- ตู้อบทารกเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำลองสภาพแวดล้อมเสมือนครรภ์มารดา ทำงานผ่านระบบที่สามารถควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และระดับออกซิเจน พร้อมทั้งเป็นระบบปิดที่ช่วยกรองอากาศและป้องกันการติดเชื้อจากภายนอก
- เหตุผลที่เด็กต้องเข้าตู้อบ เพื่อรักษาชีวิตและประคับประคองอาการของทารกที่ยังไม่พร้อมเผชิญกับสภาพแวดล้อมภายนอก เช่น ทารกคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ มีปัญหาด้านการหายใจ ภาวะตัวเหลือง หรือมีอาการติดเชื้อรุนแรง
- ระยะเวลาการเข้าตู้อบไม่มีกำหนดตายตัว ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการฟื้นตัวของทารกแต่ละราย โดยจะได้รับอนุญาตให้ออกมาได้ก็ต่อเมื่อทารกสามารถหายใจได้เอง ควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้เมื่ออยู่ข้างนอก น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ
- วิธีดูแลลูกหลังออกจากตู้อบ ต้องเน้นการรักษาความอบอุ่นของร่างกาย เน้นการให้นมแม่เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน รักษาความสะอาดและสุขอนามัยอย่างเข้มงวดเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ รวมถึงต้องพาไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อลูกน้อยเพิ่งลืมตาดูโลก แต่แพทย์แจ้งว่าจำเป็นต้องให้เด็กเข้าตู้อบ คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจรู้สึกกังวลใจและเกิดคำถามมากมาย เช่น ตู้อบคืออะไร เด็กเข้าตู้อบเพราะอะไร อยู่ในตู้อบนานแค่ไหน และเป็นอันตรายหรือไม่ โดยบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับตู้อบเด็กทารก ว่าทำหน้าที่อะไรบ้าง สำคัญต่อทารกที่คลอดก่อนกำหนดอย่างไร ทำไมถึงต้องเข้าตู้อบ ช่วยอะไรบ้าง เด็กต้องเข้าตู้อบกี่วัน บทความนี้มีคำตอบ!
/Vibhavadi%20Hospital%20-%20May%20Article%207%20(%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%20%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B9%89%20%E0%B8%AD%E0%B8%9A)_Article.jpg)
ตู้อบทารกคืออะไร และทำงานอย่างไร
เครื่องตู้อบทารก (Incubator) คือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อจำลองสภาพแวดล้อมภายในครรภ์มารดา เพื่อใช้ในการอภิบาลและรักษาทารกแรกเกิดที่มีภาวะวิกฤต คลอดก่อนกำหนด หรือมีน้ำหนักตัวน้อยผิดปกติ ตู้อบจะช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้แพทย์รวมถึงพยาบาลสามารถเฝ้าระวังอาการพร้อมกับให้การรักษาได้อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
กลไกการทำงานของตู้อบ
- การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ภายในตู้มีระบบเซนเซอร์ตรวจวัดและปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับทารกแต่ละราย เพื่อป้องกันภาวะตัวเย็น (Hypothermia) เนื่องจากทารกคลอดก่อนกำหนดยังมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย นอกจากนี้ยังมีการควบคุมความชื้นเพื่อลดการสูญเสียน้ำผ่านทางผิวหนังที่ยังบางและบอบบาง
- การควบคุมระดับออกซิเจน สามารถปรับระดับออกซิเจนภายในตู้ให้เหมาะสมกับความต้องการของทารก หรือมีช่องสำหรับเชื่อมต่อกับเครื่องช่วยหายใจในกรณีที่ปอดของทารกพัฒนาไม่สมบูรณ์และไม่สามารถหายใจได้เองตามปกติ
- การป้องกันการติดเชื้อ (ระบบปิด) ตู้อบมีลักษณะเป็นกล่องครอบด้วยพลาสติกใสที่เป็นระบบปิด พร้อมระบบกรองอากาศเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อ ช่วยป้องกันทารกจากเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส และฝุ่นละอองในอากาศ
- การลดสิ่งรบกวนภายนอก โครงสร้างของตู้อบช่วยลดระดับเสียงรบกวนและแสงสว่างจากภายนอก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองและการนอนหลับของทารก
- การเฝ้าระวังและการเข้าถึงตัวทารก ตัวตู้มีช่องเปิด (Port) ด้านข้างสำหรับสอดมือเข้าไปดูแลทารก ทำความสะอาด หรือเปลี่ยนผ้าอ้อมโดยไม่ต้องนำตัวทารกออกมาสัมผัสอากาศภายนอก พร้อมทั้งมีช่องสำหรับเชื่อมต่อสายน้ำเกลือ สายยางให้อาหาร และสายวัดสัญญาณชีพเพื่อแสดงผลผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ตลอดเวลา
ตู้อบทารกมีกี่ประเภท
ตู้อบทารกทางการแพทย์ถูกออกแบบมาให้มีหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับความจำเป็นในการรักษา ระดับความวิกฤต และความต้องการการดูแลของทารกแต่ละราย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
ตู้อบทารกแบบปิด (Closed incubator)
เป็นตู้อบแบบมาตรฐานที่มีฝาครอบพลาสติกใสปิดมิดชิดรอบด้าน เป็นระบบปิดที่มีช่อง (Port) สำหรับสอดมือเข้าไปดูแลทารก ทำงานโดยการเป่าลมร้อนและควบคุมความชื้นผ่านระบบกรองอากาศภายในตู้ เหมาะสำหรับทารกคลอดก่อนกำหนดที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ต้องการความชื้นเพื่อป้องกันผิวหนังแห้ง และต้องการการป้องกันเชื้อโรคจากสภาพแวดล้อมภายนอกอย่างเข้มงวด
ตู้อบทารกแบบเปิด (Open care warmer)
หรือที่เรียกว่า Radiant Warmer เป็นเตียงดูแลทารกที่มีระบบแผ่รังสีความร้อนจากด้านบนลงมาที่ตัวเด็ก ไม่มีฝาครอบพลาสติกปิดกั้น ทำให้แพทย์และพยาบาลสามารถเข้าถึงตัวทารกได้ทันทีจากทุกทิศทาง เหมาะสำหรับทารกแรกเกิดวิกฤตที่ต้องการการดูแลฉุกเฉิน การกู้ชีพ (Resuscitation) หรือทารกที่ต้องได้รับการประเมินอาการ ตรวจรักษา และทำหัตถการทางการแพทย์บ่อยครั้ง
ตู้อบทารกสำหรับเคลื่อนย้าย (Transport incubator)
เป็นตู้อบขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนย้ายทารกโดยเฉพาะ มีระบบแบตเตอรี่สำรอง พัดลมระบายอากาศ และถังออกซิเจนในตัว มีขนาดกะทัดรัดและมักติดตั้งบนรถเข็น ใช้สำหรับเคลื่อนย้ายทารกระหว่างแผนกภายในโรงพยาบาล เช่น จากห้องคลอดไปยังห้อง NICU หรือใช้สำหรับเคลื่อนย้ายทารกป่วยระหว่างโรงพยาบาลผ่านรถพยาบาล โดยอุปกรณ์นี้จะช่วยรักษาระดับอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมให้คงที่และปลอดภัยตลอดการเดินทาง
/Vibhavadi%20Hospital%20-%20May%20Article%207%20(%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%20%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B9%89%20%E0%B8%AD%E0%B8%9A)_Article2.jpg)
ทำไมเด็กทารกต้องเข้าตู้อบ
ทารกแรกเกิดบางรายไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกครรภ์มารดาได้ทันที แพทย์จึงจำเป็นต้องนำทารกเข้าตู้อบเพื่อรักษาชีวิตและประคับประคองอาการ โดยมีสาเหตุหลักดังนี้
- คลอดก่อนกำหนด ทารกที่เกิดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ อวัยวะสำคัญ เช่น ปอด สมอง และระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายยังพัฒนาไม่สมบูรณ์เต็มที่
- น้ำหนักตัวน้อยผิดปกติ ทารกที่มีไขมันใต้ผิวหนังน้อยจะสูญเสียความร้อนได้ง่าย ตู้อบจะช่วยควบคุมอุณหภูมิเพื่อป้องกันภาวะตัวเย็น (Hypothermia) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
- มีปัญหาด้านการหายใจ ทารกที่มีของเหลวในปอด ปอดทำงานไม่เต็มที่ หรือมีภาวะหยุดหายใจ ตู้อบจะถูกใช้ร่วมกับอุปกรณ์ช่วยหายใจเพื่อควบคุมปริมาณออกซิเจนให้เหมาะสม
- ภาวะตัวเหลือง (Jaundice) ทารกที่มีสารบิลิรูบินในเลือดสูง ตู้อบจะถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับฉายแสง (Phototherapy) เพื่อช่วยขับสารสีเหลืองออกจากร่างกาย
- การติดเชื้อหรือป่วยรุนแรง ทารกที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือภูมิคุ้มกันต่ำ ตู้อบจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคจากภายนอก
- หลังการผ่าตัด ทารกที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดตั้งแต่แรกเกิด จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมอุณหภูมิและปลอดเชื้อเพื่อเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด
เด็กต้องอยู่ในตู้อบนานแค่ไหน
คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าเด็กต้องเข้าตู้อบกี่วัน? โดยระยะเวลาที่ทารกต้องอยู่ในตู้อบไม่มีกำหนดตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ความรุนแรงของอาการ และพัฒนาการของทารกแต่ละรายเป็นสำคัญ ทารกบางรายที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อย เช่น รอปรับอุณหภูมิร่างกาย หรือรอส่องไฟรักษาภาวะตัวเหลือง อาจอยู่ในตู้อบเพียงไม่กี่วัน ในขณะที่ทารกคลอดก่อนกำหนดมาก มีน้ำหนักตัวน้อยมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง อาจต้องอาศัยอยู่ในตู้อบนานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน จนกว่าระบบต่างๆ ในร่างกายจะพัฒนาจนสามารถทำงานได้เองอย่างสมบูรณ์
เด็กจะออกจากตู้อบได้เมื่อไร
กุมารแพทย์จะอนุญาตให้ทารกออกจากตู้อบได้ก็ต่อเมื่อร่างกายมีความพร้อมและสามารถดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมปกติได้ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ดังนี้
- หายใจได้เองตามปกติ ปอดทำงานได้ดี ไม่พบภาวะหยุดหายใจ และไม่ต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจหรือการให้ออกซิเจนเสริม
- ควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ ทารกสามารถรักษาความอบอุ่นของร่างกายได้เองเมื่อออกมาอยู่ในเปลเด็กปกติที่อุณหภูมิห้อง
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ ทารกสามารถดูดกลืนนมได้ดี (ดูดจากเต้าหรือขวด) ระบบย่อยอาหารทำงานปกติ และมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่มักพิจารณาเมื่อทารกมีน้ำหนักตัวถึงเกณฑ์ปลอดภัย ประมาณ 1,800 - 2,000 กรัมขึ้นไป
- ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไม่มีการติดเชื้อ ภาวะตัวเหลืองลดลงอยู่ในเกณฑ์ปกติ และสัญญาณชีพ อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ คงที่
อุณหภูมิตู้อบควรอยู่ที่เท่าไร เพราะอะไร
อุณหภูมิภายในตู้อบทารกไม่มีค่าที่ตายตัวสำหรับเด็กทุกคน แต่จะถูกปรับตั้งให้เหมาะสมเพื่อรักษาอุณหภูมิผิวกายของทารกให้อยู่ในช่วงปกติ คือประมาณ 36.5 - 37.2 องศาเซลเซียส โดยตู้อบจะมีเซนเซอร์วัดอุณหภูมิที่ผิวหนังของเด็กและปรับระดับความร้อนโดยอัตโนมัติ
การกำหนดอุณหภูมิจะแปรผันและขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ได้แก่ อายุครรภ์เมื่อแรกคลอด น้ำหนักตัว อายุหลังคลอด (นับเป็นวัน) และความรุนแรงของอาการป่วย ทารกที่ตัวเล็กมากหรือคลอดก่อนกำหนดมาก จะต้องการอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่าทารกที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า
ทำไมต้องควบคุมอุณหภูมิตู้อบ
- ชดเชยไขมันใต้ผิวหนังที่มีน้อย ทารกคลอดก่อนกำหนดหรือน้ำหนักตัวน้อย มักมีไขมันใต้ผิวหนังไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถสร้างและกักเก็บความอบอุ่นได้ด้วยตนเอง
- ป้องกันภาวะอุณหภูมิกายต่ำ (Hypothermia) การสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็วอาจทำให้ทารกเกิดภาวะตัวเย็น ซึ่งส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ การหายใจล้มเหลว ช็อก หรือเป็นอันตรายถึงชีวิต
- สงวนพลังงานไว้เพื่อการเจริญเติบโต หากทารกต้องสูญเสียพลังงานไปกับการเผาผลาญเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย น้ำหนักตัวจะไม่เพิ่มขึ้น การควบคุมอุณหภูมิตู้อบให้พอเหมาะจะช่วยให้ทารกนำพลังงานและสารอาหารไปใช้พัฒนาอวัยวะต่างๆ แทน
- ลดอัตราการใช้ออกซิเจน เมื่อร่างกายทารกอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม จะช่วยลดความต้องการใช้ออกซิเจน ลดความเสี่ยงภาวะเลือดเป็นกรด และทำให้ระบบทางเดินหายใจไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป
/Vibhavadi%20Hospital%20-%20May%20Article%207%20(%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%20%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B9%E0%B9%89%20%E0%B8%AD%E0%B8%9A)_Article3.jpg)
วิธีดูแลลูกหลังออกจากตู้อบ
เมื่อแพทย์ประเมินว่าทารกแข็งแรงพอที่จะออกจากตู้อบและกลับบ้านได้ การดูแลอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ทารกเติบโตอย่างสมบูรณ์และป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
- การรักษาอุณหภูมิร่างกาย สวมใส่เสื้อผ้า หมวกคลุมศีรษะ และถุงมือถุงเท้าให้มิดชิด ห่อตัวทารกให้อบอุ่น และปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม ไม่เย็นจนเกินไป เพื่อป้องกันภาวะตัวเย็น เนื่องจากทารกอาจยังปรับอุณหภูมิได้ไม่ดีนัก
- การสัมผัสแบบแนบเนื้อ (Kangaroo Care) อุ้มทารกแนบอกให้ผิวหนังสัมผัสกัน ช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายทารกให้คงที่ กระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจให้สม่ำเสมอ รวมถึงสร้างความผูกพันระหว่างแม่และลูก
- โภชนาการและการให้นม เน้นให้นมแม่อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ หากทารกยังมีแรงดูดน้อย อาจต้องใช้วิธีบีบน้ำนมป้อนผ่านขวดหรือแก้วตามคำแนะนำของแพทย์
- การป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนสัมผัสทารก หมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ งดการพาไปในพื้นที่แออัด และหลีกเลี่ยงไม่ให้ทารกใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย
- การติดตามพัฒนาการตามนัด ต้องพาทารกไปพบกุมารแพทย์ตามนัดหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรับวัคซีน ตรวจพัฒนาการ ตรวจการได้ยิน และตรวจจอประสาทตา โดยเฉพาะในทารกคลอดก่อนกำหนดเพื่อป้องกันภาวะตาบอด
ค่าใช้จ่ายในการเข้าตู้อบของทารก
ค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลทารกในการเข้าตู้อบหรือห้อง NICU ค่อนข้างสูงและมีความแตกต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สำหรับช่วงราคาเบื้องต้น มีทั้งเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันบาทต่อวัน ไปจนถึง 30,000 บาทต่อวัน ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลที่เลือก สิทธิ์รักษาต่างๆ โดยมีปัจจัยที่มีผลต่อราคา ดังนี้
- ระยะเวลาการรักษา จำนวนวันที่ทารกจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในตู้อบ
- ระดับความรุนแรงของอาการ ทารกที่อาการหนักต้องอยู่ในห้อง NICU จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าทารกที่อยู่ตู้อบเพื่อสังเกตอาการใน Nursery ทั่วไป
- การใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์เสริม เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องติดตามสัญญาณชีพ เครื่องส่องไฟรักษาภาวะตัวเหลือง หรือการให้สารอาหารและยาทางหลอดเลือดดำ
- หัตถการพิเศษ การผ่าตัด การให้เลือด หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม
- ค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าดูแลโดยกุมารแพทย์เฉพาะทางทารกแรกเกิดและพยาบาลวิชาชีพ
ปรึกษาการดูแลทารกที่โรงพยาบาลวิภาวดี
คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจกังวลใจเมื่อรู้ว่าลูกน้อยไม่อาจได้อยู่ในอ้อมกอดของเราในทันที หรือจำเป็นต้องเข้าตู้อบ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เจริญเติบโต สามารถปรึกษาการดูแลได้ที่แผนกกุมารเวช โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมด้วยแพทย์ที่ชำนาญการด้านการดูแลทารก และเครื่องมือทันสมัย เพื่อให้ทารกสามารถฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาดีขึ้น และแข็งแรง
สรุป
เครื่องตู้อบทารก (Incubator) คืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ช่วยจำลองสภาพแวดล้อมในครรภ์มารดา เพื่ออภิบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะวิกฤต คลอดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักตัวน้อย โดยทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และระดับออกซิเจน พร้อมเป็นระบบปิดช่วยป้องกันการติดเชื้อและลดสิ่งรบกวนภายนอก ซึ่งตู้อบมีทั้งแบบปิด แบบเปิด และแบบเคลื่อนย้าย โดยระยะเวลาที่ทารกต้องอยู่จะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายจนกว่าจะหายใจได้เองและน้ำหนักตัวถึงเกณฑ์ปลอดภัย
โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมดูแลคุณแม่และทารกให้มีสุขภาพแข็งแรง ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และแพทย์ พยาบาลผู้ชำนาญการด้านดูแลเด็กทารกโดยเฉพาะ ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คลายความกังวลเมื่อต้องให้เจ้าตัวเล็กอยู่ตู้อบ ภายใต้การดูแลของแพทย์และพยาบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อสุขภาพที่ดี มีพัฒนาการที่สมบูรณ์ตามวัย
FAQ
ได้ โรงพยาบาลส่วนใหญ่อนุญาตและส่งเสริมให้พ่อแม่เข้าเยี่ยมทารกอย่างใกล้ชิด เพราะการสัมผัสแบบแนบเนื้อ (Kangaroo Care) รวมถึงเสียงพูดคุยของพ่อแม่ มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการและช่วยให้ทารกสงบลง ซึ่งพ่อแม่ต้องทำตามกฎการควบคุมการติดเชื้อของแผนก NICU อย่างเคร่งครัด เช่น การล้างมือให้สะอาดและสวมชุดอุปกรณ์ป้องกันก่อนเข้าเยี่ยมทุกครั้ง
ตัวตู้อบและการทำงานของตู้อบไม่ได้ส่งผลเสียต่อสายตาทารก แต่ความเสี่ยงต่อการมองเห็นในทารกคลอดก่อนกำหนด มักเกิดจากระดับความเข้มข้นของออกซิเจน ที่ทารกจำเป็นต้องได้รับเพื่อช่วยหายใจ หากได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสมอาจเสี่ยงต่อภาวะจอประสาทตาผิดปกติ (Retinopathy of Prematurity) กุมารแพทย์จึงต้องควบคุมปริมาณออกซิเจนอย่างระมัดระวัง และนัดหมายจักษุแพทย์เพื่อตรวจตาอย่างใกล้ชิด
มีโอกาส ทารกที่คลอดครบกำหนดอาจต้องเข้าตู้อบเพื่อรับการรักษาหากพบภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด เช่น มีน้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐานมาก สำลักน้ำคร่ำจนมีปัญหาด้านการหายใจ มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือมีภาวะตัวเหลืองรุนแรงที่ต้องเข้ารับการส่องไฟ ตู้อบจะช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการรักษามากที่สุด