อารมณ์ดี ครีเอท แอ็คทีฟ ด้วยเคล็ดลับสุขภาพง่ายๆ

 ถ้าคุณรู้สึกง่วงเหงา  เศร้าซึม  สมองตันๆ อารมณ์เสียบ่อย วันนี้เรามีเคล็ดลับสุขภาพง่ายๆ มาพร้อมกับความสนุกสนานที่แอบซ่อนอยู่ รับรองเลยว่าเพียงเท่านี้  คุณก็จะอารมณ์ดีขึ้นได้ในทันที มาลองดูกันเลย!เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยสีฟ้าตื่นเช้าๆดื่มน้ำเปล่าด้วยหลอดสีฟ้า จานสีน้ำเงิน  ใส่ผักผลไม้สีสันสดใสตัดเข้าไป  รู้มัยว่านักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาเดียนค้นพบว่าวิธีนี้จะช่วยให้สมองแอ็คทีฟ  รู้สึกเป็นอิสระ  และมักคิดอะไรดีๆ  ออกเสมอPlus: วันไหนอยากไดเอทลองใช้จานสีน้ำเงินเพราะสีน้ำเงินจะทำให้เราไม่ค่อยอยากกินอาหารดื่มกาแฟก่อนงีบ 20 นาที                มีการศึกษาว่าวิธีนี้ช่วยหลอกร่างกายเบาๆ ว่าเมื่อคืนนี้นอนหลับสนิทอย่างสบาย (ทั้งที่อาจจะนอนไปแค่ 3 ชั่วโมงและง่วงมาก) คาเฟอีนจะช่วยเข้าไปรีชาร์ตให้สมองกระปรี้กระเปร่าหลังงีบหลับนั่นเองหลับต่ออีกนิด                การนอนหลับที่นานขึ้นจะช่วยทำให้ร่างกายกระตุ้นการเผาผลาญได้มากขึ้น  คำแนะนำสุดเริ่ดนี้มาจากการศึกษาในวารสารที่นักวิจัยทดลองให้คนที่กินขนมอย่างไอศกรีมและมันฝรั่งทอดกรอบนอนเพิ่มอีกคนละ 1.30 ชั่วโมง พบว่าหลังจากที่นอนหลับนานกว่าเดิม 14 % จะช่วยลดความอยากอาหารหวานและเค็มลงได้ 62 % เพราะสมองส่งสัญญาณความยากลดลงสูดกลิ่นผลไม้                กลิ่นผลไม้จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเลือกผลไม้เป็นอาหารมื้อนั้น  อย่างเช่นได้กลิ่นลูกแพร์ก่อนกลิ่นขนมหวาน ก็จะทำให้เราเลือกอยากทานผลไม้มากกว่าขนมหวานEat Natural                เมืองไทยแดดแรงเกือบทั้งปี  นอกจากทาครีมกันแดดเป็นประจำแล้ว ใครอยากปกป้องดับเบิ้ลเข้าไปอีก งานนี้ต้องอาศัยการกินเพื่อช่วยป้องกันผิวจากรังสียูวี  โดยอาหารที่จะช่วยปกป้องผิวคุณ คือ องุ่นดำ แบล็คเคอร์เรนท์  บลูเบอรี่ ผักโขม น้ำเต้าหู้ และโยเกิร์ตเลือกดื่มกาแฟ อย่างฉลาดแก้วเดียวเอาอยู่ แนะนำดื่มกาแฟวันละแก้ว หรือปริมาณเหมาะกับตัวเองแก้วนี้ต้องไม่อ้วน เลือกดื่มกาแฟดำดีที่สุด แต่หากต้องการเติมหวานก็เติมน้ำตาลเพียงเล็กน้อยอย่าดื่มตอนท้องว่าง กาเฟอีนจะเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารทำให้รู้สึกไม่สบายท้องดื่มเช้าหรือกลางวันดีกว่า เน้นช่วงเวลาที่ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นควรกินอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมทดแทน เช่น นม โยเกิร์ต ปลาเล็กปลาน้อย คะน้า เพื่อทดแทนแคลเซียมที่สูญเสียไปกับปัสสาวะ ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน                ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาลวิภาวดี                                                                                                ขอบคุณที่มาจาก : หนังสือฟ้าดัชมิลล์ MAGAZINE

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

กิน ดื่ม ขยับ ปรับอารมณ์

ทำไมน้ำหนักไม่ลด? ทำไมหน้าท้องยื่น? เป็นคำถามกวนใจของสาวๆที่มีน้ำหนักเกิน  แต่คำตอบไม่ใช่แค่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากเนสท์เล่  เปิดเผยเคล็ดลับที่สาวๆอาจไม่รู้  ทั้งเรื่องการกิน  ดื่ม  ขยับ  และปรับอารมณ์  ที่จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นเทคนิคการสร้างสุขภาพดีด้วยการ ‘กิน-ดื่ม’รับประทานอาหารเช้าในปริมาณที่มากกว่ามื้ออื่น            อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุดในแต่ละวัน  เพราะเป็นแหล่งที่มาของพลังงานซึ่งเราจำเป็นต้องใช้  ในการทำกิจกรรมมากมาย  ไม่เพียงเท่านั้น  อาหารเช้ายังมีประโยชน์ที่หลายคนคาดไม่ถึงอีกมาก  อาทิ·คนที่งดอาหารเช้ามีสิทธิ์อ้วนได้มากกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำถึง 4.5 เท่า  เพราะว่า  ตั้งแต่มื้อดึกมาจนถึงเช้าวันใหม่  เราไม่ได้ทานอะไรมาเกือบ 12 ชั่วโมง  หากยิ่งไม่ทานมื้อเช้า  ซึ่งเป็นมื้อแรกของวัน  จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง  จนไปเพิ่มแนวโน้มในการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูงในมื้อเที่ยงมากขึ้น  ในขณะที่มีเวลาในการเผาผลาญพลังงานน้อยลง  จึงเป็นสาเหตุให้มีน้ำหนักเกินและอาจเป็นโรคอ้วนได้อย่างไม่รู้ตัว·ผู้หญิงที่รับประทานอาหารเช้าซึ่งมีปริมาณแคลลอรี่มากกว่ามื้ออื่นๆจะสามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่า·เด็กที่ทานอาหารเช้าเป็นประจำจะมีทักษะความจำที่ดีกว่า  และมีสมาธิในการเรียนรู้ที่ดีกว่า  จากการศึกษาวิจัยพบว่า  การทานอาหารเช้าจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอและมีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้หรือการทำงาน  ทำให้ระบบความจำ  ทักษะการเรียนรู้  และอารมณ์ดีขึ้น  แต่หากขาดพลังงานจากอาหารมื้อเช้าร่างกายจะขาดพลังงานจำเป็น  สมาธิลดน้อยลง  สมองทำงานไม่ได้เต็มที่  หากขาดอาหารเช้าเป็นประจำอาจส่งผลต่อสติปัญญาและมีผลเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน            ร่างกายเราประกอบด้วยน้ำถึง 70%  โดยทุกเซลล์มีน้ำเป็นองค์ประกอบ  ฉะนั้นการดื่มน้ำที่น้อยเกินไปอาจทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการร่างกายเรียกร้องขอน้ำโดยอัตโนมัติ  จึงเกิดเป็นปัญหาสุขภาพหรือโรคภัยไข้เจ็บได้  เทคนิคง่ายๆ สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศคือวางน้ำเปล่าไว้ข้างกายให้จิบดื่มได้ตลอดทั้งวัน  เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายอยู่เสมอ·ปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนคือ  น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) x 33 = ปริมาณน้ำ (มิลลิลิตร)·ปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสมโดยเฉลี่ยคือ 2  ลิตรต่อวัน‘ลด’ ปริมาณ  แต่ไม่  ‘งด’  มื้อเย็น            หลายคนมีความเข้าใจที่ผิดคือเลือกที่จะงดรับประทานอาหารมื้อเย็นเพื่อเป็นการควบคุมน้ำหนัก  แต่ในความเป็นจริงคือเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารให้ครบตามที่ร่างกายต้องการตลอดทั้งวัน  เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง  ดังนั้น  เราจึงควรเลือกทานอาหารมื้อเย็นให้ถูกวิธี  คือ  ควรทานอาหารมื้อเย็นก่อนเวลาเข้านอน 3 ชั่วโมง  เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการย่อยและดูดซึมสารอาหารไปกระทบช่วงเวลาการพักผ่อนของร่างกาย  แค่ลดปริมาณที่รับประทานในมื้อเย็นก็เป็นประโยชน์แล้ว  ยิ่งไปกว่านั้น  ควรให้ความสำคัญในการเลือกทานอาหารที่ย่อยง่ายไขมันต่ำ  เช่น  เนื้อปลา  และผักผลไม้หลากหลายชนิด  ซึ่งมีสารอาหารแตกต่างกันไป‘ลด’ ปริมาณน้ำตาลที่รับประทานในแต่ละวัน            ไขมันส่วนเกินสะสมไม่ได้เกิดจากการทานอาหารประเภทไขมันในปริมาณที่มากเกินไปเท่านั้น  แต่ส่วนหนึ่งมาจากการทานน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป  เนื่องจากกลไลของร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลที่เหลือจากการใช้พลังงานให้กลายเป็นไขมันสะสม  น้ำตาลจึงเป็นหนึ่งสาเหตุของปัญหาสุขภาพและโรคอ้วน  ดังนั้น  เราจึงควรควบคุมปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายรับเข้าไป  เลือกชนิดอาหารที่มีความหวานน้อยกว่า  โดยเปรียบเทียบกับการอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปทุกชนิด  เพื่อช่วยให้เราสามารถเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะกับความต้องการของร่างกายเราวิธีการคำนวณปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มง่ายๆเพียงแค่น้ำค่าน้ำตาล (กรัม) ที่ระบุฉลากโภชนาการมาหารด้วย 4 กรัม เราจะทราบว่าในผลิตภัณฑ์นั้นๆ  มีน้ำตาลอยู่ประมาณที่ช้อนชาต่อ 1 หน่วยโภชนาการเทคนิคการสร้างสุขภาพดีด้วยการ ‘ขยับ’·ผลวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นพบว่า  หากรับประทานอาหารอิ่มแล้วเดินทันที  30  นาที  จะช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูงเกินไป  รวมถึงการป้องกันการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันได้ดีกว่า  เมื่อเปรี่ยบเทียบกับคนที่เดินในระยะเวลาเท่ากันหลังประทานอาหารไปแล้ว 1 ชั่วโมง·เพิ่มโอกาสในการออกกำลังกายด้วยการตื่นเช้าขึ้นสัก 15 นาที  แล้วขยับเคลื่อนไหวด้วยการเต้นไปกับเพลงสนุกๆ  เป็นการปลุกร่างกายให้ตื่นตัวก่อนออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ ตลอดทั้งวัน·ขยับเปลี่ยนท่านั่ง  หรือลุกเดินเคลื่อนไหวระหว่างวันทำงาน  การนั่งในท่าติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เทคนิคการสร้างสุขภาพที่ดีด้วยการ  ‘ปรับอารมณ์’            เมื่อสุขภาพร่างกายแข้งแรงแล้ว  อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือความสุขใจ  เราสามารถหาวิธีผ่อนคลายให้ตนเองในแต่ละวันด้วยการพักผ่อนสายตาระหว่างทำงาน 5-10 นาที  ทุกๆ 2 ชั่วโมง  อีกหนึ่งวิธีลดความเคลียดแบบง่ายๆคือ “การกอดคนที่เรารักและไว้ใจ”  เพราะสัมผัสการกอดมีผลต่อการเพิ่มการหลั่งสารอ๊อกซิโตซิน (Oxytocin)  ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความผูกพัน  เพิ่มภูมิคุ้มกัน  ทั้งยังกระตุ้นการตื่นตัวได้ดี                            ด้วยความปรารถนาดีจาก รพ.วิภาวดี                 ขอบคุณที่มาจาก: นิตยสาร Health [email protected]

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

12 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับการ “บริจาคเลือด”

หลายคนทราบดีอยู่แล้วว่าการบริจาคเลือด มีประโยชน์ในเรื่องของการได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ที่ต้องการเลือดเพื่อรักษา แต่นอกจากได้อิ่มอกอิ่มใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นแล้ว การบริจาคเลือดยังมีข้อมูลที่น่าสนใจที่คุณอาจไม่เคยรู้อีกเพียบ 12 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับการ “บริจาคเลือด” 1. ใครที่คิดว่าเห็นคนไปบริจาคเลือดกันหลายคน คิดว่าน่าจะเพียงพอแล้ว ขอบอกเลยว่าคิดผิด เพราะปัจจุบันมีความต้องการใช้เลือดในแต่ละวันสูงถึง 5,000 ยูนิตต่อวัน แต่ตอนนี้เลือดที่ได้รับบริจาคมามีเพียง 2,000 ยูนิตต่อวันเท่านั้น2. ที่เห็นไปรอคิวบริจาคเลือดกันมากมาย จริงๆ แล้วเป็นเพียง 3% ของประชากรไทยทั้งประเทศเองนะ แล้วมันจะไปพอที่ไหน จริงไหม?3. เลือดที่เราบริจาคไปในแต่ละครั้ง สามารถแยกออกมาใช้งานได้หลายส่วน ทั้งเกล็ดเลือด พลาสมา และเม็ดโลหิตแดง เราไม่ได้ใช้เลือดเพื่อการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยแต่เพียงอย่างเดียวนะ4. แต่ถึงอย่างไร ผู้ป่วยที่ต้องการใช้เลือดมากที่สุด ก็หนีไม่พ้นกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดใหญ่ หรือประสบอุบัติเหตุ แล้วประเทศเราก็ประสบอุบัติเหตุกันบ่อยเสียด้วยสิ5. การบริจาคเลือดช่วยกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกให้สร้างเม็ดโลหิตใหม่ๆ ที่มีคุณภาพมาหมุนเวียนใช้บำรุงร่างกาย เป็นการเปลี่ยนถ่ายเลือดเก่า เลือดใหม่ได้อย่างมีประโยชน์ และปลอดภัยที่สุด6. เมื่อเราได้เปลี่ยนถ่ายโลหิตเก่า-ใหม่ ส่งผลให้เลือดใหม่ที่ไปหล่อเลี้ยงตามร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสยิ่งขึ้น7. หากคุณตั้งใจจะบริจาคเลือดเป็นประจำตามที่สภากาชาดแนะนำ นั่นหมายความว่าคุณจะต้องดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองให้สมบูรณ์แข็งแรงตลอดเวลา ต้องระวังเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน ไม่เครียด เลยทำให้กลายเป็นคนที่มีสุขภาพดีไปโดยธรรมชาติ 8. เมื่อร่างกายแข็งแรง ก็ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยเฉพาะโรคที่ใครๆ ก็กลัวอย่าง โรคมะเร็ง ซึ่งคนที่บริจาคเลือดจะมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคร้ายอย่างมะเร็งน้อยกว่าคนที่ไม่เคยบริจาคเลือดด้วยนะ 9. สุขภาพจิตดีตามไปด้วย เมื่อเรารู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรดีๆ เพื่อคนอื่น ความสุขใจ อิ่มเอมใจ จะส่งผลต่อจิตใจของเราที่รู้สึกว่าตัวเองมีค่า มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ได้ทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าได้ด้วย10. เราบริจาคเลือดได้สูงสุด 4 ครั้งต่อปีเลยนะ (โดยที่ไม่ทำให้ร่างกายเราได้รับอันตรายใดๆ) หรือทั้งชีวิตเราบริจาคเลือดได้มากถึง 212 ครั้งเลยทีเดียว11. กรุ๊ปเลือดที่ต้องการมากที่สุดก็คือ กรุ๊ป AB ตามมาด้วยกรุ๊ป A, B และ O ตามสัดส่วนของประชากรในประเทศ12. เคยได้ยินเรื่องกรุ๊ปเลือดแบบ negative ไหม หากใครที่มีกรุ๊ปเลือด Rh- นั่นหมายความว่าคุณใช้เลือดโดยส่วนใหญ่ที่คนไทยมีไม่ได้ (เราเรียกระบบหมู่โลหิตนี้ว่า Rh- ส่วนใหญ่คนไทยมีหมู่เลือดเป็น Rh+ แต่จะพบ Rh- มากขึ้นในชาวต่างชาติ) ใครที่รู้ตัว หรือรู้จักคนที่มีหมู่เลือด Rh- ชวนไปบริจาคเลือดด้วยกันด่วนๆ เลย เพราะกรุ๊ปเลือดนี้ถือว่าเป็นกรุ๊ปเลือดหายาก และพิเศษมากจริงๆที่มา : www.sanook.com

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

อาหารผู้ป่วยโรคไต เลือกทานอะไรดี

อาหารผู้ป่วยโรคไต เลือกทานอะไรดี    สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยระบุว่า ผู้ป่วยโรคไตทั่วประเทศที่ยังมีชีวิตอยู่และอยู่ระหว่างการรักษาประมาณ 140,000 คน และคาดว่ามีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากโรคไตที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยโรคอื่นเป็นตัวนำพา เช่นภาวะไตเสื่อมเนื่องจากโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง 2 โรคนี้จะทำให้หลอดเลือดที่มาเลี้ยงไตตีบแข็ง  ส่งผลทำให้ไตเสื่อมลงอย่างถาวร พฤติกรรมที่ติด “รสเค็ม” ทานอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูง ขนมกรุบกรอบที่มีเกลือมาก                 ดังนั้นการเลือกทานอาหารให้ถูกต้องและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกายจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการชะลอไม่ให้เนื้อไตถูกทำลายมากขึ้น                 1.โปรตีน ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตในระยะ 1-2 กินโปรตีนได้ปกติ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ควรเน้นปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อกไก่(ควรเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีการปรุงรส) และถ้าเป็นโรคไตระยะที่ 3-4-5 (ไตวายเรื้อรัง) ต้องจำกัดโปรตีน 0.6 - 08. กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมหรือถ้าจำกัดมากกว่านั้น คือ 0.4 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เน้นทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ดาว ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน                 2.โซเดียม ไม่ควรกินเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือประมาณ 1 ช้อนชา หรือเทียบเท่า น้ำปลา 5 ช้อนชาเลี่ยงการใช้เครื่องปรุงรส ที่มีโซเดียมสูง เช่น ผงชูรส ผงปรุงรส ซุปก้อน ผงฟู่ เลี่ยงการทานอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูงในการเก็บถนอมอาหาร เช่น ผลไม้ดอง ไข่เค็ม ปลาเค็ม หมูหยอง ผักดอง หัวไชโป๊                ตารางแสดงโซเดียมในเครื่องปรุงรสและอาหารสำเร็จรูป    ซอสมะเขือเทศ      1 ช้อนโต๊ะ /    มีโซเดียม 180 มิลลิกรัม    ซอยหอยนางรม     1 ช้อนโต๊ะ /    มีโซเดียม 480 มิลลิกรัม    บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  1 ห่อ 60 กรัม / มีโซเดียม1500 มิลลิกรัม    ซุปก้อน              1 ก้อน 5 กรัม  /มีโซเดียม 1730 มิลลิกรัม    ผงชูรส                1 ช้อนโต๊ะ /    มีโซเดียม1950 มิลลิกรัม   ผงปรุงรส              2 ช้อนชา  /     มีโซเดียม 1900 มิลลิกรัม             3.โพแทสเซียม ในผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 4-5 ไม่ควรได้รับเกิน 1500 มิลลิกรัม ต่อวัน (หรือผู้ป่วยมีค่าโพแทสเซียมในเลือดสูง) ผักที่มีโพแทสเซียมสูง 100 กรัม ได้แก่ หัวปลี ผักชี ชะอม คะน้า แครอท มะเขือเทศ ฟักทอง บร็อคโคลี่             ปานกลาง  ได้แก่ ฟักเขียว  ผักกาดขาว  มะละกอ  ผักบุ้งจีน  ขิง  หัวไชเท้า  น้ำเต้า มะเขือยาว             ต่ำ ได้แก่  บวบ  หอมใหญ่  แตงกวา  ฟักอ่อน  ถั่วพู  พริกหยวก  ถั่วลันเตา             4.