เมื่อโรคหัวใจดำเนินมาถึงระยะที่การใช้ยาไม่เพียงพอ "การผ่าตัดหัวใจ" จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเพื่อฟื้นฟูระบบไหลเวียนโลหิตและคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วย แม้จะเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่สร้างความกังวลใจ แต่ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันที่มีทั้งการผ่าตัดแบบมาตรฐานและแบบแผลเล็ก ช่วยให้การรักษามีความปลอดภัยสูงขึ้น บทความนี้จะเจาะลึกทุกเรื่องที่ควรรู้ ตั้งแต่ข้อบ่งชี้ วิธีการผ่าตัด ไปจนถึงการเตรียมตัวและการฟื้นฟูร่างกายอย่างมืออาชีพ
Key Takeaways
- การผ่าตัดหัวใจช่วยแก้ไขปัญหาหลอดเลือดตีบ ลิ้นหัวใจชำรุด หรือโครงสร้างผิดปกติที่การรักษาด้วยยาไม่สามารถจัดการได้ เพื่อลดความเสี่ยงเสียชีวิตฉับพลัน
- ปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดและแบบส่องกล้องแผลเล็ก ซึ่งช่วยลดการเสียเลือด เจ็บน้อยลง และทำให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
- การตรวจร่างกายอย่างละเอียดและแจ้งประวัติยาที่ใช้อย่างครบถ้วนล่วงหน้า ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างและหลังการผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- แผลผ่าตัดหัวใจกี่วันหาย? การดูแลแผลผ่าตัดหัวใจอย่างถูกสุขลักษณะ ควบคู่ไปกับการรับประทานยาและคุมอาหารอย่างเคร่งครัด เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยให้หัวใจฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์
สารบัญบทความ
ผ่าตัดหัวใจ คืออะไร
ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดหัวใจ มีอะไรบ้าง
ผ่าตัดหัวใจ ทำได้กี่วิธี
การผ่าตัดหัวใจ รักษาอะไรได้บ้าง
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดหัวใจ มีอะไรบ้าง
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดหัวใจ ทำได้อย่างไร
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดหัวใจ
การผ่าตัดหัวใจ พักฟื้นกี่วัน
การผ่าตัดหัวใจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผ่าตัดหัวใจ

การผ่าตัดหัวใจ (Heart Surgery) คือหัตถการทางศัลยกรรมเพื่อรักษาความผิดปกติของหัวใจโดยตรง มักใช้ในกรณีที่การรักษาด้วยยาหรือวิธีอื่นไม่ได้ผลลัพธ์ที่เพียงพอ ครอบคลุมตั้งแต่การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Bypass) การซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ไปจนถึงการแก้ไขโครงสร้างหัวใจพิการแต่กำเนิด
วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อฟื้นฟูระบบไหลเวียนโลหิตให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก ลดภาวะหัวใจล้มเหลว และป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การผ่าตัดจึงเปรียบเสมือนการซ่อมแซมกลไกสำคัญเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
- บทความน่ารู้เกี่ยวกับการผ่าตัดบายพาสหัวใจ มีการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดอย่างไร ใช้เวลาพักฟื้นนานไหม หาคำตอบได้ที่ ผ่าตัดบายพาสหัวใจ พักฟื้นกี่วัน
การผ่าตัดหัวใจจะถูกพิจารณาเป็นทางเลือกหลักเมื่อทีมแพทย์ประเมินว่าการรักษาด้วยยาหรือการปรับพฤติกรรมไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีข้อบ่งชี้สำคัญที่ครอบคลุมสภาวะต่าง ๆ ดังนี้
- โรคหลอดเลือดหัวใจ (CAD): ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง (Angina) แม้จะรักษาด้วยยาแล้ว หรือมีภาวะหลอดเลือดแดงหลักตีบตันหลายเส้น ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลันและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการทำบอลลูนหัวใจขยายหลอดเลือด
- โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Disease): พบลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบจนส่งผลให้เลือดไหลเวียนผิดปกติ มีอาการเหนื่อยหอบง่าย หัวใจโต หรือเกิดการติดเชื้อรุนแรงที่ทำให้ลิ้นหัวใจชำรุดจนเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว
- โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Disease): มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจตั้งแต่กำเนิด เช่น ผนังกั้นหัวใจรั่ว (VSD/ASD) ที่ส่งผลให้เกิดความดันในปอดสูงหรือหัวใจทำงานหนักจนเกินไป
- โรคหลอดเลือดใหญ่ (Aortic Disease): หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาเกิดการโป่งพองรุนแรงหรือมีการฉีกขาด (Aortic Dissection) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตหากไม่ได้รับการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมทันที
- ภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง: ในกรณีที่หัวใจบีบตัวได้น้อยมากจนไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อใช้เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจหรือการปลูกถ่ายหัวใจในกรณีสุดท้าย

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยให้การผ่าตัดหัวใจมีตัวเลือกที่หลากหลาย ศัลยแพทย์หัวใจจะพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดโดยคำนึงถึงประเภทของโรค ความรุนแรง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด โดยมีวิธีหลัก ๆ ดังนี้
- การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG): CABG คือการสร้างทางเบี่ยงหลอดเลือดใหม่เพื่อเลี่ยงจุดที่ตีบหรืออุดตัน โดยนำหลอดเลือดดีจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น ขาหรือหน้าอก มาเชื่อมต่อเพื่อให้เลือดกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ตามปกติ บายพาส คือการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดตีบหลายเส้นหรือรุนแรง [ทำความเข้าใจความเสี่ยงได้ที่ ผ่าตัดบายพาสหัวใจ ความเสี่ยง]
- การผ่าตัดซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ: ใช้รักษาภาวะลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ หากลิ้นหัวใจเดิมยังอยู่ในสภาพดีแพทย์จะเลือกใช้วิธี "ซ่อมแซม" แต่หากเสียหายมากจะทำการ "เปลี่ยน" เป็นลิ้นหัวใจเทียม (แบบกลหรือแบบเนื้อเยื่อ) เพื่อฟื้นฟูระบบการสูบฉีดเลือดให้เป็นปกติ
- การผ่าตัดหัวใจแบบเปิด (Open Heart Surgery): เป็นวิธีมาตรฐานโดยการเปิดกระดูกหน้าอกเพื่อให้แพทย์เข้าถึงหัวใจได้โดยตรง มักใช้ในการรักษาโรคที่ซับซ้อนหลายอย่างพร้อมกัน โดยใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียมช่วยทำงานแทนในระหว่างผ่าตัด
- การผ่าตัดหัวใจแบบแผลเล็กหรือส่องกล้อง (Minimally Invasive / Thoracoscopic Surgery): เป็นการผ่าตัดผ่านช่องซี่โครงด้วยแผลขนาดเล็กเพียง 4-5 เซนติเมตร โดยใช้กล้องและเครื่องมือพิเศษ วิธีนี้ช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บแผลน้อยลง ลดการเสียเลือด และฟื้นตัวกลับไปใช้ชีวิตปกติได้รวดเร็วขึ้น
- การผ่าตัดหัวใจแบบปิด (Closed Heart Surgery): เป็นการผ่าตัดที่ไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม มักใช้รักษาภาวะผิดปกติบางชนิดที่อยู่ภายนอกห้องหัวใจ หรือแก้ไขโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางประเภท ช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนจากการใช้เครื่องช่วยหายใจและปอดเทียม
การผ่าตัดหัวใจเป็นวิธีการรักษาที่ช่วยจัดการกับความผิดปกติของหัวใจที่ซับซ้อนและรุนแรง เพื่อให้หัวใจกลับมาทำงานได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด โดยครอบคลุมการรักษาโรคและภาวะต่าง ๆ ดังนี้
- โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease): รักษาภาวะหลอดเลือดตีบหรือตัน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายและหัวใจล้มเหลว มักพบในวัย 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศชายและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
- โรคหลอดเลือดเอออร์ติก (Aortic Disease): แก้ไขความผิดปกติของหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ทำหน้าที่ส่งเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เช่น ภาวะโป่งพองหรือฉีกขาด
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ (Cardiomyopathy): รักษาภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจเสียสภาพจนสูบฉีดเลือดไม่ได้ตามปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ตลอดจนภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
- หัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease): แก้ไขความบกพร่องของโครงสร้างหัวใจและหลอดเลือดที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรมหรือโครโมโซมผิดปกติ
- ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure): รักษาโรคร่วมต่าง ๆ ที่ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ
- กล้ามเนื้อหัวใจหนา (Hypertrophic Cardiomyopathy): แก้ไขภาวะกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวผิดปกติจากพันธุกรรม ซึ่งขัดขวางการไหลเวียนเลือดไปสู่ร่างกาย
- โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis): รักษาการอักเสบของแผ่นเยื่อบางที่ห่อหุ้มหัวใจ เพื่อลดอันตรายต่อการทำงานของหัวใจ
- โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Heart Disease): ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจที่ผิดปกติ ติดเชื้อ หรือชำรุด เพื่อให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia): ใช้รักษาในกรณีที่จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติขั้นร้ายแรง ไม่ว่าจะเต้นช้าหรือเร็วเกินไปจนส่งผลต่อการบีบตัวของหัวใจ
การเตรียมความพร้อมอย่างถูกวิธีเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การผ่าตัดราบรื่น ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีขั้นตอนปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
- ตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียด: หมอหัวใจจะทำการตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) รวมถึงการทำอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) หรือ CT scan เพื่อประเมินสภาพหัวใจและปอดก่อนเข้าห้องผ่าตัด
- จัดการเรื่องยาและอาหารเสริม: แจ้งรายชื่อยาที่รับประทานประจำ รวมถึงสมุนไพรและอาหารเสริมทุกชนิดให้แพทย์ทราบ เนื่องจากยาบางชนิด (เช่น ยาละลายลิ่มเลือด) จำเป็นต้องหยุดล่วงหน้าก่อนการผ่าตัด
- งดน้ำและอาหาร: ปฏิบัติตามคำสั่งงดน้ำและอาหาร (NPO) อย่างเคร่งครัดตามเวลาที่แพทย์กำหนด เพื่อป้องกันการสำลักหรือภาวะแทรกซ้อนขณะดมยาสลบ
- ดูแลความสะอาดร่างกาย: อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตามที่โรงพยาบาลจัดให้ ตัดเล็บให้สั้น และงดการทาเล็บหรือแต่งหน้า เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและให้แพทย์สังเกตสีผิวได้ชัดเจน
- เตรียมเอกสารและประวัติทางการแพทย์: จัดเตรียมเอกสารส่วนตัว ข้อมูลการแพ้ยา ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต และระบุชื่อผู้ติดต่อฉุกเฉินให้ชัดเจน
- เตรียมความพร้อมด้านจิตใจ: พักผ่อนให้เพียงพอและทำจิตใจให้สบาย ลดความวิตกกังวลเพื่อให้สภาพร่างกายและระดับความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ที่พร้อมที่สุดสำหรับการผ่าตัด

การฟื้นฟูผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้หัวใจฟื้นตัวได้ดี ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย แพทย์และทีมดูแลสุขภาพจะแนะนำวิธีการดูแลตัวเองอย่างละเอียด โดยมีวิธีดังนี้
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและคุมอาหาร: เน้นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และโปรตีนคุณภาพดีจากปลาหรือไก่ไม่ติดมัน พร้อมทั้งลดอาหารรสจัด (เค็ม มัน หวาน) เลิกสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด
- ออกกำลังกายตามคำแนะนำ: เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ ตามที่แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดกำหนด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหัวใจโดยไม่หักโหมจนเกินไป
- กินยาตามคำสั่งแพทย์: รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและตรงเวลา เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมันในเลือด และป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
- ดูแลแผลและสุขอนามัย: รักษาความสะอาดแผลผ่าตัดตามวิธีที่ได้รับคำแนะนำ สังเกตอาการผิดปกติบริเวณแผล เช่น มีอาการบวม แดงร้อน หรือมีของเหลวไหลซึม ซึ่งเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
- ติดตามอาการสม่ำเสมอ: เข้าพบแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้งเพื่อตรวจเช็กการฟื้นตัวผ่านการทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) หรือการทำอัลตราซาวด์หัวใจ เพื่อประเมินผลการรักษาในระยะยาว
- พักผ่อนและจัดการความเครียด: ให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่เพียงพอและทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายฟื้นฟูได้เต็มที่และลดภาระการทำงานของหัวใจ
การผ่าตัดหัวใจ เป็นหัตถการสำคัญที่ช่วยรักษาโรคหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจข้อควรรู้และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อม ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างปลอดภัย
- การติดเชื้อ อาจเกิดที่แผลผ่าตัดหรือภายในร่างกาย ป้องกันโดยทำความสะอาดแผลตามคำแนะนำของแพทย์ และล้างมือบ่อย ๆ
- เลือดออกหลังผ่าตัด เกิดได้จากการผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะเฝ้าระวังใกล้ชิด และผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก เช่น แอสไพริน หากยังไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน อาจเกิดในขา ปอด หรือหัวใจ ป้องกันโดยขยับร่างกายเบาๆ ตามคำแนะนำ และใช้ถุงน่องพยุงหรือยาป้องกันลิ่มเลือด
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเกิดหลังผ่าตัดชั่วคราว ต้องติดตามคลื่นหัวใจและรายงานอาการผิดปกติทันที
- ภาวะแทรกซ้อนจากยาหรือการดมยาสลบ แพทย์จะประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และผู้ป่วยควรแจ้งประวัติการแพ้ยา ยาที่ทาน และโรคประจำตัวอย่างครบถ้วน
- การฟื้นตัวช้า เกิดได้หากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องพักผ่อน ออกกำลังกายเบาๆ และควบคุมอาหาร
ผ่าตัดหัวใจใช้เวลากี่ชั่วโมง? ระยะเวลาการผ่าตัดและพักฟื้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโรค โดยการผ่าตัดแบบเปิดมักใช้เวลา 3-6 ชั่วโมง ส่วนแบบส่องกล้องจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง หลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องเฝ้าระวังอาการในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ประมาณ 1-2 วัน ก่อนย้ายไปหอผู้ป่วยทั่วไป
ผ่าตัดหัวใจ พักฟื้นกี่วัน? โดยรวมแล้วจะใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 5-10 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์จนกลับไปทำกิจวัตรปกติได้นั้นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องการทานยา การทำกายภาพบำบัดเบาๆ และการพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด
- บทความเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่กำลังผ่าตัดบาสพาสหัวใจ แต่มีความกังวลใจในการรักษา ทำความเข้าใจการรักษาให้มากยิ่งขึ้นได้ที่บทความ ผ่าตัดบายพาสหัวใจ อันตรายไหม
การผ่าตัดหัวใจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหากมีการเตรียมพร้อมที่ดีและเลือกใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับสภาวะของโรค ไม่ว่าจะเป็นการทำบายพาสหรือซ่อมลิ้นหัวใจ เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้หัวใจกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง การมีวินัยในการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดและการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและทำให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ พร้อมหัวใจที่แข็งแรงกว่าเดิม
ที่ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลวิภาวดีพร้อมดูแลคุณด้วยทีมศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกผู้เชี่ยวชาญ และพยาบาลวิชาชีพที่ชำนาญการดูแลผู้ป่วยระยะวิกฤตหลังผ่าตัดโดยเฉพาะ เราเพียบพร้อมด้วยห้องปฏิบัติการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ และห้องผ่าตัดที่ทันสมัยรองรับทั้งการผ่าตัดบายพาสและเปลี่ยนลิ้นหัวใจ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) โดยนักกายภาพบำบัด เพื่อให้การฟื้นตัวของคุณปลอดภัยและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดภายใต้มาตรฐานการดูแลระดับสากล
ค่าใช้จ่ายในการผ่าหัวใจเท่าไร?
ผ่าตัดหัวใจกี่บาท? ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทของการผ่าตัด ความซับซ้อนของโรค และระยะเวลาพักฟื้น โดยทั่วไปครอบคลุมค่าห้อง ผ่าตัด ยา และค่าบริการแพทย์ แนะนำให้ปรึกษาโรงพยาบาลเพื่อประเมินค่าใช้จ่ายเฉพาะราย
ผ่าตัดหัวใจปลอดภัยแค่ไหน?
การผ่าตัดหัวใจ โอกาสรอดเยอะไหม? การผ่าตัดถือว่าปลอดภัยในมือทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทันสมัย แต่ยังมีความเสี่ยงเล็กน้อย เช่น การติดเชื้อหรือเลือดออก แพทย์จะให้คำแนะนำและติดตามหลังผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยง
หลังผ่าตัดหัวใจ สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เมื่อไร?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจกรรมเบาๆ ได้หลังพักฟื้นที่บ้าน 4-6 สัปดาห์ และกลับไปทำงานหรือออกกำลังกายตามปกติประมาณ 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดการผ่าตัดและสภาพร่างกาย
หลังผ่าตัดหัวใจห้ามกินอะไร?
หลังผ่าตัดหัวใจ ห้ามกินอะไร? ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด และอาหารแปรรูป เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน ควรลดเกลือและน้ำตาลจัด เพื่อลดความดันและควบคุมน้ำหนัก รวมถึงงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะกระทบต่อการฟื้นตัวของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด
ผ่าตัดหัวใจซ้ำได้หรือไม่ถ้าปัญหายังไม่หายขาด?
ในบางกรณีสามารถผ่าตัดซ้ำได้ หากโรคหรือความผิดปกติยังไม่หายขาด แพทย์จะประเมินความเสี่ยงและเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี