โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ คืออะไร สาเหตุ อาการ และการป้องกัน

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

สมองและไขสันหลังคือศูนย์กลางการควบคุมทุกระบบในร่างกาย แต่เมื่อใดก็ตามที่เกราะป้องกันชั้นนอกเกิดการติดเชื้อและอักเสบขึ้นมา ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) จึงจัดเป็นภาวะวิกฤตเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิต มาร่วมทำความเข้าใจลักษณะอาการ สัญญาณเตือนในแต่ละช่วงวัย และแนวทางการรับมืออย่างถูกต้องเพื่อปกป้องสมองของคุณก่อนจะสายเกินไป


Key Takeaways

  • อาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เห็นได้เด่นชัดอย่างไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และคอแข็งเกร็งจนก้มก้มไม่ได้ คือสัญญาณเตือที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
  • เด็กทารกที่ยังสื่อสารไม่ได้จะมีอาการกระหม่อมนูนตึง ร้องไห้เสียงแหลมสูงตลอดเวลา ซึม เฉื่อยชา และปฏิเสธการดูดนม ซึ่งแตกต่างจากอาการของผู้ใหญ่อย่างชัดเจน
  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดติดเชื้อแบคทีเรียและพยาธิจัดเป็นภาวะวิกฤตที่ดำเนินโรครวดเร็วและอันตรายที่สุด ขณะที่ชนิดติดเชื้อไวรัสมักมีความรุนแรงน้อยกว่าและสามารถฟื้นตัวได้เอง
  • เราสามารถลดความเสี่ยงโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ด้วยการล้างมือบ่อย ๆ งดใช้สิ่งของและภาชนะร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ ร่วมกับการฉีดวัคซีนป้องกันตามคำแนะนำของแพทย์

สารบัญบทความ

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) คืออะไร

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาการเป็นอย่างไร

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

สาเหตุโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดจากอะไร

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีอะไรบ้าง

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เพิ่มความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ อะไรบ้าง

วินิจฉัยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้อย่างไร

แนวทางการรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

วิธีป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ควรดูแลตัวเองอย่างไร

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตรวจวินิจฉัยและดูแลระบบประสาทอย่างมั่นใจ ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเยื่อหุ้มสมองอักเสบ


โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) คืออะไร

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) คือการอักเสบของเนื้อเยื่อชั้นนอกที่ทำหน้าที่ห่อหุ้มสมองและไขสันหลัง ส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือพยาธิ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากปัจจัยอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อ 

อาการแสดงที่สำคัญ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็งเกร็ง คลื่นไส้อาเจียน และมีภาวะตากลัวแสง ซึ่งเป็นอาการทางระบบประสาทฉุกเฉินที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมองเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีและลดอัตราการเสียชีวิต


โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาการเป็นอย่างไร

ไข้สมองอักเสบ อาการ

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาการสามารถพัฒนาขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การสังเกตความผิดปกติจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแยกแยะโรคนี้ออกจากภาวะฉุกเฉินอื่น ๆ เช่น อาการเริ่มแรกของเส้นเลือดในสมองแตก ที่มักมาด้วยอาการหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือพูดไม่ชัดตามหลัก BEFAST หรืออาการทางระบบประสาทส่วนปลาย เช่น โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (ฺBell Palsy) และอาการชาปลายนิ้วมือ

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กทารก

ในกลุ่มเด็กทารกที่ยังไม่สามารถสื่อสารบอกความผิดปกติได้ จึงต้องอาศัยการตรวจดูความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด โดยสัญญาณเตือนที่พบได้บ่อย มีดังนี้

  • มีไข้สูง หรือในทารกบางรายอาจมีอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ
  • กระหม่อมนูนตึง ซึ่งเกิดจากแรงดันภายในกะโหลกศีรษะที่เพิ่มสูงขึ้นจากการอักเสบ
  • ร้องไห้โยเยตลอดเวลา มีเสียงร้องที่แหลมสูงกว่าปกติ และมักร้องไห้หนักขึ้นเมื่อถูกอุ้มหรือขยับตัว
  • ซึม เฉื่อยชา ไม่ค่อยขยับแขนขา และปลุกตื่นยาก
  • ปฏิเสธการดื่มนม หรือมีความสามารถในการดูดนมลดลงอย่างเห็นได้ชัด
     

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กแรกเกิดจนถึงผู้ใหญ่

สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ อาการแสดงจะมีความจำเพาะต่อการระคายเคืองของเยื่อหุ้มสมองที่ชัดเจนมากขึ้น โดยสังเกตกลุ่มอาการได้ดังนี้

  • มีไข้สูงเกิดขึ้นเฉียบพลัน ร่วมกับอาการหนาวสั่น
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ซึ่งมักไม่ทุเลาลงแม้จะรับประทานยาแก้ปวด
  • คอแข็งเกร็ง (Nuchal rigidity) ไม่สามารถก้มคอให้คางชิดอกได้เนื่องจากเกิดการเจ็บปวดและตึงตัวของกล้ามเนื้อต้นคอ
  • มีภาวะตากลัวแสง (Photophobia) รู้สึกตาพร่าหรือเจ็บตาเมื่อมองแสงสว่าง
  • คลื่นไส้และอาเจียนพุ่ง โดยมักเกิดขึ้นร่วมกับอาการปวดศีรษะ
  • มีความผิดปกติทางระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เกิดอาการสับสน มึนงง พฤติกรรมเปลี่ยน ซึมลง หรือในรายที่รุนแรงอาจมีอาการชักและหมดสติ

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

การจำแนกประเภทของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แบ่งออกได้ตามลักษณะของเชื้อก่อโรค สาเหตุต้นตอ หรือเกณฑ์ด้านระยะเวลาที่ปรากฏอาการ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส (Viral Meningitis): เป็นชนิดที่พบได้บ่อย อาการส่วนใหญ่ไม่รุนแรงมากนัก และร่างกายสามารถฟื้นฟูให้หายสนิทได้เองเป็นส่วนใหญ่
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial Meningitis): จัดเป็นภาวะฉุกเฉินวิกฤตที่มีความรุนแรงสูง จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา (Fungal Meningitis): มักพบในผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง การดำเนินโรคอาจค่อยเป็นค่อยไปและต้องใช้ยาต้านเชื้อราในการรักษา
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากปรสิต (Parasitic Meningitis): เกิดจากการได้รับพยาธิหรือปรสิตเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมักปนเปื้อนอยู่ในอาหารดิบหรือสิ่งแวดล้อม
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา (Primary Amebic Meningoencephalitis - PAM): คืออะมีบากินสมอง เกิดจากเชื้ออะมีบาชนิดนีเกลอเรีย (Naegleria fowleri) แม้จะเป็นประเภทที่พบได้ไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบไร้เชื้อที่เกิดจากยา (Drug-induced Aseptic Meningitis - DIAM): การอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาบางชนิด โดยกลุ่มยาที่พบว่าเป็นสาเหตุได้บ่อยที่สุดคือ ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยาปฏิชีวนะบางประเภท
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลัน (Acute Meningitis): การอักเสบรูปแบบเฉียบพลันที่อาการแสดงจะปรากฏขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือครึ่งวัน
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบเรื้อรัง (Chronic Meningitis): นิยามเมื่อกระบวนการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป

สาเหตุโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดจากอะไร

ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC) พบว่าโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดจากสาเหตุหลัก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มติดเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุด และกลุ่มที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: เป็นกลุ่มอาการรุนแรงเฉียบพลัน เชื้อก่อโรคที่สำคัญ ได้แก่ Streptococcus pneumoniae, Neisseria meningitidis, Haemophilus influenzae, เชื้ออีโคไล (E. coli), สเตร็พโตค็อคคัส กลุ่มบี รวมถึงเชื้อวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis) และเชื้อลิสทีเรีย
  • การติดเชื้อไวรัส: มักมีความรุนแรงน้อยกว่า เกิดจากไวรัสกลุ่มเอนเตอโรที่ไม่ใช่โปลิโอ (Non-polio Enteroviruses), ไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpesviruses), ไวรัสไข้หวัดใหญ่, คางทูม, หัดเยอรมัน และกลุ่มอาร์โบไวรัส เช่น ไวรัสเวสต์ไนล์
  • การติดเชื้อรา ปรสิต และอะมีบา: พบเชื้อราคอคซิเดีย พยาธิปอดหนู พยาธิตัวจี๊ด และอะมีบากินสมองชนิดนีเกลอเรีย (Naegleria fowleri)
     

สาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อ เกิดจากการกระตุ้นของระบบภูมิคุ้มกันและปัจจัยภายนอก เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Lupus) การได้รับยาบางชนิดอย่างยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ปฏิกิริยาเคมี ภาวะแทรกซ้อนจากโรคมะเร็งบางชนิด รวมถึงเนื้องอกในสมอง การผ่าตัดสมอง และอุบัติเหตุบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะ


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีอะไรบ้าง

ติดเชื้อในสมองเกิดจากอะไร

ข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุถึงปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยจำแนกออกได้ดังนี้

  • อายุ: อัตราการเกิดโรคมักพบได้สูงใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เด็กทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี กลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นอายุ 16–23 ปี และผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • ภาวะสุขภาพและระบบภูมิคุ้มกัน: ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยโรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงรูปเคียว หรือผู้ที่ไม่มีม้ามจากการผ่าตัดและการทำงานของม้ามผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการดักจับเชื้อแบคทีเรียลดลง
  • การใช้ยาบางประเภท: การรักษาด้วยยากลุ่มยับยั้งคอมพลีเมนต์ (Complement Inhibitors) ซึ่งมักใช้ในโรคเลือดและโรคระบบประสาทบางชนิด จะส่งผลให้ร่างกายต้านทานเชื้อได้น้อยลง
  • พฤติกรรมและการสัมผัสใกล้ชิด: การสัมผัสสารคัดหลั่งทางน้ำลายโดยตรง เช่น การจูบ หรือการอาศัยอยู่ร่วมบ้านและเป็นรูมเมตร่วมห้องกับผู้ป่วย
  • สภาพแวดล้อมและการเดินทาง: การใช้ชีวิตในสถานที่แออัด เช่น หอพักนักศึกษา ค่ายฝึกทหาร บุคลากรในห้องปฏิบัติการที่ต้องทำงานกับเชื้อก่อมะเร็ง รวมถึงผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดสูงแถบแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายสะฮารา (Meningitis Belt)

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เพิ่มความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ อะไรบ้าง

หากผู้ป่วยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที กระบวนการอักเสบที่ลุกลามจะทำลายเนื้อเยื่อระบบประสาทอย่างรุนแรง เสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยสามารถแบ่งออกเป็นภาวะวิกฤตเฉียบพลันและความพิการระยะยาวทางระบบประสาทได้ดังนี้

  • ความเสียหายเฉียบพลันต่อระบบร่างกาย: ส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตตก ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว และนำไปสู่ภาวะไตวาย รวมถึงการเกิดอาการชัก สมองบาดเจ็บรุนแรง และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต
  • ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง: การอักเสบของเส้นประสาทและไขสันหลังทำให้การควบคุมการเคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการเดินและการทรงตัว
  • ภาวะสมองฝ่อและสมองเสื่อม: การทำลายของเซลล์สมองอย่างรุนแรงทำให้เกิดการสูญเสียเนื้อสมองจนสมองฝ่อตัวลง ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้เกิดภาวะสมองเสื่อม มีปัญหาด้านความจำ และมีความบกพร่องในการเรียนรู้
  • ความบกพร่องทางประสาทสัมผัส: โครงสร้างระบบประสาทที่เสียหายอาจส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียการได้ยินหรือหูหนวก ซึ่งเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนระยะยาวที่พบได้บ่อย

วินิจฉัยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้อย่างไร

การวินิจฉัยเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเพื่อประเมินอาการคอแข็ง ระดับความรู้สึกตัว และสัญญาณชีพ ร่วมกับการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันโรค ได้แก่ การตรวจเลือดและการเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อเพาะเชื้อหาประเภทของสิ่งมีชีวิตก่อโรค รวมถึงการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อประเมินพยาธิสภาพความเสียหายและการอักเสบภายในสมอง


แนวทางการรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

รักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

แนวทางการรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะพิจารณาจากสาเหตุต้นตอและระดับความรุนแรงของโรคเป็นหลัก มีวิธีรักษาดังนี้

  • ชนิดติดเชื้อแบคทีเรียและปรสิต: จัดเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องให้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าปรสิตเข้าทางหลอดเลือดดำโดยเร็วที่สุด แม้กลุ่มปรสิตมักรักษายากเนื่องจากการดำเนินโรคที่รวดเร็ว
  • ชนิดติดเชื้อไวรัส: ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง การรักษาจะเน้นการบรรเทาตามอาการ ร่วมกับการให้ผู้ป่วยพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง
  • ชนิดติดเชื้อรา: แพทย์จะให้ยาต้านเชื้อราผ่านทางหลอดเลือดดำเพื่อควบคุมการกระจายของเชื้อ
  • ชนิดไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ: รักษาตามปัจจัยกระตุ้น เช่น การให้ยากดภูมิคุ้มกันในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือการหยุดยาที่เป็นสาเหตุเพื่อให้อาการอักเสบทุเลาลง

วิธีป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ควรดูแลตัวเองอย่างไร

การป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบมุ่งเน้นไปที่การลดโอกาสการรับและแพร่กระจายเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยมีแนวทางการปฏิบัติตนเพื่อสร้างสุขอนามัยที่ดีดังนี้

  • รักษาความสะอาดของมือ: ล้างมืออย่างถูกวิธีด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อย ๆ เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • งดใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น: หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัว ช้อนส้อม แปรงสีฟัน หรือรับประทานอาหารและเครื่องดื่มร่วมภาชนะกับผู้อื่น
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช
  • ระวังสุขอนามัยขณะไอหรือจาม: ปิดปากและจมูกทุกครั้งเพื่อป้องกันการกระจายของละอองฝอยที่มีเชื้อโรค
  • เลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัย: ปรุงอาหารให้สุกด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงนมหรือชีสที่ไม่ได้ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตรวจวินิจฉัยและดูแลระบบประสาทอย่างมั่นใจ ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

เมื่อพูดถึงภัยเงียบทางสมอง คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโรคความเสื่อมตามวัยอย่างอัลไซเมอร์ หรือโรคพาร์กินสัน รวมถึงกลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ว่าจะเป็นภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ หรือเส้นเลือดในสมองแตก แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคติดเชื้อเฉียบพลันอย่างเยื่อหุ้มสมองอักเสบก็อันตรายร้ายแรงไม่แพ้กัน เพราะสามารถทำลายระบบประสาทและพรากชีวิตได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

หากคุณหรือคนที่คุณรักมีอาการปวดศีรษะรุนแรง ไข้สูง หรือมีสัญญาณเตือนทางระบบประสาทที่น่าสงสัย ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง โรงพยาบาลวิภาวดีพร้อมให้การดูแลคุณ ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ร่วมกับเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็ว ทั้งการเจาะตรวจน้ำไขสันหลังในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย และการทำ CT Scan หรือ MRI เพื่อตรวจเช็กพยาธิสภาพของสมอง ช่วยให้ตรวจพบสาเหตุการอักเสบได้อย่างตรงจุด และวางแผนการรักษาด้วยยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำได้อย่างทันท่วงที


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

อาการปวดหัวและไข้ขึ้นจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออกอย่างไร?

อาการของโรคนี้จะมีความรุนแรงกว่า โดยมักปวดศีรษะอย่างฉับพลันร่วมกับอาการคอแข็งเกร็งจนก้มก้มไม่ได้ ตากลัวแสง และมีระดับความรู้สึกตัวที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่พบในไข้หวัดทั่วไป

ปัจจุบันมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบไหม?

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันแบคทีเรียไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal) ทั้งชนิดครอบคลุม 4 สายพันธุ์ (MenACWY) และสายพันธุ์บี (MenB) แนะนำในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ที่จะเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง


References


บทความที่เกี่ยวข้อง