- อาการชาปลายนิ้วคือความรู้สึกชา เหมือนเข็มทิ่ม หรือซ่า บริเวณนิ้วมือหรือปลายนิ้ว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาในเส้นประสาทหรือระบบไหลเวียนเลือด ไม่ใช่โรคแต่เพียงอย่างเดียว
- อาการชาปลายนิ้วเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การกดทับเส้นประสาท ปลายประสาทอักเสบ โรคเบาหวาน ขาดวิตามิน B1, B6, B12 หรือในกรณีรุนแรงอาจเกี่ยวกับ โรคหลอดเลือดสมอง
- วิธีรักษาอาการชาปลายนิ้วเริ่มจากปรับพฤติกรรม เช่น พักมือ ยืดกล้ามเนื้อ ใส่เครื่องพยุงข้อมือ และเสริมวิตามิน หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจให้ทำกายภาพบำบัด ฉีดยาแก้อักเสบ หรือผ่าตัด ตามสาเหตุที่พบ
รู้สึกปลายนิ้วชา เหมือนมีเข็มจิ้ม หรือไม่มีแรงหยิบจับของ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยล้าหรือเลือดไหลเวียนไม่ดี แต่รู้หรือไม่ว่า “อาการชาปลายนิ้ว” อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น โรคปลายประสาทอักเสบ เบาหวาน หรือแม้แต่ภาวะหลอดเลือดตีบ มาดูกันว่าอาการชาเกิดจากอะไร และควรสังเกตอย่างไรถึงจะรู้ทันก่อนสาย!
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Oct%20Article%208%20(%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B8%8A%E0%B8%B2%20%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%20%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7)%20Re-op_Article.jpg)
อาการชาปลายนิ้วคืออะไร อันตรายไหม?
อาการชาปลายนิ้ว คือความรู้สึกชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มบริเวณปลายนิ้วมือหรือปลายนิ้วเท้า อาจมีอาการจี๊ดๆ เหมือนถูกเข็มทิ่ม หรือรู้สึกเหมือนมือนิ้วเท้าไม่สามารถรับรู้สัมผัสได้ชัดเจน อาการชานี้มักเกิดขึ้นชั่วคราว แต่บางครั้งอาจเรื้อรังได้
อาการชาปลายนิ้วไม่ใช่โรค แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายมีปัญหาอะไรบางอย่าง เช่น
- พฤติกรรมการใช้มือ-นิ้วมากเกินไป พิมพ์งานหรือใช้มือถือเป็นเวลานาน ทำให้เส้นประสาทถูกกดหรือใช้งานหนัก
- ท่าทางการนั่งหรือการนอน ท่านั่งหรือท่านอนที่กดทับเส้นประสาท ทำให้เลือดไปเลี้ยงปลายนิ้วไม่สะดวก
- ขาดวิตามินบี โดยเฉพาะวิตามิน B1, B6, B12 ซึ่งสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท
นอกจากนี้ หากอาการชามีความรุนแรงหรือเป็นเรื้อรัง อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาเส้นประสาท เบาหวาน หรือโรคหลอดเลือด จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Oct%20Article%208%20(%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B8%8A%E0%B8%B2%20%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%20%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7)%20Re-op_Article2.jpg)
โรคหรือภาวะทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับอาการชาปลายนิ้ว
สัญญาณอาการชาปลายนิ้วอาจเกิดขึ้นจากหลายโรคหรือภาวะทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทหรือระบบไหลเวียนเลือด การสังเกตและทำความเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้สามารถป้องกันหรือรักษาได้ตรงจุด
โรคที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาท (Carpal Tunnel Syndrome)
โรคนี้เกิดจากเส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ที่พาดผ่านบริเวณข้อมือถูกกดทับ ทำให้เกิดอาการชาหรือเจ็บที่นิ้วมือ โดยเฉพาะนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งนิ้วนาง เส้นประสาทนี้ทำหน้าที่รับความรู้สึกจากมือและนิ้วมือ เมื่อถูกกดทับจะทำให้มือชา ปวดร้าวไปยังท่อนแขนหรือต้นแขน พบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าชาย ช่วงอายุ 30-60 ปี
อาการจะเริ่มเป็นช่วงเวลาสั้นๆ และมักแย่ลงเมื่อใช้มือทำงานซ้ำๆ เช่น พิมพ์งาน ใช้เมาส์ หรือถือของหนัก หากปล่อยไว้นานไม่รักษา อาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มืออาจแฟบลงเมื่อเทียบกับมืออีกข้างหนึ่ง นิ้วบวม หรือควบคุมการจับสิ่งของไม่ดี
การกดทับเส้นประสาทอาจเกิดได้หลายตำแหน่ง เช่น
- การกดทับอาจเกิดที่ข้อมือ โรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด
การกดทับที่ข้อศอก อาจทำให้แขนและมือชา ลามไปถึงปลายนิ้ว - การกดทับที่กระดูกต้นคอ อาจมีอาการร่วมกับปวดคอ ชาบริเวณมือและแขน
โรคปลายประสาทอักเสบ (Peripheral Neuropathy)
โรคปลายประสาทอักเสบเกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้ส่งสัญญาณความรู้สึกผิดปกติจากมือและเท้าไปยังสมองไม่ปกติ อาการที่มักพบคือ
- ปลายนิ้วมือปลายเท้าชา หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม
- รู้สึกเจ็บแปลบๆ หรือปวดแสบปวดร้อน
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำให้เดินหรือใช้มือทำงานลำบาก
สาเหตุที่พบบ่อยจากอาการข้างต้น เช่น โรคเบาหวาน น้ำตาลสูงทำลายเส้นประสาท การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง ทำให้ระบบประสาทเสียหาย ขาดวิตามินบี (B1, B6, B12) ทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ โรคไตเรื้อรังหรือโรคตับ ของเสียสะสมทำให้เส้นประสาทถูกทำลาย การติดเชื้อบางชนิด เช่น เริมหรือเอดส์ โรคนี้หากเป็นเรื้อรัง อาจทำให้ปลายนิ้วชานานจนสูญเสียความรู้สึก ต้องรักษาที่สาเหตุและปรับพฤติกรรม
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Oct%20Article%208%20(%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B8%8A%E0%B8%B2%20%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%20%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7)%20Re-op_Article3.jpg)
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
อาการชาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันบริเวณมือ แขน หรือขา อาจเป็นสัญญาณโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น
- หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด
- แขนหรือขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง
- การมองเห็นผิดปกติ
อาการชานี้เกิดเพราะสมองไม่สามารถส่งสัญญาณประสาทไปยังร่างกายได้ตามปกติ จำเป็นต้องพบแพทย์ฉุกเฉินทันที เพราะหากปล่อยไว้ อาจเกิดความพิการถาวร
ภาวะขาดวิตามิน
การขาดวิตามิน B1, B6 หรือ B12 มีผลต่อระบบประสาทโดยตรง ทำให้เส้นประสาทส่วนปลายทำงานผิดปกติ อาการที่พบได้คือ
- ชาปลายมือปลายเท้า ร่วมกับอาการเข็มทิ่ม
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- ปวดแปลบหรือรู้สึกอ่อนแรงบริเวณแขนขา
การขาดวิตามินมักเกิดจากอาหารไม่ครบหมู่ การขาดสารอาหารเรื้อรัง หรือโรคบางอย่าง เช่น โรคไต โรคตับ หรือภาวะดูดซึมอาหารไม่ดี
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายข้อเองทำให้ข้อบวม แดง เจ็บ และอาจส่งผลให้เส้นประสาทถูกกดทับ จนเกิดอาการชาในมือและนิ้ว อาการที่พบร่วมได้คือ
- มือบวม ข้อนิ้วแดงหรือร้อน
- ปวดข้อและข้อตึง โดยเฉพาะตอนเช้า
- อาจทำให้จับของลำบากและกล้ามเนื้อมืออ่อนแรง
โรคนี้ต้องการการรักษาด้วยยาต้านการอักเสบและปรับพฤติกรรม เพื่อป้องกันข้อเสียรูปถาวร
โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)
โรคออฟฟิศซินโดรมเกิดจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ท่าทางไม่ถูกต้อง หรือใช้อุปกรณ์ซ้ำๆ เช่น คอมพิวเตอร์ มือถือ ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทบริเวณไหล่ แขน ข้อมือถูกกดทับ อาการที่พบได้คือ
- ชาปลายนิ้วมือ ปวดมือ แขน หรือไหล่
- ปวดต้นคอ หลังหรือสะบัก
- อาจมีอาการปวดหัวร่วมด้วย
การป้องกันทำได้ด้วยปรับท่าทางการนั่ง ยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ ใช้อุปกรณ์ Ergonomics และพักมือเป็นระยะ
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Oct%20Article%208%20(%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B8%8A%E0%B8%B2%20%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%20%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7)%20Re-op_Article4.jpg)
อาการชาปลายนิ้วแบบไหนที่ควรระวัง
- ชาเฉียบพลันหรือชาแบบครึ่งซีก หากชาบริเวณมือหรือแขนข้างใดข้างหนึ่งอย่างทันทีและรุนแรง อาจบ่งบอกโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มักมาพร้อมกับแขนขาอ่อนแรง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติ ต้องรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน
- ชาพร้อมอ่อนแรง ไม่สามารถหยิบจับสิ่งของได้ถนัด หรือกล้ามเนื้อมืออ่อนแรง อาจเกิดจากการกดทับเส้นประสาทเรื้อรัง เช่น Carpal Tunnel Syndrome
- ชาร่วมกับปวด แสบ หรือรู้สึกไฟฟ้าช็อต มีอาการรู้สึกแปล๊บๆ หรือคล้ายกับไฟฟ้าช็อต เมื่อทำการเคาะลงตรงข้อมือ ในบริเวณที่มีเส้นประสาททอดผ่าน อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้น ในคนที่งอมือเข้าหาท้องแขนเป็นเวลา 1 นาที ถ้าเส้นประสาทนี้ถูกกดทับเป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือด้านนิ้วหัวแม่มือแฟบลง
- ชาและรู้สึกซ่าในมือ โดยเฉพาะตอนกลางคืน อาจจะเกี่ยวกับท่าทางในการนอน และหลังจากการใช้มือข้างนั้นๆ มีอาการชาร่วมกับซ่า หรือรับความรู้สึกที่นิ้วลดลง โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และบางส่วนของนิ้วนาง อาจส่งผลให้หยิบจับของไม่ถนัด หากไม่ได้ปรับท่าทางหรือรักษา
- ชาไม่หายภายในไม่กี่วัน อาการชาที่ไม่ดีขึ้นหรือเรื้อรัง แม้ไม่ได้เกิดจากการกดทับชั่วคราว ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุ เช่น ปลายประสาทอักเสบ โรคเบาหวาน หรือปัญหาอื่นๆ
วิธีตรวจวินิจฉัยอาการชาปลายนิ้ว
- ซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น แพทย์จะสอบถามอาการ ระยะเวลา ความรุนแรง และประวัติสุขภาพ เช่น เบาหวาน โรคไทรอยด์ หรือประวัติบาดเจ็บที่คอหรือมือ พร้อมตรวจร่างกายทั่วไปและระบบประสาท
- ตรวจเลือด ตรวจเช็กระดับน้ำตาลในเลือด วิตามินบี 12 และสารอาหารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาท เพื่อหาสาเหตุของอาการชาหรือเหน็บชา
- ตรวจเส้นประสาท (Nerve conduction study) ตรวจการทำงานของเส้นประสาท วัดความเร็วและความแรงของสัญญาณประสาท เพื่อหาว่ามีความเสียหายหรือการกดทับของเส้นประสาทหรือไม่
- ตรวจภาพร่างกาย (MRI หรือเอกซเรย์กระดูกคอ) หากสงสัยว่ามีปัญหากระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท แพทย์อาจสั่งตรวจ MRI หรือเอกซเรย์เพื่อดูโครงสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อรอบๆ
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Oct%20Article%208%20(%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%20%E0%B8%8A%E0%B8%B2%20%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%20%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7)%20Re-op_Article5.jpg)
วิธีรักษาอาการชาปลายนิ้วมือ
หลังจากตรวจวินิจฉัยและทราบสาเหตุการเกิดอาการชาปลายนิ้วแล้ว ไม่ว่าจากพฤติกรรมประจำวันหรือจากโรค วิธีรักษาอาการชาปลายนิ้วมือจึงขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ เบื้องต้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้
ปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเอง
- พักมือเป็นระยะเมื่อใช้งานหนัก เช่น พิมพ์งาน ใช้มือถือ หรือจับของหนัก
- ยืดกล้ามเนื้อมือ แขน และข้อมือ เพื่อคลายแรงกดทับเส้นประสาท
- เสริม วิตามิน B1, B6, B12 หากมีการขาดวิตามิน
- ใส่เครื่องพยุงข้อมือ (Wrist Splint) โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ป้องกันไม่ให้ข้อมืองอและช่วยให้เยื่อบุข้อมือหรือเส้นเอ็นที่บวมยุบ ลดแรงกดทับเส้นประสาท
- รับประทานยาลดการอักเสบ หากมีอาการบวมหรือเจ็บ
รักษาตามสาเหตุทางการแพทย์
- ควบคุมโรคเบาหวาน ให้ระดับน้ำตาลคงที่ ลดความเสี่ยงปลายประสาทเสียหาย
- กายภาพบำบัด เพื่อคลายกล้ามเนื้อและลดแรงกดทับเส้นประสาท
- ฉีดยาแก้อักเสบ (Steroid Injection) ในกรณีพังผืดหรือเนื้อเยื่อกดทับเส้นประสาท
- ผ่าตัด หากมีภาวะหมอนรองกระดูกหรือพังผืดกดทับเส้นประสาทรุนแรง และอาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาอื่น
วิธีดูแลและป้องกันอาการชาปลายนิ้วเบื้องต้น
การดูแลและป้องกันอาการชาปลายนิ้วเบื้องต้น สามารถทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรมประจำวัน และดูแลสุขภาพของเส้นประสาทให้แข็งแรง เพื่อลดความเสี่ยงของอาการชาและป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง
- หมั่นยืดกล้ามเนื้อมือและแขน ทำเป็นประจำระหว่างวันหรือหลังใช้งานหนัก เช่น พิมพ์งาน ใช้มือถือ หรือจับของหนัก เพื่อคลายแรงกดทับเส้นประสาท
- พักมือระหว่างทำงาน หยุดพักสั้นๆ ทุก 30-60 นาที เพื่อลดการใช้งานซ้ำๆ ของมือและข้อมือ
- รับประทานอาหารที่มีวิตามินบีสูง เช่น ผักใบเขียว ปลา ไข่ นม และธัญพืช เพื่อเสริมสร้างและบำรุงเส้นประสาท
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวานหรือมีความเสี่ยง ควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงปลายประสาทเสียหาย
- ปรับท่าทางการนั่งหรือการใช้มือ ใช้อุปกรณ์รองรับข้อมือ และไม่งอข้อมือหรือกดทับเส้นประสาทเป็นเวลานาน
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ช่วยป้องกันไม่ให้ข้อมืองอและลดแรงกดทับเส้นประสาทขณะนอนหลับ
ตรวจหาสาเหตุ รักษาอาการชาปลายนิ้ว ที่โรงพยาบาลวิภาวดี
โรงพยาบาลวิภาวดี มีบริการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แน่ชัด และรักษาอาการชาปลายนิ้วอย่างครอบคลุม เพื่อประเมินลักษณะอาการชาและความรุนแรงของอาการ แพทย์จะให้การรักษาตามความเหมาะสม ตั้งแต่ปรับพฤติกรรมการใช้งานมือ การใส่เครื่องพยุงข้อมือ การใช้ยา อาจพิจารณากายภาพบำบัด หรือผ่าตัด เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด โดยเน้นการดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้งานมือได้อย่างปกติและลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน
สรุป
อาการชาปลายนิ้วเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ตั้งแต่การกดทับเส้นประสาท การขาดวิตามิน หรือโรคร้ายแรงอย่างเบาหวานและโรคหลอดเลือดสมอง การสังเกตอาการ เช่น ชา เจ็บ ปวดแปลบ หรืออ่อนแรง มีความสำคัญต่อการรักษาให้ทันเวลา การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการพักมือเป็นระยะ ยืดกล้ามเนื้อ ปรับท่าทางการทำงาน และรับประทานอาหารที่บำรุงเส้นประสาท หากอาการชาไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างตรงจุด โรงพยาบาลวิภาวดีมีบริการตรวจและรักษาอาการชาปลายนิ้วครบวงจร เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้มือได้ปกติและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
FAQ
อาการชาปลายนิ้วตอนนอนมักเกิดจากท่าทางการนอนที่กดทับข้อมือหรือแขน ทำให้เส้นประสาทถูกกดชั่วคราว นอกจากนี้การนอนในท่าที่มืออยู่สูงหรืองอข้อมือก็สามารถทำให้เลือดไปเลี้ยงมือไม่สะดวก จึงเกิดความรู้สึกชาและซ่าได้
หากชาข้างเดียวเกิดทันทีหรือรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือการกดทับเส้นประสาทรุนแรง หากมีอาการร่วม เช่น แขนขาอ่อนแรง หน้าเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด ควรรีบพบแพทย์ทันที
ความเครียดสามารถทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทตึงตัว ซึ่งบางครั้งอาจกดทับเส้นประสาทเล็กๆ ในมือหรือข้อมือ ทำให้รู้สึกชา ชาแบบนี้มักเป็นชั่วคราวและจะดีขึ้นเมื่อคลายความเครียดหรือปรับท่าทาง
สามารถบรรเทาอาการชาปลายนิ้วได้ด้วยการพักมือบ่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อมือและแขน ปรับท่าทางการทำงาน หรือใส่เครื่องพยุงข้อมือ นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน B1, B6, B12 สูงก็ช่วยบำรุงเส้นประสาทและลดอาการชาได้