หัวใจโต อันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ รู้สาเหตุให้ชัดรักษาให้ถูก

หัวใจโต

ภาวะหัวใจโต มักถูกตรวจพบโดยการทำเอกซเรย์ทรวงอก ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้ว หัวใจโตไม่ใช่โรคโดยตัวของมันเอง แต่เป็นสัญญาณเตือนหรือพยาธิสภาพที่บ่งบอกว่าหัวใจกำลังทำงานหนักผิดปกติ หรือมีความเสียหายเกิดขึ้นกับโครงสร้างภายใน กล้ามเนื้อหัวใจอาจต้องขยายขนาดขึ้นเพื่อพยายามรักษาระดับการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เพียงพอ

การทำความเข้าใจว่าหัวใจโตเกิดจากอะไร โรคหัวใจโตมีวิธีรักษาหรือจัดการอย่างไรบ้าง เป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลวที่อาจตามมาในภายหลัง เพื่อการดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงในระยะยาว


Key Takeaways

  • หัวใจโต หรือ Cardiomegaly คือภาวะที่หัวใจมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ซึ่งแบ่งได้เป็นชนิดกล้ามเนื้อหนาตัวและห้องหัวใจขยายตัว
  • สาเหตุหลักของหัวใจโตมักมาจากโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และความผิดปกติของลิ้นหัวใจ
  • อาการหัวใจโตเบื้องต้นที่สังเกตได้คือ เหนื่อยง่าย ใจสั่น บวมตามร่างกาย และหายใจลำบากเมื่อนอนราบ
  • การวินิจฉัยด้วยการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) จะให้ข้อมูลการทำงานของหัวใจได้อย่างละเอียดและชัดเจน

สารบัญบทความ


ภาวะหัวใจโต คืออะไร

Cardiomegaly คือ

Cardiomegaly คือภาวะที่หัวใจมีขนาดใหญ่กว่าปกติเมื่อเทียบกับสัดส่วนร่างกาย ซึ่งไม่ใช่ลักษณะที่เกิดขึ้นเองแต่เป็นผลมาจากโรคหรือสภาวะบางอย่าง โดยในทางการแพทย์มักแบ่งลักษณะของหัวใจโตออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ ดังนี้

  • หัวใจโตจากกล้ามเนื้อหนาตัว (Hypertrophy) เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานหนักและบีบตัวแรงอย่างต่อเนื่องเพื่อสู้กับแรงต้าน เช่น ในกรณีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงหรือลิ้นหัวใจตีบ ทำให้ผนังหัวใจมีขนาดหนาขึ้น คล้ายกับกล้ามเนื้อของนักเพาะกายที่โตขึ้นจากการใช้งานหนัก
  • หัวใจโตจากห้องหัวใจขยายตัว (Dilatation) เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อมสภาพและบีบตัวได้ไม่ดี ทำให้มีเลือดคั่งค้างในห้องหัวใจปริมาณมากจนห้องหัวใจขยายขนาดกว้างขึ้นคล้ายลูกโป่งใส่น้ำ เช่นที่พบในภาวะ DCM คือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขยายตัวผิดปกติ (Dilated Cardiomyopathy)

ภาวะหัวใจโต เกิดจากอะไร

สาเหตุของหัวใจโตเกิดจากอะไรนั้นเป็นคำถามที่สำคัญ เพราะการทราบที่มาจะช่วยให้รักษาได้ถูกจุด โดยสาเหตุของโรคหัวใจที่ทำให้หัวใจโตมีปัจจัยหลักดังนี้

  • ภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ขาดการควบคุม ส่งผลให้หัวใจต้องบีบตัวแรงกว่าปกติ
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนตายจนหัวใจส่วนที่เหลือต้องขยายขนาดชดเชย
  • ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นหัวใจรั่วหรือลิ้นหัวใจตีบ ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่สมดุล
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส หรือการได้รับสารพิษ เช่น แอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • โรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะโลหิตจางรุนแรง หรือโรคความดันในหลอดเลือดปอดสูง

