CABG คืออะไร ดูแลตัวเองก่อนและหลังผ่าตัดบายพาสหัวใจอย่างไร

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันเป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การผ่าตัดบายพาสหัวใจ หรือ Coronary Artery Bypass Grafting; CABG คือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เข้ามาช่วยสร้างเส้นทางไหลเวียนเลือดใหม่ เพื่อกู้สัญญาณชีพและคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วย

บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญตั้งแต่กระบวนการผ่าตัด รูปแบบการรักษาที่เหมาะสม ไปจนถึงแนวทางการเตรียมตัวและพักฟื้นอย่างถูกวิธี เพื่อให้การดูแลหัวใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด


Key Takeaways

  • CABG คือการผ่าตัดบายพาสช่วยเบี่ยงเส้นทางเลือดข้ามจุดที่ตีบตันรุนแรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจและลดความเสี่ยงหัวใจวาย
  • ศัลยแพทย์สามารถเลือกผ่าตัดหัวใจได้ทั้งแบบใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม หรือแบบหัวใจยังเต้นอยู่ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
  • ก่อนผ่าตัดบายพาสหัวใจ การงดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดและการงดสูบบุหรี่เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมให้การผ่าตัดราบรื่นยิ่งขึ้น
  • การดูแลแผลและการปรับพฤติกรรมการทานอาหารหลังผ่าตัดบายพาสหัวใจ จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดหัวใจ

สารบัญบทความ

ผ่าตัดบายพาสหัวใจ คืออะไร

ผ่าตัดบายพาสหัวใจ รักษาโรคอะไรบ้าง

อาการแบบไหน ควรผ่าตัดบายพาสหัวใจ

ผ่าตัดบายพาสหัวใจ CABG ทำได้กี่รูปแบบ

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดบายพาสหัวใจ

ขั้นตอนการผ่าตัดบายพาสหัวใจ

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดบายพาสหัวใจ

ผ่าตัดบายพาสหัวใจ มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง

CABG คือการผ่าตัดบายพาสหัวใจ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CABG


ผ่าตัดบายพาสหัวใจ คืออะไร

CABG คือ

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting) หรือ CABG คือกระบวนการรักษาทางการแพทย์ด้วยการทำทางเบี่ยงเพื่อให้เลือดไหลเวียนข้ามผ่านจุดที่หลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันอย่างรุนแรงไปยังกล้ามเนื้อหัวใจได้ โดยศัลยแพทย์จะนำหลอดเลือดที่ยังมีสภาพสมบูรณ์จากอวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย มาเชื่อมต่อเป็นเส้นทางใหม่เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้เพียงพอ

วัตถุประสงค์หลักของการผ่าตัดหัวใจนี้ คือการบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก ลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งการรักษาที่มีประสิทธิภาพจะช่วยกู้ชีพผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง และส่งเสริมให้กลับไปดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่


ผ่าตัดบายพาสหัวใจ รักษาโรคอะไรบ้าง

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ CABG คือวิธีการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ โดยเฉพาะในกรณีที่การรักษาด้วยยาหรือการทำบอลลูนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรคและภาวะผิดปกติที่จำเป็นต้องใช้วิธีการรักษานี้ ได้แก่

  • ภาวะวิกฤตทางหัวใจ : บายพาสหัวใจ คือการรักษาผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน โรคหัวใจวาย หรือภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตอย่างเร่งด่วน
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด : ทั้งชนิดเฉียบพลัน เรื้อรัง หรือชนิดที่ไม่แสดงอาการชัดเจน แต่ตรวจพบความเสี่ยงจากการวินิจฉัยทางการแพทย์
  • กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง : รักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ อาการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอเนื่องจากขาดเลือดหล่อเลี้ยงเรื้อรัง
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ : ทั้งกรณีที่เส้นเลือดหัวใจตีบรุนแรงหรือเส้นเลือดหัวใจตีบพร้อมกันหลายเส้น ซึ่งขัดขวางการส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
  • ภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือด : เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว หรือการเกิดลิ่มเลือดอุดตันภายในหลอดเลือดหัวใจ

อาการแบบไหน ควรผ่าตัดบายพาสหัวใจ

เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีสัญญาณผิดปกติทางร่างกายที่บ่งชี้ถึงความบกพร่องของระบบเลือดและหัวใจ แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัด Coronary Artery Bypass Grafting เป็นทางเลือกสำคัญในการรักษา โดยเฉพาะเมื่อพบอาการหรือภาวะเสี่ยงดังต่อไปนี้

  • อาการเจ็บรุนแรงบริเวณกลางอกหรือลิ้นปี่ คล้ายมีของหนักกดทับ
  • อาการเจ็บหน้าอกร้าวไปที่ไหล่ซ้าย แขน หลัง และกราม
  • ภาวะเจ็บเค้นหน้าอกเรื้อรังที่ไม่ดีขึ้นหลังการใช้ยา
  • อาการเหนื่อยง่ายอย่างเห็นได้ชัด หายใจไม่ออก ใจสั่น เหงื่อออกมาก ไปจนถึงขั้นวูบหรือหมดสติ
  • พบการอุดตันของหลอดเลือดหลายเส้น 
  • หลอดเลือดตีบในตำแหน่งซับซ้อนที่ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวได้ไม่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือไตวายเรื้อรัง
  • ในกรณีที่ไม่สามารถรักษาด้วยการรักษาอื่น ๆ เช่น ทำบอลลูนและขดลวดถ่างขยายมีความเสี่ยงสูงเกินไป หรือมีโรคลิ้นหัวใจที่ต้องได้รับการผ่าตัดควบคู่กัน

ผ่าตัดบายพาสหัวใจ CABG ทำได้กี่รูปแบบ

ผ่าตัดบายพาสหัวใจ

การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือ CABG ทำได้ 2 รูปแบบหลัก โดยศัลยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดจากสภาพร่างกายของผู้ป่วย ความรุนแรงของโรค และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและมีผลกระทบต่อร่างกายคนไข้น้อยที่สุด

1. ผ่าตัดบายพาสหัวใจแบบดั้งเดิม

การผ่าตัดบายพาสหัวใจแบบดั้งเดิม (On-Pump CABG) คือวิธีการรักษาที่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมเข้ามาทำหน้าที่แทนหัวใจและปอดของผู้ป่วยในระหว่างการผ่าตัด เพื่อให้ศัลยแพทย์ทำให้หัวใจหยุดเต้นชั่วคราวได้ ซึ่งจะช่วยให้การเย็บต่อหลอดเลือดมีความแม่นยำและทำได้ง่ายขึ้นเนื่องจากบริเวณหัวใจหยุดนิ่ง วิธีนี้มักพิจารณาทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีการอุดตันของหลอดเลือดหลายจุด หรือมีความซับซ้อนของตำแหน่งหลอดเลือดที่ต้องการความละเอียดแม่นยำสูงในการทำทางเบี่ยง

ข้อดี 

  • ศัลยแพทย์ปฏิบัติงานได้ง่ายและละเอียดรอบคอบเนื่องจากหัวใจหยุดเต้นและไม่มีการเคลื่อนไหว
  • เครื่องปอดและหัวใจเทียมช่วยควบคุมการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกายได้อย่างสม่ำเสมอ
     

ข้อจำกัด

  • การที่เลือดไหลผ่านเครื่องมือภายนอกอาจกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดการอักเสบได้
  • เสี่ยงต่อการมีเลือดออกมากผิดปกติหลังการผ่าตัด
  • อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของปอด ไต และสมอง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีเศษไขมันในหลอดเลือดแดงใหญ่ ซึ่งอาจหลุดลอยไปอุดตันจนทำให้เป็นอัมพาตได้
     

2. ผ่าตัดบายพาสหัวใจขณะที่หัวใจยังเต้นอยู่

การผ่าตัดบายพาสหัวใจในขณะที่หัวใจยังเต้นอยู่ (Off-Pump CABG หรือ OPCAB) เป็นเทคนิคที่ไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม โดยศัลยแพทย์จะใช้อุปกรณ์เฉพาะที่ช่วยยึดพื้นผิวหัวใจบริเวณที่ต้องการเย็บต่อหลอดเลือดให้นิ่งพอที่จะทำงานได้ วิธีนี้พิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการใช้เครื่องช่วย เช่น ผู้ป่วยโรคไต โรคปอด หรือผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งตัวรุนแรง

ข้อดี

  • หลีกเลี่ยงผลกระทบจากการใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมได้โดยตรง
  • ปริมาณเลือดที่ต้องใช้ระหว่างการผ่าตัดลดน้อยลง
  • ระยะเวลาในการผ่าตัดและการดมยาสลบสั้นลง ส่งผลให้ผู้ป่วยพักฟื้นในโรงพยาบาลน้อยลง
     

ข้อจำกัด

  • ศัลยแพทย์หัวใจต้องมีทักษะ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงมากเป็นพิเศษ
  • การเย็บต่อหลอดเลือดในขณะที่หัวใจมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาทำได้ยากกว่าวิธีปกติ

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดบายพาสหัวใจ

ความพร้อมทางร่างกายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงระหว่างการผ่าตัดบายพาสหัวใจ โดยผู้ป่วยจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อเตรียมระบบไหลเวียนเลือดให้พร้อมที่สุด ดังนี้

  • หยุดรับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น Aspirin, Ibuprofen, Naproxen หรือ Plavix ก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น
  • แจ้งประวัติการแพ้ยาและอาการเจ็บป่วยล่าสุดให้ทีมแพทย์ทราบอย่างละเอียด
  • งดรับประทานอาหารและน้ำดื่มทุกประเภทอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนเข้าห้องผ่าตัด

ขั้นตอนการผ่าตัดบายพาสหัวใจ

กระบวนการผ่าตัดบายพาสหัวใจใช้เวลาประมาณ 3-6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดที่ต้องการทำทางเบี่ยง โดยศัลยแพทย์จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังตามลำดับขั้นตอนต่อไปนี้

  1. ศัลยแพทย์ผ่าตัดตามแนวกระดูกหน้าอกเพื่อเข้าถึงหัวใจ
  2. คัดเลือกหลอดเลือดคุณภาพดีจากร่างกายผู้ป่วย เช่น หลอดเลือดแดงใต้กระดูกหน้าอก หลอดเลือดแดงที่แขน หรือหลอดเลือดดำที่ขา
  3. เชื่อมต่อหลอดเลือดใหม่ระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา (Aorta) ข้ามผ่านจุดที่อุดตันไปยังหลอดเลือดหัวใจส่วนปลาย
  4. ตรวจสอบประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดใหม่ก่อนทำการเย็บปิดแผลและกระดูกหน้าอก

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดบายพาสหัวใจ

การพักฟื้นอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายและหัวใจกลับมาทำงานได้อย่างแข็งแรง โดยช่วงแรกต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็ว

  • รับประทานยาตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัดและมาตรวจตามนัดทุกครั้ง
  • หากมีไข้ ใจสั่น แผลบวมแดง หรือแน่นหน้าอกผิดปกติ ให้กลับมาพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอถึงวันนัด
  • งดอาหารไขมันสูงและรสจัด พักผ่อนให้เพียงพอ และเริ่มออกกำลังกายเบา ๆ ตามคำแนะนำเมื่อผ่านไป 4-6 เดือน
  • แผลผิวหนังจะเริ่มสมานใน 7 วัน ส่วนกระดูกหน้าอกต้องใช้เวลา 4-8 สัปดาห์ จึงควรงดยกของหนักและงดขับรถในช่วง 6-8 สัปดาห์แรก

ผ่าตัดบายพาสหัวใจ มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง

หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าการผ่าตัดบายพาสหัวใจ อันตรายไหม? แม้การผ่าตัดบายพาสหัวใจ CABG คือการผ่าตัดหัวใจ โอกาสรอดและสำเร็จสูงถึงร้อยละ 98 แต่ผู้ป่วยอาจเผชิญภาวะแทรกซ้อนได้ในบางกรณี เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ เลือดออกผิดปกติ หรือการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด ในกรณีรุนแรงอาจพบภาวะไตวาย อัมพาต หรือหัวใจวายเฉียบพลัน

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดบายพาสหัวใจ ความเสี่ยงเหล่านี้มีค่อนข้างต่ำ เนื่องด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยช่วยให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยและแม่นยำสูงขึ้นอย่างมาก


CABG คือการผ่าตัดบายพาสหัวใจ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting) หรือ CABG คือการรักษาที่ช่วยลดความทรมานจากอาการแน่นหน้าอกและป้องกันภาวะวิกฤตทางหัวใจได้อย่างตรงจุด แม้จะเป็นการผ่าตัดใหญ่แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันที่มีอัตราความสำเร็จสูงถึงร้อยละ 98 ผนวกกับการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยและการดูแลตนเองหลังการผ่าตัดอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติและมีหัวใจที่แข็งแรงกว่าเดิม

โรงพยาบาลวิภาวดีพร้อมให้บริการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างครบวงจร โดยทีมศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกผู้ชำนาญการที่พร้อมประเมินและวางแผนการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) ทั้งแบบมาตรฐานและแบบไม่ใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม เราเพียบพร้อมด้วยห้องผ่าตัดที่ทันสมัยและทีมสหสาขาวิชาชีพที่ดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การวินิจฉัยจนถึงการพักฟื้น เพื่อความปลอดภัย ให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CABG 

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ อันตรายไหม

ผ่าตัดบายพาสหัวใจ อันตรายไหม? แม้จะเป็นการผ่าตัดใหญ่ แต่มีความปลอดภัยสูงมาก โดยมีอัตราความสำเร็จสูงถึงร้อยละ 98 ทั้งนี้ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับอายุและโรคประจำตัวของผู้ป่วย การเตรียมตัวที่ถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์และการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยจะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนให้เหลือน้อยที่สุด

การผ่าตัดบายพาสหัวใจ พักฟื้นนานไหม

ผ่าตัดบายพาสหัวใจ พักฟื้นกี่วัน? ผู้ป่วยมักพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 7-10 วัน เพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด เมื่อกลับบ้านแผลภายนอกจะเริ่มสมานตัวใน 1 สัปดาห์ แต่กระดูกหน้าอกต้องใช้เวลา 4-8 สัปดาห์ จึงจะสมานตัวสนิทและสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

หลังผ่าตัดบายพาสหัวใจ อยู่ได้นานไหม

โดยเฉลี่ยหลอดเลือดที่นำมาทำทางเบี่ยงจะมีอายุการใช้งานนานกว่า 10-15 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง หากปรับพฤติกรรมสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง จะช่วยยืดอายุการใช้งานของหลอดเลือดและมีชีวิตที่ยืนยาว


References

รีวิวจากคนไข้

“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”

สอบถามรายละเอียดและนัดหมายล่วงหน้าที่

02-561-1111

02-058-1111


ทีมแพทย์CABG คืออะไร ดูแลตัวเองก่อนและหลังผ่าตัดบายพาสหัวใจอย่างไร