8วิธีดูแลสุขภาพรับมือกับหน้าร้อน

 8 วิธีดูแลสุขภาพรับมือกับหน้าร้อนหน้าร้อนทีไร  เดี๋ยวปวดหัว  ปวดท้อง ท้องเสียบ้าง แล้วเราจะมีวิธีดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอย่างไรบ้าง ไม่ต้องมานั่งคิดให้ปวดหัวแล้ว เพราะว่าวันนี้ เรามี  8  วิธี ดูแลสุขภาพในฤดูร้อนมาฝากคุณ1.ไม่ควรกินน้ำแข็ง หรือดื่มน้ำเย็นจัด ฤดูร้อน อากาศร้อน ต้องหาทางช่วยดับความร้อน เพื่อป้องกันความร้อน กระทบร่างกายมากเกินไป เป็นหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยให้คุณเจ็บป่วยน้อยลง2.ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ เพราะหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก และควรดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว หรือเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ หรือสมุนไพรอื่น ๆ ก็สามารถรับประทานได้3.ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่นแจ่มใส หรืออาจทำให้เป็นหวัดได้4.การนอนพักผ่อน ควรนอนหลับให้เพียงพอ              5.ควรเลือกทานอาหารอ่อน ๆ ตอนเช้า เช่น ข้าวต้ม เพราะในช่วงเช้า ยังไม่ควรทานอาหารที่หนัก ๆ แค่ทานผักผลไม้เยอะ ๆ และหลีกเลี่ยง อาหารทอด ๆ มัน ๆ แห้ง ๆ 6.ควรดูแลสุขภาพของเด็ก ๆ โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และการดำเนินชีวิต7.สำหรับหญิงตั้งครรภ์  สิ่งที่ควรปฏิบัติในหน้าร้อน คือ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นไข้หวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัด หรือเย็นจัด8. บุคคล 3 ประเภทที่ต้องระวังให้มาก คือ คนสูงอายุ ผู้ที่มีระบบย่อยอาหารที่ไม่ดี คนที่มีม้ามพร่องผู้ที่มีลักษณะสามอย่าง ที่กล่าวมานั้น เมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดด หรือถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไป และเกิดความชื่นสะสมในร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการ ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดตัว ตัวร้อน เป็นต้นแล้วฤดูร้อนจะเป็นฤดูกาลที่มีความสุข...ถ้าคุณดูแลสุขภาพด้วยความปรารถนาดีจาก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ Cystitis เกิดจากแบคทีเรียชนิดเดียวกับที่อยู่ในลำไส้ของคนเรา โดยเชื้อชนิดนี้มันจะเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ดังนั้น จึงมักพบผู้หญิงป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า          โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ Cystitis เกิดจากแบคทีเรียชนิดเดียวกับที่อยู่ในลำไส้ของคนเรา โดยเชื้อชนิดนี้มันจะเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ดังนั้น จึงมักพบผู้หญิงป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า นั่นเพราะท่าปัสสาวะของผู้หญิงสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก ซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมากนั่นเองเพราะฉะนั้นแล้ว ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม แต่จะพบมากเป็นพิเศษในกลุ่มหญิงมีครรภ์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) รวมทั้งผู้หญิงที่ชอบอั้นปัสสาวะนานๆ และผู้หญิงที่แต่งงานใหม่ เพราะการมีเพศสัมพันธ์จะทำให้เชื้อเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ นอกจากนี้ คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และต่อมลูกหมากโต ก็อาจมีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบแทรกซ้อนด้วย อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่สังเกตได้คือ เป็นแบบปัสสาวะบ่อยๆ แสบ ขัด ปัสสาวะครั้งละไม่มาก รู้สึกถ่ายไม่สุด พอปวดปุ๊บจะต้องรีบ เข้าห้องน้ำเลย มิฉะนั้นอาจกลั้นไม่อยู่ รวมทั้งจะเจ็บมากตอน ปลายของปัสสาวะ บางรายมีเลือดออกมาด้วยสาเหตุ          มาจากการกลั้นปัสสาวะ ไม่ควรกลั้นปัสสาวะถ้าไม่จำเป็น เพราะเชื้อโรคในกระเพาะปัสสาวะจะเจริญพันธุ์ได้มากขึ้น อีกทั้งกระเพาะปัสสาวะที่เต็มไปด้วยปัสสาวะจะยืดตัว ทำให้ความสามารถในการขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะลดน้อยลง จึงทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้น และกรณีที่เป็นบ่อยๆ อาจมีความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ นิ่วร่วมด้วยการรักษาแพทย์จะให้ทานยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อ แต่ผู้ป่วยก็ต้องรู้จักดูแลตัวเองด้วย การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยเร่งการขับเชื้อ(ดื่มน้ำมากๆ คือ ดื่มจนกว่าปัสสาวะจะใสเหมือนน้ำที่ดื่มเข้าไป) ที่สำคัญคือ อย่ากลั้นปัสสาวะ ส่วนการรับประทานอาหารนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาหาร ที่จะทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคือง เช่น กาแฟ หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการปัสสาวะในไต และกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการหดตัวกรณีที่เป็นบ่อยๆ อาจต้องวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น X-ray หรือส่องกล้อง (Cystoscope) เพื่อตรวจหาความผิดปกติ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ท้องผูก

ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบบ่อยในประชากรทั่วไป โดยทั่วไปการขับถ่ายของคนส่วนใหญ่ จะมีการขับถ่ายตั้งแต่ 3 ครั้ง/วัน จนถึง 3 ครั้ง/สัปดาห์ การถ่ายที่น้อยลงกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์ ก็จะถือว่ามีภาวะท้องผูกเกิดขึ้น ดังนั้นการถ่ายแข็ง ถ่ายลำบาก ต้องใช้แรงเบ่งมาก ใช้เวลาถ่ายนาน อาจไม่เรียกว่าท้องผูกก็ได้ หากยังถ่ายได้ทุกวันหรือมากกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์        ท้องผูก        ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบบ่อยในประชากรทั่วไป   โดยทั่วไปการขับถ่ายของคนส่วนใหญ่  จะมีการขับถ่ายตั้งแต่ 3 ครั้ง/วัน  จนถึง 3 ครั้ง/สัปดาห์  การถ่ายที่น้อยลงกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์  ก็จะถือว่ามีภาวะท้องผูกเกิดขึ้น  ดังนั้นการถ่ายแข็ง  ถ่ายลำบาก  ต้องใช้แรงเบ่งมาก  ใช้เวลาถ่ายนาน  อาจไม่เรียกว่าท้องผูกก็ได้  หากยังถ่ายได้ทุกวันหรือมากกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์                ข้อมูลจากชมรมการเคลื่อนไหวลำไส้ (Thai Motility Club) ของสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย  พบภาวะนี้มีความชุกสูงถึงร้อยละ  2.5สาเหตุของอาการท้องผูก        อาการที่ทราบสาเหตุ      1.   การอุดกั้นของทางเดินอาหาร  ได้แก่-          มะเร็งลำไส้ใหญ่-          ทวารหนังโป่งเข้าในอวัยวะข้างเคียง (Rectocele)-          รูทวารหนักตีบ (Anal stenosis)             -          ลำไส้ใหญ่ถูกกดเบียดจากอวัยวะข้างเคียง2.   โรคทางระบบต่อมไร้ท่อหรือความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกาย  ได้แก่-          โรคเบาหวาน                                                     -          โรคไทรอยด์ทำงานต่ำ-          ภาวะโปแทสเซียมในเลือดต่ำ-          เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต (Pheochromocytoma)-          ต่อมใต้สมองทำงานต่ำ (Panhypopituitarism)-          โรคพอร์ฟัยเรีย (Porphyia)      -          พิษจากโลหะหนัก  เช่น ตะกั่ว  ปรอท  สารหนู3.   ยาได้แก่-          ยาแก้ท้องเสียบางชนิด  เช่น  loperamide-          ยาแก้ปวดบางชนิด เช่น morphine,  fentanyl-          ยากลุ่ม anticholinergic เช่น ยาลดบีบเกร็งลำไส้-          ยาจิตเวชบางชนิด                     -          ยากันชักบางชนิด-          ยาเคลือบกระเพาะ-          ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม calcium channel blockers-          ยาบำรุงถ้ามีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ-          ยาขับปัสสาวะ-          ยารักษามะเร็งบางชนิด4.    โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ-          โรคพาร์กินสัน-          การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง-          โรคทางระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic neuropathy) อาการท้องผูกที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด-          การทำงานของลำไส้ใหญ่ช้ากว่าปกติ-          ปัญหาของกล้ามเนื้อของอุ้งเชิงกรานการหาสาเหตุของอาการท้องผูก                พิจารณาการเพิ่มเติมตามสมมติฐานของแต่ละโรค  อาจจะเป็นการตรวจเลือด  อุจจาระ  การตรวจทางรังสี  การส่องกล้อง  ตรวจลำไส้ใหญ่  การตรวจการทำงานของลำไส้ใหญ่(colonic function test)  ซึ่งประกอบด้วยการตรวจเพื่อดูการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ (colonic transit study) และการตาจดูการขับถ่าย (assessment for defecatory disorder)  โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี  มีอาการเตือน (alarm symptom) เช่น ถ่ายเป็นเลือก  ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือลำไส้อักเสบ  ชนิด Inflammatory bowel disease ซีด ตรวจพบเลือดแฝงในอุจจาระ  น้ำหนักลดชัดเจน  อาการเพิ่งเป็น  โดยไม่สามารถอธิบายจากสาเหตุอื่นได้  ควรส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่  เพื่อแยกสาเหตุจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ออกไปการรักษา1.    ไม่ใช้ยา โดยการปรับอาหาร  พฤติกรรม  และการฝึกสุขนิสัยการขับถ่าย  ได้แก่·        ทานอาหารที่กากใยสูง  เช่น  ผัก  ผลไม้·        แนะนำดื่มน้ำอย่างน้อย 1.5 ลิตรต่อวัน·        ออกกำลังกายทุกวัน·        เมื่อรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ  ควรไปถ่ายทุกครั้ง·        หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก·        หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายต่อเนื่องยาวนาน         ·        ควรให้เวลากับการถ่ายอุจจาระให้เพียงพอ  ไม่ควรเร่งรีบ2.    การใช้ยา  ซึ่งอาจเป็นยากิน  ยาเหน็บหรือยาสวนแล้วแต่สาเหตุหรือกลไกลของอาการท้องผูก3.    การฉีด Botulinum toxin พบว่าอาจได้ประโยชน์ในผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อหูรูดชั้นนอกตึงตัวเกิน4.    การผ่าตัด  อาจพิจารณาในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา  ที่เป็นจาการทำงานของลำไส้ที่ช้ากว่าปกติ  กล้ามเนื้อหูรูดชั้นนอกตึงตัวเกิน  กายวิภาคของลำไส้ตรงและทวารผิดปกติ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน คือภาวะที่กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารไปยังหลอดอาหารทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว จุก ๆ ที่คอ           กรดไหลย้อน  คือภาวะที่กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารไปยังหลอดอาหารทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก  หรือแสบหน้าอก  บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว  จุก ๆ ที่คอ สาเหตุของกรดไหลย้อน ·         Hlatus Hernia (โรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้น  เข้าไปในกำบังลม  หูรูด  อาหารปิดไม่สนิท  ทำให้กรดอาหารไหลย้อนกลับเข้าไปทางหลอดอาหารได้) ·        การดื่มสุรา  สูบบุหรี่ ·        อ้วน ·        ตั้งครรภ์  ทานยาบางชนิด  เช่น แอสไพริน ·        ทานอาหารรสเปรี้ยว เผ็ด ·        ช็อกโกแลต  กาแฟ  รวมทั้งชนิดที่ไม่มีคาเฟอีนด้วย ·        อาหารมัน  ของทอด ·        หอม  กระเทียม ·        มะเขือเทศ  หรือซอสมะเขือเทศ ·        Peppermint อาการของกรดไหลย้อน 1.    