โรคพาร์กินสัน อาการสั่นเป็นอย่างไร หาสาเหตุและแนวทางรักษา

"โรคพาร์กินสัน" ไม่ใช่แค่เรื่องของอาการสั่น แต่เป็นภัยเงียบจากความเสื่อมของสมองที่ค่อย ๆ พรากความคล่องตัวและอิสระในการใช้ชีวิตไปทีละน้อย การทำความเข้าใจระยะของโรคและสัญญาณเตือนเบื้องต้น จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ถูกต้อง เพื่อชะลอความเสื่อมและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง


Key Takeaways

  • โรคพาร์กินสัน คืออาการเคลื่อนไหวผิดปกติเกิดจากการที่สมองผลิตสารโดพามีนลดลง การได้รับยาเพื่อปรับสมดุลสารเคมีจึงเป็นวิธีควบคุมอาการที่ได้ผลที่สุด
  • โรคพาร์กินสันไม่ได้มีแค่การสั่น แต่ยังรวมถึงปัญหาสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า และอาการทางระบบประสาทอื่น ๆ เช่น ท้องผูก หรือการดมกลิ่นที่แย่ลง
  • นอกจากอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ประวัติครอบครัว การสัมผัสสารเคมีทางการเกษตร และการบาดเจ็บทางสมอง ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นโรคพาร์กินสันที่ต้องเฝ้าระวัง
  • แพทย์ต้องใช้การประเมินทางคลินิกร่วมกับการทำ MRI เพื่อแยกโรคอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันออกไป เพื่อให้เริ่มการรักษาได้อย่างแม่นยำ
  • ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (DBS) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่ดื้อยาหรือมีอาการรุนแรงสามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สารบัญบทความ

โรคพาร์กินสัน คืออะไร

โรคพาร์กินสัน เกิดจากอะไร

โรคพาร์กินสัน อาการเป็นอย่างไร

โรคพาร์กินสัน มีกี่ระยะ

ใครเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสันบ้าง

การวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน

แนวทางการรักษาโรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน ควรสังเกตอาการเพื่อรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน


โรคพาร์กินสัน คืออะไร

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) คือภาวะความเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสาร "โดพามีน" ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวลดน้อยลง ทำให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติและช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นโรคระบบประสาทที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป

  • สมองเล็กลงจนกระทบการใช้ชีวิต เรียนรู้วิธีชะลอความเสื่อมและดูแลรักษาอย่างถูกต้อง : สมองฝ่อ

โรคพาร์กินสัน เกิดจากอะไร

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดและไม่มีอาการเตือนที่เฉพาะเจาะจงในช่วงแรก อาการเริ่มแรกมักเป็นเพียงสัญญาณเบาบางของการเสื่อมในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งจะค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นจนกระทั่งความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหวชัดเจนพอที่แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสันได้อย่างแม่นยำ

  • ขี้หลงขี้ลืมจนจำคนใกล้ชิดไม่ได้ รู้ทันสัญญาณสมองเสื่อมเพื่อการดูแลที่เข้าใจ : อัลไซเมอร์

โรคพาร์กินสัน อาการเป็นอย่างไร

โรคพาร์กินสัน อันตรายไหม

การขาดโดพามีนส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างครอบคลุม ทั้งด้านการสั่งการและระบบประสาทอัตโนมัติ โดยแบ่งกลุ่มโรคพาร์กินสัน อาการสำคัญได้ดังนี้

  • บุคลิกเปลี่ยนไปคุมอารมณ์ไม่อยู่ รู้จักโรคสมองเสื่อมส่วนหน้าและการรับมือที่ถูกวิธี : frontotemporal dementia คือ
     

อาการพาร์กินสันที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว

  • อาการชาปลายนิ้วมือ อาการสั่นที่มือ มือสั่นเวลาจับของ แขนสั่น หรือขาสั่นขณะอยู่เฉย ๆ
  • เคลื่อนไหวช้า ก้าวเดินสั้นลง ซอยเท้า ลุกนั่งลำบาก หรือพูดรัวเร็วขึ้น
  • ตัวแข็งเกร็ง กล้ามเนื้อตึงเครียดทำให้เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง และปวดเมื่อย
  • เดินตัวงอ ทรงตัวไม่อยู่ และมีโอกาสหกล้มได้ง่าย
     

อาการพาร์กินสันทางจิตใจ

  • พบภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลได้บ่อยจากการปรับตัวกับโรค
  • นึกคำพูดลำบากหรือตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ช้าลง
  • ในระยะรุนแรงอาจมีอาการประสาทหลอนหรือเห็นภาพหลอนร่วมด้วย
  • ขาดความมั่นใจและความสนใจในสิ่งรอบตัวเนื่องจากข้อจำกัดทางร่างกาย
     

อาการพาร์กินสันอื่น ๆ 

  • มีปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ท้องอืด หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • นอนไม่หลับ นอนละเมอ หรือมีอาการเพลียระหว่างวันโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • การรับรู้กลิ่นลดลง วิงเวียนศีรษะง่ายเมื่อลุกยืน และเหงื่อออกมากผิดปกติ
  • น้ำหนักลดผิดปกติและอาจมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย

โรคพาร์กินสัน มีกี่ระยะ

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่มีความเสื่อมของระบบประสาทที่เกิดขึ้นช้า ๆ โดยอาการจะค่อย ๆ ลุกลามไปตามระยะต่าง ๆ จนส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย มาดูกันว่าโรคพาร์กินสันมีทั้งหมดกี่ระยะ แต่ละระยะมีอาการอย่างไรบ้าง

  • ระยะที่ 1: อาการเริ่มปรากฏเพียงข้างเดียว เช่น มือสั่นขณะพัก หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ระยะที่ 2: อาการลามไปยังร่างกายทั้งสองข้าง เริ่มเดินตัวโก่ง หลังงอ และเคลื่อนไหวช้าลง
  • ระยะที่ 3: มีปัญหาด้านการทรงตัวที่ชัดเจน ลุกยืนลำบาก และเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย
  • ระยะที่ 4: ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง ร่างกายแข็งเกร็งและเคลื่อนไหวลำบากมาก ต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิด
  • ระยะที่ 5: เข้าสู่ภาวะติดเตียง ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือทานอาหารเองได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

ใครเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสันบ้าง

แม้สาเหตุโรคพาร์กินสันยังไม่แน่ชัด แต่กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ: โดยเฉพาะวัย 50–65 ปีขึ้นไปที่มีเซลล์สมองเสื่อมตามวัย
  • พันธุกรรม: มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุน้อย
  • สัมผัสสารเคมี: ใกล้ชิดยาฆ่าแมลง สารปราบศัตรูพืช หรือโลหะหนักต่อเนื่อง
  • ปัจจัยอื่น: เคยบาดเจ็บทางสมองรุนแรง หรือใช้ยาจิตเวชและยาแก้วิงเวียนบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน

การวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน

การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันอาศัยการสังเกตความผิดปกติทางร่างกายเป็นหลัก เนื่องจากอาการในช่วงแรกอาจไม่ชัดเจน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทจะทำการประเมินดังนี้

  • ตรวจเช็กอาการสั่นขณะพัก ความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ และความช้าในการเคลื่อนไหว เช่น การกลัดกระดุมลำบาก หรือลายมือเล็กลง
  • ประเมินความสมดุลของการทรงตัว การเดินซอยเท้าถี่ และการแกว่งแขนที่ลดลงขณะเดิน
  • การซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อแยกสาเหตุจากยาบางชนิดหรืออุบัติเหตุทางสมอง
  • การตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ เช่น การทำ MRI สมอง เพื่อแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน และยืนยันผลการวินิจฉัยเพื่อวางแผนรักษาอย่างเหมาะสม

แนวทางการรักษาโรคพาร์กินสัน

พาร์กินสัน อยู่ได้กี่ปี

ปัจจุบัน ยังไม่สามารถรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดได้ แต่โรคพาร์กินสัน วิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพจะเน้นไปที่การควบคุมอาการและคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วย โดยมีแนวทางหลักดังนี้

  • การรักษาด้วยยา: เป็นวิธีมาตรฐานที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลและเพิ่มระดับ "โดพามีน" ในสมอง เพื่อบรรเทาอาการสั่น ลดอาการแข็งเกร็ง และช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องตัวขึ้นตามลักษณะของโรค
  • การรักษาด้วย TMS (Transcranial Magnetic Stimulation): คือการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านผิวหนังโดยไม่ต้องผ่าตัด บรรเทาอาการสั่น การเคลื่อนไหวที่ช้าลง และลดความรุนแรงของโรคพาร์กินสัน โดยส่งคลื่นแม่เหล็กไปกระตุ้นเซลล์สมองให้ทำงานได้ดีขึ้น
  • การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (DBS): สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มดื้อยาหรือมีอาการรุนแรงจนยาไม่สามารถควบคุมได้ แพทย์จะพิจารณาฝังขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กเพื่อกระตุ้นสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ช่วยลดอาการแทรกซ้อนและทำให้การใช้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น

โรคพาร์กินสัน ควรสังเกตอาการเพื่อรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

แม้โรคพาร์กินสันจะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทั้งในด้านยาและการผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบปกติ หัวใจสำคัญคือการตรวจพบในระยะเริ่มต้นและการดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้ป่วยก้าวผ่านแต่ละระยะของโรคไปได้อย่างมั่นคง

แผนกอายุรกรรม ประสาทและสมอง โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมดูแลคุณด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคพาร์กินสันและการเคลื่อนไหวผิดปกติ เรามีเทคโนโลยี MRI ที่ช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคได้อย่างแม่นยำ พร้อมโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพโดยนักกายภาพบำบัดมืออาชีพ เพื่อฝึกการทรงตัวและการเดิน ช่วยให้คุณหรือคนที่คุณรักก้าวเดินได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงวัย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน

พาร์กินสัน ไม่ควรกินอะไร

ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันควรหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท เช่น อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง และอาหารที่มีรสจัด

โรคพาร์กินสัน ระยะสุดท้าย รักษาหายไหม

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดได้ แต่สามารถช่วยประคับประคองและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยมีความสุขและยาวนานที่สุด

ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันส่วนใหญ่มีอายุกี่ปี?

ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันส่วนใหญ่จะมีอายุมากกว่า 50 ปี โดยอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยจะอยู่ที่ประมาณ 55 - 60 ปี

โรคพาร์กินสัน รักษาหายไหม?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดได้ แต่สามารถช่วยประคับประคองและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยมีความสุขและยาวนานที่สุด

พาร์กินสันเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ไหม?

โรคพาร์กินสันไม่ใช่โรคกรรมพันธุ์โดยตรง แต่ประมาณ 10 - 15% ของผู้ป่วยอาจมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

โรคพาร์กินสัน วิธีป้องกันทำได้อย่างไร

การป้องกันโรคพาร์กินสันสามารถทำได้โดยลดปัจจัยเสี่ยง เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ การผ่อนคลายความเครียด และการหลีกเลี่ยงสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ


References

รีวิวจากคนไข้

“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”

สอบถามรายละเอียดและนัดหมายล่วงหน้าที่

02-058-1111

02-561-1111


ทีมแพทย์โรคพาร์กินสัน อาการสั่นเป็นอย่างไร หาสาเหตุและแนวทางรักษา