ชาปลายนิ้วเกิดจากอะไร? สัญญาณโรคที่ต้องระวัง

  • อาการชาปลายนิ้วคือความรู้สึกชา เหมือนเข็มทิ่ม หรือซ่า บริเวณนิ้วมือหรือปลายนิ้ว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาในเส้นประสาทหรือระบบไหลเวียนเลือด ไม่ใช่โรคแต่เพียงอย่างเดียว
  • อาการชาปลายนิ้วเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การกดทับเส้นประสาท ปลายประสาทอักเสบ โรคเบาหวาน ขาดวิตามิน B1, B6, B12 หรือในกรณีรุนแรงอาจเกี่ยวกับ โรคหลอดเลือดสมอง
  • วิธีรักษาอาการชาปลายนิ้วเริ่มจากปรับพฤติกรรม เช่น พักมือ ยืดกล้ามเนื้อ ใส่เครื่องพยุงข้อมือ และเสริมวิตามิน หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจให้ทำกายภาพบำบัด ฉีดยาแก้อักเสบ หรือผ่าตัด ตามสาเหตุที่พบ

รู้สึกปลายนิ้วชา เหมือนมีเข็มจิ้ม หรือไม่มีแรงหยิบจับของ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยล้าหรือเลือดไหลเวียนไม่ดี แต่รู้หรือไม่ว่า “อาการชาปลายนิ้ว” อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น โรคปลายประสาทอักเสบ เบาหวาน หรือแม้แต่ภาวะหลอดเลือดตีบ มาดูกันว่าอาการชาเกิดจากอะไร และควรสังเกตอย่างไรถึงจะรู้ทันก่อนสาย!

อาการชาปลายนิ้วคืออะไร อันตรายไหม?

อาการชาปลายนิ้วคืออะไร อันตรายไหม?

อาการชาปลายนิ้ว คือความรู้สึกชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มบริเวณปลายนิ้วมือหรือปลายนิ้วเท้า อาจมีอาการจี๊ดๆ เหมือนถูกเข็มทิ่ม หรือรู้สึกเหมือนมือนิ้วเท้าไม่สามารถรับรู้สัมผัสได้ชัดเจน อาการชานี้มักเกิดขึ้นชั่วคราว แต่บางครั้งอาจเรื้อรังได้

อาการชาปลายนิ้วไม่ใช่โรค แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายมีปัญหาอะไรบางอย่าง เช่น

  1. พฤติกรรมการใช้มือ-นิ้วมากเกินไป พิมพ์งานหรือใช้มือถือเป็นเวลานาน ทำให้เส้นประสาทถูกกดหรือใช้งานหนัก
  2. ท่าทางการนั่งหรือการนอน ท่านั่งหรือท่านอนที่กดทับเส้นประสาท ทำให้เลือดไปเลี้ยงปลายนิ้วไม่สะดวก
  3. ขาดวิตามินบี โดยเฉพาะวิตามิน B1, B6, B12 ซึ่งสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท

นอกจากนี้ หากอาการชามีความรุนแรงหรือเป็นเรื้อรัง อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาเส้นประสาท เบาหวาน หรือโรคหลอดเลือด จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

โรคหรือภาวะทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับอาการชาปลายนิ้ว

โรคหรือภาวะทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับอาการชาปลายนิ้ว

สัญญาณอาการชาปลายนิ้วอาจเกิดขึ้นจากหลายโรคหรือภาวะทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทหรือระบบไหลเวียนเลือด การสังเกตและทำความเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้สามารถป้องกันหรือรักษาได้ตรงจุด

โรคที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาท (Carpal Tunnel Syndrome)

โรคนี้เกิดจากเส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ที่พาดผ่านบริเวณข้อมือถูกกดทับ ทำให้เกิดอาการชาหรือเจ็บที่นิ้วมือ โดยเฉพาะนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งนิ้วนาง เส้นประสาทนี้ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากมือและนิ้วมือ เมื่อถูกกดทับจะทำให้มือชา ปวดร้าวไปยังท่อนแขนหรือต้นแขน พบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าชาย ช่วงอายุ 30-60 ปี

อาการจะเริ่มเป็นช่วงเวลาสั้นๆ และมักแย่ลงเมื่อใช้มือทำงานซ้ำๆ เช่น พิมพ์งาน ใช้เมาส์ หรือถือของหนัก หากปล่อยไว้นานไม่รักษา อาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มืออาจแฟบลงเมื่อเทียบกับมืออีกข้างหนึ่ง นิ้วบวม หรือควบคุมการจับสิ่งของไม่ดี

การกดทับเส้นประสาทอาจเกิดได้หลายตำแหน่ง เช่น

  • การกดทับอาจเกิดที่ข้อมือ โรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด
    การกดทับที่ข้อศอก อาจทำให้แขนและมือชา ลามไปถึงปลายนิ้ว
  • การกดทับที่กระดูกต้นคอ อาจมีอาการร่วมกับปวดคอ ชาบริเวณมือและแขน

โรคปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy)

โรคปลายประสาทอักเสบเกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้ส่งสัญญาณความรู้สึกผิดปกติจากมือและเท้าไปยังสมองไม่ปกติ อาการที่มักพบคือ

  • ปลายนิ้วมือปลายเท้าชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม
  • รู้สึกเจ็บแปลบๆ หรือปวดแสบปวดร้อน
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้เดินหรือใช้มือทำงานลำบาก

สาเหตุที่พบบ่อยจากอาการข้างต้น เช่น โรคเบาหวาน น้ำตาลสูงทำลายเส้นประสาท การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง ทำให้ระบบประสาทเสียหาย ขาดวิตามินบี (B1, B6, B12) ทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ โรคไตเรื้อรังหรือโรคตับ ของเสียสะสมทำให้เส้นประสาทถูกทำลาย การติดเชื้อบางชนิด เช่น เริมหรือเอดส์ โรคนี้หากเป็นเรื้อรัง อาจทำให้ปลายนิ้วชานานจนสูญเสียความรู้สึก ต้องรักษาที่สาเหตุและปรับพฤติกรรม

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

อาการชาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันบริเวณมือ แขน หรือขา อาจเป็นสัญญาณโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น

  • หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด
  • แขนหรือขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง
  • การมองเห็นผิดปกติ

อาการชานี้เกิดเพราะสมองไม่สามารถส่งสัญญาณประสาทไปยังร่างกายได้ตามปกติ จำเป็นต้องพบแพทย์ฉุกเฉินทันที เพราะหากปล่อยไว้ อาจเกิดความพิการถาวร

ภาวะขาดวิตามิน

การขาดวิตามิน B1, B6 หรือ B12 มีผลต่อระบบประสาทโดยตรง ทำให้เส้นประสาทส่วนปลายทำงานผิดปกติ อาการที่พบได้คือ

  • ชาปลายมือปลายเท้า ร่วมกับอาการเข็มทิ่ม
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ปวดแปลบหรือรู้สึกอ่อนแรงบริเวณแขนขา

การขาดวิตามินมักเกิดจากอาหารไม่ครบหมู่ การขาดสารอาหารเรื้อรัง หรือโรคบางอย่าง เช่น โรคไต โรคตับ หรือภาวะดูดซึมอาหารไม่ดี

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายข้อเองทำให้ข้อบวม แดง เจ็บ และอาจส่งผลให้เส้นประสาทถูกกดทับ จนเกิดอาการชาในมือและนิ้ว อาการที่พบร่วมได้คือ

  • มือบวม ข้อนิ้วแดงหรือร้อน
  • ปวดข้อและข้อตึง โดยเฉพาะตอนเช้า
  • อาจทำให้จับของลำบากและกล้ามเนื้อมืออ่อนแรง

โรคนี้ต้องการการรักษาด้วยยาต้านการอักเสบและปรับพฤติกรรม เพื่อป้องกันข้อเสียรูปถาวร

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

โรคออฟฟิศซินโดรมเกิดจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ท่าทางไม่ถูกต้อง หรือใช้อุปกรณ์ซ้ำๆ เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือ ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทบริเวณไหล่ แขน ข้อมือถูกกดทับ อาการที่พบได้คือ

  • ชาปลายนิ้วมือ ปวดมือ แขน หรือไหล่
  • ปวดต้นคอ หลังหรือสะบัก
  • อาจมีอาการปวดหัวร่วมด้วย

การป้องกันทำได้ด้วยปรับท่าทางการนั่ง ยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ ใช้อุปกรณ์ Ergonomics และพักมือเป็นระยะ

อาการชาปลายนิ้วแบบไหนที่ควรระวัง

อาการชาปลายนิ้วแบบไหนที่ควรระวัง

  • ชาเฉียบพลันหรือชาแบบครึ่งซีก หากชาบริเวณมือหรือแขนข้างใดข้างหนึ่งอย่างทันทีและรุนแรง อาจบ่งบอกโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มักมาพร้อมกับแขนขาอ่อนแรง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติ ต้องรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน
  • ชาพร้อมอ่อนแรง ไม่สามารถหยิบจับสิ่งของได้ถนัด หรือกล้ามเนื้อมืออ่อนแรง อาจเกิดจากการกดทับเส้นประสาทเรื้อรัง เช่น Carpal Tunnel Syndrome
  • ชาร่วมกับปวด แสบ หรือรู้สึกไฟฟ้าช็อต มีอาการรู้สึกแปล๊บๆ หรือคล้ายกับไฟฟ้าช็อต เมื่อทำการเคาะลงตรงข้อมือ ในบริเวณที่มีเส้นประสาททอดผ่าน อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้น ในคนที่งอมือเข้าหาท้องแขนเป็นเวลา 1 นาที ถ้าเส้นประสาทนี้ถูกกดทับเป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือด้านนิ้วหัวแม่มือแฟบลง
  • ชาและรู้สึกซ่าในมือ โดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจจะเกี่ยวกับท่าทางในการนอน และหลังจากการใช้มือข้างนั้นๆ มีอาการชาร่วมกับซ่า หรือรับความรู้สึกที่นิ้วลดลง โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และบางส่วนของนิ้วนาง อาจส่งผลให้หยิบจับของไม่ถนัด หากไม่ได้ปรับท่าทางหรือรักษา
  • ชาไม่หายภายในไม่กี่วัน อาการชาที่ไม่ดีขึ้นหรือเรื้อรัง แม้ไม่ได้เกิดจากการกดทับชั่วคราว ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุ เช่น ปลายประสาทอักเสบ โรคเบาหวาน หรือปัญหาอื่นๆ

วิธีตรวจวินิจฉัยอาการชาปลายนิ้ว

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น แพทย์จะสอบถามอาการ ระยะเวลา ความรุนแรง และประวัติสุขภาพ เช่น เบาหวาน โรคไทรอยด์ หรือประวัติบาดเจ็บที่คอหรือมือ พร้อมตรวจร่างกายทั่วไปและระบบประสาท
  2. ตรวจเลือด ตรวจเช็กระดับน้ำตาลในเลือด วิตามินบี 12 และสารอาหารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาท เพื่อหาสาเหตุของอาการชาหรือเหน็บชา
  3. ตรวจเส้นประสาท (Nerve conduction study) ตรวจการทำงานของเส้นประสาท วัดความเร็วและความแรงของสัญญาณประสาท เพื่อหาว่ามีความเสียหายหรือการกดทับของเส้นประสาทหรือไม่
  4. ตรวจภาพร่างกาย (MRI หรือเอกซเรย์กระดูกคอ) หากสงสัยว่ามีปัญหากระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท แพทย์อาจสั่งตรวจ MRI หรือเอกซเรย์เพื่อดูโครงสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อรอบๆ

 

วิธีรักษาอาการชาปลายนิ้วมือ

วิธีรักษาอาการชาปลายนิ้วมือ

หลังจากตรวจวินิจฉัยและทราบสาเหตุการเกิดอาการชาปลายนิ้วแล้ว ไม่ว่าจากพฤติกรรมประจำวันหรือจากโรค วิธีรักษาอาการชาปลายนิ้วมือจึงขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ เบื้องต้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้

ปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเอง

  • พักมือเป็นระยะเมื่อใช้งานหนัก เช่น พิมพ์งาน ใช้มือถือ หรือจับของหนัก
  • ยืดกล้ามเนื้อมือ แขน และข้อมือ เพื่อคลายแรงกดทับเส้นประสาท
  • เสริม วิตามิน B1, B6, B12 หากมีการขาดวิตามิน
  • ใส่เครื่องพยุงข้อมือ (Wrist Splint) โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ป้องกันไม่ให้ข้อมืองอและช่วยให้เยื่อบุข้อมือหรือเส้นเอ็นที่บวมยุบ ลดแรงกดทับเส้นประสาท
  • รับประทานยาลดการอักเสบ หากมีอาการบวมหรือเจ็บ

รักษาตามสาเหตุทางการแพทย์

  • ควบคุมโรคเบาหวาน ให้ระดับน้ำตาลคงที่ ลดความเสี่ยงปลายประสาทเสียหาย
  • กายภาพบำบัด เพื่อคลายกล้ามเนื้อและลดแรงกดทับเส้นประสาท
  • ฉีดยาแก้อักเสบ (Steroid Injection) ในกรณีพังผืดหรือเนื้อเยื่อกดทับเส้นประสาท
  • ผ่าตัด หากมีภาวะหมอนรองกระดูกหรือพังผืดกดทับเส้นประสาทรุนแรง และอาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาอื่น

วิธีดูแลและป้องกันอาการชาปลายนิ้วเบื้องต้น

การดูแลและป้องกันอาการชาปลายนิ้วเบื้องต้น สามารถทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรมประจำวัน และดูแลสุขภาพของเส้นประสาทให้แข็งแรง เพื่อลดความเสี่ยงของอาการชาและป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง

  • หมั่นยืดกล้ามเนื้อมือและแขน ทำเป็นประจำระหว่างวันหรือหลังใช้งานหนัก เช่น พิมพ์งาน ใช้มือถือ หรือจับของหนัก เพื่อคลายแรงกดทับเส้นประสาท
  • พักมือระหว่างทำงาน หยุดพักสั้นๆ ทุก 30-60 นาที เพื่อลดการใช้งานซ้ำๆ ของมือและข้อมือ
  • รับประทานอาหารที่มีวิตามินบีสูง เช่น ผักใบเขียว ปลา ไข่ นม และธัญพืช เพื่อเสริมสร้างและบำรุงเส้นประสาท
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวานหรือมีความเสี่ยง ควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงปลายประสาทเสียหาย
  • ปรับท่าทางการนั่งหรือการใช้มือ ใช้อุปกรณ์รองรับข้อมือ และไม่งอข้อมือหรือกดทับเส้นประสาทเป็นเวลานาน
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมืองอและลดแรงกดทับเส้นประสาทขณะนอนหลับ

ตรวจหาสาเหตุ รักษาอาการชาปลายนิ้ว ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

โรงพยาบาลวิภาวดี มีบริการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แน่ชัด และรักษาอาการชาปลายนิ้วอย่างครอบคลุม เพื่อประเมินลักษณะอาการชาและความรุนแรงของอาการ แพทย์จะให้การรักษาตามความเหมาะสม ตั้งแต่ปรับพฤติกรรมการใช้งานมือ การใส่เครื่องพยุงข้อมือ การใช้ยา อาจพิจารณากายภาพบำบัด หรือผ่าตัด เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด โดยเน้นการดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้งานมือได้อย่างปกติและลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน

สรุป

อาการชาปลายนิ้วเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ตั้งแต่การกดทับเส้นประสาท การขาดวิตามิน หรือโรคร้ายแรงอย่างเบาหวานและโรคหลอดเลือดสมอง การสังเกตอาการ เช่น ชา เจ็บ ปวดแปลบ หรืออ่อนแรง มีความสำคัญต่อการรักษาให้ทันเวลา การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการพักมือเป็นระยะ ยืดกล้ามเนื้อ ปรับท่าทางการทำงาน และรับประทานอาหารที่บำรุงเส้นประสาท หากอาการชาไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างตรงจุด โรงพยาบาลวิภาวดีมีบริการตรวจและรักษาอาการชาปลายนิ้วครบวงจร เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้มือได้ปกติและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน


FAQ

อาการชาปลายนิ้วตอนนอนมักเกิดจากท่าทางการนอนที่กดทับข้อมือหรือแขน ทำให้เส้นประสาทถูกกดชั่วคราว นอกจากนี้การนอนในท่าที่มืออยู่สูงหรืองอข้อมือก็สามารถทำให้เลือดไปเลี้ยงมือไม่สะดวก จึงเกิดความรู้สึกชาและซ่าได้

หากชาข้างเดียวเกิดทันทีหรือรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือการกดทับเส้นประสาทรุนแรง หากมีอาการร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง หน้าเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด ควรรีบพบแพทย์ทันที

ความเครียดสามารถทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทตึงตัว ซึ่งบางครั้งอาจกดทับเส้นประสาทเล็กๆ ในมือหรือข้อมือ ทำให้รู้สึกชา ชาแบบนี้มักเป็นชั่วคราวและจะดีขึ้นเมื่อคลายความเครียดหรือปรับท่าทาง

สามารถบรรเทาอาการชาปลายนิ้วได้ด้วยการพักมือบ่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อมือและแขน ปรับท่าทางการทำงาน หรือใส่เครื่องพยุงข้อมือ นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน B1, B6, B12 สูงก็ช่วยบำรุงเส้นประสาทและลดอาการชาได้

บทความที่เกี่ยวข้อง