คำแนะนำในการดูแลหลังคลอดมีอะไรบ้าง?

  • การดูแลหลังคลอด เป็นกระบวนการฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและจิตใจของคุณแม่ในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังคลอด มีความสำคัญในการช่วยให้อวัยวะภายในและมดลูกกลับคืนสู่สภาวะปกติ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย ลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าหลังคลอด 
  • ในกรณีผ่าคลอด ควรเน้นรักษาความสะอาดของแผลผ่าตัดหน้าท้องไม่ให้โดนน้ำจนกว่าแพทย์จะอนุญาต งดยกของหนักหรือเกร็งหน้าท้อง และควรลุกขยับร่างกายเบาๆ ส่วนคลอดธรรมชาติ เน้นการทำความสะอาดแผลฝีเย็บอย่างเบามือและเช็ดให้แห้ง เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • อาหารที่ช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ เน้นกลุ่มพืชผักและสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนและอุดมด้วยสารอาหารบำรุงเลือด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เช่น หัวปลี ขิง ใบกะเพรา ฟักทอง ตำลึง และมะละกอ
  • วัคซีนทารกที่ต้องได้รับทันทีหลังคลอด เพื่อสร้างเกราะป้องกันโรคตั้งแต่แรกเกิด ทารกจะได้รับการฉีดวัคซีนพื้นฐาน 2 ชนิดก่อนกลับบ้าน ได้แก่ วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (HBV เข็มที่ 1)

ช่วงเวลาหลังคลอดถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของคุณแม่ ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และการปรับตัวกับบทบาทใหม่ในการดูแลลูกน้อย หลายคนอาจให้ความสำคัญกับช่วงตั้งครรภ์และการคลอดเป็นหลัก แต่ความจริงแล้วการดูแลหลังคลอดเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยบทความนี้ได้รวมวิธีดูแลตัวเองหลังคลอด แบบครบทุกด้าน ทั้งการพักฟื้น ดูแลแผล โภชนาการ การให้นม และข้อควรระวังที่คุณแม่หลังคลอดไม่ควรมองข้าม เตรียมตัวอย่างมั่นใจ

 

 

การดูแลหลังคลอดคืออะไร และทำไมจึงสำคัญ

 

การดูแลหลังคลอดคืออะไร และทำไมจึงสำคัญ

การดูแลหลังคลอด (Postpartum Care) คือ กระบวนการฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและจิตใจของคุณแม่หลังจากการให้กำเนิดบุตร โดยทั่วไปจะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะระบบสืบพันธุ์กำลังปรับตัวกลับคืนสู่สภาวะปกติก่อนตั้งครรภ์ การดูแลในช่วงเวลานี้ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลบาดแผล (แผลฝีเย็บหรือแผลผ่าคลอด) การพักผ่อน การเฝ้าระวังความผิดปกติ ไปจนถึงการปรับสมดุลทางอารมณ์และโภชนาการ

ความสำคัญของการดูแลหลังคลอด

  • ฟื้นฟูสภาพร่างกายและอวัยวะภายใน ช่วยให้มดลูกหดรัดตัวกลับเข้าอู่ได้ตามปกติ และทำให้แผลจากการคลอดสมานตัวได้ดี ป้องกันแผลปริแตก
  • ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดช่วยลดความเสี่ยงของภาวะตกเลือดหลังคลอด ภาวะติดเชื้อในโพรงมดลูก หรือการอักเสบของเต้านม
  • รับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หลังคลอดระดับฮอร์โมนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงทารก การดูแลและได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันและรับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) ได้
  • ส่งเสริมการผลิตน้ำนม การพักผ่อนที่เพียงพอและการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพและเพียงพอสำหรับทารก

การดูแลร่างกายหลังคลอด มีอะไรบ้าง

การฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดมีความแตกต่างกันตามวิธีการให้กำเนิดบุตร คุณแม่จำเป็นต้องดูแลบาดแผลและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวและกลับมาแข็งแรงโดยเร็วที่สุด โดยมีแนวทางการดูแลหลังคลอดดังนี้

การผ่าคลอด

การผ่าคลอดถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องเปิดแผลบริเวณหน้าท้องและมดลูก ทำให้ระยะเวลาในการพักฟื้นร่างกายและสมานแผลนานกว่าการคลอดปกติ โดยมีวิธีดูแลตัวเองหลังผ่าคลอดของคุณแม่ ดังนี้

  • การดูแลแผลหน้าท้อง ระวังไม่ให้แผลโดนน้ำจนกว่าแพทย์จะอนุญาต หากแผลเปียกน้ำควรใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้งเบาๆ ห้ามถูแรงๆ
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก งดยกของที่หนักกว่าน้ำหนักตัวทารก หรือการเกร็งหน้าท้องรุนแรง เป็นเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลผ่าตัดปริแตก
  • เคลื่อนไหวร่างกาย หลังผ่าคลอดควรพยายามลุกเดินหรือขยับร่างกายเบาๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ลดอาการท้องอืด และป้องกันการเกิดพังผืดในช่องท้อง
  • สังเกตความผิดปกติ หากแผลมีอาการบวม แดง ร้อน มีน้ำเหลืองหรือหนองซึม หรือมีไข้สูง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

การคลอดธรรมชาติ

การคลอดธรรมชาติ ถึงแม้ร่างกายจะสามารถฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แต่ยังมีแผลฝีเย็บจากการคลอดอยู่ โดยมีวิธีดูแลตัวเองหลังคลอดธรรมชาติ ดังนี้

  • การดูแลแผลฝีเย็บ ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำสะอาดทุกครั้งหลังขับถ่าย แล้วใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้งอย่างเบามือ ห้ามเช็ดถูแรงๆ
  • รักษาความสะอาดอยู่เสมอ เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ ทุก 3-4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการหมักหมมและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อบริเวณช่องคลอด
  • ลดการกดทับแผล ในช่วงแรกควรนั่งบนเบาะรองนั่งรูปโดนัท เพื่อลดความเจ็บปวดจากการกดทับบริเวณแผลฝีเย็บ
  • บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ฝึกขมิบช่องคลอด เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานกระชับและป้องกันปัญหาปัสสาวะเล็ด
  • เฝ้าระวังน้ำคาวปลา ปกติน้ำคาวปลาจะมีสีแดงสดในช่วง 3-4 วันแรก แล้วค่อยๆ จางลง หากพบว่าน้ำคาวปลากลับมามีสีแดงสดอีกครั้ง มีปริมาณมากผิดปกติ หรือมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ควรรีบพบแพทย์

การดูแลสุขภาพจิตหลังคลอด ที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม

นอกจากร่างกายที่ต้องฟื้นฟูแล้ว สุขภาพจิตเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก หลังคลอดคุณแม่มักเจอกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการอดนอนและความกดดันในการเลี้ยงดูทารก ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ ดังนี้

  • ภาวะ Baby Blues พบได้บ่อยที่สุดในคุณแม่หลังคลอด จะมีอาการอารมณ์แปรปรวน อ่อนไหวง่าย ร้องไห้ไม่มีเหตุผล หงุดหงิด หรือวิตกกังวล มักเกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด และอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์เมื่อได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ
  • ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) เป็นภาวะที่รุนแรงและยาวนานกว่า Baby Blues คุณแม่จะรู้สึกเศร้าหมองรุนแรง สิ้นหวัง ไร้ค่า รู้สึกไม่ผูกพันกับทารก หรือคิดว่าตนเองเป็นแม่ที่ไม่ดี หากมีอาการต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและรักษา
  • ภาวะโรคจิตหลังคลอด (Postpartum Psychosis) พบได้น้อยแต่มีความรุนแรงมากที่สุด คุณแม่จะมีอาการหลงผิด หูแว่ว ประสาทหลอน หรือมีความคิดที่จะทำร้ายตนเองและทารก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาทางจิตเวชทันที

 

อาหารที่คุณแม่หลังคลอดทานได้/ไม่ได้

 

อาหารที่คุณแม่หลังคลอดทานได้/ไม่ได้

ทานได้

  • โปรตีนคุณภาพสูง เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ปลา ไข่ และนม เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและสมานแผลหลังคลอด
  • อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก ตับ เนื้อแดง และผักใบเขียวเข้ม (เช่น ผักโขม ตำลึง) เพื่อชดเชยการสูญเสียเลือดระหว่างการคลอด
  • อาหารที่มีแคลเซียมสูง นม ปลาเล็กปลาน้อย งาดำ เพื่อบำรุงกระดูกของมารดาและเพิ่มแคลเซียมในน้ำนม
  • อาหารที่มีกากใยสูง ผักและผลไม้สด ข้าวกล้อง ธัญพืชขัดสีน้อย ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูก
  • น้ำสะอาด ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หรือเน้นดื่มน้ำอุ่น เพื่อช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตและเพิ่มปริมาณน้ำนม

ทานไม่ได้/ควรหลีกเลี่ยง

  • เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สารแอลกอฮอล์สามารถส่งผ่านทางน้ำนมไปสู่ทารก ซึ่งส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมองของลูก
  • อาหารหมักดองและอาหารสุกๆ ดิบๆ เสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและพยาธิ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษหรือลำไส้อักเสบ
  • อาหารรสจัด อาหารที่เผ็ดจัด เค็มจัด หรือเปรี้ยวจัด อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือกรดไหลย้อนได้ง่าย
  • ยาสตรี ยาดอง หรือยาสมุนไพรที่ไม่ทราบสรรพคุณแน่ชัด อาจมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือสารที่ส่งผลกระทบต่อมดลูกและการให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเสมอ

อาหารที่ช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ มีอะไรบ้าง

  • หัวปลี อุดมไปด้วยแคลเซียม โปรตีน ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงเลือดและกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้เป็นอย่างดี
  • ขิง สมุนไพรฤทธิ์ร้อน ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้น้ำนมไหลสะดวกขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอาการท้องอืด ขับลม ทั้งในแม่และลูก
  • ใบกะเพรา มีความร้อนและกลิ่นหอม ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม
  • ฟักทอง อุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ซิงค์ และเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงร่างกายและเสริมสร้างน้ำนมที่มีคุณภาพ
  • ตำลึง มีโปรตีน ธาตุเหล็ก และแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงน้ำนม บำรุงเลือด และบำรุงกระดูก
  • มะละกอ ทั้งมะละกอดิบ และมะละกอสุก มีวิตามินและไฟเบอร์สูง ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมและป้องกันอาการท้องผูก

วัคซีนทารกที่ต้องได้รับทันทีหลังคลอด

ทางโรงพยาบาลวิภาวดีเข้าใจถึงสภาวะปัจจุบัน ที่พ่อแม่หลายบ้านต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกเป็นจำนวนมาก จึงออกแบบแพ็กเกจวัคซีนเพื่อช่วยให้พ่อแม่สามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้สะดวกขึ้น โดยมีแพ็กเกจดังนี้

  • แพ็กเกจวัคซีนแบบที่ 1 (Baby 1) ครอบคลุมวัคซีนพื้นฐาน ได้แก่ วัคซีนตับอักเสบบีและยาลดไข้ (ในทารถอายุ 1 เดือน) และวัคซีนรวม 5 โรค ได้แก่ คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ และ HIB (ในทารกอายุ 2 เดือน และ 4 เดือน)
  • แพ็กเกจวัคซีนแบบที่ 2 (Baby 2) ครอบคลุมวัคซีนพื้นฐานเหมือนแบบที่ 1 ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนตับอักเสบบี ยาลดไข้ คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ และ HIB แต่แพ็กเกจนี้ได้เพิ่มวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าในช่วงอายุ 2 เดือน และ 4 เดือน
  • แพ็กเกจวัคซีนแบบที่ 3 (Baby 3) ครอบคลุมวัคซีนที่สำคัญต่อทารก โดยได้ทั้งวัคซีนพื้นฐาน วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า และมีวัคซีนป้องกันโรค IPD ในช่วงอายุ 2 เดือน และ 4 เดือน

การปฏิบัติตัวหลังคลอดเมื่อกลับบ้าน ควรทำกายบริหารอย่างไร

สำหรับคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติสามารถเริ่มทำกายบริหารได้หลังคลอด 2-3 วัน ส่วนคุณแม่ที่ผ่าคลอดควรรอให้ครบ 1 เดือนเป็นอย่างน้อยก่อน หากเริ่มเร็วจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง โดยทำได้ดังนี้

  1. บริหารหน้าอก ไหล่ หลัง ลำคอ และลดหน้าท้อง นอนหงายแล้วค่อยๆ ยกศีรษะขึ้นจนคางจรดหน้าอก ทำซ้ำ 10 ครั้ง หากหน้าท้องหย่อนมากให้ใช้มือสองข้างกดช่วยพยุงกล้ามเนื้อหน้าท้อง
  2. บริหารขา ต้นขา หน้าท้อง และสะโพก นอนหงายชันเข่าชิดกัน แขนแนบตัว แล้วยกสะโพกขึ้นพร้อมขมิบก้น เพื่อช่วยให้แผลฝีเย็บหดตัวดีขึ้น
  3. บริหารหน้าท้อง สะโพก อก และขับน้ำคาวปลา นอนคว่ำในท่าโก้งโค้งให้เข่าใกล้หน้าอกที่สุด หน้าอกแนบพื้น ค้างไว้ 2 นาที แล้วใช้หมอนรองหน้าท้องเพื่อนอนพักต่อครึ่งชั่วโมง
  4. บริหารกล้ามเนื้อทั่วตัว เริ่มจากท่าคลาน ก้มศีรษะ แขม่วท้อง เกร็งสะโพก แล้วลดตัวลงให้ก้นแตะส้นเท้า หน้าผากแตะพื้นเพื่อช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
  5. บริหารกล้ามเนื้อช่องคลอด ขมิบช่องคลอดหรือทวารหนักเหมือนตอนอั้นปัสสาวะ ทำตอนนอน นั่ง หรือทำระหว่างทำงานบ้าน วันละ 20 ครั้ง ครั้งละ 5-10 นาที
  6. บริหารหน้าอก หน้าท้อง และปอด นอนหงายเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมแขม่วท้องให้บั้นเอวติดพื้นสักครู่ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก ทำซ้ำ 10 ครั้ง
  7. บริหารแขน หน้าอก และปอด นอนหงายแล้วยกแขนทั้งสองข้างขึ้นตรงชูตั้งฉากจนมือจับกันได้ จากนั้นค่อยๆ วางแขนลงแนบลำตัว ทำซ้ำ 10 ครั้ง
  8. บริหารขา สะโพก และหน้าท้อง นอนหงายยกขาขึ้นตั้งฉากทีละข้างช้าๆ ทำสลับกันข้างละ 10 ครั้ง เมื่อร่างกายแข็งแรงดีแล้วจึงเปลี่ยนเป็นยกพร้อมกันสองข้าง
  9. บริหารหน้าท้อง ไหล่ หลัง และลำคอ นอนหงายงอเข่า แล้วพยายามยกตัวลุกขึ้นนั่งโดยไม่ใช้แขนช่วย ทำวันละ 1-2 ครั้งแล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนเมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น
  10. บริหารหน้าท้อง สะโพก และขา นอนหงายงอเข่าชิดหน้าท้องให้ส้นเท้าแตะก้น จากนั้นเหยียดขาตรงแล้วค่อยๆ วางลงพื้น ทำสลับกันทีละข้างและเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นทุกวัน

การพักผ่อนหลังคลอด

นอกจากการทำกายบริหารแล้ว การดูแลตัวเองหลังคลอดที่ขาดไม่ได้สำหรับคุณแม่คือการพักผ่อน เพราะคุณแม่ต้องเจอกับความเหนื่อยล้าสะสมทั้งจากการเลี้ยงดูลูก เสียเลือดและพลังงานไปมาก โดยสามารถพักผ่อนได้ดังนี้

  • หลับพร้อมลูก (Sleep when the baby sleeps) ทารกแรกเกิดจะตื่นมาดูดนมทุก 2-3 ชั่วโมง คุณแม่จึงควรหาเวลางีบหลับในช่วงที่ทารกหลับ เพื่อสะสมชั่วโมงการนอนให้เพียงพอ
  • แบ่งเบาภาระงานบ้าน ควรขอความช่วยเหลือจากสามีหรือคนในครอบครัวในการทำงานบ้าน หรือช่วยผลัดเปลี่ยนดูแลทารก เพื่อลดความเครียดทางร่างกายและจิตใจ ป้องกันภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด (Baby Blues)

 

อาการหลังคลอดแบบไหนที่ควรพบแพทย์

 

อาการหลังคลอดแบบไหนที่ควรพบแพทย์

  • มีเลือดออกมากผิดปกติ ทางช่องคลอด
  • ปวดท้องรุนแรง หรือมีอาการปวดท้องบิด
  • มีไข้สูงและหนาวสั่น โดยอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • ปัสสาวะมีปัญหา เช่น ปัสสาวะกะปริบกะปรอย หรือมีอาการแสบขัด
  • แผลผ่าตัดมีอาการอักเสบ บวม แดง หรือมีหนองไหล
  • แผลฝีเย็บมีอาการผิดปกติ บวม แดง มีหนอง หรือมีเลือดไหลออกมา
  • น้ำคาวปลาผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น หรือยังคงมีสีแดงเข้มตลอด 15 วันหลังคลอด
  • เต้านมมีความผิดปกติ คลำพบก้อน หรือเต้านมมีอาการบวมแดง

ค่าใช้จ่ายในการดูแลหลังคลอดที่โรงพยาบาลวิภาวดี

ค่าใช้จ่ายคลอดธรรมชาติ ราคา 49,900 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • นอนพักที่โรงพยาบาล 48 ชั่วโมง (3 วัน 2 คืน)
  • ค่าหมอ ทั้งสูติแพทย์ และกุมารแพทย์
  • ค่าห้องพัก (เดี่ยว) สำหรับคุณแม่ พร้อมอาหารและค่าบริการ
  • ค่าดูแลบริบาลเด็กแรกเกิด
  • ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์
  • ค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมค่ายากลับบ้านตามที่โรงพยาบาลกำหนด
  • ค่าตรวจการได้ยินในเด็กด้วยเครื่อง OAES โดยนักการตรวจการได้ยิน
  • ค่าตรวจพื้นฐานทางห้องปฏิบัติการในเด็ก เช่น ตรวจไทรอยด์ ตรวจภาวะตัวเหลือง (Bilirubin) ตรวจความเข้มข้นของเลือด หมู่เลือด
  • ค่าวัคซีนในเด็ก (BCG 1 เข็ม ไวรัสตับอักเสบ บี 1 เข็ม Vit K 1 เข็ม)

ค่าใช้จ่ายผ่าตัดคลอด ราคา 66,900 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • นอนพักที่โรงพยาบาล 72 ชั่วโมง (4 วัน 3 คืน)
  • ค่าสูติแพทย์ กุมารแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และแพทย์ผู้ช่วยผ่าตัด
  • ค่าห้องพัก (เดี่ยว) สำหรับคุณแม่ พร้อมอาหารและค่าบริการ
  • ค่าดูแลบริบาลเด็กแรกเกิด
  • ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์
  • ค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมค่ายากลับบ้านตามที่โรงพยาบาลกำหนด
  • ค่าตรวจการได้ยินในเด็กด้วยเครื่อง OAES โดยนักการตรวจการได้ยิน
  • ค่าตรวจพื้นฐานทางห้องปฏิบัติการในเด็ก เช่น ตรวจไทรอยด์ ตรวจภาวะตัวเหลือง (Bilirubin) ตรวจความเข้มข้นของเลือด หมู่เลือด
  • ค่าวัคซีนในเด็ก (BCG 1 เข็ม ไวรัสตับอักเสบ บี 1 เข็ม Vit K 1 เข็ม)

บริการเสริมหลังคลอด

  • หมอนป้อนนม
  • เครื่องปั๊มนม
  • แก้วป้อนนม
  • น้ำขิงสด
  • ประกาศนียบัตร

เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ต้องรู้

  • ในกรณีที่รอคลอดแต่ไม่สามารถคลอดปกติได้ ราคา 66,900 บาทและมีค่าใช้จ่ายตามจริง
  • ในกรณีผ่าคลอดพร้อมทำหมัน ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 72,900 บาท 
  • แพ็กเกจไม่สามารถใช้กับการผ่าคลอดเลือกฤกษ์ระหว่างเวลา 20.00 - 6.00 น. ได้
  • กรณีถ่าย DVD ผ่าคลอด มีค่าบริการเพิ่ม 1,500 บาท
  • กรณีมีโรคร่วมหรือพยาธิสภาพของโรคที่ไม่เป็นไปตามปกติ หรือมีภาวะแทรกซ้อน ทางโรงพยาบาลจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มตามจริงในอัตราปกติ

