บอลลูนหัวใจ รักษาโรคอะไรได้บ้าง? ทำบอลลูนหัวใจ พักฟื้นกี่วัน

ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันถือเป็นภัยเงียบที่นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายและเสียชีวิตเฉียบพลันได้ตลอดเวลา เมื่อมีการสะสมของไขมันและพังผืดบริเวณผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis) จนขวางทางเดินเลือด การรักษาด้วยวิธีอย่าง ‘บอลลูนหัวใจ’ จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตและฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของหัวใจให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

การรักษาแบบ Balloon Angioplasty หรือที่นิยมเรียกว่าการทำบอลลูนหัวใจนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเผชิญกับการผ่าตัดเปิดหน้าอก ลดระยะเวลาการพักฟื้น และเพิ่มโอกาสในการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการของบอลลูนหัวใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพของหัวใจในปัจจุบัน


Key Takeaways

  • บอลลูนหัวใจหรือ PCI คือกระบวนการขยายหลอดเลือดที่ตีบแคบด้วยสายสวนติดบอลลูนขนาดจิ๋วเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด
  • บอลลูนหัวใจเป็นวิธีการรักษาที่สามารถดูแลให้ปลอดภัยได้ดี มีรอยแผลขนาดเล็ก และใช้ระยะเวลาการทำเพียง 1-2 ชั่วโมง
  • บอลลูนหัวใจมักมีการใช้ขดลวดหัวใจ (Stent) ร่วมด้วยเพื่อค้ำยันไม่ให้หลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำในอนาคต
  • ทำบอลลูนหัวใจ โดยปกติผู้ป่วยจะพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

สารบัญบทความ

บอลลูนหัวใจ คืออะไร

บอลลูนหัวใจ สำคัญอย่างไร

ใครควรทำบอลลูนหัวใจ

เตรียมตัวก่อนทำบอลลูนหัวใจ ทำได้อย่างไร

ขั้นตอนการทำบอลลูนหัวใจ

ดูแลตัวเองหลังทำบอลลูนหัวใจ ทำได้อย่างไร

ภาวะแทรกซ้อนหลังทำบอลลูนหัวใจ มีอะไรบ้าง

บอลลูนหัวใจ รักษาโรคหลอดเลือดตีบแบบไม่ผ่าตัด ลดเสี่ยงโรคแทรกซ้อน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบอลลูนหัวใจ


บอลลูนหัวใจ คืออะไร

pci คือ

ทำบอลลูนหัวใจ คือ วิธีการรักษาโดยการใช้สายสวน (Catheter) ที่มีบอลลูนขนาดเล็กติดอยู่ที่ปลาย สอดเข้าทางหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบหรือข้อมือเพื่อไปถึงตำแหน่งที่หลอดเลือดหัวใจมีการตีบแคบ เมื่อถึงจุดหมาย แพทย์จะทำการเป่าลมให้บอลลูนขยายออกเพื่อดันคราบไขมันหรือคราบหินปูนที่อุดตันให้แบนราบติดผนังหลอดเลือด ซึ่งจะไม่ใช่การผ่าตัดหัวใจที่ต้องเปิดช่องอก

กระบวนการนี้ในทางการแพทย์เรียกว่า Percutaneous Coronary Intervention หรือการทำ PCI คือกระบวนการซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของระบบการรักษาแบบ PCI Heart ที่ทันสมัย ช่วยให้ปริมาณเลือดและออกซิเจนไหลไปเลี้ยงหัวใจได้เพียงพอตามความต้องการของร่างกาย ลดอาการเจ็บแน่นหน้าอก และป้องกันความเสียหายถาวรของกล้ามเนื้อหัวใจ


บอลลูนหัวใจ สำคัญอย่างไร

การรักษาด้วยบอลลูนหัวใจ มีความสำคัญอย่างมากในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction) เนื่องจากเป็นวิธีที่เปิดหลอดเลือดที่อุดตันได้รวดเร็ว การใส่บอลลูนหัวใจช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและลดอัตราการเสียชีวิตได้

นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมในกรณีที่ผู้ป่วยไม่พร้อมสำหรับการทำ CABG คือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (บายพาส) ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่กว่าและมีความเสี่ยงสูงกว่า เหมาะกับกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือมีโรคแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตราย


