Bell Palsy คืออะไร? รู้จักโรคหน้าเบี้ยวเกิดจากอะไรได้บ้าง?

Bell Palsy คือ

ภาวะใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีกหรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Bell Palsy คือ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันบริเวณกล้ามเนื้อใบหน้า ทำให้ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ผู้ป่วยมักตื่นมาพร้อมกับอาการปากเบี้ยว หลับตาไม่สนิท หรือน้ำลายไหลออกจากมุมปากเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

ภาวะนี้มักสร้างความตื่นตระหนกอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยกังวลว่าจะเป็นสัญญาณของโรคทางสมองที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจพยาธิสภาพของโรคเบลพาซี่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกจุดและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้


Key Takeaways

  • Bell Palsy คือ ภาวะที่เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทคู่ที่ 7 ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้า
  • อาการโรคเบลพาซี่หลัก ๆ คือหน้าเบี้ยวครึ่งซีก หลับตาไม่สนิท และสูญเสียการรับรสบริเวณลิ้นส่วนหน้า
  • แม้อาการจะคล้ายกับโรคหลอดเลือดสมอง แต่โรคเบลพาซี่ไม่มีอาการอ่อนแรงแขนขาหรือพูดไม่ชัดร่วมด้วย
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักฟื้นตัวและหายเป็นปกติได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน

สารบัญบทความ


กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก คืออะไร

Facial Palsy คือ

Bell Palsy คือภาวะอัมพาตของใบหน้าส่วนปลาย (Peripheral Facial Paralysis) ที่เกิดขึ้นจากการที่เส้นประสาทคู่ที่ 7 (Facial Nerve หรือ Cranial Nerve VII) เกิดการอักเสบ บวม หรือถูกกดทับ เส้นประสาทนี้มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมกล้ามเนื้อที่ใช้ในการแสดงสีหน้า การปิดตา การยักคิ้ว รวมถึงควบคุมการทำงานของต่อมน้ำตาและต่อมน้ำลาย เมื่อเกิดความผิดปกติจะทำให้การส่งสัญญาณจากสมองมายังกล้ามเนื้อใบหน้าหยุดชะงักลง ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โรคเบลพาซี่มักเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว (Unilateral) และมักไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ทางการแพทย์สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเริม (Herpes Simplex Virus) ที่อยู่ในระบบประสาทและกลับมาแบ่งตัวซ้ำเมื่อร่างกายอ่อนแอลง ทำให้เกิดโรค Bell's Palsy ขึ้นมาได้


กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก มีอาการอย่างไร

Facial Palsy หรือภาวะกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงมักแสดงอาการอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยมักกังวลอย่างรุนแรงว่าสาเหตุที่ทำให้หน้าเบี้ยวเกิดจากอะไร ซึ่งอาการที่พบบ่อยของโรคปลายประสาทอักเสบที่ใบหน้า มีดังนี้

  • อ่อนแรงครึ่งซีกบริเวณใบหน้า ตั้งแต่หน้าผาก ตา ไปจนถึงมุมปาก ทำให้หน้าดูเบี้ยวและเสียสมดุล
  • หลับตาได้ไม่สนิทในด้านที่เกิดอาการ ส่งผลให้ตาแห้ง ระคายเคือง และอาจเกิดแผลที่กระจกตา
  • มีปัญหาในการรับประทานอาหาร น้ำลายไหลมุมปาก และพูดลำบากขึ้นเนื่องจากกล้ามเนื้อรอบปากไม่ทำงาน
  • หน้าชาครึ่งซีก หรือมีความรู้สึกตึงบริเวณใบหน้า
  • ปวดบริเวณหลังใบหูนำมาก่อนที่จะเริ่มมีอาการหน้าเบี้ยว

สัญญาณเตือนกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีกแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์

แม้ว่า Bell Palsy คือความผิดปกติที่มักจะไม่ส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่การแยกแยะอาการระหว่างโรคเบลพาซี่กับโรคหลอดเลือดสมอง เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาการมีความคล้ายคลึงกัน หากได้รับการรักษาที่ถูกจุดและรวดเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงของความพิการถาวรได้ โดยควรรีบพบแพทย์หากมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้

  • มีอาการอ่อนแรงร่วมกับสัญญาณ BEFAST หากหน้าเบี้ยวร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรงตามแขนขา พูดไม่ชัด หรือทรงตัวไม่อยู่ อาจเป็นสัญญาณของเส้นเลือดในสมองตีบหรืออุดตัน
  • หลับตาไม่สนิทจนระคายเคืองรุนแรง หากเส้นประสาทคู่ที่ 7 เสียการทำงานจนไม่สามารถปิดตาได้ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดแผล ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ โดยปกติ โรคเบลพาซี่ควรเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในระยะเวลาไม่นาน หากอาการยังคงที่หรือแย่ลง แพทย์อาจต้องตรวจหาต้นเหตุอื่นเพิ่มเติม เช่น เนื้องอกในสมอง
  • มีอาการปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะรุนแรง อย่างที่ทราบว่าอาการหน้าเบี้ยวเกิดจากอะไรได้หลายอย่าง หากมีอาการทางระบบประสาทส่วนกลางร่วมด้วย เช่น เห็นภาพซ้อนหรือเดินเซ
  • มีตุ่มน้ำใสบริเวณใบหู หากมีอาการหน้าเบี้ยวร่วมกับตุ่มน้ำใสและปวดหูรุนแรง อาจเป็นกลุ่มอาการ Ramsay Hunt Syndrome
  • การสังเกตสัญญาณเตือนที่ถูกต้อง จะช่วยให้แยกแยะความแตกต่างได้เบื้องต้นและได้รับการดูแลให้ปลอดภัย อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 10 สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง

แนวทางการวินิจฉัยกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก ทำได้อย่างไร

เมื่อผู้ป่วยมาพบหมอระบบประสาทและสมอง หมอจะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อยืนยันว่า Facial Palsy คือผลมาจากเส้นประสาทส่วนปลายอักเสบจริงหรือไม่ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • ตรวจร่างกายโดยให้ผู้ป่วยลองยักคิ้ว หลับตา และยิงฟัน เพื่อดูการทำงานของเส้นประสาท โดยเฉพาะเส้นประสาทคู่ที่ 7
  • วินิจฉัยแยกโรคออกจากภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งมักจะยังมีแรงยักคิ้วได้อยู่เพราะเป็นการรอยโรคที่สมองส่วนบน
  • ในบางรายอาจต้องมีการทำ CT Scan หรือ MRI เพื่อแยกแยะสาเหตุว่ามาจากเนื้องอกในสมองหรือภาวะสมองฝ่อ ในบางกรณีที่อาการไม่ชัดเจน
  • ส่งตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography หรือ EMG) ในรายที่มีอาการรุนแรง เพื่อประเมินระดับความเสียหายของเส้นประสาท

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก วิธีรักษามีอะไรบ้าง

โรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก วิธีรักษา

Bell Palsy รักษาได้ โดยเป้าหมายหลัก ๆ คือการลดการอักเสบและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ซึ่งโรคหน้าเบี้ยวครึ่งซีก วิธีรักษาเบื้องต้น ได้แก่

  • การรักษาด้วยยา แพทย์มักสั่งยาในกลุ่มสเตียรอยด์เพื่อลดอาการบวมของเส้นประสาท และอาจให้ยาต้านไวรัสร่วมด้วยหากสงสัยว่ามีการติดเชื้อร่วม
  • การดูแลดวงตา เนื่องจากหลับตาไม่สนิท ต้องใช้ยาหยอดตาหรือเจลป้ายตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และปิดตาด้วยที่ครอบตาในเวลานอนเพื่อป้องกันฝุ่นและการระคายเคือง
  • กายภาพบำบัด โดยนักกายภาพบำบัดจะแนะนำการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าและการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าเพื่อป้องกันกล้ามเนื้อลีบฝ่อ
  • การฝังเข็ม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการช่วยกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อใบหน้าให้กลับมาทำงานได้ไวขึ้น

Bell Palsy คือภาวะที่รักษาได้หากเข้าสู่กระบวนการรักษาเร็วและถูกจุด

Bell Palsy คือการอักเสบของเส้นประสาทที่ควบคุมใบหน้าซึ่งส่วนใหญ่มีพยากรณ์โรคที่ดี ผู้ป่วยมักกังวลว่าโรคเบลพาซี่กี่วันหาย คำตอบคือโดยทั่วไปจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวใน 2-3 สัปดาห์ และหายได้ใน 3-6 เดือน ทั้งนี้ การได้รับยาอย่างรวดเร็วและการทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ใบหน้ากลับมาขยับได้เป็นปกติอีกครั้ง

โรงพยาบาลวิภาวดีพร้อมให้บริการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาทอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวินิจฉัยแยกโรคจากโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะสมองฝ่อ โรคพาร์กินสัน หรือความผิดปกติอื่น ๆ เรามีทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดที่พร้อมออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ที่มีอาการโรค Bell's Palsy หรือภาวะหน้าเบี้ยวกลับมามีความมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีดังเดิม ภายใต้มาตรฐานการดูแลให้ปลอดภัยและใส่ใจในแต่ละขั้นตอน


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Bell Palsy 

Bell's Palsy ต่างจากอัมพฤกษ์อัมพาตอย่างไร?

Bell's Palsy คือภาวะอัมพาตของใบหน้าที่เกิดจากเส้นประสาทส่วนปลายอักเสบ ซึ่งจะส่งผลกระทบเฉพาะกล้ามเนื้อใบหน้าด้านนั้น ๆ เท่านั้น แตกต่างจากอัมพฤกษ์ที่เกิดจากโรคทางสมอง ซึ่งมักจะมีอาการอ่อนแรงที่แขนหรือขาร่วมด้วย

Bell palsy กับ Stroke ต่างกันยังไง?

ความแตกต่างสำคัญคือตำแหน่งของรอยโรค โดย Bell's Palsy เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทคู่ที่ 7 ส่วนปลาย ทำให้ใบหน้าอ่อนแรงทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ยักคิ้วหรือหลับตาไม่สนิท ในขณะที่ Stroke เกิดจากความผิดปกติในสมอง ยังยักคิ้วหรือหลับตาได้อยู่แต่จะมีอาการปากเบี้ยวร่วมกับแขนขาอ่อนแรง

Bell's palsy กินวิตามินอะไรช่วยได้บ้าง?

แพทย์มักแนะนำให้รับประทานวิตามินบีรวม โดยเฉพาะวิตามินบี 1, บี 6 และบี 12 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมปลอกประสาทและเสริมสร้างการส่งสัญญาณกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อใบหน้าให้กลับมาเป็นปกติในผู้ป่วย Bell's Palsy นอกจากนี้การทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระยังช่วยลดกระบวนการอักเสบได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานวิตามินเสริมควรอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์


References


บทความที่เกี่ยวข้อง