
แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการรักษาได้มากขึ้น แต่หลายคนยังคงกังวลว่าผ่าตัดหัวใจ ความเสี่ยงสูงมากไหม? และหลังผ่าตัดจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ป่วยและครอบครัวที่ต้องตัดสินใจเข้ารับการรักษา อาจมีทั้งความกลัว ความเครียด และข้อสงสัยเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
ความเสี่ยงของการผ่าหัวใจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุ โรคประจำตัว ความรุนแรงของโรคหัวใจ รวมถึงสุขภาพของผู้ป่วย บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าการผ่าตัดหัวใจ ความเสี่ยงมีอะไรบ้าง อันตรายแค่ไหน และควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการรักษา
Key Takeaways
- การผ่าตัดหัวใจมีหลายประเภท เช่น ผ่าตัดบายพาสหัวใจ ผ่าตัดลิ้นหัวใจ และผ่าตัดรักษาภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด โดยแพทย์จะเลือกวิธีรักษาตามชนิดและความรุนแรงของโรคหัวใจ
- ผ่าตัดหัวใจความเสี่ยงต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุ สุขภาพโดยรวม โรคร่วม และประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ
- ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดหัวใจที่อาจเกิดได้ เช่น ภาวะเลือดออก ติดเชื้อ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
- ปัจจุบันการผ่าหัวใจมีความปลอดภัยมากขึ้นจากเทคโนโลยีทางการแพทย์และการดูแลโดยทีมแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
สารบัญบทความ
การผ่าตัดหัวใจ คืออะไร
การผ่าตัดหัวใจ มีกี่ประเภท
ประเมินความเสี่ยงผ่าตัดหัวใจได้จากอะไรบ้าง
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดหัวใจ
การผ่าตัดโดยใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม คืออะไร ทำได้ในกรณีไหนบ้าง
ผ่าตัดหัวใจ ความเสี่ยงไม่ได้สูง และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความเสี่ยงผ่าตัดหัวใจ
การผ่าตัดหัวใจ คืออะไร
การผ่าตัดหัวใจ (Heart Surgery หรือ Cardiac Surgery) คือหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้รักษาความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยการใช้ยา หรือมีความรุนแรงจนส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ
โดยศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกจะทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขโครงสร้างหรือการทำงานของหัวใจให้กลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เช่น ผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting: CABG) การซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (Heart Valve Repair or Replacement) การผ่าตัดรักษาภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease Surgery) รวมถึงการผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (Aortic Surgery)
การผ่าตัดหัวใจ มีกี่ประเภท
การผ่าตัดหัวใจมีหลายประเภท โดยแพทย์จะเลือกวิธีรักษาตามตำแหน่งของความผิดปกติ ความรุนแรงของโรคหัวใจ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ซึ่งแต่ละวิธีผ่าตัดหัวใจ ความเสี่ยงและขั้นตอนที่แตกต่างกัน ดังนี้
- ผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG): รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน โดยนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาสร้างทางเบี่ยงใหม่ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ผ่าตัดบายพาสหัวใจลดความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
- การผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (Heart Valve Repair or Replacement): ใช้รักษาความผิดปกติของลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ซึ่งอาจส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดภายในหัวใจ
- การผ่าตัดรักษาภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Surgery): เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่เกิดมาตั้งแต่กำเนิด เช่น ผนังกั้นหัวใจรั่ว หรือความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานใกล้เคียงปกติ
- การผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (Aortic Surgery): ใช้รักษาความผิดปกติของหลอดเลือดแดงใหญ่ เช่น ภาวะหลอดเลือดโป่งพองหรือฉีกขาด ซึ่งเป็นภาวะที่มีความรุนแรงสูงและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา
- การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ (Heart Transplantation): เป็นการรักษาสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวระยะท้ายที่หัวใจไม่สามารถทำงานได้เพียงพอแม้ได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้ว โดยเป็นการเปลี่ยนหัวใจเดิมด้วยหัวใจจากผู้บริจาคที่เหมาะสม
ประเมินความเสี่ยงผ่าตัดหัวใจได้จากอะไรบ้าง

ก่อนเข้ารับการรักษาแพทย์จะทำการประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างหรือหลังผ่าตัด โดยปัจจัยที่ใช้ประเมินความเสี่ยง มีดังนี้
- อายุของผู้ป่วย: ผู้สูงอายุที่ผ่าตัดหัวใจอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น เนื่องจากการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ ปอด และไตลดลงตามอายุ รวมถึงการฟื้นตัวหลังผ่าตัดอาจใช้เวลานานกว่าปกติ
- ชนิดและความรุนแรงของโรคหัวใจ:โรคหัวใจบางชนิด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหลายตำแหน่ง ภาวะลิ้นหัวใจรุนแรง หรือภาวะหัวใจล้มเหลว อาจเพิ่มความซับซ้อนของการผ่าตัดและส่งผลต่อความเสี่ยงระหว่างรักษา
- ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ: แพทย์จะประเมินการบีบตัวของหัวใจ รวมถึงผลตรวจต่าง ๆ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) และการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography) โดยการฉีดสีหัวใจในผู้สูงอายุอาจต้องประเมินการทำงานของไตเพิ่มเติม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากสารทึบรังสี
- ความเร่งด่วนของการผ่าตัด: หากเป็นการผ่าตัดฉุกเฉิน เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาฉีกขาด อาจทำให้การผ่าตัดหัวใจมีความเสี่ยงสูงกว่ากรณีที่สามารถวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าได้
ผ่าตัดหัวใจ โอกาสรอดชีวิตสูงไหม? เตรียมตัวก่อนผ่าตัดอย่างไรดี? อ่านต่อได้ที่นี่: ผ่าตัดหัวใจ โอกาสรอด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดหัวใจ
แม้ปัจจุบันการผ่าหัวใจจะมีความปลอดภัยมากขึ้นจากเทคโนโลยีทางการแพทย์และการดูแลหลังผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพ แต่การผ่าตัดหัวใจยังมีความเสี่ยงและอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้
- ภาวะเลือดออกผิดปกติ: อาจเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังผ่าตัด โดยเฉพาะการผ่าตัดขนาดใหญ่ เช่น การทำบายพาส หรือผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบ
- ภาวะติดเชื้อ: เช่น การติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด ปอด หรือกระแสเลือด ซึ่งพบได้มากขึ้นในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคร่วมบางชนิด
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ: โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) ที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าหัวใจในช่วงระยะพักฟื้น ซึ่งบางรายอาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่น การใช้ยา หรือผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
- ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง: เช่น ภาวะสับสนชั่วคราวหลังผ่าตัด หรือโรคหลอดเลือดสมองจากการไหลเวียนเลือดที่ผิดปกติหรือการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งอาจพบได้ทั้งหลังการผ่าตัดหัวใจและหัตถการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น บอลลูนหัวใจ
- ภาวะการทำงานของปอดหรือไตลดลง: อาจพบได้หลังผ่าตัด โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคปอดหรือโรคไตเดิมอยู่ก่อนแล้ว
- ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานลดลงหลังผ่าตัด: ในบางกรณีหัวใจอาจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ทำให้ต้องเฝ้าระวังในหอผู้ป่วยวิกฤตอย่างใกล้ชิด
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน: อาจเกิดบริเวณหลอดเลือดดำที่ขา หรือเคลื่อนตัวไปอุดตันที่ปอดและสมองได้ หากไม่มีการป้องกันและดูแลอย่างเหมาะสม
การผ่าตัดโดยใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม คืออะไร ทำได้ในกรณีไหนบ้าง
การผ่าตัดโดยใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม (Cardiopulmonary Bypass: CPB) คือการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ช่วยทำหน้าที่สูบฉีดเลือดและแลกเปลี่ยนออกซิเจนแทนหัวใจและปอดชั่วคราวระหว่างการผ่าตัด เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถผ่าตัดหัวใจได้อย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น มักใช้ในกรณีผ่าตัดหัวใจที่มีความซับซ้อนหรือใช้เวลานาน ดังนี้
- การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG): ใช้ในการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบหลายตำแหน่ง หรือกรณีที่ต้องบายพาสหลายเส้น เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถเย็บต่อหลอดเลือดได้สะดวกและแม่นยำ
- การผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ: โดยเฉพาะกรณีลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องหยุดการทำงานของหัวใจชั่วคราวระหว่างผ่าตัด
- การผ่าตัดรักษาภาวะหัวใจพิการแต่กำเนิด: เช่น ภาวะผนังกั้นหัวใจรั่ว หรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่ต้องผ่าตัดภายในห้องหัวใจโดยตรง
- การผ่าตัดหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา: ใช้ในกรณีหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองหรือฉีกขาด ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนและต้องควบคุมการไหลเวียนเลือดอย่างใกล้ชิด
- การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ: จำเป็นต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมเพื่อพยุงการไหลเวียนเลือดระหว่างนำหัวใจเดิมออกและเปลี่ยนหัวใจดวงใหม่เข้าสู่ร่างกาย
ผ่าตัดหัวใจ ความเสี่ยงไม่ได้สูง และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
หลายคนอาจกังวลว่าการผ่าตัดหัวใจ ความเสี่ยงสูง แต่ปัจจุบันการรักษามีความปลอดภัยมากขึ้นจากเทคโนโลยีทางการแพทย์และการดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง โดยแพทย์จะประเมินสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยอย่างละเอียดก่อนวางแผนการรักษา เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างเหมาะสม
ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจและศัลยแพทย์หัวใจ ร่วมกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการผ่าหัวใจและดูแลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับความเสี่ยงผ่าตัดหัวใจ
อายุเยอะแล้ว ผ่าตัดบายพาสหัวใจจะเสี่ยงเกินไปไหม?
อายุเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประเมินความเสี่ยง แต่แพทย์จะพิจารณาร่วมกับสุขภาพโดยรวมและโรคร่วมต่าง ๆ ด้วย แม้ผู้สูงอายุอาจมีการผ่าตัดบายพาสหัวใจ ความเสี่ยงสูงกว่าคนอายุน้อย แต่หากร่างกายแข็งแรงและได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม ก็ยังสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย
ทำไมหลังผ่าตัดหัวใจ บางคนถึงมีอาการสับสนหรือหลงลืมชั่วคราว?
อาการสับสนหรือหลงลืมชั่วคราวหลังผ่าตัดอาจเกิดจากผลของยาสลบ การอักเสบของร่างกาย ภาวะพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนเลือดระหว่างผ่าตัด โดยมักพบได้ในผู้สูงอายุและส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นในช่วงพักฟื้น