หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจากอะไร ควรพบแพทย์เมื่อไร

หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจากอะไร

อาการหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดได้จากได้หลายสาเหตุ ทั้งจากปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นชั่วคราว และความผิดปกติภายในร่างกาย บางครั้งอาจรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้น เต้นแรงผิดปกติ หรือเต้นสะดุดเป็นจังหวะ ๆ แม้ไม่ได้ออกแรงหนัก

การทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงว่าหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้เกิดจากอะไรจึงมีความสำคัญ เพื่อแยกแยะว่าเป็นภาวะที่ไม่รุนแรง หรือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย เพื่อให้คุณดูแลสุขภาพหัวใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น


Key Takeaways

  • หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ความเครียด คาเฟอีน และปัจจัยภายใน เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น
  • อัตราการเต้นหัวใจปกติของผู้ใหญ่อยู่ที่ 60–100 ครั้งต่อนาที มากกว่า 100 ครั้งต่อนาทีถือว่าเริ่มเร็วผิดปกติ
  • หากหัวใจเต้นเร็วเกิน 120–150 ครั้งต่อนาทีร่วมกับเจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือหายใจลำบาก ควรพบแพทย์ทันที
  • การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมจนถึงการรักษาเฉพาะทางด้านหัวใจ

สารบัญบทความ


หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ อาการเป็นอย่างไร

อาการหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ชัดเจน หรือที่เรียกว่า Heart Palpitations คือ ภาวะที่เรารับรู้การเต้นของหัวใจตัวเองอย่างผิดปกติ เช่น รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง เต้นสะดุด หรือเต้นไม่เป็นจังหวะ ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงหนัก และมีชีพจรในระดับปกติ

โดยปกติ อัตราการเต้นของหัวใจปกติของผู้ใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 60 ถึง 100 ครั้งต่อนาที หากอัตราการเต้นมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที อาจเริ่มรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และหากเพิ่มสูงเกิน 150 ครั้งต่อนาที อาจทำให้เกิดอาการใจสั่น แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลียได้ ในบางกรณีที่รุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : อาการคนเป็นโรคหัวใจ) เดิมอยู่แล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้


หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจากอะไรได้บ้าง

หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจากอะไร

อาการหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจากทั้งปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นชั่วคราว และปัจจัยภายในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจหรือฮอร์โมน การแยกสาเหตุให้ชัดเจนจะช่วยประเมินความรุนแรงและแนวทางดูแลได้เหมาะสมมากขึ้น

ปัจจัยภายนอกที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้

  • ความเครียด วิตกกังวล ตื่นเต้น
  • พักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง หรือคาเฟอีนสูง
  • สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายหนัก
  • ยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำมูก ยากระตุ้นประสาท
     

ปัจจัยภายในที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้

  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)
  • ภาวะหัวใจเต้นเร็ว (Tachycardia)
  • โรคไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) 
  • ภาวะโลหิตจาง (Anemia)
  • ภาวะหัวใจโต (Cardiomegaly)
  • น้ำตาลในเลือดต่ำ 
  • ความดันโลหิตผิดปกติ
  • โรคหัวใจหรือโรคหัวใจล้มเหลว

อาการหัวใจเต้นเร็วแบบไหนที่ต้องพบแพทย์

บางครั้งอาการหัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดจังหวะอาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราว แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์โดยเร็ว ดังนั้น หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที 

  • ใจสั่นรุนแรง หรือหัวใจเต้นเร็วมากผิดปกติ
  • หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือเต้นสะดุดบ่อยครั้ง
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือหมดสติ
  • รู้สึกแน่นหน้าอก หรือเจ็บหน้าอก
  • หายใจลำบาก หรือหายใจไม่อิ่ม
  • เหงื่อออกมากผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุ
  • อ่อนเพลียมากผิดปกติ หรือรู้สึกหมดแรงเฉียบพลัน

วินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นเร็ว ทำได้อย่างไร

การวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นเร็วอย่างถูกต้องช่วยให้แพทย์สามารถระบุสาเหตุและประเมินความรุนแรงของอาการได้อย่างแม่นยำ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ดังนี้

  • การตรวจเบื้องต้น : การซักประวัติอาการอย่างละเอียด ตรวจชีพจรและความดันโลหิต การตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะโลหิตจาง ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ และเกลือแร่ในเลือด รวมถึงการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อประเมินอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ (อ่านต่อได้ที่ : ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ บอกอะไรได้บ้าง)
  • การตรวจด้านโครงสร้างและสมรรถภาพ : การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงของหัวใจ (Echocardiogram) เพื่อดูโครงสร้าง การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และการทำงานของลิ้นหัวใจ หรือการทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) เพื่อประเมินความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นขณะหัวใจทำงานหนัก
  • การวินิจฉัยขั้นสูง : ในกรณีที่สงสัยความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจหรือโครงสร้างภายใน อาจพิจารณาการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หัวใจ (CT Scan) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Cardiac Magnetic Resonance; CMR) หรือการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography; CAG) ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
  • การติดตามจังหวะหัวใจ : การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (24 Hours Ambulatory ECG Recording) ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อาจจะมีปัญหาใจสั่นผิดปกติเป็นครั้งคราว

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็ว

รักษาภาวะหัวใจเต้นเร็ว

การรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็วขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย บางกรณีอาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราวที่สามารถปรับพฤติกรรมแล้วดีขึ้นได้ แต่บางกรณีอาจต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างจริงจัง

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็วจากปัจจัยภายนอก

  • หลีกเลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และบุหรี่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ลดความเครียด ฝึกหายใจลึก ๆ หรือทำสมาธิ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ไม่หักโหม
  • ยารักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น ยารักษาไทรอยด์
     

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็วในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ

  • การฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Implantable Cardioverter-Defribrillators, ICD)
  • การจี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency Ablation; RFA)
  • ยาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
  • ยาควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ

หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจากหลายปัจจัย ควรใส่ใจสัญญาณจากร่างกายก่อนสายเกินไป

หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกอย่างความเครียดหรือคาเฟอีน หรือปัจจัยภายในอย่างภาวะหัวใจเต้นเร็ว ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือโรคหัวใจที่ต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง การสังเกตอาการของตนเองและเข้ารับการตรวจเมื่อมีสัญญาณผิดปกติ จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างทันท่วงที

โรงพยาบาลวิภาวดีให้ความสำคัญกับสุขภาพหัวใจของผู้ป่วยทุกคน หมอหัวใจประจำศูนย์หัวใจและหลอดเลือดพร้อมวางแผนการรักษาแบบรายบุคคล เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกจังหวะการเต้นของหัวใจได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและปลอดภัย รวมถึงตรวจหาความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบถึงสุขภาพหัวใจ โดยมีการตรวจสุขภาพหัวใจที่รวบรวมการตรวจพิเศษเฉพาะ เช่น หัวใจโต การตรวจโรคหัวใจ, ภาวะลิ้นหัวใจรั่ว, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, หัวใจวายเฉียบพลัน และอื่น ๆ ที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคน


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้

อาการหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ อันตรายไหม

โดยทั่วไป อาการหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ ที่เกิดจากปัจจัยชั่วคราวมักจะไม่เป็นอันตราย เช่น ความเครียด คาเฟอีน พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือออกกำลังกายหนัก และมักดีขึ้นเองเมื่อร่างกายได้พัก

หัวใจเต้นเร็วแค่ไหนถึงจะอันตราย

หากอัตราการเต้นมากกว่า 120 ถึง 150 ครั้งต่อนาทีขณะพัก โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน และไม่ลดลงเมื่อได้นั่งพัก อาจถือว่าเสี่ยงอันตรายและควรพบแพทย์ โดยเฉพาะหากมีอาการแน่นหน้าอก หน้ามืด หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย


References


บทความที่เกี่ยวข้อง