ผ่าคลอด กับคลอดตามธรรมชาติเลือกแบบไหนดี รู้ก่อนวางแผนคลอด

  • การผ่าคลอด มีข้อดีคือกำหนดเวลาคลอดได้ชัดเจน ไม่ต้องเจ็บครรภ์รอเบ่ง และปลอดภัยเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน ข้อเสียคือแผลใหญ่ ใช้เวลาในการฟื้นตัว เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทิ้งแผลเป็นที่มดลูก และลูกไม่ได้รับแบคทีเรียชนิดดีจากช่องคลอด
  • การคลอดธรรมชาติ มีข้อดีคือแผลเล็ก พักฟื้นระยะสั้น ทารกได้รับภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงปอดชื้นหลังคลอด ข้อเสียคือกำหนดเวลาไม่ได้ ต้องทนความเจ็บปวดนาน และเสี่ยงต่อการฉีกขาดของช่องคลอดหรือฝีเย็บ
  • ภาวะครรภ์ที่ควรเลือกผ่าคลอด ได้แก่ ครรภ์ที่มีความเสี่ยงหรือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น ทารกอยู่ท่าขวางหรือท่าก้น ขนาดทารกใหญ่กว่าเชิงกราน รกเกาะต่ำ ครรภ์เป็นพิษ ทารกมีภาวะวิกฤต หรือมารดามีการติดเชื้อทางช่องคลอด
  • การเตรียมตัวก่อนผ่าคลอด ต้องตรวจสุขภาพ เจาะเลือด ประเมินความพร้อม และงดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง รวมถึงทำความสะอาดร่างกาย อาบน้ำ ล้างสีเล็บ ถอดเครื่องประดับ และเตรียมเอกสารสำคัญสำหรับแจ้งเกิดและพักฟื้นในโรงพยาบาล

การคลอดลูกถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ ควรเลือกผ่าคลอด หรือคลอดตามธรรมชาติดีต่อทั้งสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในระยะยาวมากที่สุด? บทความนี้จะไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการผ่าคลอดกับการคลอดธรรมชาติว่าต่างกันอย่างไร แบบไหนเหมาะกับคุณแม่ที่สุด พร้อมขั้นตอนเตรียมตัวที่ต้องรู้ก่อนคลอด

การคลอดเองตามธรรมชาติคืออะไร ข้อดี-ข้อเสียมีอะไรบ้าง

การคลอดเองตามธรรมชาติ คือการที่ทารกคลอดออกมาทางช่องคลอด โดยมดลูกบีบตัวเองตามกลไกธรรมชาติ และคุณแม่ออกแรงเบ่งให้ทารกคลอดโดยไม่ใช้การผ่าตัด เป็นวิธีที่เหมาะกับคุณแม่สุขภาพแข็งแรง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสำคัญ และทารกอยู่ในท่าพร้อมคลอด เช่น ศีรษะอยู่ด้านล่าง น้ำหนักไม่มากเกินไป โดยทั่วไปจะเกิดเมื่ออายุครรภ์ครบกำหนด ร่างกายแม่และลูกมีเวลาปรับตัวไปกับกระบวนการคลอด เช่น การบีบตัวของมดลูก การเปิดปากมดลูก และการเบ่งคลอด

โดยมีข้อดี-ข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนวางแผนมีบุตร ดังนี้

ข้อดี

  • ฟื้นตัวเร็ว แผลเล็ก (เฉพาะบริเวณฝีเย็บ) สามารถลุกเดินและกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้รวดเร็ว
  • เสียเลือดน้อยและความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังคลอดต่ำ
  • ไม่มีแผลที่มดลูก ทำให้ลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์และการคลอดครั้งต่อไป
  • ทารกได้รับแบคทีเรียชนิดดีบริเวณช่องคลอด ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไม่มีแผลผ่าตัดในช่องงท้อง ลดความเสี่ยงพังผืด การติดเชื้อในแผลผ่าตัด และภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่สัมพันธ์กับการผ่าตัดใหญ่
  • ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด เช่น มดลูกหดรัดตัวไม่ดี

ข้อเสีย

  • ไม่สามารถกำหนดวันและเวลาคลอดที่แน่นอนได้
  • เจ็บครรภ์คลอดนาน อาจต้องทนปวดหลายชั่วโมง ขึ้นกับการบีบตัวของมดลูกและการเปิดปากมดลูก บางรายอาจหมดแรงเบ่งจนต้องใช้เครื่องดูดสุญญากาศหรือคีมช่วยคลอด
  • ในรายที่คลอดยาก เช่น ทารกตัวใหญ่ เชิงกรานแคบ หรือมีการฉีกขาดของช่องคลอดและฝีเย็บลึก อาจเพิ่มความเสี่ยงกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • หากระหว่างทางมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปากมดลูกเปิดไม่ดี ทารกขาดออกซิเจน หรือหัวใจเต้นผิดปกติ อาจต้องเปลี่ยนแผนไปผ่าคลอดฉุกเฉิน เพิ่มความเสี่ยงและระยะเวลาฟื้นตัว

 

การผ่าคลอดคืออะไร มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร

 

การผ่าคลอดคืออะไร มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร

การผ่าคลอด (C‑section) คือการคลอดลูกผ่านการผ่าตัดเปิดผิวหนังหน้าท้องและผนังมดลูก เพื่อนำทารกออก แทนการคลอดผ่านช่องคลอด ใช้ทั้งในกรณีที่จำเป็นทางการแพทย์ เช่น ครรภ์เสี่ยงสูง คลอดธรรมชาติอันตราย และกรณีวางแผนล่วงหน้าตามดุลยพินิจแพทย์ การผ่าคลอดมักแนะนำสำหรับคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวสำคัญ เคยผ่าคลอดมาก่อน ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ ครรภ์แฝด รกเกาะต่ำ หรือมีภาวะที่ทำให้การคลอดทางช่องคลอดเสี่ยงต่อแม่และลูกมากกว่า เช่น ทารกขาดออกซิเจนระหว่างรอคลอดธรรมชาติ

โดยการผ่าคลอดมีข้อดีและข้อควรระวังที่ต้องรู้ ดังนี้

ข้อดี

  • สามารถกำหนดวันและเวลาคลอดที่ชัดเจนได้ ทำให้วางแผนได้ง่าย
  • ไม่ต้องทนเจ็บปวดจากการรอเจ็บครรภ์และการเบ่งคลอดเป็นเวลานาน
  • ลดความเสี่ยงต่อการฉีกขาดของช่องคลอดและการบาดเจ็บของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
  • ลดความเสี่ยงอันตรายในกรณีที่ทารกตัวใหญ่เกินไป ทารกอยู่ในท่าขวาง หรือมารดามีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ครรภ์เป็นพิษ หรือรกเกาะต่ำ
  • เหมาะกับคุณแม่ที่มีโรคประจำตัว หรือครรภ์เสี่ยง เช่น ครรภ์เป็นพิษ ครรภ์แฝด รกเกาะต่ำ ทารกตัวใหญ่ผิดปกติ ทารกอยู่ท่าก้น/ท่าขวาง หรือเคยผ่าคลอดมาก่อน ทำให้ลดความเสี่ยงจากการคลอดทางช่องคลอด

ข้อเสีย

  • ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า เจ็บแผลผ่าตัดมากกว่า และต้องนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน
  • มีความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของการบล็อกหลัง ดมยาสลบ โอกาสเสียเลือด และความเสี่ยงในการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดมากกว่า
  • ทิ้งรอยแผลเป็นทั้งบนผิวหนังและที่มดลูก ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในครรภ์ถัดไป เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ หรือมดลูกปริแตก
  • ทารกมีความเสี่ยงเรื่องระบบหายใจมากขึ้น เช่น น้ำคร่ำค้างในปอด เพราะไม่ได้ผ่านแรงบีบของมดลูกและช่องคลอดในการรีดของเหลวออกจากปอดเหมือนการคลอดธรรมชาติ
  • ทารกมีความเสี่ยงต่อภาวะหายใจเร็วชั่วคราว เนื่องจากไม่มีกระบวนการบีบรัดตัวเพื่อรีดน้ำคร่ำออกจากปอด

การคลอดธรรมชาติแบบ Painless Labor คืออะไร ข้อดี-ข้อเสียมีอะไรบ้าง

การคลอดธรรมชาติแบบ Painless Labor คือการคลอดธรรมชาติที่ใช้เทคนิคทางการแพทย์เพื่อระงับความเจ็บปวด โดยจะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณกระดูกสันหลัง ให้คุณแม่ไม่รู้สึกเจ็บตัวจากการบีบตัวของมดลูกและการเบ่งคลอด ทำให้รู้สึกสบายขึ้นขณะรอปากมดลูกเปิด โดยที่ยังรู้สึกตัวเต็มที่และสามารถออกแรงเบ่งคลอดได้ตามปกติ

การเลือกคลอดด้วยเทคนิคนี้เป็นตัวช่วยสำคัญที่ลดความเจ็บปวดระหว่างคลอด แต่ก็มีข้อควรพิจารณาทางสุขภาพ ดังนี้

ข้อดี

  • มีท่อคาอยู่จึงสามารถเติมยาชาได้ตลอดเวลา ช่วยให้ควบคุมความเจ็บปวดได้ดีกว่าการฉีดยาแบบครั้งเดียวจบ
  • ตลอดกระบวนการทำคลอดคุณแม่จะยังคงมีสติและรู้สึกตัวดี ทำให้สามารถให้ความร่วมมือกับทีมแพทย์ในการเบ่งคลอดได้ตามปกติ
  • มีความปลอดภัยสูง ตัวยาชาออกฤทธิ์เฉพาะจุด จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยทั้งต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์
  • หลังสิ้นสุดการคลอดแพทย์จะถอดท่อออก โดยอาการชาจะค่อยๆ หมดไปภายใน 4-6 ชั่วโมง ช่วยให้คุณแม่กลับมาเคลื่อนไหวร่างกายและฟื้นตัวในระยะเวลาไม่นาน

ภาวะที่ไม่ควรคลอดแบบ Painless Labor

  • ปากมดลูกเปิดมากใกล้คลอด ไม่แนะนำให้ทำเนื่องจากจะไม่ทันเวลาและอาจไม่ได้ช่วยในการระงับความเจ็บปวด
  • มีปัญหาเรื่องระบบเลือด คุณแม่ที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดควรหลีกเลี่ยง
  • มีการติดเชื้อเฉพาะที่ ไม่ควรทำหากบริเวณผิวหนังที่จะทำการฉีดยามีอาการติดเชื้อ
  • มีโรคประจำตัวเฉพาะโรคบางประเภทจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาและประเมินจากแพทย์อย่างละเอียดก่อน

 

ภาวะครรภ์แบบไหนที่ควรผ่าคลอด

 

ภาวะครรภ์แบบไหนที่ควรผ่าคลอด

  • ทารกอยู่ในท่าผิดปกติ ทารกอยู่ในท่าขวาง ท่าก้น หรือศีรษะไม่กลับลงสู่อุ้งเชิงกรานเมื่อถึงกำหนดคลอด
  • ภาวะรกผิดปกติ ภาวะรกเกาะต่ำ (Placenta Previa) ที่ขัดขวางช่องทางคลอด หรือรกลอกตัวก่อนกำหนด ซึ่งเสี่ยงต่อการตกเลือดรุนแรง
  • ขนาดศีรษะทารกใหญ่กว่าเชิงกรานมารดา (CPD) อุ้งเชิงกรานของมารดาแคบเกินไปหรือทารกตัวใหญ่เกินไป ทำให้ไม่สามารถคลอดผ่านช่องคลอดได้
  • ทารกมีภาวะวิกฤต ทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ ขาดออกซิเจน สายสะดือพันคอ หรือสายสะดือย้อย
  • มารดามีโรคประจำตัวหรือภาวะแทรกซ้อน เช่น ครรภ์เป็นพิษรุนแรง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเคยมีประวัติผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
  • มีการติดเชื้อทางช่องคลอด มารดามีการติดเชื้อที่สามารถส่งผ่านไปยังทารกได้ระหว่างการคลอดธรรมชาติ เช่น เริม (Herpes Simplex) หรือ เอชไอวี (HIV)
  • ครรภ์แฝด โดยเฉพาะกรณีครรภ์แฝดสาม หรือทารกแฝดคนแรกไม่ได้อยู่ในท่าที่เหมาะสม

เตรียมตัวก่อนผ่าตัดคลอด ควรเริ่มอย่างไร

  • ตรวจสุขภาพและประเมินความพร้อม เข้ารับการตรวจเลือด เพื่อดูความสมบูรณ์และการแข็งตัวของเลือด ตรวจปัสสาวะ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และประเมินความเสี่ยงกับวิสัญญีแพทย์
  • งดน้ำและอาหาร ต้องงดน้ำ อาหาร และเครื่องดื่มทุกชนิดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงในการสำลักเศษอาหารและน้ำย่อยลงปอด
  • เตรียมร่างกาย อาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย ล้างสีเล็บ เพื่อให้เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วทำงานได้แม่นยำ ตัดเล็บให้สั้น งดทาครีม และถอดเครื่องประดับรวมถึงคอนแท็กต์เลนส์ก่อนเข้าห้องผ่าตัด
  • เตรียมเอกสารสำคัญ เตรียมสมุดฝากครรภ์ บัตรประชาชนมารดาและบิดา ทะเบียนบ้าน เอกสารประกันสุขภาพ และเอกสารสำหรับดำเนินการแจ้งเกิดทารก
  • เตรียมของใช้ส่วนตัว จัดเตรียมกระเป๋าสัมภาระที่มีของใช้จำเป็นสำหรับมารดาและทารกแรกเกิด เพื่อใช้ระหว่างการนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน

ขั้นตอนการรับบริการที่โรงพยาบาลวิภาวดี

เพื่อให้การต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวคุณเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย การทำความเข้าใจในขั้นตอนการรับบริการผ่าคลอด กับคลอดธรรมชาติที่โรงพยาบาลวิภาวดี ช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ไม่คาดคิด และให้การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดคลอด และการคลอดธรรมชาติเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น มีดังนี้

ขั้นตอนการผ่าคลอด

  1. งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง รวมถึงถอดเครื่องประดับ คอนแท็กต์เลนส์ และของมีค่าฝากไว้กับญาติ
  2. เตรียมเอกสารให้ครบ ทั้งประวัติการฝากครรภ์ ยาที่ใช้ระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ยาเบาหวาน ยาไทรอยด์ ยาความดันโลหิต
  3. ติดต่อแผนกห้องคลอดชั้น 3 อาคาร 2 จากนั้นคุณแม่เปลี่ยนชุดเป็นของโรงพยาบาล 
  4. ซักประวัติ กำจัดขนบริเวณหน้าท้องและหัวหน่าว
  5. เริ่มสวนถ่าย โดยคุณแม่ต้องนอนตะแคงซ้าย กลั้นอุจจาระอย่างน้อย 5-10 นาที จนกว่าจะรู้สึกปวดถ่ายและเข้าห้องน้ำ
  6. เจาะเลือด ให้น้ำเกลือ ทวนชื่อนามสกุลบน Sticker และตรวจดูความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน
  7. นอนพัก รอไปห้องผ่าตัด ประมาณ 30-45 นาทีก่อนถึงเวลาผ่าตัด และสังเกตอาการผิดปกติ ถ้ามีอาการปวด บวม แดง ร้อน ในบริเวณที่ให้น้ำเกลือ หรือความผิดปกติในครรภ์ เช่น เจ็บครรภ์ มีเลือดออกทางช่องคลอด น้ำเดิน ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลง ควรกดออดเรียกเจ้าหน้าที่ทันที
  8. หลังจากบล็อกหลังเสร็จ เจ้าหน้าที่จะเชิญคุณพ่อไปรอในห้องผ่าตัด โดยสวมเสื้อคลุม หมวก และหน้ากากอนามัย
  9. เมื่อทารกคลอดและตรวจร่างกายแล้ว เจ้าหน้าที่จะเชิญคุณพ่อไปนั่งบริเวณหัวเตียง เพื่อถ่ายรูปครอบครัว
  10. ถ่ายรูปเสร็จ คุณพ่อและคุณแม่ดูป้ายชื่อตรงข้อมือทารกแล้ว พยาบาลจะเข็นไปส่งที่แผนกพยาบาลทารก และคุณแม่จะถูกส่งไปพักฟื้น สังเกตอาการ 2 ชั่วโมง

ขั้นตอนการคลอดธรรมชาติ

  1. เมื่อคุณแม่มีอาการเจ็บครรภ์ ติดต่อที่ OPD สูติฯ (ภายในเวลา 7.00 - 20.00 น.) ถ้านอกเวลาติดต่อที่แผนกห้องฉุกเฉิน อาคาร 4
  2. พยาบาลติดเครื่องตรวจสุขภาพในครรภ์ วัดสัญญาณชีพ การหดรัดตัวของมดลูก และปากมดลูก
  3. ถ้าปากมดลูกเปิด ร่วมกับมีอาการเจ็บครรภ์ หรือน้ำเดิน หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด แพทย์จะให้เปลี่ยนชุด เก็บของมีค่า สวนถ่าย โกนขน และให้ยากระตุ้นเจ็บครรภ์คลอด ตามแผนการรักษาของแพทย์
  4. ขณะรอคลอด พยาบาลจะเฝ้าคลอดจนกว่าปากมดลูกจะเปิด หากปากมดลูกเปิดไม่หมดแต่รู้สึกปวดเบ่งให้หายใจเข้าแล้วเป่าลมออก คล้ายเป่าเทียน ห้ามเบ่ง ทำตามคำแนะนำของพยาบาลจนกว่าปากมดลูกจะเปิดทั้งหมด
  5. บรรเทาอาการปวดขณะรอคลอด ทำได้หลากหลายวิธีทั้งแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา โดยการบรรเทาปวดแบบไม่ใช้ยา คุณแม่และคุณพ่อสามารถลูบวนบริเวณหน้าท้อง หลัง เอว และก้น ร่วมกับนวดฝ่าเท้าเพื่อช่วยฝึกการหายใจ การบรรเทาปวดแบบใช้ยาที่ทำภายใต้การรักษาของแพทย์ หลังฉีดจะมีอาการง่วงซึม หรือคลื่นไส้ อาเจียน และการบล็อกหลังโดยวิสัญญีแพทย์
  6. เบ่งคลอด ทำเมื่อปากมดลูกเปิดหมด โดยคุณแม่ต้องหายใจเข้าเต็มปอดและหายใจออกก่อน 1 ครั้ง จากนั้นให้สูดลมหายใจเข้า ก้มศีรษะ คางชิดอก ปิดปาก มือดึงหลัก และกางข้อศอกออก สูด-กลั้น-เบ่ง จนกว่าจะหมดลม (โดยครรภ์แรกอาจใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง และครรภ์ครั้งถัดไปจะใช้เวลา 30-60 นาที)
  7. หลังคลอดเสร็จ พยาบาลจะพาทารกอุ้มเข้าเต้าและถ่ายรูป ส่วนสูตินรีแพทย์จะเย็บซ่อมแผลฝีเย็บ และกุมารแพทย์จะดูแลทารก
  8. คุณแม่สังเกตอาการที่ห้องคลอด เพื่อเฝ้าระวังภาวะตกเลือดหลังคลอด ส่วนคุณพ่อสามารถตามไปส่งทารกที่ NS พร้อมกุมารแพทย์ 

 

การดูแลตนเองหลังคลอด ทำอย่างไร

 

การดูแลตนเองหลังคลอด ทำอย่างไร

การผ่าคลอด

  • ระวังไม่ให้แผลผ่าตัดโดนน้ำจนกว่าแพทย์จะอนุญาต หรือจนกว่าจะแกะพลาสเตอร์กันน้ำออก เพื่อป้องกันแผลติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการยกของที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวทารก งดการเกร็งหน้าท้อง และการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เพื่อป้องกันแผลภายในปริแตก
  • ใส่ผ้ารัดหน้าท้อง เพื่อช่วยพยุงกล้ามเนื้อหน้าท้อง ลดการเสียดสี และบรรเทาอาการเจ็บแผลเวลาเคลื่อนไหว
  • หมั่นสังเกตแผล หากมีอาการปวดบวมแดง มีน้ำเหลืองหรือเลือดซึม มีไข้สูง หรือน้ำคาวปลาตกเลือด ควรรีบพบแพทย์ทันที
  • พยายามลุกเดินเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้หลังผ่าตัดตามคำแนะนำแพทย์ ช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็ว ลดท้องอืด ลดความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน และช่วยให้แผลหายดีขึ้น
  • รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัดในช่วงแรก ดื่มน้ำเพียงพอ เน้นผักผลไม้ที่มีกากใยเพื่อป้องกันท้องผูก หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และอาหารหมักดอง
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ใช้จังหวะที่ลูกหลับเป็นช่วงพักฟื้นของแม่ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากการผ่าตัดและการเสียเลือด
  • จัดท่าอุ้มให้นมที่ไม่กดทับแผล เช่น ท่าอุ้มลูกบอล ใช้หมอนรองเพื่อลดแรงดึงที่หน้าท้อง
  • สังเกตน้ำคาวปลา ปริมาณควรค่อยๆ ลดลง สีอ่อนลง หากมีกลิ่นเหม็นจัดหรือออกมากผิดปกติควรพบแพทย์

การคลอดธรรมชาติ

  • ดูแลแผลฝีเย็บให้สะอาด ใช้น้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุกอุ่นล้างบริเวณอวัยวะเพศด้านหน้าไปด้านหลัง ซับให้แห้ง เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • สังเกตน้ำคาวปลา สีและปริมาณควรลดลงเรื่อยๆ ภายใน 2–6 สัปดาห์ หากยังแดงสด มีกลิ่นแรง หรือมีไข้ร่วมด้วยควรพบแพทย์
  • เคลื่อนไหวร่างกายเร็วขึ้นได้กว่าหลังผ่าคลอด เช่น ลุกเดิน เข้าห้องน้ำเอง ฝึกอุ้มลูก ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีและแผลฝีเย็บสมานตัวเร็ว
  • รับประทานอาหาร เน้นโปรตีน ผักผลไม้และน้ำดื่มเพียงพอ เพื่อลดท้องผูกและช่วยซ่อมแซมแผลจากการคลอด
  • ฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หลังคลอดเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อที่รองรับมดลูกและกระเพาะปัสสาวะแข็งแรง ลดปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ จัดตารางนอนตามช่วงเวลาที่ลูกหลับ เพื่อลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว
  • ให้นมลูกบ่อยทุก 2–3 ชั่วโมงในช่วงแรก ช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนม มดลูกหดรัดตัวเข้าอู่เร็ว และลดความเสี่ยงเลือดออกมากผิดปกติ

 

ค่าใช้จ่ายในการทำคลอด

ค่าใช้จ่ายในการทำคลอดแตกต่างกันไปตามวิธีการคลอด โดยทั่วไป การผ่าคลอดจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการคลอดธรรมชาติ เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อน ต้องอาศัยความชำนาญและเครื่องมือแพทย์เฉพาะทาง

ปัจจัยที่มีผลต่อราคา

  • วิธีการทำคลอด คลอดธรรมชาติจะราคาถูกที่สุด หากมีการบล็อกหลัง (Painless Labor) จะมีค่าใช้จ่ายวิสัญญีแพทย์เพิ่มเติม ส่วนการผ่าคลอดจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเพราะรวมค่าห้องผ่าตัดและค่ายาระงับความรู้สึก
  • ระยะเวลาการพักฟื้น คลอดธรรมชาติมักใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล 2-3 วัน ส่วนการผ่าคลอดต้องพักฟื้น 3-4 วัน ทำให้ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการพยาบาลสูงกว่า
  • ภาวะแทรกซ้อน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน มารดามีภาวะแทรกซ้อน หรือทารกคลอดก่อนกำหนดและต้องเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต (NICU) จะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
  • ประเภทโรงพยาบาลและห้องพัก

ปรึกษาการคลอดที่โรงพยาบาลวิภาวดี

หากกำลังวางแผนมีบุตร หรือกำลังมองหาสถานพยาบาลที่ช่วยดูแลระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อรอต้อนรับสมาชิกใหม่ สามารถปรึกษาการคลอดทั้งการผ่าคลอดกับคลอดธรรมชาติได้ที่แผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมด้วยแพทย์ชำนาญการเฉพาะทางด้านสูตินรีเวช กุมารเวช และเครื่องมือแพทย์ทันสมัย ตอบโจทย์การดูแลทั้งคุณแม่และลูกน้อย รวมถึงการดูแลตั้งแต่การฝากครรภ์ ไปจนถึงหลังคลอด ทำให้คุณแม่สามารถคลายความกังวลใจลงไปได้

สรุป

การคลอดธรรมชาติเป็นการคลอดผ่านช่องคลอดตามกลไกธรรมชาติ มีข้อดีคือระยะพักฟื้นน้อย แผลเล็ก ทารกได้รับภูมิคุ้มกัน แต่มีข้อเสียคือเจ็บครรภ์นานและควบคุมเวลาไม่ได้ ส่วนการผ่าคลอดเป็นทางเลือกที่กำหนดเวลาได้ ไม่ต้องทนเจ็บท้อง เหมาะกับผู้มีโรคประจำตัวหรือครรภ์เสี่ยงสูง เช่น รกเกาะต่ำ ทารกอยู่ท่าขวาง หรือเชิงกรานแคบ แต่จะใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดใหญ่ ทั้งนี้ก่อนคลอดคุณแม่ต้องเตรียมความพร้อมทั้งการตรวจสุขภาพ งดน้ำอาหาร และเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน โดยหลังคลอดต้องดูแลแผลและพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งค่าใช้จ่ายรวมจะแตกต่างกันไปตามวิธีการคลอด ระยะเวลาพักฟื้น และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น

สำหรับคุณแม่ที่ต้องการปรึกษาก่อนมีบุตร ฝากครรภ์ การคลอด สามารถปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี แพทย์พร้อมให้คำแนะนำ การดูแลตัวเองตั้งแต่ระหว่างการตั้งครรภ์ จนถึงหลังคลอด เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง และปลอดภัย มีความสุขมากขึ้น


FAQ

ทำได้ เรียกว่าการคลอดธรรมชาติหลังผ่าคลอด (VBAC) แต่ต้องได้รับการประเมินความพร้อมจากแพทย์อย่างละเอียด โดยแผลผ่าตัดที่มดลูกครั้งก่อนต้องเป็นแนวนอนและครรภ์ปัจจุบันต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อน เพื่อลดความเสี่ยงภาวะมดลูกปริแตกขณะรอคลอด

สามารถเริ่มออกกำลังกายได้ตามปกติหลัง 6-8 สัปดาห์ หรือเมื่อแพทย์ประเมินว่าแผลสมานตัวดีแล้ว ในช่วงเดือนแรกหลังคลอดควรเน้นเพียงการเดินขยับร่างกายเบาๆ เพื่อป้องกันการเกิดพังผืด และงดการออกกำลังกายที่ต้องเกร็งหน้าท้องหรือยกของหนัก

โดยทั่วไปจะนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน อาการเจ็บแผลผ่าตัดภายนอกจะค่อยๆ ทุเลาลงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แต่แผลภายในมดลูกและกล้ามเนื้อหน้าท้องจะใช้เวลาสมานตัวและฟื้นฟูกลับสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์ประมาณ 4-6 สัปดาห์

บทความที่เกี่ยวข้อง