อาการทางเดินอาหาร ·        อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก  และลิ้นปี่ที่เรียกว่าร้อนใน (Heart Burn)  บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอได้ ·        รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ ·        กลืนลำบาก  หรือกลืนแล้วเจ็บ ·        เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง  โดยเฉพาะในตอนเช้า ·        รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี  หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในลำคอหรือปาก ·        มีเสมหะอยู่ในคอ  หรือระคายคอตลอดเวลา ·        เรอบ่อย  คลื่นไส้ ·        รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก  คล้ายอาหารไม่ยอ่ย 2.    อาการทางกล่องเสียง  และปอด ·        เสียงแหบเรื้อรัง  หรือแหบเฉพาะในตอนเช้าหรือมีเสียงผิดปกติจากเดิม ·        ไอเรื้อรัง ·        ไอ  หรือ รู้สึกลำลักในเวลากลางคืน ·        กระแอมไอบ่อย ·        อาการหอบหืดแย่ลง ·        แน่นหน้าอก  คล้ายโรคหัวใจ  คล้ายมีก้อนจุก ๆ ที่คอ ·        เป็นโรคปอดอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ การรักษา 1.    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม -          ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน  เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูง  ทำให้กรดไหลย้อนได้มาก -          งดบุหรี่  เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดมาก -          ใส่เสื้อหลวม ๆ                                              -          ไม่ควรนอนออกกำลังกาย  หรือยกของหนักหลังออกกำลังกาย -          งดอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง -          งดอาหารมัน ๆ ทอด  อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม  กระเทียม  มะเขือเทศ  ช็อกโกแลต  ถั่ว ลูกอม เนย ไข่  เผ็ด  เปรี้ยว  เค็มจัด -          รับประทานอาหารพออิ่ม  ทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง -          หลีกเลี่ยง  ชา  กาแฟ น้ำอัดลม  เบียร์  สุรา -          นอนหัวให้สูงประมาณ 6-10 นิ้ว  โดยหนุนที่ขาเตียง  ไม่ควรใช้หมอนหนุนที่ศีรษะเพราะทำให้ความดันในช่องท้องสูง 2.    การรักษาด้วยยา -          Antacids เป็นยาตัวแรกที่ใช้  สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่มาก -          ใช้ยา Proton Pump Inhibitor ซึ่งเป็นยาที่ลดกรดได้เป็นอย่างดี  อาจจะใช้เวลารักษา 1-3 เดือน ยาที่นำยมใช้ ได้แก่  Omeprazole, Lansoprazole, Pantoprazole, Rabeprazole, และ Esomeprazole -          หลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่ทำให้กระเพาะหลั่งกรดมาก  หรือทำให้หูรูดหย่อน  เช่น  ยาแก้ปวด  Aspirin NSAID  VITAMIN C หากให้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น  ควรจะต้องตรวจเพิ่มเติมดังนี้ Ø     การกลืนแป้ง  ตรวจกระเพาะอาหาร Ø     การส่องกล้อง  ตรวจกระเพาะอาหาร การรักษาโดยการผ่าตัด Ø     จะผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง    รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล โรคแทรกซ้อน Ø     หลอดอาหารที่อักเสบอาจจะทำให้เกิดแผล  และมีเลือดออก  หรือหลอดอาหารตีบ  ทำให้กลืนอาหารลำบาก Ø     อาจจะทำให้โรคปอดแย่ลง  เช่น  โรคหอบหืดเป็นมากขึ้น  ไอเรื้อรัง  ปอดอักเสบ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ

 งดอาหารก่อนมารับการตรวจ 8-10 ชั่วโมง  น้ำเปล่าและยาประจำตัว สามารถรับประทานได้ ก่อนมาตรวจสุขภาพ  หากสงสัยว่าตั้งครรภ์กรุณาแจ้งพยาบาลก่อนรับการตรวจการเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพØ     งดอาหารก่อนมารับการตรวจ 8-10 ชั่วโมงØ     น้ำเปล่าและยาประจำตัว  สามารถรับประทานได้  ก่อนมาตรวจสุขภาพØ     หากสงสัยว่าตั้งครรภ์กรุณาแจ้งพยาบาลก่อนรับการตรวจØ     ไม่ควรสูบบุหรี่  ก่อนมารับการตรวจสุขภาพ เพราะจำทำให้ความดันโลหิตสูงเกินไปจากปกติของท่านØ     ควรพักผ่อนให้เพียงพอ  ก่อนมารับการตรวจสุขภาพØ     ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนมารับการตรวจสุขภาพ  24-48 ชั่วโมงØ     หากรับประทานยาประจำ (รวมถึงอาหารเสริมบางชนิด)อยู่ควรแจ้งแพทย์ก่อนตรวจสุขภาพ เพราะยาและอาหารเสริมบางชนิดมีผลต่อการตรวจเลือด, ผลการตรวจปัสสาวะหรือผลการตรวจอุจจาระØ     ควรหลีกเลี่ยงงานเลี้ยง  ที่จำเป็นต้องรับประทานมื้อใหญ่ (Big Meal) ก่อนมาตรวจสุขภาพ  48-72 ชั่วโมง (2-3 วัน)Ø     หากมีการตรวจการได้ยิน  ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเสียงดัง (ไม่เข้าไปใกล้เครื่องจักร  หรือดิสโก้เทค  หรือแหล่งของเสียงดังอื่น ๆ ที่มีเสียงดังเกิน 80 เดซิเบล)  อย่างน้อย 14 ชั่วโมงก่อนมารับการตรวจการได้ยินØ     ในกรณีที่ท่านมีการตรวจสมรรถภาพของการทำงานปอด§       ท่านควรงดอาหารมื้อใหญ่อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนตรวจ§       ห้ามออกกำลังกายก่อนมาตรวจเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที§       ควรสวมเสื้อผ้าหลวม ๆ สบาย ๆ และหากท่านได้ยาขยายหลอด  ควรหยุดยาขยายหลอดลมก่อนรับการตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด (ให้นำยาประจำตัวมาด้วยเพื่อใช้หลังตรวจเสร็จ)-    ยาพ่นขยายหลอดลม งด 6-8 ชั่วโมง-    ยากินขยายหลอดลม งด 12 ชั่วโมง-    ยากินขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์ยาว งด 24 ชั่วโมงหมายเหตุ  หากมีการนัดการตรวจกระเพาะอาหาร  ให้งดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดก่อนมาพบแพทย์อย่างน้อย 6 ชั่วโมง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ความเชื่อที่ผิด 4 ประเด็นหลัก กับ โรคมะเร็ง

ความเชื่อที่ผิด 4 ประเด็นหลัก กับ โรคมะเร็ง รู้ทันมะเร็ง : 4 กุมภาพันธ์ วันมะเร็งโลก  โดย นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สำหรับปี 2557 ได้กำหนดหัวข้อการรณรงค์เรื่องการทำลายความเชื่อที่ผิด 4 ประเด็นหลัก  ความเชื่อที่ผิดประเด็นที่ 1           เราไม่ควรพูดคุยกันเรื่องโรคมะเร็ง เพราะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าหรือเป็นเรื่องที่น่าอาย ที่ต้องการปกปิดไว้ไม่ให้ใครรู้ แต่ความจริงคือการที่ได้พูดคุยกันเรื่องโรคมะเร็ง รวมไปถึงการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคมะเร็งในสังคม จะช่วยให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในการดูแลตนเองตั้งแต่การป้องกัน การตรวจคัดกรองค้นหามะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้องและได้ผลการรักษาที่ดี และการที่ผู้ป่วยมีโอกาสพูดคุย จะสามารถระบายและสามารถปรึกษาผู้อื่นรวมถึงญาติพี่น้อง ซึ่งจะช่วยให้ความวิตกกังวลลดลง รวมถึงผู้ที่ดูแลผู้ป่วยก็จะมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลและให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ความเชื่อที่ผิดประเด็นที่ 2            มะเร็งเป็นโรคที่ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ซึ่งความจริงก็คือมะเร็งหลายชนิดมีอาการและอาการแสดงนำมาก่อน ที่ทั่วโลกต่างรณรงค์กันเรื่อง 7 สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็งอันประกอบด้วย ระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปร แผลที่ไม่รู้จักหาย ร่างกายมีก้อนตุ่ม กลุ้มใจเรื่องกลืนกินอาหาร ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล ไฝหูดที่เปลี่ยนไป ไอและเสียงแหบเรื้อรัง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะเป็นหรือไม่เป็นมะเร็งก็ได้ แต่ถ้าเป็นมะเร็งที่พึ่งเริ่มมีอาการ โอกาสที่จะรักษาหายขาดก็มีมาก ความเชื่อที่ผิดประเด็นที่ 3             เราไม่สามารถทำอะไรได้กับมะเร็ง เรียกว่ามะเร็งเป็นสิ่งที่เราจัดการอะไรไม่ได้เลย เป็นมะเร็งเพราะโชคชะตาฟ้าลิขิตเป็นเรื่องของเวรกรรม แต่แท้จริงแล้วเราสามารถป้องกันไม่ให้ตนเองเป็นมะเร็งหลายชนิดได้ ด้วยการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็ง การปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง โดยต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ในระดับบุคคล ระดับสังคมและนโยบายระดับประเทศ รวมถึงการออกกฎหมายควบคุมและดำเนินการอย่างจริงจัง ก็จะสามารถลดการเกิดมะเร็งในภาพรวมได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ความเชื่อที่ผิดประเด็นที่ 4            เราไม่มีสิทธิ์ได้รับการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยทุกสิทธิ์การรักษาสามารถได้รับการรักษาโรคมะเร็งได้ทุกคนทั้ง 3 กองทุนคือ สิทธิ์ตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค สิทธิ์ประกันสังคม สิทธิ์กรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปเสียเงินรักษาเอง หรือไปรักษาในแนวทางที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งหลายรายเสียโอกาสที่สำคัญที่จะหายขาดจากโรคเลยล่ะครับ...เชื่อผมสิ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เส้นเลือด สมองตีบหมายถึงอะไร

               โรคเส้นเลือดสมองตีบ   อัมพฤกษ์อัมพาตเป็นอาการที่คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะเกรงกลัวกันมาก ซึ่งอาการดังกล่าวหมายถึง การที่แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง และมักจะไม่ค่อยหาย     หรือหายแต่ไม่หายสนิทใช้เวลาฟื้นฟูสมรรถภาพค่อนข้างนาน มีความพิการหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย  สาเหตุของอาการดังกล่าวมีได้ หลายอย่าง       แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือ ประมาณ80-90% ก็คือ โรคหลอดเลือดสมอง ที่เหลือ ก็เป็นสาเหตุอื่นๆเช่น เนื้องอกในสมอง ฝีในสมองเป็นต้น  เส้นเลือด สมองตีบหมายถึงอะไร                 เส้นเลือดสมองตีบ เป็นโรคหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งประกอบ ไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตก และ อุดตัน โดยที่เส้นเลือด สมองตีบเป็นแบบที่พบได้มากที่สุด(80-85%) เส้นเลือดที่ ตีบเกิดจากการหนาตัวของผนังหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีเกล็ดเลือด หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเลือด มาสะสมตามผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง ถ้าเป็นมาก ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง และเกิดความเสียหายต่อเซลสมองบริเวณนั้นๆ    มีอาการ อย่างไรได้บ้าง เนื่องจากสมองมี หลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่ • แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก) • ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก • พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา) • เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน • มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กระทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่ ใครมี โอกาสเป็นบ้าง อายุที่ มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดีก็จะสามารถลด มีอาการ อย่างไรได้บ้าง เนื่องจากสมองมี หลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่ • แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก) • ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก • พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา) • เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน • มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง              โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กระทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน   โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่ ใครมี โอกาสเป็นบ้าง      อายุที่ มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดีก็จะสามารถลดโอกาสการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากแม้จะ ไม่100% ก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ • ความดันโลหิตสูง • เบาหวาน • ไขมันในเลือดสูง • การสูบบุหรี่ • โรคหัวใจบางชนิด วินิจฉัย อย่างไร              อาศัยการซัก ประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจทางทางระบบประสาท และการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ในบางรายหากสงสัยว่าอาจเป็นอย่างอื่น แพทย์ที่ตรวจอาจให้ตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) แทนการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำ CT scan ของสมอง จะช่วยให้แยกได้ระหว่างเส้นเลือดตีบหรือแตก ซึ่งการรักษาจะต่างกันไป   รักษาให้หายขาด ได้หรือไม่               ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ รักษาอาการที่เกิดขึ้นได้โดยตรง แต่ผู้ป่วยแต่ละคนมีโอกาสที่จะดีขึ้นได้เอง โดยเน้นการทำกายภาพบำบัดเป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไปในเรื่องของการฟื้นตัวว่าจะดีขึ้นได้ถึง ระดับใด โดยอาจพอบอกแนวโน้มได้คร่าวๆหลังเกิดอาการ2-4 สัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้ทำนายได้ถูกต้องแน่นอนเสมอไป เป็นเพียงแนวโน้ม เช่น ถ้าผ่านไป2 สัปดาห์ อาการอ่อนแรงดีขึ้นมากพอสมควร ก็อาจบอกได้ว่ามีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้มาก บางรายทำกายภาพบำบัดไป3-6 เดือน ไม่ค่อยดีขึ้นเท่าที่ควร ก็อาจมีแนวโน้มว่าจะใช้เวลานานหรืออาจไม่ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก  ยาที่ใช้ รักษามีอะไรบ้าง                   ยาที่ใช้ในโรคนี้ ใช้เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ เนื่องจากถ้าเป็นครั้งหนึ่งแล้ว จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นซ้ำได้ ยาที่สำคัญคือยาป้องกันเส้นเลือดตีบ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป ไม่ควรซื้อทานเองเนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้ ยาที่มีความสำคัญมากอีกกลุ่มหนึ่ง คือยาที่ใช้คุมปัจจัยเสี่ยงในรายที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ยาเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น รวมทั้งการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องโดยเฉพาะการควบคุมอาหารที่ เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ถ้าคุมโรคเหล่านี้ได้ดี โอกาสเป็นเส้นเลือดสมองตีบก็จะน้อยลงไปมาก ควรงดสูบบุหรี่ เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ และการเลิกขึ้นอยู่กับจิตใจเท่านั้น โดยแทบไม่ต้องใช้ยาใดๆ การทำ กายภาพบำบัด มีส่วนสำคัญที่สุดในการเพิ่มโอกาสที่ทำให้ส่วนที่อ่อนแรง กลับมามีแรงมากขึ้นได้ ส่วนยาที่ทาน จะเน้นไปที่การป้องกันการเกิดซ้ำของเส้นเลือดสมองตีบ ดังนั้น แม้ทานยาครบ แต่ไม่ค่อยทำกายภาพบำบัด ก็ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้เท่าที่ควร  ยา บำรุงสมองช่วยได้หรือไม่              มีคนพูดถึงยาบำรุงสมอง แปะก๊วย อาหารเสริม ฯลฯ ว่าจะช่วยให้อัมพาตหายได้หรือไม่ รวมทั้งการรักษาในแนวอื่นๆอีกหลายรูปแบบ รวมทั้งยาฉีดบางชนิดที่ราคาแพง ซึ่งทุกอย่างดังกล่าว ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ทางการแพทย์ว่าได้ผล และการรักษาบางอย่างอาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัวได้ ถ้าไม่แน่ใจ จึงไม่ควรทานหรือฉีด             ยาหม้อ เป็นยาที่นิยมมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งนอกจากไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายได้หลายรูปแบบ แต่คนนิยมทาน เนื่องจากในยาหม้อ มีสารที่ทำให้ทานแล้วรู้สึกสบาย เหมือนจะดีขึ้น ซึ่งไม่ว่าเป็นโรคอะไรก็จะดีขึ้น แต่เป็นเพียงความรู้สึก และเป็นชั่วคราว ในระยะยาวไม่มีผล และสารนี้ทำให้เกิดอาการตามมาได้หลายอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง โรคกระเพาะ ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย หน้าบวม ฯลฯ บางรายที่ทานนานๆ เมื่อหยุดทานก็จะเกิดอาการไม่สบายได้หลายรูปแบบ ยาหม้อจึงเป็นยาที่ไม่ควรทานโดยเด็ดขาด ทำไม บางคนหาหมอพระ หรือทานยาหม้อแล้วหายดี กลับมาเดินได้              อย่างที่กล่าวในตอนต้น คือโรคนี้เป็นโรคที่ในระยะแรกๆทำนายได้ยาก ว่าแต่ละคนจะดีขึ้นได้แค่ไหน หรือใช้เวลาเท่าใด บางรายอาจดีขึ้นเองโดยไม่ได้ทานยาอะไรเลยก็เป็นได้ บางรายทานยาทุกอย่าง ทำกายภาพบำบัดเต็มที่ ก็อาจไม่ค่อยดีขึ้นมากนักก็เป็นได้ ดังนั้นในรายที่ทานยาหม้อหรือรักษาแบบอื่นๆใดๆก็ตามแล้วดีขึ้น มักเกิดจากการที่คนนั้นจะดีขึ้นเองอยู่แล้ว แต่บังเอิญไปทานยาหม้อด้วย คนจึงเข้าใจว่าดีจากยาหม้อแล้วจึงนำไปบอกกันปากต่อปาก จึงกลายเป็นที่นิยมกันไป แต่ในรายที่ไม่ดีขึ้นหรือเกิดผลข้างเคียงจากยาหม้อ คนทั่วไปก็จะไม่ค่อยพูดถึง หรืออาจโทษว่า อาการที่แย่ลงเป็นจากตัวโรคเส้นเลือดสมองตีบเอง ทำไม แพทย์มักมีอคติ หรือปิดกั้นการรักษาแบบอื่นๆที่ไม่ใช่แผนปัจจุบัน                แพทย์ไม่ได้ปิดกั้นหรือมีอคติ ใดๆ เนื่องจากแพทย์ทุกคนทราบว่าในเมื่อขณะนี้ แผนปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ทุกราย ญาติผู้ป่วยก็อยากลองพึ่งการรักษาทางอื่นดูบ้าง เผื่อว่าอาจได้ผล แพทย์ส่วนมากก็ให้ลองได้ แต่ต้องเป็นการรักษาหรือเป็นยาที่ไม่เกิดอันตรายใดๆกับผู้ ป่วย แต่การรักษาหลายอย่าง อาจเกิดอันตรายได้ เช่น ยาหม้อ การนวดโดยการเหยียบ การนอนในทรายดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์จำเป็นต้องชี้แจง  นอกจากนี้ ยังมีอีกประเภทที่ต้องชี้แจง แม้อาจไม่มีอันตรายนัก แต่เกิดจากการหวังผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม โดยฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนของผู้ป่วยและญาติ เช่น อาหารเสริม เตียงแม่เหล็ก วิตามินบางชนิด ยาฉีดแพงๆซึ่งอ้างว่ามาจากเมืองนอก เป็นต้น โดยการโฆษณาชวนเชื่อ เกินความจริง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการเอาผิดทางกฏหมายกับคนกลุ่มนี้แล้ว   สามารถ ป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้หรือไม่                เนื่องจากเป็นโรคที่ถ้าเป็นแล้ว มักไม่หายสนิท เหลือความพิการอยู่บ้างไม่มากก็น้อย การป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ควรควบคุมโรคเหล่านั้นให้ดี ไม่ขาดยา ตั้งใจควบคุมอาหาร จะลดโอกาสการเป็นอัมพาตลงได้มาก รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ หลีกเลี่ยงของมึนเมา ควรตรวจเลือดเพื่อหาปัจจัย เสี่ยงทุกปี โดยเฉพาะถ้าอายุมากกว่า 30-35ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวมีโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะเราอาจมีโรคเหล่านั้นได้ เนื่องจากส่วนมากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม  การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้ว   หลักสำคัญๆ ได้แก่ 1. ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่าง เคร่งครัด ห้ามขาดยา พบแพทย์ตามนัด 2. ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง โดยอาจทำเองที่บ้านได้หลังจากออกจากโรงพยาบาล 3. ให้กำลังใจผู้ป่วย เนื่องจากโรคนี้พบว่าผู้ป่วยมีโอกาสมากที่จะมีโรคซึมเศร้า หรือเครียดร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการที่เคยทำอะไรได้ แล้วมาทำไม่ได้ 4. ก่อนที่จะให้ผู้ป่วยกลับบ้าน  ในรายที่เดินไม่ได้ นอนอยู่กับเตียง ต้องพลิกตัว จับนั่งบ่อยๆ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ แผลกดทับ ทางเดินปัสสาวะอักเสบเป็นต้น ซึ่งแพทย์และพยาบาลจะสอนการดูแลเหล่านี้ รวมทั้งการให้อาหารทางสายยาง(ถ้าต้องใส่)                  ด้วยความปรารถนาดี จากโรงพยาบาลวิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม