ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้น หลายคนอาจเกิดอาการปวดหลังอยู่บ่อย ๆ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นอาการปกติแล้วคิดว่าไม่น่าเป็นอะไรมากนัก เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณส่วนหนึ่งของอาการโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน Spondylolisthesis คือโรคที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้ในระยะยาว มาสังเกตอาการเพิ่มเติม พร้อมวิธีการรักษาและการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยง
Key Takeaways
Spondylolisthesis คือโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน เป็นภาวะที่แนวกระดูกสันหลังเกิดการทรุดตัวลง ข้อต่อเคลื่อนที่เลื่อนไปจากแนวปกติจนกดทับเส้นประสาท จึงทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมา
โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน สังเกตอาการได้จากการปวดบริเวณหลังส่วนล่าง บั้นเอว หรือสะโพก อาจมีอาการชา ปวดร้าว และอ่อนแรงร่วมด้วย รู้สึกปวดหลังขึ้นมาได้ง่ายเมื่อขยับร่างกาย และมักมีอาการแย่ลงหลังจากออกกำลังกาย
สาเหตุของโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน เกิดได้ตั้งแต่ความผิดปกติแต่กำเนิด ความเสื่อมของอวัยวะในร่างกาย ประสบอุบัติเหตุ ยกของหนัก ออกกำลังกายหนัก หรือเกิดการลุกลามจากโรคอื่นๆ
สารบัญบทความ
โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน คืออะไร
อาการของโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนเป็นอย่างไร
โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน มีเป็นกี่ประเภท
โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน เกิดจากอะไร
กลุ่มเสี่ยงกระดูกสันหลังเคลื่อน มีใครบ้าง
ขั้นตอนวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน
วิธีรักษาโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน ทำได้อย่างไร
ป้องกันไม่ให้เสี่ยงเป็นโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนอย่างไร
Spondylolisthesis คือภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนที่อาจกดทับเส้นประสาทได้

โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน หรือ Spondylolisthesis คือภาวะที่แนวกระดูกสันหลังแกนกลางลำตัว ซึ่งมีลักษณะเป็นปล้องข้อกระดูกต่อกับหมอนรองกระดูก เกิดการทรุดตัวลง ข้อต่อเคลื่อนที่เลื่อนไปด้านหน้าหรือด้านหลังมากกว่าปกติ จนมากดทับเส้นประสาท จึงทำให้เกิดอาการปวดหลัง เคลื่อนไหวร่างกายได้ลำบากมากขึ้น
ส่วนมากมักจะพบกระดูกสันหลังเคลื่อนในระดับเอวข้อที่ 4 และ 5 เพราะเป็นส่วนที่รับน้ำหนักส่วนใหญ่ของร่างกาย โรคนี้สามารถพบได้ถึง 6% ของประชากรในประเทศ โดยมักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
บทความที่น่าสนใจ ทำความรู้จักโรคกระดูกสันหลังยุบ คืออะไร เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง หาคำตอบได้ที่บทความ กระดูกสันหลังยุบ
กระดูกสันหลังเคลื่อน อาการแตกต่างกันตามความรุนแรงของโรค โดยสามารถพบอาการต่าง ๆ ได้ดังนี้
ปวดบริเวณหลังส่วนล่าง และมักมีอาการแย่ลงหลังจากออกกำลังกาย
รู้สึกปวดกระดูก และปวดกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณรอบกระดูกสันหลัง
ปวดบริเวณบั้นเอว หรือบริเวณสะโพก
รู้สึกปวดหลังขึ้นมาได้ง่าย เมื่อมีการขยับเคลื่อนไหวร่างกาย
มีอาการชาบริเวณขาหรือเท้า อาจมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย
ปวดร้าวลงสะโพก ขา หรือจนถึงปลายเท้า
ปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนล่าง สะโพก หรือต้นขาด้านหลัง
มักรู้สึกหายปวดเมื่อได้นั่ง นอน หรืออยู่เฉยๆ
อาจพบแนวกระดูกสันหลังโค้งมากไป หรือเป็นโรคกระดูกสันหลังคดร่วมด้วย
ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระได้
ในผู้ป่วยเด็ก อาจไม่พบอาการใดๆ หรือมีอาการตึงของเอ็นร้อยหวาย
โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน สามารถแบ่งได้เป็น 6 ประเภท ตามสาเหตุการเกิด ดังนี้
Dysplastic สาเหตุเกิดจากพันธุกรรม ผู้ป่วยจะเป็นมาตั้งแต่กำเนิด มักพบประมาณ 20% ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด
Isthmic เกิดจากการบกพร่องของกระดูกสันหลังส่วน Pars Interarticularis ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างข้อปล้องกระดูกสันหลังกับส่วนหางของกระดูกสันหลัง ทำให้ข้อต่อเคลื่อนที่เลื่อนไปด้านหน้ามากกว่าปกติ ประเภทนี้สามารถพบได้มากถึง 50% ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด
Degenerative กระดูกสันหลังทรุดตัว เนื่องมาจากความเสื่อมของกระดูกและข้อต่อในร่างกาย มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
Traumatic กระดูกสันหลังเคลื่อนจากการได้รับบาดเจ็บจนข้อเกี่ยวกระดูกที่เชื่อมต่อระหว่างข้อต่อและกระดูกสันหลังเกิดการแตกหัก
Pathological การที่กระดูกสันหลังเคลื่อนตัวจากการเป็นโรคอื่น ๆ เช่น โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็ง หรือเนื้องอกเกิดการลุกลาม
Post-surgical ภาวะที่กระดูกสันหลังเคลื่อนหลังจากการผ่าตัด

การที่กระดูกสันหลังเคลื่อน สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยมีสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้
เกิดจากความผิดปกติของกระดูกสันหลังตั้งแต่กำเนิด จนกลายเป็นโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังตามมา
ส่วนเชื่อมต่อระหว่างข้อปล้องกระดูกสันหลังกับส่วนหางของกระดูกสันหลัง (Pars Interarticularis) เกิดความผิดปกติ เช่น เกิดรอยร้าว แตกหัก หรือมีการยืดออก
เกิดจากความเสื่อมของกระดูกสันหลังเมื่อมีอายุมากขึ้น
กระดูกสันหลังเคลื่อนจากการเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ถูกกระแทกอย่างรุนแรง เช่น หกล้ม หรือรถชน
เกิดการลุกลามของโรคอื่น ๆ เช่น มะเร็ง หรือเนื้องอก จนไปเบียดกระดูกสันหลังให้เคลื่อนตัว
ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาที่ทำให้เกิดแรงตึงสะสมบริเวณกระดูกหลังส่วนล่าง เช่น ฟุตบอล ยิมนาสติก กรีฑา หรือยกน้ำหนัก
Spondylolisthesis คือภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนหลายช่วงวัย โดยกลุ่มเสี่ยงหลักจะแบ่งออกตามลักษณะการใช้ชีวิตและปัจจัยทางสรีระร่างกาย ดังนี้
กลุ่มเด็กและวัยรุ่น: มักมีสาเหตุมาจากการที่ชิ้นส่วนกระดูกสันหลังส่วนข้อต่อ (Spondylolysis) เกิดความผิดปกติหรือเกิดรอยร้าว ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการพัฒนาของกระดูกที่ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดจากการบาดเจ็บสะสมจากการเล่นกีฬาที่มีการเหยียดหลังหรือรับแรงกระแทกซ้ำ ๆ เช่น ยิมนาสติก ฟุตบอล หรือการยกน้ำหนัก
กลุ่มผู้ป่วยวัยกลางคนและผู้สูงอายุ: ความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมสภาพของโครงสร้างร่างกายตามกาลเวลา (Degenerative) โดยเฉพาะความเสื่อมของหมอนรองกระดูกและข้อต่อที่ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยวระหว่างปล้องกระดูก ส่งผลให้กระดูกสันหลังเสียความมั่นคงจนเกิดการทรุดตัวหรือเลื่อนไถลออกจากแนวเดิมไปกดทับเส้นประสาท
การวินิจฉัยภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนอย่างแม่นยำมีความสำคัญต่อการวางแผนรักษา โดยแพทย์และนักกายภาพบำบัดจะมีขั้นตอนการตรวจประเมินเบื้องต้นไปจนถึงการใช้เครื่องมือทางรังสีวิทยา ดังนี้
การตรวจทางกายภาพและการทดสอบเบื้องต้น: นักกายภาพบำบัดจะใช้วิธีทดสอบความคล่องตัว เช่น Sit to stand test โดยให้ลุกขึ้นยืนจากท่านั่งซ้ำ ๆ เพื่อดูการตอบสนองของอาการปวด หรือ Aberrant moving test เพื่อสังเกตลักษณะการเคลื่อนไหวขณะก้มและเงยหลังว่ามีความผิดปกติหรือมีอาการปวดร้าวร่วมด้วยหรือไม่
การวินิจฉัยด้วยภาพถ่ายทางรังสี: แพทย์จะทำการ X-ray ในท่ายืนหรือท่าก้มและแอ่นหลัง (Flexion-extension) เพื่อดูการเคลื่อนที่ของข้อกระดูกอย่างชัดเจน ในกรณีที่มีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย อาจมีการส่งตรวจ MRI หรือ CT Scan เพิ่มเติมเพื่อประเมินการกดทับเส้นประสาทและสภาพของหมอนรองกระดูกอย่างละเอียด
แพทย์จะประเมินความรุนแรงโดยใช้เกณฑ์ Meyerding classification เพื่อวัดเปอร์เซ็นต์การเคลื่อนตัวของข้อกระดูกสันหลัง ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ดังนี้
ระดับที่ 1: มีการเคลื่อนของกระดูกสันหลังระหว่าง 0-25%
ระดับที่ 2: มีการเคลื่อนของกระดูกสันหลังระหว่าง 25-50%
ระดับที่ 3: มีการเคลื่อนของกระดูกสันหลังระหว่าง 50-75%
ระดับที่ 4: มีการเคลื่อนของกระดูกสันหลังระหว่าง 75-100%
ระดับที่ 5: กระดูกสันหลังเคลื่อนออกจากกันโดยสิ้นเชิง (Spondyloptosis)

วิธีรักษากระดูกสันหลังเคลื่อนมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ทั้งวิธีผ่าตัดและไม่ต้องผ่าตัด โดยมีวิธีรักษาดังนี้
การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อรักษา Spondylolisthesis คือวิธีแรก ๆ ที่แพทย์แนะนำ โดยผู้ป่วยควรพักการใช้งานหลัง หลีกเลี่ยงกิจกรรมใด ๆ ที่ส่งผลกระทบทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เช่น ยกของหนัก ออกกำลังกายหนัก วิ่งหรือเดินนาน ๆ รวมถึงการนั่งอยู่กับที่นานหลายชั่วโมง
แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดอาการปวด ถ้าสาเหตุเกิดจากข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ หรือให้ยาคลายกล้ามเนื้อ ในกรณีที่กล้ามเนื้อหลังเกร็งตัวมากเกินไป นอกจากนี้ หากเกิดจากกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้น แพทย์อาจให้ยาลดอาการปวดปลายประสาท เพื่อลดอาการดังกล่าว
การทำกายภาพบำบัด สามารถช่วยลดอาการปวดหลังและการอักเสบจากกระดูกสันหลังเคลื่อนได้ โดยเน้นเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหลัง หน้าท้อง สะโพก และต้นขาด้านหลัง รวมถึงการใช้เครื่องต่าง ๆ เพื่อช่วยจัดแนวกระดูกสันหลัง ลดการอักเสบของเส้นเอ็นข้อต่อ และช่วยฟื้นฟูเส้นประสาทที่โดนกดทับ
การใช้อุปกรณ์ซัพพอร์ตหลัง เพื่อลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหลังและแนวกระดูกสันหลัง ในขณะที่เดิน ยืน หรือนั่ง ทำให้ช่วยลดอาการปวดได้ โดยแพทย์อาจให้ใส่เป็นเวลา 2 - 16 สัปดาห์
แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ฉีดเข้าไปบริเวณโพรงไขสันหลัง เพื่อลดอาการปวดของผู้ป่วย
บทความน่ารู้เกี่ยวกับการฉีดยาเข้าโพรงกระดูกสันหลัง ว่าคืออะไร เหมาะกับใคร และมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ที่ ฉีดยาเข้าโพรงกระดูกสันหลัง ผลข้างเคียง
วิธีอินเตอร์เวนชัน เป็นการรักษาโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนโดยใช้เข็มเข้าไปฉีดยา หรือจี้ไฟฟ้าในบริเวณโดยรอบกระดูกสันหลัง เพื่อลดอาการปวดจากการกดทับเส้นประสาทและการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลัง
ถ้าหากผู้ป่วยรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ แล้ว แต่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการรักษา แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง โดยแพทย์จะพิจารณาจากระดับความรุนแรงของอาการ เช่น กระดูกสันหลังเคลื่อนที่มาก หรือมีแนวโน้มเคลื่อนที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังมาก รักษาด้วยวิธีอื่นไม่หาย กระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท หรือเส้นประสาทถูกกดทับอย่างรุนแรง

โรคกระดูกสันหลังเคลื่อนสามารถป้องกันได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรค ดังนี้
หลีกเลี่ยงการยกของหนักเป็นเวลานานๆ
รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
หมั่นบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง เพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง
หากมีอาการปวดหลังบ่อย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อนจะลุกลาม
จัดท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งหลังตรงพิงพนัก วางเท้าราบกับพื้น ไม่ควรนั่งหลังค่อม นั่งไขว่ห้าง หรือใช้เก้าอี้รองเท้าที่สูงเกินไป
ยืนหลังตรงและไม่ยืนนานจนเกินไป
เปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ ไม่ควรอยู่ในท่าเดิมนานหลายชั่วโมง
โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน หรือ Spondylolisthesis คือภาวะที่ข้อกระดูกสันหลังลื่นไถลออกจากแนวปกติจนอาจส่งผลให้กระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท เกิดอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรง ซึ่งกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการดูแลที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงในการผ่าตัดและช่วยให้คุณกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
หากคุณมีอาการปวดหลังเรื้อรังหรือสงสัยว่ามีภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้บริการดูแลครบวงจร เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางและนักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งการตรวจ MRI และการรักษาด้วยวิธีอินเตอร์เวนชัน (Intervention) เพื่อระงับปวดโดยไม่ต้องผ่าตัด รวมถึงโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพกล้ามเนื้อหลังที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัยครับ
Facebook: Vibhavadi Hospital
Line: @Vibhavadihospital
Email: custserv@vibhavadi.com
Tel: 02-058-1111 หรือ 02-561-1111
หากไม่รีบรักษาอาจสร้างผลกระทบได้ในระยะยาว โดยหากกระดูกสันหลังเคลื่อนที่มากขึ้นจนทับเส้นประสาท จะทำให้มีอาการปวดร้าว ขาชา เท้าชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินด้วยตัวเองไม่ไหว ไปจนถึงไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก
ผู้ป่วยกระดูกเคลื่อนที่ได้รับการดูแลจากแพทย์กว่า 90% จะสามารถรู้สึกได้ว่าอาการดีขึ้นภายใน 1 เดือน แต่ในบางรายอาจยังไม่ตอบสนองต่อการรักษา จึงต้องรักษาด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติมต่อไป
ปวดหลังช่วงเอวอาจเกิดได้จากการใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินไป นั่งหรือยืนไม่ถูกต้อง อวัยวะของร่างกายเกิดความเสื่อมตามอายุ เกิดจากความเครียดสะสม หรือเป็นสัญญาณบ่งบอกโรคได้หลายชนิด เช่น โรคกระดูกสันหลังเสื่อม โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน และมะเร็งกระดูกสันหลัง เป็นต้น
References
รีวิวจากคนไข้
“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”
ทีมแพทย์โรคกระดูกสันหลัง (Spondylolisthesis)
นโยบายความเป็นส่วนตัว | นโยบาย คุกกี้ ctipcoe
Copyright © Vibhavadi Hospital. All right reserved