ฟอสฟอรัส ไม่ควรกินเกิน 800 มิลลิกรัมต่อวันจะจำกัดในผู้ป่วยระยะที่ 3- 4 – 5 ควรเลี่ยงการทาน นม ผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด ช็อคโกแลต  ไข่แดง  ถั่วเมล็ดแห้งทุกชนิด  เต้าหู้ถั่วเหลือง             5.น้ำ จะมีการจำกัดในผู้ป่วยที่บวบน้ำ หรือแพทย์เป็นผู้กำหนด ประมาณ 1000-1200 มิลลิตร ต่อวัน  ในรายที่ไตวายมาก  อาจลดเหลือแค่ 500 มิลลิตรต่อวัน หรือปัสสาวะไม่ออก             6.พลังงาน คำนวณจากน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต้องการพลังงาน 30 กิโลแคลอรี่  ในกรณีทำงานปานกลาง  ถ้าทำงานเบา น้ำหนัก 1 กิโลกรัม :25 กิโลแคลอรี่แทน  ควรได้รับพลังงานเพียงพอ  ทั้ง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน  โดยเฉพาะไขมันควรเป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัว ข้าวทานได้ปกติ ในรายที่ต้องระวังฟอสฟอรัสในเลือดสูงให้เลี่ยงการทานข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี (ทานแป้งปลอดโปรตีนแทน เช่น เส้นเซี่ยงไฮ้ ข้าวหอมมะลิสีขาว เส้นหมี่ เส้นใหญ่)             สุดท้ายนี้แนวทางในการทานอาหาร มีส่วนสำคัญในการเสี่ยงการเกิดโรคไต และเพิ่มคุณภาพให้ดีขึ้น ในรายที่เป็นโรคไตในระยะเริ่มต้นแล้ว การดูแลของแพทย์ ทานยาสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัด และเลือกทานอาหารที่เหมะสม แค่นี้ก็สามารถลดอาการเสี่ยงของโรคไตได้                                                                               นายธีระเดช  สวนเส                                นักกำหนดอาหาร รพ.วิภาวดี                          ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาลวิภาวดี  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

7 ประโยชน์ที่ดีแตงโม

7 ประโยชน์ที่ดีแตงโม            ผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์หน้าร้อน นอกจากมะพร้าวแล้ว ก็น่าจะมีแตงโมติดโผกับเขาด้วยนะคะ เพราะแตงโมเย็นๆ หวาน ฉ่ำน้ำ ไม่ว่าจะทานสดๆ หรือนำไปปั่นก็อร่อยเย็นชื่นใจ ดับกระหาย คลายร้อนได้ดีจริงๆ แต่นอกจากจะช่วยดับร้อนแล้ว ยังมีประโยชน์อีกหลายอย่างที่ทุกคนอาจจะยังไม่ทราบ มีอะไรกันบ้าง 1. เป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะเป็นผลไม้ที่น้ำตาลต่ำ แคลอรี่ต่ำ 2. ป้องกันการสะสมของไขมันเส้นเลือด ควบคุมระดับความดันโลหิต   3. มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา 4. ช่วยลดความมันบนผิวหน้า เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และลดอาการอักเสบบวมแดง 5. ช่วยบำรุงผิวพรรณ และเส้นผมให้แข็งแรง 6. กรดอะมิโนในแตงโม ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ   7. ไลโคปีนในแตงโม ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง               ถึงแม้ว่าแตงโมจะมีประโยชน์มากมาย แต่ผู้ป่วยบางราย หรือผู้ที่มีความผิดปกติบางอย่าง ก็ควรหลีกเลี่ยงการทานแตงโมด้วยเช่นกัน เช่น ผู้ที่มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย เพราะน้ำจากแตงโมจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางลง ทำให้ย่อยอาหารไม่ดี ผู้เป็นโรคเยื่อบุลำไส้อักเสบเรื้อรัง  ความดันโลหิตต่ำ  มีแก๊สในกระเพาะอาหาร  ท้องเสียบ่อยๆ หรือช่วงที่มีไข้สูง อย่างไรก็ตามของมีประโยชน์ ก็ต้องทานแต่พอดี อย่ามากเกินไป เพราะต่อให้มีประโยชน์มากเท่าไร หากทานมากเกินไป ก็เป็นโทษต่อร่างกายได้เหมือนกันค่ะ ที่มา : www.sanook.com

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

รู้เท่าทันต้อหินป้องกันการตาบอด

 ต้อหินเป็นโรคที่เกิดจากการถูกทำลายของเส้นประสาทตา เนื่องจากมีแรงดันในลูกตาสูง ซึ่งเส้นประสาทตานี้จะเชื่อมต่อระหว่างตาไปยังสมอง ทำให้การมองเห็นค่อยๆลดลง และบอดในที่สุดแรงดันตาที่สูงมากขึ้น เกิดจากการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตามากขึ้น และมีการระบายน้ำออกจากทางเดินระบายน้ำลดลง โดยค่าปกติของความดันตาอยู่ที่ 5-21 มิลลิเมตรปรอท หากพบว่าความดันตามีค่ามากกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นต้อหินได้การสูญเสียการมองเห็นของผู้ป่วยต้อหิน ในระยะเริ่มแรก ลานสายตาจะถูกทำลายจากด้านข้างก่อน ผู้ป่วยอาจเริ่มมีการเดินชนสิ่งของดัานข้าง ผู้ป่วยที่ไม่สังเกตจึงไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ เพราะการมองตรงกลางยังเห็นดีอยู่ จนระยะท้าย ลานสายตาโดนทำลายจนแคบเข้ามาเรื่อยๆ การมองเห็นภาพตรงกลางเริ่มลดลง ระยะนี้ผู้ป่วยจึงจะมาพบแพทย์ ซึ่งเป็นระยะท้ายของโรคแล้ว สิ่งที่น่ากลัวคือ การมองเห็นที่เสียไปแล้ว ไม่สามารถทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้ ทำให้ตาบอดถาวร การรักษาจึงเพื่อไม่ให้ลานสายตาและการมองเห็นที่ยังดีอยู่แย่ลงไปอีกปัจจัยเสี่ยงของต้อหิน-          เชื้อชาติ คนเชื้อชาติแอฟริกันอเมริกันจะพบต้อหินสูงกว่าคนผิวขาวถึง 6-8 เท่า ส่วนคนเชื้อชาติเอเชียจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิดมากกว่าชนชาติอื่น-          อายุมากกว่า 40 ปี-          มีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นต้อหิน-          ผู้ป่วยเบาหวาน ไมเกรน นอนกรน-          ตรวจพบความดันตาสูง-          เคยมีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา-          การใช้ยาสเตียรอยด์-          ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ สายตายาวหรือสั้นมาก กระจกตาบาง-          โดยบุคคลที่มีความเสี่ยงสมควรได้รับการตรวจตาเป็นประจำ งดการซื้อยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยมาใช้เอง เมื่อมีอาการผิดปกติทางตาควรรีบมาพบแพทย์  การวินิจฉัยต้อหิน -          การตรวจตาด้วยเครื่องตรวจตา slit-lamp microscopy-          การตรวจวัดความดันภายในลูกตา-          การตรวจลักษณะของขั้วประสาทตา-          การตรวจลานสายตา โรคต้อหิน สามารถแบ่งออกได้หลายชนิด ถ้าแบ่งตามลักษณะกายวิภาคของมุมตา ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ระหว่างกระจกตาและม่านตา สามารถแบ่งได้เป็นสองชนิด ด้วยกันคือ1.ต้อหินชนิดมุมเปิด เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการปวด เพราะความดันลูกตาจะค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อย ทำให้ผู้ป่วยเคยชินกับความดันตาที่สูงขึ้น ทำให้เส้นประสาทตาถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายที่มาพบแพทย์เนื่องจากตามัวลงแล้ว ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของโรค 2.ต้อหินชนิดมุมปิด จะมีลักษณะมุมตาแคบ ทำให้ขวางกั้นทางเดินระบายน้ำในตา เกิดความดันในลูกตาสูงขึ้น ซึ่งถ้าเกิดแบบเฉียบพลันจะมีอาการปวดมาก และมองเห็นแสงสีรุ้ง ตามัวลงเฉียบพลัน และมีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ผู้ป่วยที่เป็นต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน จะมาพบแพทย์เร็วเพราะมีอาการปวดตามาก ต้อหินชนิดนี้สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้โดยการยิงเลเซอร์ป้องกันให้มุมตาเปิดกว้างมากขึ้น แต่ถ้าเป็นต้อหินมุมปิดชนิดเรื้อรังที่ความดันตาค่อยๆเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยจะไม่รู้ตัว จนกว่าเป็นระยะท้ายของโรคแล้ว เหมือนกับต้อหินมุมเปิด 3.การรักษาต้อหินเนื่องจากโรคต้อหินเส้นประสาทตาจะถูกทำลายอย่างถาวร การรักษาจึงเป็นการประคับประคองเพื่อให้ประสาทตาไม่ถูกทำลายมากขึ้นและเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด ทั้งนี้การรักษาจะขึ้นกับชนิดและระยะของโรค·       การรักษาด้วยยา ซึ่งยาหยอดเหล่านี้จะออกฤทธิ์ลดการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาหรือช่วยให้การไหลเวียนออกของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาดีขึ้น จึงลดความดันตาให้อยู่ในระดับเหมาะสมไม่เกิดการทำลายของเส้นประสาทตา การรักษาด้วยยาจำเป็นต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และแพทย์จะนัดติดตามอาการเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลการรักษา การดำเนินโรค และผลข้างเคียงจากยา·       การใช้เลเซอร์ โดยประเภทของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นกับชนิดของต้อหินและระยะของโรค-          Selective laser trabeculoplasty (SLT) เป็นการรักษาต้อหินมุมเปิด ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาหยอดตาแล้วได้ผลไม่ดีนัก หรือรักษาด้วยยาหยอดตาไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ หรือมีอการแพ้ยาหยอดตา และมักเลือกใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆ-          Laser peripheral iridotomy (LPI) เป็นการรักษาต้อหินมุมปิด-          Laser cyclophotocoagulation มักใช้ในกรณีที่การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ได้ผล เป็นการทำลายเซลล์มีหน้าที่สร้างน้ำในลูกตา ทำให้น้ำในลูกตาสร้างน้อยลง ·       การผ่าตัด ใช้รักษาผู้ป่วยที่การรักษาด้วยยาหรือเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันตาได้-          Trabeculectomy เป็นการผ่าตัดทำทางระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ให้น้ำออกมานอกลูกตามากขึ้น เป็นผลให้ความดันตาลดลง-          Aqueous shunt surgery ทำในกรณีที่การผ่าตัดวิธีแรกไม่ได้ผล เป็นการทำการผ่าตัดด้วยการใส่เครื่องมือที่เป็นท่อระบายเพื่อลดความดันตา โรคต้อหิน มีความสำคัญเพราะเป็นภัยเงียบที่ทำให้ตาบอดถาวรได้ การตระหนักถึงความสำคัญ โดยการตรวจตาสม่ำเสมอจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อตรวจพบโรคได้ในระยะแรก และรับการรักษาอย่างทันท่วงที

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

รู้เท่าทันอาการปวดหัว

ข้อมูลโดย : นพ.พงศกร ตนายะพงศ์ อายุรแพทย์ประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.วิภาวดี    ปัจจุบันวิถีการดำเนินชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปมาก ชีวิตต้องเร่งรีบทำให้เกิดความเครียดมาก ขาดการออกกำลังกายและนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเรามีอาการปวดศีรษะได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามอาการปวดศีรษะบางโรคไม่ได้เกิดจากปัจจัยดังกล่าว แต่เป็นกลุ่มโรคปวดศีรษะที่ร้ายแรงซึ่งทำให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้ ถ้าไม่รีบรักษา โดยทั่วไปเรามักแบ่งโรคปวดศีรษะออกเป็น 2 กลุ่ม       1. กลุ่มที่ไม่มีรอยโรคในสมอง ศีรษะ หรือ คอ (Primary Headache) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่ร้ายแรงมักปวดเป็นๆ หายๆ ช่วงหายจะหายสนิท ได้แก่ ไมเกรน , ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว (Tension – type Headache ) ,ปวดศีรษะคลัสเตอร์ (Cluster Headache) เป็นต้น    1.1 ไมเกรน (Migraine) เป็นโรคปวดศีรษะที่พบได้บ่อยในคนอายุน้อยถึงวัยกลางคน มักปวดศีรษะขมับข้างใดข้างหนึ่ง ร้าวไปกระบอกตา หรือท้ายทอยได้ ปวดลักษณะตุบๆตามจังหวะชีพจรและมักปวดมากขึ้นหลังทำกิจวัตรประจำวัน มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วยได้ ไม่ชอบแสงจ้าหรือเสียงดัง ระยะเวลาที่ปวดแต่ละครั้งประมาณ 4 ชั่วโมง ถึง 3 วัน สาเหตุ เชื่อว่ามีการขยายตัวของหลอดเลือดที่อยู่ชิดกับเยื่อหุ้มสมอง หลังจากที่ได้รับการกระตุ้น ซึ่งได้แก่  ๐ ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในผู้หญิง เช่น ช่วงใกล้ประจำเดือน ๐ อาหาร เช่น กาแฟ ช็อคโกแลต ชีส แอลกอฮอล์ ๐ การไม่สบายของร่างกายและจิตใจ เช่น นอนไม่พอ ทานอาหารไม่ตรงเวลา ๐ สิ่งแวดล้อม เช่น อากาศร้อน แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน  1.2 ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว (Tension-type Headache) เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดมักปวดมึนศีรษะเหมือนมีอะไรมารัดรอบศีรษะ บางคนร้าวลงต้น คอ บ่า สะบัก  สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียด  1.3 ปวดศีรษะคลัสเตอร์ (Cluster Headache) พบได้บ่อยในช่วงอายุ 20-50 ปี มีลักษณะพิเศษ ได้แก่ ปวดศีรษะข้างเดียวบริเวณรอบ หรือ หลังเบ้าตาร้าวไปขมับเหมือนมีอะไรแหลมๆแทงเข้าตา ปวดมากจนรู้สึกกระสับกระส่าย ระยะเวลา 15 นาที – 3 ชั่วโมง ใน 1 วัน เป็นได้หลายครั้งและมักปวดเป็นเวลาเดิมของทุกวันติดต่อกันเป็นสัปดาห์ถึงเดือน พอหายปีนี้ ปีหน้าก็อาจปวดในช่วงเดือนใกล้เคียง มีอาการร่วมทาง   ระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น ลืมตาลำบาก ตาบวม ตาแดง น้ำตาหรือน้ำมูกไหล ม่านตาหดเล็กลง ซึ่งเป็นข้างเดียวกับที่ปวด  สาเหตุ เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับสมองส่วนที่ควบคุมเวลาของร่างกายที่ชื่อ Hypothalamus ทำงานผิดปกติ ทำให้เส้นประสาทสมองที่ 5 ซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกของใบหน้าพร้อมทั้งระบบประสาทอัตโนมัติและหลอดเลือดข้างคียงเกิดการเปลี่ยนแปลง         2. กลุ่มที่มีรอยโรคในสมอง ศีรษะ หรือ คอ (Secondary Headache) เช่น เนื้องอกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หลอดเลือดสมองโป่งพอง หลอดเลือดอักเสบ เลือดออกในสมอง กระดูกคอเสื่อม ต้อหิน โพรงไซนัสอักเสบ เป็นต้น         วิธีการสังเกตว่าปวดศีรษะจากกลุ่มนี้ ได้แก่ 1. ปวดทันทีและรุนแรงมาก 2. ปวดมากแบบที่ไม่เคยปวดมาก่อนเลยในชีวิต 3. ปวดจนต้องตื่นนอนตอนกลางคืน 4. ปวดมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่มีช่วงหายปกติ 5. ปวดรูปแบบใหม่ซึ่งไม่เหมือนกับที่เคยปวดมาเป็นประจำ 6. มีอาการต้นคอแข็ง อาเจียนมาก มีไข้ 7. มีอาการอ่อนแรง มองเห็นภาพซ้อน ตามัว พูดไม่ชัด สับสนหรือจำอะไรไม่ได้ 8. ปวดเมื่อไอ จาม หรือ เบ่งปัสสาวะหรืออุจจาระ 9. ปวดครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี 10. ปวดสัมพันธ์กับท่าทาง 11. มีโรคประจำตัวโดยเฉพาะภูมิคุ้มกันร่างกายไม่ดี หากมีอาการดังกล่าว ที่ชวนสงสัยโรคที่น่าจะมีรอยโรคในสมองควรรีบพบแพทย์ แพทย์จะใช้วิธีการถามอาการอย่างละเอียดและตรวจร่างกาย ทางระบบประสาท หากสงสัยว่าจะมีรอยโรค จะตรวจยืนยันด้วยภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Brain) หรือภาพแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI Brain) หรือตรวจภาพหลอดเลือดสมอง (MRA) หรือว่าสงสัยเยื่อหุ้มสมองอักเสบก็ต้องเจาะหลังตรวจน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง อย่างละเอียดต่อไป   อย่างไรก็ตามหากไม่แน่ใจว่าจะเป็นโรคในกลุ่มที่ไม่มีรอยโรคก็ตาม ก็ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาการใช้ยาที่ถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงจากยา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม