HPV คืออะไร? รู้จักสาเหตุ อาการ การรักษา และวิธีป้องกัน

  • HPV คือเป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง หรือเพศสัมพันธ์ พบได้ทั้งในเพศหญิงและชาย โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ช่องปาก หรือลำคอ เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ชนิดของเชื้อ HPV แบ่งเป็น 2 ชนิดคือกลุ่มความเสี่ยงต่ำและกลุ่มความเสี่ยงสูง
  • HPV ติดต่อได้ผ่านการสัมผัสผิวหนังหรือการมีเพศสัมพันธ์ทุกช่องทาง รอยขีดข่วนหรือสิ่งของปนเปื้อน และแม่สามารถแพร่เชื้อสู่ลูกระหว่างคลอด
  • ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไวรัส HPV รวมถึงป้องกันอาการที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์เสี่ยงสูงได้ เช่น มะเร็งปากมดลูก หูดหงอนไก่

 

HPV เป็นหนึ่งในเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด แต่กลับเป็นโรคที่หลายคน “ติดโดยไม่รู้ตัว” เพราะมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทั้งที่บางสายพันธุ์สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ HPV อย่างถูกต้องตั้งแต่สาเหตุ การติดต่อ อาการ การตรวจวินิจฉัย วิธีรักษา และการป้องกันที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้คุณดูแลตัวเองและคนที่คุณรักได้อย่างถูกต้องและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ชีวิต

 

HPV คืออะไร?

 

HPV คืออะไร?

หากสงสัยว่า HPV (Human Papillomavirus) คือโรคอะไร? จริงๆ แล้วเป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง หรือการมีเพศสัมพันธ์ พบได้บ่อยทั้งในเพศหญิงและชาย โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ช่องปาก หรือลำคอ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้มากที่สุด โดยมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสายพันธุ์เสี่ยงก่อโรคมะเร็งและอาการรุนแรงอื่นๆ 

 

นอกจากนี้ เชื้อไวรัส HPV มักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ติดเชื้อแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว และหากปล่อยไว้นานๆ เชื้ออาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ในภายหลัง

เชื้อ HPV มีกี่ชนิด?

เชื้อ HPV ปัจจุบันพบแล้ว มากกว่า 200 ชนิด และสามารถแบ่งตามระดับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้หลักๆ ดังนี้

 

1.กลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low-risk HPV)

เป็นเชื้อที่ ไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิดความผิดปกติของผิวหนังและเยื่อบุ เช่น 

  • หูดที่อวัยวะเพศ

  • หูดที่ผิวหนังทั่วไป

ชนิดที่พบบ่อย ได้แก่ HPV 6 และ HPV 11 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของหูดหงอนไก่ แม้จะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถติดต่อได้ง่ายและกลับมาเป็นซ้ำได้

 

2.กลุ่มความเสี่ยงสูง (High-risk HPV)

เป็นเชื้อที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิด มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งอื่นๆ เช่น มะเร็งทวารหนัก ช่องคลอด ปาก และลำคอ ชนิดที่พบได้บ่อย ได้แก่ HPV 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 โดยเฉพาะ HPV 16 และ 18 เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่

 

HPV สาเหตุการติดเชื้อมาจากอะไรบ้าง?

โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV มีสาเหตุได้ทั้งการมีเพศสัมพันธ์ รอยแผล หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนจากผู้ติดเชื้อ มาดูกันว่านอกจาก HVP ติดต่อได้อย่างไรแล้ว ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง

HPV ติดต่อได้อย่างไร?

ไวรัส HPV สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสผิวหนังหรือการมีเพศสัมพันธ์ทุกช่องทาง แม้จะมีคู่นอนเพียงคนเดียวก็สามารถติดเชื้อได้ผ่านรอยขีดข่วนหรือสิ่งของปนเปื้อน รวมถึงแม่ที่ติดเชื้อ HPV ยังสามารถแพร่เชื้อสู่ลูกระหว่างคลอดได้

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงติดเชื้อ HPV

  • ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยทั้งชายและหญิง
  • เด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะในช่วงวัยเจริญพันธุ์ มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย และไม่ได้ป้องกัน
  • ผู้ที่มีแผลตามผิวหนัง รวมถึงผู้ที่มีรอยขีดข่วนต่างๆ
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ใช้ยากดภูมิ
  • ผู้ที่สัมผัสเชื้อโดยตรง เช่น สัมผัสหูดหรือสิ่งของปนเปื้อนโดยไม่ป้องกัน
  • ผู้ใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับผู้อื่น เช่น ห้องอาบน้ำสาธารณะ หรือสระว่ายน้ำ
  • ผู้ที่ไม่สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ผู้ที่มีประวัติตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อย

 

HPV อาการเป็นอย่างไร?

 

HPV อาการเป็นอย่างไร?

ผู้ติดเชื้อ HPV จำนวนมากมักไม่แสดงอาการใดๆ และร่างกายสามารถกำจัดเชื้อนี้ได้เองภายใน 1-2 ปี โดยจะเริ่มแสดงอาการที่สังเกตได้ ดังนี้

 

  • เกิดหูดที่ผิวหนังหรืออวัยวะเพศ
  • มีตกขาวผิดปกติ
  • มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด
  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดท้องน้อยหรือปวดเชิงกรานเรื้อรัง
  • น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • องคชาตผิดปกติ เช่น มีก้อนหรือแผลโดยไม่รู้ตัว
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต หรือคันร่วมด้วยในผู้ชาย

 

โรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV มีอะไรบ้าง?

โรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV มีหลายอาการ ไม่ว่าจะเป็นหูดตามร่างกาย ไปจนถึงมะเร็งชนิดต่างๆ ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับไวรัสชนิดนี้ มีดังนี้

มะเร็งปากมดลูก

ในประเทศไทย มะเร็งปากมดลูกยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ มีผู้หญิงไทยเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 7 คนต่อวัน เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทยช่วงอายุ 35-50 ปี สาเหตุหลักมักมาจากการตรวจพบในระยะลุกลาม ทำให้การรักษาซับซ้อนและโอกาสหายลดลง ในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการแต่ตรวจพบได้จากการทำ Pap Smear หากเข้าสู่ระยะลุกลามจะมีอาการตกขาวผิดปกติ มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือปัสสาวะเป็นเลือด และอาจกระจายไปยังอวัยวะอื่นได้

 

การรักษามีทั้งการผ่าตัดในระยะแรก และการใช้รังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัดในระยะลุกลาม ทั้งนี้โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอน ใช้ถุงยางอนามัย และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้วควรเข้ารับการตรวจ Pap Smear อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อค้นหาเซลล์ผิดปกติตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง

มะเร็งชนิดอื่นที่สัมพันธ์กับ HPV

  • มะเร็งทวารหนัก
  • มะเร็งช่องคลอด
  • มะเร็งปากช่องคลอด
  • มะเร็งองคชาต
  • มะเร็งช่องปาก / ลำคอ

การตรวจวินิจฉัย HPV

  1. การตรวจคัดกรองปากมดลูก (Pap smear)
  2. การตรวจหาเชื้อ HPV DNA (HPV test)
  3. การตรวจร่วม Pap smear และ HPV test (Co-testing)
  4. การส่องกล้องตรวจปากมดลูก (Colposcopy)
  5. การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ (Biopsy)
  6. การตรวจรอยโรคหรือหูดโดยแพทย์

แนวทางการรักษา HPV

  1. เฝ้าติดตามอาการและตรวจคัดกรองตามแพทย์นัด เช่น Pap Smear หรือ HPV DNA test เพื่อตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ตั้งแต่ระยะแรก
  2. รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ดูแลความสะอาดของร่างกายและอวัยวะเพศ ลดการอับชื้นและการติดเชื้อแทรกซ้อน
  3. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ แม้ไม่สามารถป้องกันได้ 100%
  4. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
  5. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  6. งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เพราะบุหรี่และแอลกอฮอล์ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง
  7. หลีกเลี่ยงการแกะหรือทำลายหูดด้วยตนเอง อาจทำให้ติดเชื้อเพิ่ม แผลลุกลาม และแพร่เชื้อไปยังบริเวณอื่น
  8. ฉีดวัคซีน HPV (หากยังไม่เคยฉีด) แม้เคยติดเชื้อแล้ว วัคซีนยังช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยได้รับ และลดความเสี่ยงในอนาคต

 

วิธีดูแลตัวเองเมื่อติดเชื้อ HPV

 

วิธีดูแลตัวเองเมื่อติดเชื้อ HPV

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด เข้ารับการตรวจและรักษาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติของเซลล์และอาการแทรกซ้อน
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ดูแลความสะอาดของร่างกายและอวัยวะเพศ หลีกเลี่ยงความอับชื้น และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากมีแผลหรือหูด
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และลดความเครียด
  • งดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เชื้อรุนแรงขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์จัด และพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด สังเกตความผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติ แผลเรื้อรัง หรือก้อนผิดปกติ และรีบพบแพทย์ทันที
  • พิจารณาการฉีดวัคซีน HPV หากยังไม่เคยฉีด วัคซีนสามารถช่วยป้องกันสายพันธุ์เสี่ยงอื่น และลดความเสี่ยงของโรคในอนาคต

การป้องกันโรค HPV

  • ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดความเสี่ยงจากสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งและสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดหูด ควรฉีดตั้งแต่อายุยังน้อยหรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ แต่ผู้ใหญ่ก็ยังสามารถฉีดได้
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อ แม้ไม่สามารถป้องกันได้ 100%
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หลายคู่นอน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ลดโอกาสสัมผัสเชื้อ HPV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
  • ตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ผู้หญิงควรตรวจ Pap Smear หรือ HPV DNA test ตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อค้นหาความผิดปกติแต่เนิ่นๆ
  • งดสูบบุหรี่และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง บุหรี่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการเกิดมะเร็ง
  • รักษาความสะอาดอวัยวะเพศอย่างเหมาะสม ดูแลความสะอาด ไม่อับชื้น และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสรอยโรคหรือหูดโดยตรง เพื่อลดการแพร่เชื้อไปยังตนเองและผู้อื่น

 

ตรวจพบเชื้อ HPV ควรทำอย่างไร?

 

ตรวจพบเชื้อ HPV ควรทำอย่างไร?

หากตรวจพบเชื้อ HPV ควรปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษา โดยปกติแพทย์จะแนะนำให้ตรวจ Pap Smear เพิ่มเติมเพื่อหาความผิดปกติของเซลล์ หากพบว่าเป็นสายพันธุ์เสี่ยงสูงอาจต้องตรวจติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หรือส่องกล้องขยาย (Colposcopy) และอาจใช้วิธีรักษาอย่างการจี้เย็น (Cryotherapy) หรือการตัดชิ้นเนื้อ (LEEP) ในกรณีที่พบรอยโรคก่อนมะเร็ง แต่ถ้าติดเชื้อที่ไม่มีอาการมักจะสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ

ติดเชื้อ HPV หายไหม?

ร่างกายที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงมักจะกำจัดเชื้อ HPV ได้เองภายใน 1-2 ปี แต่หากเชื้อยังคงอยู่และเป็นสายพันธุ์เสี่ยงสูง อาจพัฒนาไปสู่โรคหูดหรือมะเร็งปากมดลูก ซึ่งต้องรักษาตามอาการ เช่น การตัดหูดหรือรักษาเซลล์ที่ผิดปกติ ถ้าเคยเป็นและหายแล้วก็ยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้อีก

HPV ในผู้ชายมีไหม?

ผู้ชายสามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นกัน โดยส่วนใหญ่มักได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเชื้อนี้อาจก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ หรือพัฒนากลายเป็นมะเร็งในอนาคตได้ เช่น มะเร็งทวารหนัก รวมถึงมะเร็งในช่องปากและลำคอ

 

การฉีดวัคซีน HPV หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกคืออะไร

 

การฉีดวัคซีน HPV หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกคืออะไร

วัคซีน HPV เป็นวัคซีนที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไวรัส HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่ก่อมะเร็งได้ถึง 70% นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันมะเร็งทวารหนัก ช่องปาก อวัยวะเพศ และโรคหูดหงอนไก่ได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง

 

การฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีป้องกันอาการที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์เสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป เข็มแรกเลือกวันที่สะดวก เข็มที่สองฉีดหลังจากเข็มแรกประมาณ 2 เดือน ส่วนเข็มสามจะฉีดหลังจากเข็มแรกผ่านไป 6 เดือน โดยฉีดตั้งแต่อายุน้อย และไม่เคยมีเพศสัมพันธ์จะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า

ชนิดของวัคซีน HPV

  • วัคซีน 2 สายพันธุ์ (Bivalent, Cervarix®) ครอบคลุมสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก
  • วัคซีน 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent, Gardasil®) ป้องกันสายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 
  • วัคซีน 9 สายพันธุ์ (Nonavalent, Gardasil 9®) ป้องกันครอบคลุมสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 90% และมะเร็งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ตรวจคัดกรอง หรือ ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

เชื้อ HPV เป็นสาเหตุสำคัญที่คร่าชีวิตผู้หญิงไปเป็นจำนวนมาก การตรวจคัดกรอง หรือฉีดวัคซีนจึงเป็นการป้องกัน HPV ที่มีประสิทธิภาพ ที่แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมดูแลด้วยบริการที่จริงใจ ด้วยแพทย์ผู้ชำนาญการที่เข้าใจปัญหา ให้คำปรึกษา ตรวจวินิจฉัย วิธีดูแลตัวเองเมื่อติดเชื้อ HPV และรักษาอย่างตรงจุดด้วยอุปกรณ์ทันสมัย ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างแม่นยำ

สรุป

เชื้อ HPV คือไวรัสติดต่อผ่านการสัมผัสหรือเพศสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดโรคหูดและมะเร็งหลายชนิดทั้งในชายและหญิง โดยเฉพาะสายพันธุ์เสี่ยงสูง 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก แม้ร่างกายจะกำจัดเชื้อเองได้ในบางรายแต่หากติดเชื้อเรื้อรังมักไม่แสดงอาการในช่วงแรก จึงต้องอาศัยการตรวจคัดกรองอย่าง Pap Smear เพื่อวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที

 

หากตรวจพบควรปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการลุกลาม การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการฉีดวัคซีน HPV โดยควรฉีดตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไปควบคู่กับการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยง สำหรับใครที่ต้องการตรวจคัดกรองหรือฉีดวัคซีน HPV ที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมด้วยแพทย์และอุปกรณ์ทันสมัย สามารถทำการรักษา ตรวจวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้สุขภาพดีอย่างมั่นใจ และแข็งแรง


FAQ

HPV ติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังโดยตรงกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะทางเพศสัมพันธ์ทุกช่องทาง รวมถึงการสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศหรือหูดตามผิวหนัง นอกจากนี้ยังสามารถแพร่เชื้อผ่านการใช้สิ่งของปนเปื้อนร่วมกัน และส่งต่อจากแม่สู่ลูกได้ในขณะคลอด

การติดเชื้อ HPV ไม่มีระยะของไวรัสโดยเฉพาะ แต่หากเชื้อพัฒนาจนก่อโรคจะแบ่งความรุนแรงออกเป็น ระยะก่อนมะเร็ง (พบเซลล์ผิดปกติ) และระยะมะเร็งปากมดลูก ซึ่งแบ่งเป็น 4 ระยะ (ระยะที่ 1-4) ตามการแพร่กระจายของโรค

เชื้อ HPV มีความอันตรายเนื่องจากมีหลายสายพันธุ์ที่ก่อโรคได้หลากหลาย ตั้งแต่โรคหูดหงอนไก่ไปจนถึงมะเร็งชนิดต่างๆ ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก มะเร็งองคชาต รวมถึงมะเร็งในช่องปากและลำคอ

การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 1-2 ปี หากมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง แต่หากเชื้อยังคงอยู่เป็นเวลานานโดยเฉพาะสายพันธุ์เสี่ยงสูง อาจนำไปสู่การเกิดหูดหรือพัฒนาเป็นเซลล์ผิดปกติจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

ติดเชื้อ HPV ควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และบุหรี่ เนื้อแดงเนื้อแปรรูป อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียมหรือทอดซ้ำ อาหารหมักดอง อาหารรสจัด ไขมันสูง และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง

สายพันธุ์ HPV ที่อันตรายและเสี่ยงก่อมะเร็งสูงที่สุดคือ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก รวมถึงมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งในช่องปากและลำคอ

ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจคัดกรองเชื้อ HPV ที่เป็นมาตรฐานสำหรับผู้ชายทุกคน แต่แนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือเริ่มมีอาการผิดปกติเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและติดตามอาการเป็นกรณีไป

ผู้ที่ติดเชื้อ HPV ยังคงมีเพศสัมพันธ์ได้แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะสามารถแพร่เชื้อสู่คู่นอนได้แม้ไม่แสดงอาการ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแนวทางปฏิบัติเพิ่มความปลอดภัย เช่น ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์อื่นๆ


แพทย์ผู้ดูแล

นพ. มนัส สุรทานต์นนท์

นัดหมายเเพทย์

นพ. มนัส สุรทานต์นนท์

สูติ-นรีเวช
สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา

บทความที่เกี่ยวข้อง