หัวใจโต อาการเป็นอย่างไร

ในระยะแรก อาการหัวใจโตอาจไม่แสดงออกมาอย่างชัดเจนจนกว่าขนาดของหัวใจจะเปลี่ยนไปมากหรือการทำงานเริ่มลดลง และโดยทั่วไป มักจะมีลักษณะคล้ายอาการคนเป็นโรคหัวใจ ซึ่งที่พบบ่อยมักเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของกล้ามเนื้อหัวใจ อาการที่สังเกตได้มีดังนี้

  • มีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้จะทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย หรือรู้สึกหอบเหนื่อยขณะออกกำลังกาย โดยการหายใจเหนื่อยเกิดจากอะไรนั้น กรณีนี้มักเกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่ดีพอ ทำให้น้ำคั่งในปอดนั่นเอง
  • หายใจลำบากเมื่อนอนราบ (Orthopnea) อาจต้องลุกขึ้นมานั่งหอบในตอนกลางคืน
  • มีอาการบวมบริเวณปลายเท้า ข้อเท้า และขาทั้งสองข้าง รวมถึงอาจมีอาการท้องอืดจากตับโตและมีน้ำในช่องท้อง
  • หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือการที่หัวใจต้องบีบตัวแรงกว่าปกติเพื่อชดเชยการทำงานที่ลดลง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในอก ใจสั่น หรือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร่วมด้วย
  • วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หรืออาจถึงขั้นหมดสติหากหัวใจบีบเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน

ภาวะหัวใจโต อันตรายไหม

หลายคนกังวลว่าโรคหัวใจโตอันตรายไหม ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ แต่ตามปกติแล้วถือว่ามีความเสี่ยงสูงหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา โดยหัวใจโตอันตรายไหมนั้น พิจารณาได้จากภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • การเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ เลือดที่คั่งค้างจากการบีบตัวไม่ดีอาจกลายเป็นลิ่มเลือดและหลุดไปอุดตันในหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดอัมพฤกษ์อัมพาต
  • หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน โครงสร้างหัวใจที่ผิดปกติส่งผลต่อระบบไฟฟ้าหัวใจ ทำให้เกิดการเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงจนเสียชีวิตได้
  • เสียงฟู่ในหัวใจ (Heart Murmurs) ลิ้นหัวใจอาจปิดไม่สนิทจากการที่ห้องหัวใจขยายตัวมากเกินไป

ใครเสี่ยงมีภาวะหัวใจโตบ้าง

หัวใจโตเกิดจากอะไร

กลุ่มบุคคลที่ควรเข้ารับการตรวจหัวใจเพื่อเฝ้าระวังภาวะนี้ ได้แก่

  • ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความเสื่อมของระบบหลอดเลือดและโรคหัวใจ
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หรือมีญาติสายตรงเสียชีวิตกะทันหันจากความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่อายุน้อย
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่จัด ดื่มสุราเป็นประจำ หรือมีการใช้สารเสพติดบางชนิด
  • ผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดหัวใจ หรือเคยมีภาวะหัวใจตีบมาก่อน
  • ผู้สูงอายุที่ร่างกายเสื่อมสภาพตามวัย ซึ่งมักต้องการความละเอียดในการคัดกรองผ่านการฉีดสีหัวใจในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในกรณีที่สงสัยว่ามีโรคหลอดเลือดร่วมด้วย

วินิจฉัยภาวะหัวใจโต

การวินิจฉัยหัวใจโตที่แม่นยำมีความสำคัญมากในการวางแผนรักษา แพทย์มักเริ่มต้นด้วยการเอกซเรย์หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อประเมินจังหวะการเต้นของหัวใจและหาสัญญาณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ผิดปกติไป 

แต่อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีก็ยังไม่สามารถทราบได้อย่างละเอียดว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจบอกอะไรได้บ้างที่เชื่อมโยงกับภาวะหัวใจโต ดังนั้น การตรวจอย่างละเอียดด้วยการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงหรือ Echocardiography (อัลตราซาวนด์หัวใจ) ซึ่งเครื่องจะส่งคลื่นเสียงสะท้อนกลับมาสร้างภาพให้เห็นการทำงานของลิ้นหัวใจ ผนังกล้ามเนื้อ และวัดขนาดห้องหัวใจได้อย่างแม่นยำ จึงจะช่วยให้แพทย์ประเมินความสามารถในการบีบตัวของหัวใจได้ชัดเจนกว่าการตรวจหัวใจทั่ว ๆ ไป


การรักษาภาวะหัวใจโต

โรคหัวใจโต วิธีรักษาหลักคือการรักษาตามสาเหตุที่ทำให้หัวใจโต เช่น การควบคุมความดันโลหิตด้วยยา การผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจ หรือการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว แม้ขนาดของหัวใจอาจไม่เล็กลงอย่างชัดเจนในการเอกซเรย์สำหรับผู้ป่วยบางราย แต่การรักษาที่ถูกต้องจะช่วยชะลอไม่ให้หัวใจโตขึ้นและป้องกันการเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวในระยะยาว


ป้องกันภาวะหัวใจโตได้อย่างไร

การป้องกันภาวะหัวใจโต เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เพื่อลดภาระการทำงานของหัวใจ ผู้ป่วยควรควบคุมระดับความดันโลหิตและไขมันให้คงที่ ลดการบริโภคโซเดียมและแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพและคัดกรองความเสี่ยงของระบบหัวใจเป็นประจำจะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


หัวใจโต รักษาได้ เพียงรู้สาเหตุและทำความเข้าใจโรคหัวใจโตให้ดี

ภาวะหัวใจโต หากตรวจพบสาเหตุตั้งต้นและได้รับการรักษาอย่างถูกจุด ผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยาวนานได้ การทำความเข้าใจพยาธิสภาพของโรคหัวใจโตจะช่วยให้ผู้ป่วยและญาติรับมือกับโรคได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะวิกฤตที่อาจส่งผลต่อชีวิต

โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้การดูแลผู้ป่วยโดยหมอหัวใจประจำศูนย์หัวใจและหลอดเลือด พร้อมเครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัย เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเอกซเรย์หัวใจ ฯลฯ หากมีข้อสงสัยว่าตนเองมีอาการคล้ายภาวะหัวใจโตไหม หรือไม่มั่นใจหากต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจ โอกาสรอดจะสูงแค่ไหน สามารถติดต่อโรงพยาบาลวิภาวดีได้ทันที


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหัวใจโต

โรคหัวใจโต ห้ามกินอะไรบ้าง?

ผู้ที่มีภาวะหัวใจโต ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่โรคหัวใจห้ามกิน ได้แก่ อาหารที่มีโซเดียมสูง (ของหมักดอง, ผงชูรส, อาหารกระป๋อง) เพราะจะทำให้ร่างกายคั่งน้ำและหัวใจทำงานหนักขึ้น รวมถึงควรเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจเพิ่มเติม

โรคหัวใจ ห้ามดื่มน้ำเยอะจริงหรือไม่?

ในกรณีที่หัวใจโตนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว แพทย์อาจแนะนำให้มีการจำกัดปริมาณน้ำดื่มตามที่แพทย์สั่งในแต่ละวัน (มักไม่เกิน 1-1.5 ลิตร) เพื่อป้องกันภาวะน้ำท่วมปอดและลดภาระของหัวใจในการสูบฉีดของเหลวที่มากเกินไปในระบบไหลเวียน

โรคหัวใจโต มีโอกาสหายไหม?

โอกาสในการหายขาดขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากภาวะนี้เกิดจากปัจจัยที่สามารถแก้ไขได้ เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะโลหิตจาง หรือความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มแรก การรักษาที่ถูกจุดอาจช่วยให้ขนาดหัวใจกลับมาใกล้เคียงปกติได้ แต่หากเกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือขยายตัวมานานจนโครงสร้างเปลี่ยนไปถาวร เป้าหมายหลักจะเป็นการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้โตเพิ่มขึ้นและประคองการทำงานของหัวใจให้ดี


References



แพทย์ผู้ดูแล

นพ. เสมชัย เพาะบุญ

นัดหมายเเพทย์

นพ. เสมชัย เพาะบุญ

โรคหัวใจ
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคหัวใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง