โรคสมองเสื่อม คืออะไร สาเหตุ อาการ และการรักษา

โรคสมองเสื่อม เป็นภัยเงียบทางการแพทย์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทและความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและการแยกแยะสาเหตุอย่างถูกต้อง ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ชะลอความเสื่อมถอยของเซลล์สมอง และช่วยรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีให้ยาวนานที่สุด


Key Takeaways

  • โรคสมองเสื่อมเป็นกลุ่มอาการกว้าง ๆ ที่เกิดจากความเสื่อมถอยของสมอง โดยมีโรคอัลไซเมอร์เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่พบได้บ่อยที่สุดถึง 60 - 70% 
  • ความรุนแรงของโรคสมองเสื่อมจะค่อย ๆ ลุกลามจากอาการขี้ลืมเล็กน้อยในระยะแรก ไปจนถึงการสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตนเองโดยสิ้นเชิงและมีภาวะสมองฝ่อในระยะสุดท้าย
  • อายุและพันธุกรรมเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะขาดสารอาหารบางชนิด ก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้เช่นกัน
  • การประเมินด้วยแบบทดสอบความจำ การเจาะเลือด และการสแกนสมองด้วยเครื่อง MRI Brain เป็นขั้นตอนสำคัญในการระบุสาเหตุที่แน่ชัดเพื่อการวางแผนรักษา
  • แม้โรคสมองเสื่อมบางสาเหตุจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การใช้ยาร่วมกับการปรับพฤติกรรมและการทำกิจกรรมกระตุ้นสมอง จะช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สารบัญบทความ

โรคสมองเสื่อม คืออะไร

อาการของโรคสมองเสื่อม แบ่งได้เป็นกี่ระยะ?

สาเหตุของโรคสมองเสื่อมเกิดจากอะไร

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม

สัญญาณเตือนโรคสมองเสื่อมที่ควรเฝ้าระวัง มีอะไรบ้าง

ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อม

วิธีการรักษาโรคสมองเสื่อม

โรคสมองเสื่อมกับโรคอัลไซเมอร์ต่างกันหรือไม่?

แนวทางการป้องกันโรคสมองเสื่อม

โรคสมองเสื่อม วินิจฉัยและรักษาเพื่อประคองอาการได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม


โรคสมองเสื่อม คืออะไร

สมองเสื่อม คือ

โรคสมองเสื่อม (Dementia) คือกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ทำให้ความสามารถในการจดจำ การรับรู้ การคิด การตัดสินใจบกพร่อง จนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย

ส่วนใหญ่ภาวะสมองเสื่อมมักพบในผู้สูงอายุ แต่ก็มีโอกาสพบในวัยทำงานได้เช่นกัน จากสถิติพบว่า ในปี 2565 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมสูงถึง 770,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 6% ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 100,000 คน และคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า

  • บทความที่เกี่ยวข้อง เนื้องอกในสมอง คืออะไร อาการเป็นอย่างไร : เนื้องอกในสมอง

อาการของโรคสมองเสื่อม แบ่งได้เป็นกี่ระยะ?

สมองเสื่อมมีกี่ระยะ

ความรุนแรงของโรคสมองเสื่อมแบ่งตามอาการได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1: ผู้ป่วยจะเริ่มมีความจำเสื่อมถอยระยะสั้น มีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ก็อาจเป็นข้อสังเกตเบื้องต้น ลืมของที่วางไว้ สับสนเรื่องวัน เวลา สถานที่ ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ ความสนใจต่อสิ่งรอบข้างน้อยลง และอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า วิตกกังวลมากขึ้น
  • ระยะที่ 2: อาการสมองเสื่อมในระยะนี้จะรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความจำมีปัญหามากขึ้น จดจำเหตุการณ์ล่าสุดไม่ได้ ไม่สามารถตัดสินใจ หรือแก้ปัญหาในเรื่องง่าย ๆ ใช้เวลามากขึ้นกับกิจวัตรที่ทำเป็นปกติ เช่น การติดกระดุม การคิดเลข การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เดินไปมาอย่างไร้จุดหมาย แยกตัวจากสังคม และอาจมีอาการทางจิตเวช เช่น ประสาทหลอน หวาดระแวง ร่วมด้วย
  • ระยะที่ 3: ผู้ป่วยจะไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ไม่สามารถจดจำเรื่องราวในอดีตหรือปัจจุบันได้เลย จำชื่อคนในครอบครัวไม่ได้ หรือหลงลืมแม้แต่ชื่อของตัวเอง มีภาวะสมองฝ่อลุกลาม การเคลื่อนไหวช้าลง มีปัญหาในการควบคุมการขับถ่าย
  • ระยะที่ 4: ในระยะสุดท้ายผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตนเองเกือบทั้งหมด มักนอนเฉย ๆ อยู่บนเตียง ไม่สามารถกินข้าวหรืออาบน้ำได้เอง มีปัญหาในการเคี้ยวและกลืน เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
     

บทความแนะนำอาหารบำรุงสมอง มีอะไรบ้าง อ่านต่อที่นี่ : อาหารบำรุงสมอง


สาเหตุของโรคสมองเสื่อมเกิดจากอะไร

สาเหตุของโรคสมองเสื่อม อาการทางสมองที่ถดถอยลง เกิดได้จากหลายปัจจัยทางกายภาพ ดังนี้

  • โรคอัลไซเมอร์: เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด ประมาณ 60 - 70% เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สมอง อันเนื่องมาจากการสะสมของโปรตีนบางชนิด ส่งผลให้เซลล์สมองบางส่วนตาย และสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการจดจำลดลง
  • โรคหลอดเลือดสมอง: มักพบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ แตก อุดตัน ทำให้เซลล์สมองได้รับความเสียหาย
  • โรคสมองเสื่อมจากการติดเชื้อ: เกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคเอดส์ โรคซิฟิลิสที่เข้าทำลายระบบประสาท
  • โรคสมองเสื่อมจากการขาดวิตามิน: โดยเฉพาะวิตามินบี 12 และโฟเลต มักพบในผู้ที่ทานมังสวิรัติ และผู้ที่ทานอาหารน้อยจนร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาในการดูดซึม
  • ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism): เนื่องจากต่อมไทรอยด์ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ได้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
  • ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus) หรือเนื้องอกสมอง: ทำให้เนื้อสมองถูกกดทับจนเสียหาย โดยผู้ป่วยบางรายอาจพบภาวะ Frontotemporal Dementia คือโรคสมองเสื่อมส่วนหน้าทีมีผลต่อพฤติกรรมและภาษาโดยตรง
  • การรับประทานยาบางชนิด: เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท รวมถึงการใช้ยาแก้แพ้สมองเสื่อมบางกลุ่มที่มีฤทธิ์ Anticholinergics ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
     

โปรแกรมตรวจอัลไซเมอร์ คัดกรองความเสี่ยงก่อนสายเกินไป : ตรวจอัลไซเมอร์ ราคา


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม

ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม มีดังนี้

  • อายุ: ผู้ที่มีอายุ 50 ปี มีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมประมาณ 25% เมื่ออายุ 60 ปี ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% และในช่วงอายุ 80-84 ปี โอกาสเกิดโรคสูงถึงประมาณ 89%
  • พันธุกรรม: หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรค Alzheimer จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้มากกว่า
  • โรคประจำตัว: เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต หรือกลุ่มเสี่ยงภาวะโรคหลอดเลือดสมองรวมถึงมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต: เช่น ชอบสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • การบาดเจ็บที่ศีรษะซ้ำ ๆ : เช่น ในผู้ที่เป็นนักมวย นักฟุตบอล ซึ่งเสี่ยงต่อโรคพาร์กินสันและสมองเสื่อม
  • อุบัติเหตุ: ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนทางสมอง
  • การได้รับสารพิษ: เช่น มลภาวะทางอากาศ สารเสพติด
  • การรับประทานอาหาร: โดยเฉพาะผู้ที่กินมังสวิรัติเป็นเวลานาน
  • ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง: ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ไม่ค่อยเข้าสังคม มักกลายเป็นคนขี้ลืม มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่า

สัญญาณเตือนโรคสมองเสื่อมที่ควรเฝ้าระวัง มีอะไรบ้าง

  • สูญเสียความทรงจำระยะสั้น: หลงลืมเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จำเหตุการณ์ล่าสุดไม่ได้ จนเริ่มส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
  • ทำกิจวัตรประจำวันยากขึ้น: มีความบกพร่องในการทำกิจกรรมที่เคยคุ้นเคย เช่น ลืมขั้นตอนการทำอาหาร หรือไม่สามารถใช้อุปกรณ์ในบ้านได้
  • มีปัญหาในการสื่อสาร: นึกคำศัพท์ไม่ออก พูดคำผิด สับสนในการใช้ภาษา และระบุสิ่งของที่ต้องการอธิบายไม่ได้
  • สับสนเวลาและสถานที่: หลงลืมวันเวลา สับสนฤดูกาล หรือหลงทิศทางในสถานที่ที่ตนเองเคยไปเป็นประจำ
  • การตัดสินใจบกพร่อง: มีความสามารถในการประเมินสิ่งต่าง ๆ ลดลง เลือกเสื้อผ้าไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศ หรือตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่าย
  • มีปัญหาเรื่องตัวเลข: คำนวณเงินทอนหรือคิดเลขง่าย ๆ ไม่ได้ และไม่เข้าใจแผนภูมิตัวเลขที่เคยจัดการได้ปกติ
  • วางสิ่งของผิดที่: เก็บของใช้ในสถานที่แปลก ๆ เช่น ใส่กุญแจไว้ในตู้เย็น และไม่สามารถหาเหตุผลย้อนกลับเพื่อหาเจอได้
  • อารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยน: มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เช่น หวาดระแวง หงุดหงิดง่าย หรือซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุ
  • แยกตัวจากสังคม: เริ่มปลีกตัวออกจากงานที่เคยทำ ประชุมร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ หรือเลิกทำกิจกรรมและงานอดิเรกที่ตนเองเคยชอบ
     

นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังเส้นเลือดในสมองแตก อาการเริ่มแรก เช่น เวียนศีรษะรุนแรง แขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน หรือพูดไม่ชัด ซึ่งต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะส่งผลให้สมองเสื่อม อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว


ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อม

แบบประเมินภาวะสมองเสื่อม 14 ข้อ

แพทย์จะประเมินหาสาเหตุ และแยกโรคที่อาจมีอาการสมองเสื่อมคล้ายกัน เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยกระบวนการตรวจวินิจฉัยจะประกอบไปด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

  • ตรวจร่างกาย และซักประวัติอย่างละเอียด: ประเมินอาการ และความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว โรคประจำตัว การใช้ยา ทดสอบความสามารถในด้านความจำเสื่อม
  • ตรวจเลือด: เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย เช่น ระดับน้ำตาล ไขมัน การทำงานของตับ ไต ต่อมไทรอยด์ การติดเชื้อ ฯลฯ ที่อาจเป็นสาเหตุของโรค
  • ตรวจสแกนสมองด้วยเครื่องสนามแม่เหล็ก (MRI สมอง): ดูความผิดปกติของสมอง เพื่อระบุสาเหตุ เช่น ความเสียหายของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสในผู้โรคอัลไซเมอร์ การตีบตันของหลอดเลือด รวมถึงประเมินระดับความรุนแรง เพื่อวางแผนการรักษา และติดตามอาการ
  • การเจาะน้ำไขสันหลัง: ใช้ในการวิเคราะห์ระดับโปรตีนที่ผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุของโรค หรือใช้ในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อในสมอง

วิธีการรักษาโรคสมองเสื่อม

วิธีรักษาจะพิจารณาจากสาเหตุ ระยะของอาการ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ป่วย ความสะดวกของผู้ดูแล โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ

การรักษาด้วยการใช้ยา

วิธีรักษาด้วยยา ช่วยประคับประคองอาการในบางกรณี เช่น โรคสมองเสื่อมที่เกิดจากโรคสมองเสื่อม หรือจากโรคหลอดเลือดสมอง ยาจะช่วยบรรเทาอาการทางสมอง ทำให้ผู้ป่วยดูแลตนเองได้ดีขึ้น บางรายอาจได้รับยากลุ่มต้านเศร้าร่วมด้วย อย่างไรก็ตามการใช้ยาทุกชนิดจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อมารับประทานเอง เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงตามมาได้

การรักษาด้วยการไม่ใช้ยา

วิธีรักษาแบบไม่ใช้ยาควรทำควบคู่กับการรักษาด้วยยา หรือใช้ในกรณีที่ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวบางอย่างทำให้ไม่สามารถใช้ยาได้ แพทย์จะวางแผนการรักษาร่วมกับผู้ดูแล โดยให้ความรู้เกี่ยวกับโรค และวิธีการรับมือกับอาการที่เกิดขึ้น เน้นไปที่การปรับพฤติกรรม เช่น กำหนดกิจวัตรประจำวันให้คงที่ ทั้งเรื่องการกิน ออกกำลังกาย อาบน้ำ และเข้านอน รวมถึงให้ผู้ป่วยกระตุ้นสมองผ่านกิจกรรมที่ช่วยฝึกความจำ และทักษะการเคลื่อนไหว เช่น เล่นเกม เล่นไพ่ ทำงานฝีมือ ศิลปะบำบัด สวดมนต์ รำไทเก๊ก


โรคสมองเสื่อมกับโรคอัลไซเมอร์ต่างกันหรือไม่?

โรคอัลไซเมอร์ วิธีรักษา

สมองเสื่อมกับอัลไซเมอร์ต่างกันอย่างไร? สมองเสื่อมกับอัลไซเมอร์ต่างกันอย่างไรโรคสมองเสื่อม เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มอาการที่เกิดจากความเสื่อมของสมอง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนโรคอัลไซเมอร์ คือโรคที่เกิดจากความการสะสมของโปรตีนเบตา - อะไมลอยด์ (Beta - amyloid) และทาว (Tau) รอบ ๆ เซลล์ประสาทที่มากผิดปกติ ทำให้เซลล์สมองเสียหาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม อาการถดถอยได้ จึงทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นโรคเดียวกัน และมักสับสนในเรื่องอาการอัลไซเมอร์กับโรคสมองเสื่อมทั่วไป

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้ที่นี่ : ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์


แนวทางการป้องกันโรคสมองเสื่อม

ภาวะสมองเสื่อม ป้องกัน

แม้การป้องกันจะยังไม่มีวิธีการที่แน่นอน แต่ก็มีหลายวิธีที่อาจช่วยป้องกันอัลไซเมอร์และลดความเสี่ยงลงได้ เช่น

  • หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ: โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • ทำกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นสมอง: เช่น เล่นเกมแก้ปริศนา คิดเลขโดยไม่ใช้เครื่องคิดเลข เปลี่ยนเส้นทางขับรถที่เคยใช้เป็นประจำ เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ
  • หมั่นเข้าสังคม: ออกไปพบปะเพื่อนฝูง พูดคุยกับเพื่อน ไม่ปลีกตัวอยู่ลำพัง
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยทำลายสมอง: หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์
  • เลือกรับประทานอาหารที่ดี: รับประทานอาหารบำรุงสมองให้ครบ 5 หมู่ และมีความหลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ
  • ดูแลสุขภาพโดยรวม: คุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์พอดี รักษาระดับความดันโลหิต ไขมันในเลือด เพื่อเป็นโรคอัลไซเมอร์ วิธีป้องกันการเสื่อมของหลอดเลือดสมอง
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: หากมีปัญหานอนกรน หรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับควรปรึกษาแพทย์ และควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

โรคสมองเสื่อม วินิจฉัยและรักษาเพื่อประคองอาการได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

โรคสมองเสื่อม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้เป็นเพียงความเสื่อมตามวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นภาวะเจ็บป่วยทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน การหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนและเข้ารับการประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนรับมือ ชะลอความรุนแรงของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

หากคุณเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเรื่องความจำหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของตนเองและคนที่คุณรัก ศูนย์อายุรกรรมประสาทและสมอง โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้บริการดูแลคุณอย่างครบวงจร ตั้งแต่การตรวจคัดกรองประเมินภาวะสมองเสื่อมด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย (MRI Brain Dementia Protocol) ไปจนถึงการวางแผนรักษาและฟื้นฟูโดยทีมแพทย์เฉพาะทางระบบประสาทและสหสาขาวิชาชีพ เพื่อช่วยชะลอความเสื่อมและคืนความอุ่นใจให้ครอบครัวของคุณอีกครั้ง


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม

อาการหลงลืมแบบไหนเป็นอาการเตือนของโรคสมองเสื่อม?

ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจะมีอาการหลงลืมในเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน นึกคำพูดไม่ออก ลืมเรื่องสำคัญ เช่น การนัดหมาย เรื่องที่ต้องทำ ชื่อเพื่อนสนิทที่เจอกันประจำ สับสนเรื่องวัน เวลา สถานที่ เดินทางไปที่คุ้นเคยแล้วกลับบ้านไม่ถูก หรือจำไม่ได้ว่ามาถึงที่นั่นได้อย่างไร ซึ่งเป็นอาการที่รุนแรงกว่าการหลงลืมทั่วไปมาก

โรคสมองเสื่อมรักษาหายไหม?

การรักษาโรคสมองเสื่อมขึ้นอยู่กับสาเหตุ บางชนิดสามารถรักษาให้หายได้ เช่น สมองเสื่อมจากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ รักษาได้ด้วยการรับประทานยา แต่หากเกิดจากโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่พบในคนส่วนใหญ่ ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มียาที่ช่วยชะลออาการของโรคได้

โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุอยู่ได้กี่ปี?

ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมอาจมีอายุอยู่ได้ประมาณ 7-10 ปี เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคสมองเสื่อมได้ จึงทำได้เพียงให้ยาเพื่อช่วยชะลอความรุนแรงของโรคให้ช้าที่สุดเท่านั้น

ความจำหายชั่วขณะเกิดจากอะไร?

เมื่อมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง จิตใจของคนเราจะมีกลไกป้องกันตัวเองโดยฝังเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในจิตใต้สำนึก คล้ายกับความทรงจำในวัยเด็กบางเรื่องที่ถูกลืมไป ทำให้ผู้ป่วยจำเหตุการณ์นั้นไม่ได้ชั่วคราว แต่ยังจำเรื่องราวในอดีต และรับรู้สิ่งอื่น ๆ ได้ตามปกติ

ภาวะสมองเสื่อมเป็นส่วนหนึ่งของการแก่ชราตามปกติหรือไม่?

โรคสมองเสื่อมไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการแก่ชรา ผู้สูงอายุทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นโรคสมองเสื่อมเสมอไป หลายคนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แม้บางครั้งอาจมีอาการหลงลืม เช่น ลืมว่าวางของไว้ที่ไหน หรือจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ แต่ไม่ถึงขั้นกระทบต่อชีวิตประจำวัน

ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมอย่างไร?

การดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมต้องใช้ความใจเย็น และความเข้าใจ เนื่องจากผู้ป่วยมักจะอารมณ์เสียง่าย ฉุนเฉียว ก้าวร้าว และอาจแสดงพฤติกรรมที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ เช่น การถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ หรือดื้อรั้นจะทานอาหารแม้ว่าจะเพิ่งทานไป

ผู้ดูแลต้องพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะอารมณ์ และส่งเสริมให้ผู้ป่วยดูแลตนเองให้มากที่สุด โดยการทำให้สิ่งต่าง ๆ ง่ายขึ้น เช่น วางของไว้ในตำแหน่งเดิม จัดลำดับสิ่งของที่ต้องใช้ก่อน - หลัง ดูแลกิจวัตรให้ผู้ป่วยได้พักผ่อน กินอาหาร และออกกำลังกายอย่างเพียงพอ พาไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือออกไปพบปะเพื่อนเป็นครั้งคราว เพื่อลดความเครียด หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น นอนไม่หลับ ซึมเศร้ามาก เห็นภาพหลอน ควรปรึกษาแพทย์


References

รีวิวจากคนไข้

“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”

สอบถามรายละเอียดและนัดหมายล่วงหน้าที่

02-058-1111

02-561-1111


ทีมแพทย์โรคสมองเสื่อม