เตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ

 เตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ                ในปัจจุบัน ประชาชน มีความตื่นตัวในการตรวจสุขภาพมากขึ้น บางกรณีมีกฎหมายบังคับ มีสวัสดิการให้พนักงานมีการตรวจสุขภาพในโอกาสต่างๆ เช่น การตรวจสุขภาพก่อนศึกษาต่อ ก่อนเข้าทำงาน  และการตรวจสุขภาพประจำปี เป็นต้น รวมทั้งมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จัดโปรโมชั่น ให้ได้เห็นกันทั่วไป                ซึ่งก็มีอีกหลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตรวจสุขภาพทั้งๆที่ดูแข็งแรง ตรวจแล้วได้อะไร บางคนกลัวและไม่กล้ากลัวเจอโรค เป้าหมายที่แท้จริงของคนตรวจสุขภาพนั้น  ก็เพื่อนำผลการตรวจมาส่งเสริมสุขภาพอนามัย ให้เรามี ชีวิตยืนยาว ลดการเจ็บป่วยสร้างเสริม คุณภาพชีวิต และเพื่อการรักษากรณีเจอโรคในระยะแรกๆ                หลายท่านเข้าใจผิดว่าการตรวจสุขภาพต้องมีการตรวจเลือด ตรวจ X-ray เท่านั้นที่จำเป็น แต่การตรวจสุขภาพให้คลอบคลุมทุกด้าน เป็นสิ่งสิ่งที่จำเป็นไม่น้อยกว่าผลเลือด ผล X-ray ได้แก่ ประวัติความเสี่ยงต่างๆ เช่น ประวัติคนครอบครัวเป็นโรคอะไรบ้าง ประวัติการเจ็บป่วย การใช้ยา การรับวัคซีน การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย เป็นข้อมูลสำคัญที่ควรแจ้งกับแพทย์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับผลตรวจอื่นๆ                การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะโรคบางอย่างเป็นภัยเงียบ ไม่แสดงอาการ ในระยะแรก เช่น เบาหวาน ความดันสูง มะเร็งระยะเริ่มแรกควรตรวจค้นหาความเสี่ยงเพื่อรู้ก่อนจึงสามารถรักษา หรือลดความรุนแรงของโรคได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี                นอกจากการตรวจสุขภาพแล้ว ในปัจจุบันมีโรคหลายโรคที่สามารถติดต่อได้โดยง่ายๆ และมีอันตรายถึงชีวิต ที่ไม่เกี่ยวกับการตรวจสุขภาพ จึงต้องมีการรับวัคซีนป้องกันโรค ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้นการเตรียมตัวเพื่อตรวจสุขภาพ1.ควรพักผ่อนให้เพียงพอ (พักผ่อนไม่เพียงมีผลต่อความดันโลหิต)2.งดอาหารและเครื่องดื่ม 8-10 ชั่วโมง (การทานอาหารมีผลต่อน้ำตาลและไขมันในเลือด)3.ผู้หญิงไม่ควรตรวจสุขภาพระหว่างมีประจำเดือน (มีผลต่อผลตรวจปัสสาวะ)4.ปรึกษาแพทย์ก่อนตรวจ เพื่อแจ้งข้อมูลสุขภาพ ประวัติต่างๆ ทำความเข้าใจกับ รายการตรวจหรือ Packaeg เพื่อการตรวจสุขภาพที่คุ้มค่าเหมาะสม                สุดท้าย ทุกท่านได้รับผลการตรวจแล้วนำไปปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร การตรวจสุขภาพจะไม่มีประโยชน์อันใด  ถ้าท่านเพียงแต่เก็บพวกนั้นไว้มาตรวจสุขภาพกันเถอะ                                          แผนกตรวจสุขภาพ                                 02-561-1111 ต่อ  2110-2111

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Cardio Boxing คืออะไร

 Cardio BoxingCardio Boxing คือ การผสมผสานการชกมวยมวยสากลกับมวยไทยเข้าด้วยกัน แต่มีการเพิ่มความสนุกสนานในการฝึกกับ Personal Trainer ทำให้การเตะ การต่อย เป็นเรื่องสนุก ตื่นเต้น และใครๆก็ฝึกได้ โดยเน้นไปที่การทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด และเป็นการเพิ่มความแข็งแรงของระบบกล้ามเนื้อเป็นหลัก การออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยให้คุณเห็นผลในระยะเวลาอันสั้นต่างจาก Body Combat อย่างไรBody Combat เป็นโปรแกรมที่มีพื้นฐานมาจากศิลปะการต่อสู้ โดยนำท่าทางการต่อสู้ต่างๆ มาประยุกต์เข้ากับดนตรี เป็นรูปแบบการออกกำลังกายแบบกลุ่มส่วนCardio Boxing เป็นโปรแกรม การผสมผสานการต่อยมวยกับการออกกำลังกาย ที่ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อให้ผู้เล่นFitness สามารถบรรลุเป้าหมายในระยะเวลาอันสั้นประโยชน์ของการออกกำลังกาย Cardio Boxing            -ลดน้ำหนัก            -กระชับรูปร่าง            -เพิ่มความทนทานในการออกกำลังกายแบบCardiovascular            -เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้อง            -พัฒนาสมดุลของร่างกาย            -ลดความเครียดจากการทำงาน            -เป็นศิลปะป้องกันตนเอง            -เผาผลาญได้มากถึง 800 Cal ต่อครั้งทำไมต้องออกกำลังกาย Cardio Boxing     การต่อยมวยสิ่งแรกที่ได้คือความสนุก คลายเครียดจากการทำงาน  หลังจากนั้นเหงื่อของคุณจะออกมาเยอะมากๆเรียกว่าท่วมตัวเลยที่เดียว เหงื่อออกจะทำให้มีการเผาผลาญไขมันและใช้พลังงานที่สะสมอยู่ในร่างกาย ออกมาใช้โดยที่คุณไม่รู้ตัว  ซึ่งเมื่อเทียบกับการออกกำลังแบบอื่นๆในระยะเวลาที่เท่ากัน Cardio Boxing  เผาผลาญได้มากถึง 800 Cal ต่อ1 ชั่วโมงเลยทีเดียว จะทำให้ร่ายกายของคุณจะกระชับ  ไขมันลด น้ำหนักลด กล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น ร่างกายแข็งแรง  แบบไม่ต้องสงสัย อีกทั้งการออกกำลังกายแบบ Cardio Boxing  ตอบสนองต่อความต้องการของไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ด้วยความปรารถนาดีจากศูนย์สุขภาพ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มะเร็งช่องปากตรวจเองได้

  สิ่งที่อยู่ในช่องปากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฉะนั้นจึงควรตรวจเช็คดูความผิดปกติด้วยตัวเอง และสังเกตอาการตามบริเวณภายในช่องปาก เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคร้ายต่างๆ ดังนี้ริมฝีปาก-          - รูปร่างผิดปกติ-         -  ความยืดหยุ่น-         -  สีซีด ม่วง, เขียว, คล้ำเพดานปาก-         -  มีการเปลี่ยนสี-         -  คลำหาก้อนที่ไม่ใช่ก้อนกระดูกกระพุ้งแก้ม-          - คลำด้วยนิ้วชี้หาส่วนที่แข็งเป็นไต หรือบวมเป็นก้อนพื้นช่องปากและเหงือ-          - ก้อนคล้ายดอกกะหล่ำ-          - สีขาวหรือแดงผิดปกติลิ้น-          - กดหาส่วนบวมแข็ง-          - ดูบนลิ้น โคนลิ้น ข้างลิ้น              ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาลวิภาวดี                              ศูนย์ทันตกรรม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

แปรงลิ้นลดการเกิดโรค...

เราทุกคนแปรงฟันกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว เพราะเราไม่อยากฟันผุ แต่เชื่อว่าหลายคนอาจลืมไปว่าเรามีอีกส่วนหนึ่งที่ต้องแปรง ต้องทำความสะอาด นั่นก็คือ "ลิ้น" นั่นเอง ทำไมเราต้องแปรงลิ้น แปรงลิ้นมีประโยชน์อย่างไร แปรงลิ้นแล้วจะทานอาหารอร่อยขึ้นได้อย่างไรลิ้น อวัยวะสำคัญในการรับรสชาติลิ้นของคนเรามีปุ่มรับรสอยู่ ถ้าตุ่มรับรสของเราสัมผัสกับน้ำตาล ปุ่มรับรสก็จะเปลี่ยนสัญญาณของน้ำตาลไปเป็นสัญญาณประสาท มันก็จะวิ่งไปที่สมองของเรา สมองก็จะตีความออกมาว่า "นี่คือรสอะไร"  ลิ้น รับรู้ได้กี่รสชาติปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า ลิ้นสามารถรับรู้รสได้ถึง 5 รสชาติ นั่นคือ หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และกลมกล่อม รสกลมกล่อม คนอาจจะไม่ค่อยรู้จักเท่าไร บางคนเรียกว่า รสอูมามิ แต่ถ้าให้พูดง่ายๆ เลยคือ รสชาติจากผงชูรสนั่นเอง ผงชูรส คือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง เป็นสารสื่อประสาท กระตุ้นความอยากอาหารได้ เหมือนเราเอากระดูกไก่ไปต้มซุป รสชาติที่เราได้จากน้ำซุปกระดูกไก่นี้แหละ คือ รสอูมามิ  รสเผ็ดล่ะ?จริงๆ แล้ว เผ็ดไม่ใช่รสชาติค่ะ เผ็ดเป็นอาการระคายเคืองลิ้น ใช้กระบวนการในการส่งสัญญาณไปถึงประสาทแบบเดียวกันกับความรู้สึกเจ็บปวดเลยล่ะ ภายในปากมีตัวรับรู้ความเจ็บปวดอยู่เยอะมาก โดยจะคอยส่งสัญญาณไปที่สมอง ผ่านกลไกความเจ็บปวด แล้วค่อยตีความออกมาว่า "นี่คือรสเผ็ด" ปุ่มรับรู้รสเสื่อมได้อย่างไร?มีการศึกษาวิจัยที่เปรียบเทียบกับคนญี่ปุ่น ปรากฎว่าคนไทยมีระดับที่เริ่มรู้รสสูง แปลว่าเราต้องปรุงรสเยอะกว่าเราจะรับรู้รสชาติ ว่ามันคือรสอะไร ทั้งรสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสขม ค่าเฉลี่ยเต็ม 5 ของคนไทยจะอยู่ที่ 4 ของคนญี่ปุ่นจะอยู่ที่ไม่เกินระดับ 3 ในขณะที่รสกลมกล่อม คนญี่ปุ่นก็ยังเริ่มรับรู้รสได้ที่ระดับประมาณ 3 ส่วนของคนไทยคือ 5 จากระดับ 6 บางรายหนักกว่า ให้ลองทดสอบที่ระดับ 6 แล้วยังไม่รับรู้รสเลยก็มี พอสอบถามเพิ่มเติมถึงได้รับรู้ว่า เป็นคนทานผงชูรสอยู่เป็นประจำนั่นเอง อร่อยปาก สุขภาพพัง!การรับรู้รสสำคัญกับเรื่องรับประทานอาหาร ยิ่งระดับการรับรู้รสสูง แปลว่าเราต้องยิ่งเติมเครื่องปรุงเยอะ เราถึงจะรู้รส ยิ่งเติมน้ำตาล น้ำปลาเยอะ ก็แปลว่าเราก็บริโภคน้ำตาล น้ำปลาต่อวันเป็นจำนวนที่มากขึ้นไปด้วย การบริโภคน้ำตาลมากๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และโรคฟันผุ หากบริโภคน้ำปลา หรือเกลือมาก ก็ส่งผลถึงโรคไต ความดันโลหิตสูง และมะเร็งกระเพาะอาหาร ทางออกของคนชอบปรุงสำหรับคนที่ติดรสชาติ แล้วมีปัญหาที่ปุ่มรับรส มีปัญหาในระดับลิ้น ให้ลองส่งกระจกดูว่า ที่ลิ้นมีคราบขาว หรือที่เราเรียกว่า คราบจุลินทรีย์อยู่หรือไม่  ถ้ามีให้ใช้แปรงทำความสะอาด การแปรงลิ้นจะเป็นการช่วยกำจัดคราบจุลินทรีย์ออก โดยมีงานวิจัยว่า การแปรงลิ้นจะช่วยให้ปุ่มรับรู้รสที่ลิ้นทำงานได้ดียิ่งขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ภายในช่องปากช่องฟันได้อีกด้วย แปรงลิ้นอย่างถูกวิธี1. แปรงจากโคนลิ้นด้านใน ลากออกมาที่ปลายลิ้นด้านนอก2. แปรงลิ้นวันละ 1 ครั้งก่อนนอน3. เลือกแปรงสีฟันที่มีขนนุ่ม4. ไม่ต้องใช้ยาสีฟันในการแปรงลิ้น ใช้แปรงสีฟันเปล่าๆ ได้เลย นอกจากการแปรงลิ้นแล้ว เราก็ควรปรับพฤติกรรมในการทานอาหาร ทุกครั้งที่เราลดระดับลงมา ลิ้นของเราก็จะปรับตัวตามไปด้วย เมื่อระดับการเริ่มรับรู้รสของเราต่ำลง ปริมาณเครื่องปรุงที่เราใส่เพิ่มเพื่อให้ได้รสชาติเท่าเดิม มันก็จะน้อยลงตามไปด้วย อร่อยได้เหมือนเดิม แต่โรคภัยถามหาน้อยลง น่าจะเป็นวิธีที่ทำให้เราจะมีความสุขกับการทานอาหารได้นาน และมีความสุขมากยิ่งขึ้นนะคะ             ด้วยความปรารถนาดีจากทางโรงพยาบาลวิภาวดี                                                  ข้อมูลจาก : www.sanook.com

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

5 อันตรายจากน้ำตาลเทียม

สาวๆ หนุ่มๆ หลายคนที่รักสุขภาพ รู้ดีว่าน้ำตาลทานมากก็ไม่ดีต่อร่างกาย จึงเลี่ยงไปทานน้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อให้ได้รสชาติความหวาน ในแบบที่ไม่รู้สึกผิดต่อร่างกาย แต่จริงๆ แล้ว น้ำตาลเทียม แฝงอันตรายเอาไว้มากมาย 1. สารเคมีตกค้าง ก่อมะเร็งแอสปาแตมประกอบไปด้วยสารเคมี 3 ชนิด คือ กรดแอสปาร์ติก ฟีนิลอะลานีน และ เมธานอล หากร่างกายได้รับสารเคมีเหล่านี้จำนวนมาก จะไม่สามารถกำจัดออกไปจากร่างกายได้หมด จนอาจเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้ DNA ภายในร่างกายได้รับความเสียหาย จนอาจพัฒนากลายเป็นความผิดปกติของเซลล์ และเป็นมะเร็งในที่สุด2. สาเหตุโรคอ้วน และเบาหวานทางอ้อมแทนที่ทานอย่างอื่นแทนน้ำตาลแล้วจะเลี่ยงโรคอ้วน และเบาหวานได้ กลับกลายเป็นว่าแอสปาแตมเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็น 2 โรคนี้เสียเอง เพราะแอสปาร์แตมทำให้ร่างกายมีปริมาณการผลิตฮอร์โมนที่ผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายยิ่งโหยหาความหวานจากน้ำตาลมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุที่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ยังวนเวียนกลับไปหาน้ำตาลแท้เหมือนเดิม แถมยังอยากอาหารมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย3. เป็นสารอันตรายถึงแม้จะมีการอนุญาตให้ใช้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน แต่ผลจากการทดลองกับสัตว์บางชนิด ยังพบอาการข้างเคียงเช่น ชักอย่างรุนแรง จนถึงขั้นเสียชีวิต4. ท้องอืด ท้องเฟ้อเมื่อแอสปาแตมเป็นน้ำตาลเทียม ที่จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้มันไปกองรวมกันอยู่ในลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีแบคทีเรียที่สามารถย่อยแอสปาแตมได้ แต่ก็จะผลิตก๊าซออกมา จึงทำให้เรามีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อและถ่ายมากกว่าปกติได้5. อันตรายต่อสมองกรดแอสปาร์ติก ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของน้ำตาลเทียม สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์สมอง และเมื่อมีปริมาณแคลเซียมอยู่ในสมองมากๆ ก็อาจทำให้สมองได้รับอันตรายได้ เซลล์สมองอาจมีความผิดปกติ โดยอาจทำให้เกิดโรคลมบ้าหมู อัลไซเมอร์ รวมไปถึงปลอกประสาทอักเสบ และต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติได้แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทานน้ำตาลเทียมไม่ได้นะคะ เรายังทานได้อยู่ แต่ขอให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ หรือถ้าอยากลดการบริโภคน้ำตาล ก็ลดการทานหวานไปเลยจะดีกว่าค่ะ                                                     ข้อมูลจาก : www.sanook.com

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคไข้หวัด

โรคไข้หวัด  เป็นการติดเชื้อของจมูกและคอ  ส่วนใหญ่75-80% เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งรวมเรียกว่า Coryza Viruses ประกอบด้วย Rhino Viruses เป็นสำคัญ  เชื้อชนิดอื่น ๆ มี Adenoviruses, Respiratory Syncytial Virus เมื่อเชื้อเช้าสู่จมูกและคอจำทำให้เยื่อจมูกบวมและแดง  มีการหลั่งของเมือกออกมาแม้ว่าจะเป็นโรคที่หายเองใน 1 สัปดาห์  แต่เป็นโรคที่นำผู้ป่วยไปพบแพทย์มากที่สุด  โดยเฉลี่ยเด็กจะเป็นไข้หวัด 6-12 ครั้งต่อปี  ผู้ใหญ่จะเป็น 2-4 ครั้ง  ผู้หญิงเป็นบ่อยกว่าผู้ชายเนื่องจากใกล้ชิดกับเด็ก  คนสูงอายุอาจจะเป็นปีละครั้ง อาการผู้ใหญ่ มีอาการจาม  และน้ำมูกไหลจะนำมาก่อน  อ่อนเพลีย ปวดศีรษะเล็กน้อย  แต่มักไม่ค่อยมีไข้  เชื้อจะออกจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย 2-3 ชั่วโมงและหมดใน 2 สัปดาห์  บางรายอาจมีอาการปวดหู  เยื่อแก้วหูมีเลือดคั่ง  บางรายเยื่อบุตาอักเสบ  เจ็บคอ  กลืนลำบาก  โรคมักเป็นไม่เกิน 2-5 วัน  แต่อาจมีน้ำมูกไหลนานถึง 2 สัปดาห์  ในเด็กอาจจะรุนแรง  และมักมีการแพร่ไปเป็นหลอดลมอักเสบ  ปวดบวม  เป็นต้น การติดต่อโรคนี้มักจะระบาดฤดูหนาวเนื่องจากความชื้นต่ำและอากาศเย็น  เราสามารถติดต่อจากน้ำลาย  และเสมหะผู้ป่วยนอกจากนั้นมือที่เปื้อนเชื้อโรค  ก็สามารถทำให้เกิดโรคได้โดยผ่านทางจมูกและตา  ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ก่อนเกิดอาการและ 1-2 วันหลังเกิดอาการ  ผู้ที่มีโอกาสเป็นไข้หวัดได้ง่ายคือ  เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี  เด็กที่ขาดอาหาร  เด็กที่เลี้ยงในสถานเลี้ยงเด็ก วิธีการติดต่อ1. มือของเด็ก  หรือผู้ใหญ่ที่สัมผัสเชื้อจากเสมหะของผู้ป่วย  หรือสิ่งแวดล้อม  แล้วขยี้ตา  หรือเอาเข้าปากหรือจมูก2. หายใจเอาเชื้อที่ผู้ป่วยที่ไอออกมา3. หายใจเอาเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศ การรักษา- ไม่มียารักษาเฉพาะ  ถ้ามีไข้ให้ยาลดไข้  Paracetamol- ห้ามให้ Aspirin- ให้ยาช่วยรักษาตามอาการ  เช่น ยาลดคัดจมูก  ลดน้ำมูก  ยาแก้ไออ่อน ๆ- ให้พัก  และดื่มน้ำมาก ๆโดยทั่วไปจะเป็นมาก 2-4 วัน  หลังจากนั้นจะดีขึ้น  ในเด็กโรคที่แทรกซ้อนที่สำคัญคือหูชั้นกลางอักเสบ  ต้องได้รับยาปฏิชีวนะรักษา  การป้องกัน- หลีกเลี่ยงที่ชุมชน  เช่น โรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร  ในช่วงที่ไข้หวัดกำลังระบาด- ไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้า  หรือทิชชูปิดปาก- ให้ล้างมือบ่อย ๆ- ไม่เอามือเข้าปากหรือขยี้ตาเพราะอาจนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย- อย่าอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นหวัดเป็นเวลานาน เป็นการยากที่จะป้องกันการติดเชื้อไข้หวัด  และยังไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัด  ดังนี้การดูแลสุขภาพตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด       ด้วยความปรารถนาดี จาก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน โรคไข้หวัดใหญ่ สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว แต่ละปีจะมีการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ ทำให้เกิดความรุนแรงมากหรือน้อย แต่ไข้หวัดใหญ่จะรุนแรงมากในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังหรือภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ  จนอาจถึงขั้นเสียชีวิต ทำให้ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ต้องลาหยุดงาน และประสิทธิภาพการทำงานลดลง โรคไข้หวัดใหญ่จะก่อให้เกิดความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา ดังนี้ อาการไข้หวัดใหญ่ไข้หวัดธรรมดาไข้หวัดใหญ่ไข้พบได้บ่อยในเด็ก ผู้ใหญ่อาจมีไข้ต่ำ ๆมีไข้สูงเฉียบพลัน 38-40 ċปวดกล้ามเนื้อไม่ค่อยพบถ้ามีก็น้อย ๆปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและปวดหลังอ่อนเพลียไม่ค่อยพบเป็นมากและอาจเป็นนานถึงสัปดาห์คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดินมีน้อยและเป็นระยะสั้น ๆพบได้ในเด็กคัดจมูกน้ำมูกไหลไม่ค่อยพบพบบ่อย ในระยะหลัง ๆเจ็บคอพบบ่อยในระยะเริ่มแรก-เชื้อเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจตัวอื่น ๆInfluenza Virus การระบาด            ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการระบาดทั่วภูมิภาค บางปีถ้ารุนแรงจะระบาดทั่วโลก เนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงมีไวรัสไข้หวัดใหญ่ก่อให้เกิดโรค ในสัตว์ก็แพร่สู่มนุษย์ทำให้เกิดโรคได้สำหรับประเทศไทย โรคไข้หวัดใหญ่มีการระบาดมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ช่วง พฤษภาคม-ตุลาคม และ มกราคม – กุมภาพันธ์การติดต่อเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ จะสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง โดยการหายใจ ได้รับน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยโดยเชื้อจะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูกและปาก และจากการได้สัมผัสสิ่งที่ปนเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ หรือการจูบ รวมถึงการที่มือไปสัมผัสเชื้อแล้วขยี้ตา หรือ เอาเข้าปาก เป็นต้นอาการแทรกซ้อน            ส่วนมากอาการจะหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ภาวะแทรกซ้อนจะเกิดขึ้นเป็นส่วนน้อย ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หูชั้นในอักเสบ หลอดลมอักเสบ ภาวะที่สำคัญคือปอดอักเสบ ซึ่งมักจะเกิดกับจากแบคทีเรีย พวก นิวโมค็อกคัส หรือ  สเตฟฟิโลค็อกคัส ภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ที่ร้ายแรงมักจะเกิดในเด็ก ผู้สูงอายุการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่            ให้นอนพักผ่อนมาก ๆ และไม่ควรออกกำลังกาย ดื่มน้ำ น้ำผลไม้ หรืออาจะดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วย แต่ไม่ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว เพราะจะทำให้ขาดเกลือแร่ได้ รักษาโรคไข้หวัดใหญ่จะรักษาตามอาการเหมือนไข้หวัด คือ ห้ามอาบน้ำเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำ เช็ดตัวเวลามีไข้สูง กินอาหารอ่อน ให้ยาแก้ปวด Paracetamol ผู้ใหญ่ครั้ง 1 เม็ด (500 มิลลิกรัม) วันละ 2-3 ครั้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ถ้ามีอาการหอบหรือสงสัยปอดอักเสบ ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วนด้วยความปรารถนาดี จาก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม