.webp)
อาการคล้ายมะเร็งลำไส้ อาจเริ่มต้นจากความผิดปกติของระบบขับถ่ายที่หลายคนมองข้าม เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย ปวดท้องเรื้อรัง หรือการถ่ายเป็นเลือด ซึ่งเป็นอาการที่คล้ายคลึงกับโรคทางเดินอาหารอื่น ๆ แต่หากความผิดปกตินี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งลำไส้ได้
การตระหนักถึงมะเร็งลำไส้ อาการระยะแรกและระยะอื่น ๆ จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะช่วยให้โอกาสในการรักษาประสบความสำเร็จได้มากขึ้น โรงพยาบาลวิภาวดีจะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของอาการมะเร็งลำไส้ระยะแรกว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้สังเกตตนเองและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้เร็วยิ่งขึ้น
Key Takeaways
- อาการคล้ายมะเร็งลำไส้ที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระลีบเล็ก และการมีเลือดปนในอุจจาระ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งลำไส้ระยะแรก
- ระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มี 5 ระยะ การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (ระยะ 1) มีอัตราการรักษาหายสูง ก่อนที่โรคจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง (ระยะ 3) หรืออวัยวะอื่น ๆ (ระยะ 4)
- วิธีการรักษามะเร็งลำไส้หลัก ๆ คือการผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ โดยอาจเป็นแบบผ่าตัดส่องกล้อง หรือเปิดช่องท้อง ร่วมกับการให้เคมีบำบัด หรือการฉายรังสี ขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรงของโรค
สารบัญบทความ
มะเร็งลำไส้ คืออะไร
มะเร็งลำไส้ (Colorectal Cancer) คือเนื้องอกร้ายที่พัฒนามาจากเซลล์เยื่อบุผิวภายในผนังของลำไส้ใหญ่ (Colon) และทวารหนัก (Rectum) โดยส่วนใหญ่มักมีจุดเริ่มต้นจากติ่งเนื้อธรรมดา (Polyp) ที่เจริญเติบโตอย่างผิดปกติและใช้เวลานานหลายปีในการกลายเป็นมะเร็ง
มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นหนึ่งในชนิดของมะเร็งที่พบมากทั่วโลกในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดก้อนเนื้อที่ขัดขวางการทำงานของลำไส้และอาจลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง หรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายผ่านระบบน้ำเหลืองและกระแสเลือดได้
อาการเตือนมะเร็งลำไส้ มีอะไรบ้าง
.webp)
มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการระยะแรกมักไม่ชัดเจน แต่เมื่อก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือลุกลาม อาจเริ่มมีอาการคล้ายมะเร็งลำไส้ ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน
1. อาการถ่ายอุจจาระผิดปกติ
เป็นการเปลี่ยนแปลงของลักษณะการขับถ่ายที่เกิดขึ้นนานกว่า 2-4 สัปดาห์ เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย ลักษณะอุจจาระลีบเล็ก หรือมีอาการปวดเบ่งคล้ายถ่ายไม่สุด แม้จะถ่ายอุจจาระเสร็จแล้วก็ตาม
2. อุจจาระมีเลือดปน
การมีเลือดออกทางทวารหนักเป็นสัญญาณสำคัญ เลือดอาจมีสีแดงสด (ถ้ามะเร็งอยู่ใกล้ทวารหนัก) หรือมีสีคล้ำปนอยู่ในอุจจาระ (ถ้ามะเร็งอยู่ในลำไส้ใหญ่ส่วนลึก) บางครั้งอาจมีมูกเลือดปนด้วย นับเป็นอาการคล้ายมะเร็งลำไส้ที่ค่อนข้างชัดเจนมาก
3. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ผู้ป่วยอาจมีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วและไม่ตั้งใจร่วมกับอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มะเร็งใช้พลังงานจากร่างกาย และการเสียเลือดเรื้อรังจากก้อนเนื้อในลำไส้ เป็นสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่อาการระยะแยกที่หลายคนมักจะมองข้าม
4. ปวดท้อง หรือรู้สึกระคายเคืองในช่องท้อง