ปรึกษาการดูแลหลังคลอดที่โรงพยาบาลวิภาวดี

สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กังวลเรื่องการดูแลหลังคลอด ว่าควรทำอย่างไรดี สามารถปรึกษากับแพทย์หรือผู้ชำนาญการด้านการดูแลหลังคลอดได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่นอกจากมีแพ็กเกจค่าใช้จ่ายในการดูแลหลังคลอดทั้งสำหรับคลอดธรรมชาติและผ่าคลอดแล้ว แพทย์ยังพร้อมให้คำปรึกษาในการดูแลตัวเอง วัคซีนที่จำเป็นสำหรับลูกน้อย การตรวจต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อให้การปฏิบัติตัวหลังคลอดเมื่อกลับบ้านเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความกังวลได้ยิ่งขึ้น

สรุป

การดูแลตนเองหลังคลอด (Postpartum Care) เป็นกระบวนการสำคัญเพื่อฟื้นฟูร่างกายและสมานแผลจากการคลอดธรรมชาติหรือการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการสังเกตสัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์ เช่น มีไข้สูง ปวดท้องรุนแรง แผลอักเสบ หรือน้ำคาวปลาผิดปกติ คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสุขภาพจิตเพื่อป้องกันภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รวมถึงใส่ใจด้านโภชนาการโดยเลือกทานโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียมสูง และสมุนไพรกระตุ้นน้ำนม เช่น หัวปลีหรือขิง พร้อมหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และของหมักดอง นอกจากนี้ ควรหาเวลาพักผ่อนนอนหลับไปพร้อมกับลูก หมั่นทำกายบริหารตามความเหมาะสมของสภาพร่างกาย และวางแผนฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ลูกน้อยตามช่วงวัยอย่างเหมาะสม

หากต้องการหรือสนใจปรึกษาการดูแลหลังคลอด แพ็กเกจวัคซีนที่จำเป็นสำหรับลูก สามารถสอบถามได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวหลังคลอด ทั้งการดูแลตัวเอง อาหาร วัคซีนที่จำเป็น โดยผู้ชำนาญการด้านพัฒนาการเด็ก และแพทย์ เพื่อให้คุณแม่ผ่านช่วงเวลาสำคัญนี้ไปได้อย่างมีความสุขพร้อมสุขภาพแข็งแรง


FAQ

ไม่จำเป็นในทางการแพทย์ปัจจุบัน เนื่องจากกระบวนการรักษาและการดูแลแผนปัจจุบันมียาที่ช่วยกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวและเข้าอู่ได้ดีอยู่แล้ว หากต้องการทำเพื่อความสบายตัว ควรทำเมื่อร่างกายฟื้นฟูเต็มที่ โดยคุณแม่ที่ผ่าคลอดควรเว้นระยะอย่างน้อย 30-45 วัน ส่วนคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติควรเว้นประมาณ 7-14 วัน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มทำเสมอ

ควรเริ่มลุกนั่งและขยับเดินเบาๆ ภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังผ่าคลอด หลังจากแพทย์ถอดสายสวนปัสสาวะออกแล้ว การลุกเดินให้เร็วที่สุดจะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ลดอาการท้องอืด ป้องกันการเกิดพังผืดในช่องท้อง และลดความเสี่ยงของภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

คลอดธรรมชาติ สามารถนอนได้ทุกท่าที่รู้สึกสบายและผ่อนคลายที่สุด โดยพยายามหลีกเลี่ยงท่าที่กดทับแผลฝีเย็บโดยตรง ผ่าคลอด ท่าที่เหมาะสมที่สุดคือการนอนหงายหรือนอนตะแคง โดยใช้หมอนหนุนรองบริเวณหน้าท้องหรือใต้หลังและเข่า เพื่อช่วยลดความตึงรั้งของกล้ามเนื้อหน้าท้องและบรรเทาอาการเจ็บแผลผ่าตัด

คลอดธรรมชาติ สามารถอาบน้ำและสระผมได้ทันทีเมื่อร่างกายหายอ่อนเพลียและสามารถทรงตัวยืนได้มั่นคง (มักทำได้ภายใน 24 ชั่วโมง) ผ่าคลอด ช่วงแรกให้ใช้วิธีเช็ดตัวทำความสะอาดไปก่อน และจะสามารถอาบน้ำได้ตามปกติหลังจากแพทย์อนุญาตให้แกะพลาสเตอร์ปิดแผลออก หรือหลังตัดไหมเรียบร้อยแล้ว (มักใช้เวลาประมาณ 7 วันหลังคลอด) โดยต้องใช้ผ้าสะอาดซับแผลให้แห้งสนิทหลังอาบน้ำทุกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง