
การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) คือภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยอย่างรุนแรงเนื่องจากโครงสร้างระบบประสาทส่วนกลางถูกทำลาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Spinal Cord Injury พยาธิสภาพ สาเหตุ อาการ ตลอดจนแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการลดอัตราความพิการและช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด
Key Takeaways
- การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) คือภาวะที่หลังส่งผลตัดขาดระบบสื่อประสาทระหว่างสมองและร่างกาย มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดภาวะอัมพาตชั่วคราวหรือพิการอย่างถาวรใต้ต่อระดับรอยโรคลงไปทั้งหมด
- การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง แบ่งออกเป็นประเภทสมบูรณ์ (Complete Spinal Cord Injury) ซึ่งจะสูญเสียความรู้สึกและการเคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิง และประเภทไม่สมบูรณ์ (Incomplete Spinal Cord Injury) ที่ผู้ป่วยยังพอหลงเหลือการทำงานของระบบประสาทบางส่วน
- แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาเซลล์ประสาทไขสันหลังให้หายขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การผ่าตัดด่วนเพื่อลดแรงกดทับ ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ป่วยพึ่งพาตนเองได้
สารบัญบทความ
การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) คืออะไร
ประเภทของการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
สาเหตุของการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
อาการของการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
ภาวะแทรกซ้อนของการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
การตรวจวินิจฉัยการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
วิธีการรักษาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ทำได้อย่างไรบ้าง
การป้องกันและการดูแลตัวเองหลังได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) คือภาวะที่ควรรีบรักษา วินิจฉัยได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Spinal Cord Injury
การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) คืออะไร

การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) คือความเสียหายของกลุ่มเส้นประสาทภายในโพรงกระดูกสันหลังที่เชื่อมต่อจากสมอง ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณควบคุมร่างกาย การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วย ส่งผลให้ระบบประสาทหยุดชะงัก ผู้ป่วยจึงสูญเสียการรับความรู้สึกและการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่าง ๆ ในระดับที่ต่ำกว่าจุดบาดเจ็บ โดยมีโอกาสเกิดอัมพาตชั่วคราวหรือพิการถาวร
ประเภทของการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
การบาดเจ็บที่ไขสันหลังสามารถแบ่งตามระดับความรุนแรงของการสูญเสียการทำงานของระบบประสาทออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
- Complete Spinal Cord Injury: คือการบาดเจ็บแบบสมบูรณ์ ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียการรับความรู้สึกและการเคลื่อนไหวของอวัยวะทุกส่วนที่อยู่ต่ำกว่าระดับรอยโรคลงไปทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
- Incomplete Spinal Cord Injury: คือการบาดเจ็บแบบไม่สมบูรณ์ เส้นประสาทบางส่วนยังทำงานได้ ทำให้ผู้ป่วยยังคงมีความรู้สึกหรือสามารถขยับเคลื่อนไหวอวัยวะใต้ระดับรอยโรคได้บางส่วน
สาเหตุของการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
การบาดเจ็บที่ไขสันหลังเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากอุบัติเหตุรุนแรงภายนอกที่กระทบกระเทือนกระดูกสันหลัง หรือเกิด Spinal Cord Injury พยาธิสภาพภายในร่างกาย ดังนี้
- การพลัดตกหกล้ม: พบบ่อยในผู้สูงอายุ รวมถึงการตกจากที่สูงในกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งส่งผลให้กระดูกสันหลังเคลื่อนตัวหรือยุบตัวลงไปกดทับเส้นประสาท
- อุบัติเหตุทางรถยนต์: เป็นสาเหตุหลักที่พบได้บ่อยที่สุด ส่งผลให้เกิดแรงกระแทกหรือการหักสะบั้นของกระดูกสันหลังโดยตรง จนทำลายเนื้อเยื่อไขสันหลังอย่างรุนแรง
- ความรุนแรงและการเล่นกีฬา: การถูกทำร้ายด้วยอาวุธ หรืออุบัติเหตุจากการเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมและการดำน้ำตื้น ซึ่งทำให้เกิดการสะบัดหรือกระแทกของกระดูกสันหลังส่วนคอ
- ภาวะโรคและการติดเชื้อ: เนื้องอกในไขสันหลัง โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ฝีในช่องไขสันหลัง หรือภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะ Spondylolisthesis กระดูกสันหลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าจนไปเบียดกดทับเนื้อไขสันหลัง
อาการของการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง

อาการหลังการบาดเจ็บที่ไขสันหลังจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรอยโรคและระดับความรุนแรงของเส้นประสาทที่ถูกทำลาย โดยมีอาการสำคัญที่สังเกตได้ดังนี้
- สูญเสียการเคลื่อนไหว: เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพาตครึ่งท่อน หรืออัมพาตทั้งตัว ทำให้ไม่สามารถขยับแขน ขา หรือลำตัวได้ตามปกติ
- สูญเสียการรับความรู้สึก: ผิวหนังไม่รับรู้ความรู้สึกร้อน เย็น ความเจ็บปวด หรือแรงสัมผัสในบริเวณที่อยู่ต่ำกว่าระดับรอยโรคลงไป
- ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ: ไม่สามารถควบคุมการกลั้นปัสสาวะและการอุจจาระได้ เนื่องจากสัญญาณประสาทที่ควบคุมหูรูดถูกตัดขาด
- ปวดหรือชาจากเส้นประสาท: มีอาการปวดแสบปวดร้อน ปวดเสียวคล้ายไฟช็อต หรือเกิดอาการภาวะกระดูกทับเส้นที่ทำให้มีอาการปวดไหล่ ชาปลายนิ้วลุกลามจนเกิดอาการชาปลายนิ้วมืออย่างรุนแรงในบริเวณที่มีเส้นประสาทเสียหาย
- หายใจลำบาก: หากบาดเจ็บรอยโรคระดับคอ เช่น จากภาวะหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาทขั้นรุนแรงเฉียบพลัน จะส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ ทำให้ไอ ขับเสมหะ หรือหายใจเองไม่ได้
ภาวะแทรกซ้อนของการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
การบาดเจ็บที่ไขสันหลังส่งผลกระทบต่อเนื่องระยะยาวต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ดังนี้
- ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว: กล้ามเนื้อช่วยหายใจและกระบังลมทำงานไม่สมบูรณ์ ทำให้หายใจลำบาก ไอขับเสมหะไม่ได้ จนอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและเสี่ยงปอดบวม
- หลอดเลือดและหัวใจผิดปกติ: เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ การไหลเวียนเลือดส่วนปลายบกพร่อง และเสี่ยงเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกอย่างเฉียบพลัน
- แผลกดทับติดเชื้อ: ผิวหนังบริเวณที่ขาดความรู้สึกและไม่ได้ขยับเขยื้อนจะถูกกดทับจนเป็นแผลเรื้อรัง ซึ่งอาจเกิดการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย
- ปวดเรื้อรังและกล้ามเนื้อหดเกร็ง: การส่งสัญญาณประสาทที่ผิดปกติทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนเรื้อรัง ร่วมกับภาวะกล้ามเนื้อตึงเกร็งอย่างรุนแรงจนขัดขวางการใช้ชีวิต
- ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้: ระบบประสาทควบคุมหูรูดไม่ทำงาน ส่งผลให้กลั้นปัสสาวะและอุจจาระไม่ได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำ ๆ
- ปัญหาสุขภาพจิต: ความสูญเสียอย่างกะทันหันอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียด วิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) ได้สูง
การตรวจวินิจฉัยการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
การตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อระบุตำแหน่งและความรุนแรงของรอยโรค นำไปสู่การวางแผนรักษาที่ทันท่วงที โดยมีแนวทางการวินิจฉัยดังนี้
- การตรวจร่างกายและระบบประสาท: แพทย์จะประเมินการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ การตอบสนองของสิ่งสะท้อน และทดสอบประสาทสัมผัสในการรับความรู้สึก เพื่อบ่งชี้ระดับของไขสันหลังที่ได้รับความเสียหาย
- การตรวจเอกซเรย์ (X-ray): ใช้ตรวจเช็กโครงสร้างกระดูกสันหลังในเบื้องต้น เพื่อค้นหาภาวะกระดูกหัก กระดูกเคลื่อน หรือความไม่มั่นคงของแนว Spinal Column ที่อาจกดทับเส้นประสาท
- การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan): ช่วยให้เห็นภาพตัดขวางของกระดูกสันหลังอย่างละเอียด ทำให้ตรวจพบเศษกระดูกแตกหัก หรือความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกที่บดบังในภาพเอกซเรย์ธรรมดาได้ชัดเจน
- การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยประเมินความเสียหายของเนื้อเยื่ออ่อน ไขสันหลัง เส้นประสาท หมอนรองกระดูก และภาวะเลือดออกได้อย่างละเอียดแม่นยำที่สุด
วิธีการรักษาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ทำได้อย่างไรบ้าง

เป้าหมายสำคัญในการรักษาคือการจำกัดความเสียหายของระบบประสาทไม่ให้ลุกลาม ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาพึ่งพาตนเองได้มากที่สุด โดยแบ่งการรักษาออกเป็นระยะดังนี้
การรักษาเฉียบพลัน (Acute Management)
- การตรึงและจำกัดการเคลื่อนไหว: ล็อกกระดูกสันหลังให้อยู่นิ่งทันที ณ จุดเกิดเหตุและระหว่างเคลื่อนย้าย เพื่อป้องกันไม่ให้ส่วนที่หักหรือเคลื่อนไปกดทับไขสันหลังเพิ่มเติม
- การใช้ยาลดการอักเสบ: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำ หรือพิจารณาการฉีดยาเข้าโพรงกระดูกสันหลัง ผลข้างเคียงที่ต้องระวังคือภาวะติดเชื้อหรือความดันในไขสันหลังเปลี่ยนแปลง เพื่อช่วยลดกระบวนการอักเสบและการบวมของเนื้อเยื่อไขสันหลัง
- การผ่าตัดด่วน: แพทย์อาจทำวิธีการผ่าตัดกระดูกสันหลังเพื่อลดแรงกดทับต่อไขสันหลัง นำเศษกระดูกหรือลิ่มเลือดที่กดทับออก รวมถึงการผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเพื่อดามยึดตรึงกระดูกสันหลังให้มีความมั่นคงและจัดแนวกระดูกให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
การฟื้นฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation)
- กายภาพบำบัด: มุ่งเน้นการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนที่ยังใช้งานได้ ป้องกันข้อติดแข็ง เพิ่มความยืดหยุ่น และฝึกการทรงตัวและการเคลื่อนไหวร่างกายรูปแบบใหม่
- กิจกรรมบำบัด: ฝึกฝนทักษะการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่น การอาบน้ำ การแต่งตัว รวมถึงฝึกซ้อมการใช้อุปกรณ์ช่วยเดินหรือรถเข็นนั่งได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
- การบำบัดทางจิตใจ: ให้คำปรึกษาและประคับประคองจิตใจโดยนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและลดความวิตกกังวล
แนวทางการดูแลตัวเองในระยะยาว
- การจัดการปัญหาด้านขับถ่าย: เรียนรู้เทคนิคการสวนปัสสาวะที่สะอาดปลอดภัยและการฝึกขับถ่ายอุจจาระเป็นเวลา เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและปัญหาท้องผูกเรื้อรัง
- การป้องกันแผลกดทับ: ต้องพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่บนเตียง และใช้อุปกรณ์รองรับแรงกดทับ เช่น ที่นอนลม พร้อมหมั่นตรวจเช็กผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ
- การควบคุมอาการปวดและกล้ามเนื้อหดเกร็ง: รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดอาการปวดจากเส้นประสาทและภาวะกล้ามเนื้อตึงเกร็งผิดปกติ
การป้องกันและการดูแลตัวเองหลังได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง
แม้การบาดเจ็บที่ไขสันหลังส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด แต่บุคคลทั่วไปสามารถลดความเสี่ยงลงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ดังนี้
- ป้องกันการพลัดตกหกล้ม: ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัย โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ เช่น การติดตั้งราวจับในห้องน้ำ การเพิ่มแสงสว่าง และหลีกเลี่ยงการวางสิ่งของกีดขวางทางเดิน
- ระมัดระวังในการเล่นกีฬา: หลีกเลี่ยงการกระโดดน้ำหรือดำน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไม่ทราบระดับความลึกที่แน่ชัด และต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายที่ได้มาตรฐานทุกครั้งเมื่อเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม
- ขับขี่อย่างปลอดภัย: คาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อเดินทาง รวมถึงขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่ขับรถเร็ว และงดการดื่มแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดขณะขับขี่
- เพิ่มความระมัดระวังรอบตัว: ปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดเมื่อต้องทำงานในที่สูง และใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษหากต้องอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งของที่เป็นอันตรายหรืออาวุธปืน
การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) คือภาวะที่ควรรีบรักษา วินิจฉัยได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี
การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) คือภาวะรุนแรงที่ส่งผลต่อโครงสร้างและการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางอย่างถาวร แม้ข้อจำกัดทางการแพทย์ในปัจจุบันจะยังไม่สามารถรักษาเนื้อเยื่อประสาทให้กลับมาสมบูรณ์ได้ แต่การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว ร่วมกับการผ่าตัดรักษาในระยะเฉียบพลัน และกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาพึ่งพาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับสัญญาณเตือนของภาวะกระดูกสันหลัง หรือเกิดอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนระบบประสาทอย่างเฉียบพลัน ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ และศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้บริการดูแลคุณอย่างทันท่วงที ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลังและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผสานเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่แม่นยำ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Spinal Cord Injury
Spinal Cord Injury รักษาหายได้ไหม?
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาเซลล์ประสาทไขสันหลังที่เสียหายให้กลับคืนสภาพเดิมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การรักษาจึงเน้นป้องกันไม่ให้รอยโรคลุกลาม ควบคุมภาวะแทรกซ้อน และฟื้นฟูร่างกายให้พึ่งพาตนเองได้
ผู้ป่วย SCI สามารถกลับมาเดินได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค หากเป็นชนิดไม่สมบูรณ์ (Incomplete) มีโอกาสฝึกฝนจนกลับมาเดินได้ ส่วนชนิดสมบูรณ์ (Complete) โอกาสเดินได้มีน้อย แต่ฝึกใช้รถเข็นเพื่อช่วยเหลือตนเองได้
การบาดเจ็บที่ไขสันหลังใช้เวลาฟื้นฟูนานแค่ไหน?
กระบวนการฟื้นฟูระบบประสาทและกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 6 เดือนแรกหลังบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องในระยะยาวอย่างน้อย 1 ถึง 2 ปี