อาการปวดท้องส่วนล่างหรือปวดท้องน้อยอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือเป็น ๆ หาย ๆ นอกจากนี้ มะเร็งลำไส้เล็ก อาการระยะแรกอาจทำให้รู้สึกปวดบริเวณกลางท้องร่วมด้วย
ใครเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้บ้าง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการคล้ายมะเร็งลำไส้ และพัฒนาไปเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อาการระยะแรกหรืออื่น ๆ นั้น มีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น
- ประวัติครอบครัว การมีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งลำไส้เพิ่มความเสี่ยงสูง
- อายุที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังอายุ 50 ปี
- การบริโภคอาหาร รับประทานเนื้อแดง เนื้อติดมัน และเนื้อแปรรูปในปริมาณมาก และขาดใยอาหาร
- ภาวะอ้วนและขาดการออกกำลังกาย มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดมะเร็งหลายชนิดรวมถึงมะเร็งลำไส้
- การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ พฤติกรรมเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเซลล์มะเร็ง
มะเร็งลำไส้ มีกี่ระยะ
.webp)
การทราบระยะของมะเร็งลำไส้มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษา โดยแบ่งเป็น 5 ระยะหลัก ๆ ดังนี้
- ระยะที่ 0 เป็นระยะเริ่มต้นที่พบเซลล์มะเร็งเฉพาะในชั้นเยื่อบุผิวของลำไส้เท่านั้น ยังไม่ลุกลามไปยังชั้นอื่น ๆ ของผนังลำไส้
- ระยะที่ 1 มะเร็งได้เจริญเติบโตและทะลุผ่านชั้นเยื่อบุผิวไปยังชั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้แล้ว แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง
- ระยะที่ 2 มะเร็งได้ทะลุผ่านผนังลำไส้ทั้งหมดไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงแล้ว แต่ยังไม่พบการแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง
- ระยะที่ 3 มะเร็งได้แพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงลำไส้ใหญ่แล้ว แต่อาจยังไม่แพร่กระจายไปอวัยวะไกล ๆ
- ระยะที่ 4 เป็นระยะสุดท้ายที่มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไปแล้ว เช่น ตับ ปอด หรือเยื่อบุช่องท้อง
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ ทำได้อย่างไร
หากสงสัยว่ามีอาการคล้ายมะเร็งลำไส้ หรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้ชำนาญการในทันที โดยวิธีการตรวจมีหลายวิธี เช่น
- การตรวจเลือดในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test หรือ FOBT) เป็นการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เพื่อหาปริมาณเลือดที่ซ่อนอยู่ในอุจจาระ ซึ่งมักเกิดจากก้อนเนื้อหรือติ่งเนื้อที่อาจนำไปสู่มะเร็งลำไส้ระยะแรก
- การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นมาตรฐานของในการวินิจฉัยโรค โดยการใช้กล้องที่มีความยืดหยุ่นสอดเข้าไปในลำไส้ใหญ่เพื่อตรวจดูความผิดปกติ หากพบติ่งเนื้อสามารถตัดออกได้ทันที ควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เตรียมตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- การตรวจ CT Scan หรือ MRI ใช้เพื่อประเมินระยะการลุกลามของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่น ๆ ก่อนเริ่มการรักษา
การรักษามะเร็งลำไส้ ทำได้อย่างไรบ้าง
.webp)
แนวทางการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ตำแหน่งของก้อนเนื้อ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยวิธีรักษามีดังนี้
- การผ่าตัด เป็นการรักษาหลักสำหรับมะเร็งลำไส้ระยะแรกถึงระยะ 3 โดยมีเป้าหมายเพื่อนำส่วนของลำไส้ที่มีก้อนมะเร็งออก การผ่าตัดสามารถทำได้ทั้งแบบเปิดหน้าท้อง หรือแบบผ่าตัดส่องกล้อง (Minimally Invasive Surgery)
- เคมีบำบัด (Chemotherapy) ใช้ยาเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง อาจใช้เสริมหลังการผ่าตัดเพื่อลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ หรือใช้ในการรักษาผู้ป่วยในระยะลุกลาม
- การฉายรังสี (Radiation Therapy) ใช้รังสีพลังงานสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง มักใช้รักษามะเร็งบริเวณทวารหนัก (Rectal Cancer) ก่อนหรือหลังการผ่าตัด
- การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) และภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการรักษาที่จำเพาะเจาะจงกับเซลล์มะเร็งมากขึ้น มักใช้ในผู้ป่วยระยะลุกลามหรือผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนบางชนิด
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ ดูแลตัวเองหลังการรักษาอย่างไร
หลังการรักษา ผู้ป่วยต้องให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองเพื่อฟื้นฟูร่างกายและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค ดังนี้
- การติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ต้องเข้ารับการตรวจติดตามผลตามนัดหมายของแพทย์อย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจรวมถึงการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ซ้ำ และการตรวจเลือดเพื่อดูค่าบ่งชี้มะเร็ง
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เน้นอาหารที่มีใยอาหารสูง ผัก ผลไม้ ลดปริมาณเนื้อแดง เนื้อแปรรูป และเพิ่มการดื่มน้ำ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยส่งเสริมการทำงานของลำไส้และรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
แนวทางป้องกันมะเร็งลำไส้ ทำได้อย่างไร
การป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีประสิทธิภาพอย่างมากเมื่อเริ่มดำเนินการตั้งแต่ยังไม่มีอาการคล้ายมะเร็งลำไส้ โดยสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- การตรวจคัดกรอง ควรเริ่มส่องกล้องลำไส้ใหญ่ราคาที่เหมาะสมหรือการตรวจคัดกรองอื่น ๆ ตั้งแต่อายุ 50 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากมีประวัติครอบครัวเสี่ยงสูง
- บริโภคผักผลไม้และใยอาหาร เพิ่มการบริโภคใยอาหารและธัญพืชเต็มเมล็ดเพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ควบคุมน้ำหนักตัวและออกกำลังกาย รักษาน้ำหนักตัวในเกณฑ์ที่เหมาะสม และออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน
อาการคล้ายมะเร็งลำไส้ ตรวจเช็กก่อนสาย รักษาได้ทัน
อาการคล้ายมะเร็งลำไส้ อาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายส่งออกมาเพื่อให้เราสามารถสังเกตตัวเองได้ทัน การตรวจคัดกรองตั้งแต่มะเร็งลำไส้ระยะแรกคือโอกาสที่ดีอย่างยิ่งในการรักษาให้หายขาด โรงพยาบาลวิภาวดีมีแผนกศัลยกรรม และทีมหมอศัลยกรรม เฉพาะทางด้านทางเดินอาหารที่พร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคอย่างละเอียด ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและกระบวนการรักษาตามมาตรฐานโรงพยาบาล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคล้ายมะเร็งลำไส้
มะเร็งลำไส้ปวดท้องแบบไหน
ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้องแบบปวดบิดเป็นพัก ๆ หรือปวดท้องหน่วง ๆ ร่วมกับอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือปวดแบบจุกเสียด โดยเฉพาะบริเวณท้องส่วนล่างหรือในตำแหน่งที่ก้อนมะเร็งอยู่ และอาการปวดมักไม่หายไปเอง
อาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีอะไรบ้าง
อาการมะเร็งลำไส้ระยะแรกมักจะไม่ชัดเจน แต่ที่พบบ่อยคือการเปลี่ยนแปลงของนิสัยในการขับถ่าย เช่น ท้องผูกสลับท้องเสียอย่างไม่ทราบสาเหตุ อุจจาระมีขนาดเล็กลง และมีเลือดปนออกมากับอุจจาระ
อาการถ่ายไม่ออกเป็นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ไหม
อาการท้องผูกหรือถ่ายไม่ออกอย่างต่อเนื่องอาจเป็นหนึ่งในลักษณะของมะเร็งลำไส้ใหญ่อาการระยะแรกได้ หากก้อนมะเร็งเติบโตจนไปอุดกั้นทางเดินอาหารบางส่วน ทำให้การขับถ่ายไม่สะดวกและลำบากขึ้น