ใครควรทำบอลลูนหัวใจ

ผู้ที่เข้าข่ายควรได้รับการพิจารณาใส่บอลลูนหัวใจ มักเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับทางเดินเลือดอุดตัน ได้แก่

  • ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกบ่อยครั้ง (Angina) แม้จะทานยาอย่างต่อเนื่องแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
  • ผู้ที่ตรวจพบภาวะหลอดเลือดอุดตันจากการสวนหัวใจหรือการฉีดสีดูหลอดเลือดแล้วพบจุดวิกฤต
  • ผู้ที่มีภาวะโรคหัวใจขาดเลือดรุนแรง ซึ่งต้องการความละเอียดสูงในการวินิจฉัย โดยเฉพาะการฉีดสีหัวใจในผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยที่ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินจากหลอดเลือดอุดตันกะทันหัน ซึ่งต้องได้รับการทำบอลลูนหัวใจทันที
  • ศึกษาเพิ่มเติม : การสวนหัวใจคืออะไร? รู้จักวิธีสำคัญเพื่อรักษาภาวะผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด

เตรียมตัวก่อนทำบอลลูนหัวใจ ทำได้อย่างไร

การทำบอลลูนหัวใจ

เพื่อให้การรักษาด้วยบอลลูนหัวใจสามารถดูแลให้ปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • งดดื่มน้ำและอาหารทุกชนิดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนเริ่มกระบวนการรักษาในห้องสวนหัวใจ
  • แจ้งประวัติการแพ้ยา โดยเฉพาะการแพ้อาหารทะเลหรือสารทึบรังสีให้แพทย์ทราบ
  • ตรวจเลือดเพื่อเช็กค่าการทำงานของไตและการแข็งตัวของเลือด รวมถึงการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)
  • ทำความสะอาดและโกนขนบริเวณผิวหนังข้อมือหรือขาหนีบตามตำแหน่งที่แพทย์กำหนดจะใช้สอดสายสวน

ขั้นตอนการทำบอลลูนหัวใจ

กระบวนการการทำบอลลูนหัวใจหรือ PCI มีลำดับขั้นตอนที่แม่นยำและดำเนินการโดยหมอหัวใจ ดังนี้

  1. แพทย์จะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณข้อมือหรือขาหนีบเพื่อนำทางสายสวนเข้าสู่หลอดเลือดแดง
  2. สอดสายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดเพื่อไปถึงปากทางเข้าหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery)
  3. ฉีดสารทึบรังสีเพื่อหาตำแหน่งที่ตีบผ่านเครื่องเอกซเรย์
  4. เมื่อพบจุดที่อุดตัน แพทย์จะส่งสายสวนที่มีบอลลูนขนาดจิ๋วเข้าไปยังจุดนั้นและทำการขยายบอลลูนเพื่อดันคราบไขมันหรือคราบหินปูนภายใน
  5. ในกรณีส่วนใหญ่ แพทย์จะทำการฝังขดลวดหัวใจ (Stent) ไว้ในตำแหน่งนั้นเพื่อพยุงหลอดเลือดให้เปิดกว้าง
  6. เมื่อการทำบอลลูนหัวใจเสร็จสมบูรณ์ แพทย์จะถอนสายสวนออกและทำการห้ามเลือดบริเวณที่เจาะผิวหนัง

ดูแลตัวเองหลังทำบอลลูนหัวใจ ทำได้อย่างไร

การดูแลหลังทำบอลลูนหัวใจ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าการรักษาจะได้ผลดีแค่ไหนในระยะยาว

  • การดูแลผู้ป่วยหลังทำบอลลูนหัวใจในช่วงแรกต้องนอนนิ่ง ๆ และระวังไม่ให้แผลโดนน้ำตามกำหนดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • รับประทานยาต้านเกล็ดเลือดและยาอื่น ๆ ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกกำลังกายอย่างหนักในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังรักษาด้วยบอลลูนหัวใจ
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ลดอาหารมันจัด เค็มจัด และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
  • งดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำ

ภาวะแทรกซ้อนหลังทำบอลลูนหัวใจ มีอะไรบ้าง

แม้ว่าการทำบอลลูนหัวใจจะสามารถดูแลให้ปลอดภัยได้ดี แต่ผู้ป่วยอาจพบว่าหลังทำบอลลูนหัวใจ ผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนก็มีให้พบได้ เช่น

