตรวจตั้งแต่เริ่มเห็นว่ามีรอยฉีกขาด เราก็จะเลเซอร์ล้อมๆ เขาไว้ น้ำก็จะเข้าไปเซาะไม่ได้ ก็จะสามารถป้องกันจอประสาทตาหลุดลอกได้ หลายคนที่ไม่สังเกตตัวเองเลย มาพบอาจจะเป็นในระยะที่เป็นจอตาหลุดลอกแล้ว ซึ่งการรักษาก็จะยากขึ้น อาจจะต้องใช้การผ่าตัด แต่ถ้าเราเห็นจุดดำๆ ลอยไปมา เห็นแสงแวบๆ เหมือนฟ้าแลบ แนะนำให้มาตรวจ จะดูแลรักษาได้ง่ายกว่า          ขั้นตอนในการรักษา วันที่มาตรวจตา หมอก็จะหยอดยาขยายม่านตา ด้วยความที่มันอยู่ข้างหลัง ม่านตาเราเล็กๆ ก็จะเห็นไม่ทั่ว ก็ต้องหยอดตาเพื่อขยายม่านตาก่อน หลังหยอดก็จะพร่าๆ หน่อย มองใกล้ไม่ชัด ขับรถอาจจะไม่สะดวก สักช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก เพราะฉะนั้นอาจจะต้องมีคนมาด้วย หลังจากหยอดยาขยายม่านตาประมาณครึ่งชั่วโมง ม่านตาขยายดี หมอก็จะตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียด ว่ามีปัญหา ฉีกขาดอะไรบ้างไหม ส่วนใหญ่ก็จะไม่มี แต่ว่าคนที่วุ้นตาเสื่อมและล่อนใหม่ๆ เกือบ 5% จะมีรอยฉีกขาดที่จอตาได้          ถ้าเห็นจอประสาทตาฉีกขาดก็จะแนะนำให้เลเซอร์ ป้องกันไม่ให้จอตาหลุดลอก ก็จะป้องกันได้ 95% ส่วนใหญ่กินยาอะไรก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้น หลักๆ ก็คือสังเกตว่า ต้องเฝ้าดูเรื่องจอตาว่าไม่มีปัญหา เพราะถ้าจอตาไม่มีปัญหาอะไร คนไข้ก็จะรู้สึกว่ารำคาญ ซึ่งพักหนึ่งก็จะค่อยๆ ชินไป ในอนาคตก็จะมีการใช้ยาซึ่งไปย่อยวุ้นตา ทำให้ตะกอนตกลงมาข้างล่าง แต่ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นทดลอง ในต่างประเทศบางทีมีการผ่าตัดวุ้นตา เพื่อให้จุดดำหรือเส้นบางๆ ที่ลอย หายไป เพื่อให้คนไข้ไม่รำคาญ แต่เมื่อเทียบประโยชน์กับความเสี่ยงแล้ว โดยส่วนตัวคิดว่าไม่คุ้ม ถ้าเห็นจุดลอยเฉยๆ คงไม่แนะนำให้ผ่าตัด ยกเว้นถ้าจอตาหลุดลอก           สำหรับวุ้นในตาเสื่อม ถ้าทำกิจกรรมซึ่งมีความเสี่ยงกับตา แนะนำให้ใส่แว่นป้องกัน สมัยนี้เลนส์ที่ดีก็จะเป็นเลนส์     โพลีคาร์บอเนต เป็นเลนส์เหนียวหน่อย กิจกรรมที่เสี่ยง ตอกตะปู เสื่อมเหล็ก หรือเล่นกีฬา นักกีฬาก็เห็นใส่กันเยอะขึ้น อันนี้ก็ป้องกันอุบัติเหตุทางตาได้ในส่วนหนึ่ง อย่างที่ 2 เวลาออกไปข้างนอกก็ใส่แว่นกันแดดนิดหนึ่ง เพราะแสงยูวีก็ทำให้ความเสื่อมเกิดได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตรงผิวกระจกตา เป็นต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก รวมทั้งข้างหลังที่อาจจะเสื่อมได้ด้วย ถ้ามีอาการจุดดำๆ ลอยไปมา เวลามองท้องฟ้า หรือมีแสงแวบๆ เหมือนฟ้าแลบเวลาอยู่ในห้องมืด  แนะนำให้มาพบจักษุแพทย์ เพื่อรับการตรวจอย่างเหมาะสม เพราะถ้าเราเห็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น เราป้องกันไว้ไม่ให้ลุกลามบานปลายก็จะได้ผลดีกว่า    โดย นายแพทย์ธีรวีร์  หงษ์หยก จักษุแพทย์ สาขากระจกตาต้อกระจก และการผ่าตัดแก้ไขสายตา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. โรคกรดไหลย้อน

 โรคกรดไหลย้อน         กรดไหลย้อน เป็นภาวะกรดในกระเพาะอาหารย้อนขึ้นมาที่บริเวณหน้าอก ซึ่งหน้าอกก็จะมีอวัยวะ คือ หลอดอาหาร ซึ่งตัวหลอดอาหารเองไม่ทนกับกรด จึงเกิดอาการต่างๆ อาการที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก หรือกรดจะมีรสขม รสเปรี้ยว จริงๆ กรดสามารถออกไปนอกหลอดอาหารได้ เช่น ไปโดนกล่องเสียงที่อยู่ในคอ หรือพวกหลอดลม บางทีจะเกิดอาการเสียงแหบ หรือไอเรื้อรังได้ จริงๆ ในคนปกติ สามารถมีกรดย้อนขึ้นมาได้ เช่น ถ้าทานเยอะเกินไป หรือทานแล้วนอน ก็เกิดได้ แต่ที่เราเรียกเป็นโรค คือ คนที่อาการนี้เกิดบ่อยมาก จนเกิดการรบกวนชีวิตประจำวัน ถือว่าเป็นโรคประจำตัวได้ ถ้าเกิดอาการบ่อยๆ อย่างที่บอกว่าเป็นมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน ใช้ชีวิตลำบาก   พบได้ในทุกกลุ่มอายุ โดยกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ผู้ที่ดื่มสุรา ผู้ที่สูบบุหรี่ สตรีที่ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็ง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิด ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงได้เช่นกัน อาทิ ยาลดความดันโลหิตสูงบางชนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า สำหรับในเด็กนั้นสามารถพบได้ตั้งแต่วัยทารกจนถึงเด็กโต ซึ่งอาการที่พบบ่อย เช่น อาเจียนบ่อยหลังดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับได้   อาการหลักของโรคกรดไหลย้อนคือ อาการแสบร้อนหน้าอก รู้สึกขมคอ เรอเปรี้ยว เป็นบ่อยๆ แบบนี้เราวินิจฉัยได้เลย ไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมอะไร แต่ส่วนใหญ่ถ้าอาการไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งมีอาการกลืนติด กลืนลำบาก หรือรู้สึกจุกๆ มีก้อนที่คอ หรือมีอาการทานอาหารไม่ค่อยลง หรือน้ำหนักลด แบบนี้เราจะกลัวว่าเป็นอย่างอื่นมากกว่า เช่น ถ้าในผู้สูงอายุ อาจต้องระวังโรคมะเร็งหลอดอาหาร แบบนี้อาจจะต้องตรวจเพิ่มเติม ด้วยการส่องกล้องเข้าไปดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ฉะนั้น ถ้าเป็นบ่อยจริงๆ คงต้องรักษา 2 แนวทาง คือ ด้วยยา กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม   ยาที่ใช้เป็นหลัก ก็คือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อทำให้กรดในกระเพาะจำนวนน้อยลง บรรเทาอาการอักเสบในหลอดอาหารได้ ส่วนหนึ่งที่สำคัญพอๆ กับยา คือ เรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สิ่งสำคัญและง่ายที่สุด คือการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต คือ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารที่มีรสจัด ระวังน้ำหนักร่างกายไม่ให้เกินมาตรฐาน โดยหมั่นออกกำลังกาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรรับประทานอาหารแล้วนอนทันที ควรเดินหรือขยับร่างกายอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารย่อย    โรคกรดไหลย้อน แม้จะไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็ส่งผลร้ายทางร่างกายและคุณภาพชีวิต รวมถึงการทำงาน งานอดิเรกและการใช้ชีวิตประจำวัน ใครที่มีอาการดังกล่าว ควรรีบไปรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะทางระบบทางเดินอาหารและตับ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามและเรื้อรังต่อไป   นพ.ธราดล ธาราศักดิ์ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
<