  • มีอาการบวม ช้ำ หรือมีเลือดออกบริเวณที่เจาะหลอดเลือด (ข้อมือหรือขาหนีบ)
  • พบผลข้างเคียงการทำบอลลูนหัวใจจากสารทึบรังสี เช่น อาการแพ้ ผื่นคัน หรือส่งผลต่อการทำงานของไตชั่วคราว
  • ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบซ้ำ (Restenosis) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านการทานยาและการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
  • ความเสี่ยงเล็กน้อยในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันภายในขดลวดในช่วงแรกหลังทำ
     

อย่างไรก็ตาม หลายคนก็มักจะสงสัยว่าหลังผ่าตัดหัวใจ โอกาสรอดเยอะไหม คำตอบคือขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ วิธีการที่เลือกใช้สำหรับรักษาโรค และสุขภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน


บอลลูนหัวใจ รักษาโรคหลอดเลือดตีบแบบไม่ผ่าตัด ลดเสี่ยงโรคแทรกซ้อน

การรักษาด้วยบอลลูนหัวใจ เป็นพัฒนาการทางการแพทย์ที่ช่วยเปลี่ยนความเสี่ยงจากภาวะหลอดเลือดอุดตันให้กลายเป็นการรักษาที่จัดการได้โดยไม่ต้องเจ็บตัวมาก การเตรียมตัวที่ดีและการปฏิบัติตามวิธีการดูแลหลังทำบอลลูนหัวใจ จะช่วยให้อุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้หัวใจกลับมาแข็งแรงและพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ขึ้นอีกครั้ง

โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจโดยศูนย์หัวใจและหลอดเลือดที่มีมาตรฐาน โดยมีทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญการคอยดูแลในแต่ละขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัยด้วยวิธีการฉีดสี การทำบอลลูนขยายหลอดเลือด หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เป็นอยู่ มีคำถามว่าผ่าตัดหัวใจอันตรายไหม หรือหากต้องตรวจแบบฉีดสีหัวใจ พักฟื้นกี่วัน ฯลฯ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก Vibhavadi Hospital ตลอดเวลา


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบอลลูนหัวใจ

ทำบอลลูนหัวใจต้องพักฟื้นกี่วัน

สำหรับคำถามที่ว่าทำบอลลูนหัวใจพักฟื้นกี่วัน โดยปกติผู้ป่วยจะพักในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการประมาณ 1-2 วัน หากแผลแห้งสนิทและไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ และภายใน 1 สัปดาห์จะเริ่มทำงานที่ไม่ต้องใช้แรงมากได้ตามปกติ ต่างจากระยะเวลาฉีดสีหัวใจที่มักจะสั้นกว่าเล็กน้อยหากเป็นการฉีดสีเพื่อวินิจฉัยเพียงอย่างเดียว

ทำบอลลูนหัวใจอยู่ได้กี่ปี

บอลลูนหัวใจอยู่ได้กี่ปีนั้น คำตอบขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเป็นหลัก หากมีการรับประทานยาต้านเกล็ดเลือดอย่างสม่ำเสมอและควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวานและความดันโลหิตได้ดี ขดลวดและบอลลูนหัวใจที่ขยายไว้จะสามารถทำหน้าที่พยุงหลอดเลือดได้ยาวนานตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม การไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาจทำให้เกิดจุดตีบใหม่ในหลอดเลือดเส้นอื่นได้

ทำบอลลูนหัวใจ ห้ามกินอะไร

ผู้ที่ผ่านการรักษาด้วยบอลลูนหัวใจควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เนย กะทิ และอาหารแปรรูปต่าง ๆ รวมถึงของหมักดองและอาหารที่มีโซเดียมสูงเนื่องจากจะส่งผลต่อความดันโลหิต การลดน้ำตาลและของหวานก็มีความสำคัญเพื่อป้องกันการอักเสบของผนังหลอดเลือด ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการใส่บอลลูนหัวใจได้อย่างดี


References

รีวิวจากคนไข้

“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”

สอบถามรายละเอียดและนัดหมายล่วงหน้าที่

02-561-1111

02-058-1111


ทีมแพทย์บอลลูนหัวใจ รักษาโรคอะไรได้บ้าง? ทำบอลลูนหัวใจ พักฟื้นกี่วัน