Nursery คืออะไร ทำหน้าที่อะไร ทำไมคุณแม่ถึงวางใจให้ช่วยดูแลลูก

  • Nursery ในโรงพยาบาล คือแผนกเฉพาะทางสำหรับดูแลทารกแรกเกิดที่คลอดครบกำหนดและมีสุขภาพแข็งแรง ตั้งแต่แรกคลอดจนถึงวันกลับบ้าน โดยมีกุมารแพทย์และพยาบาลวิชาชีพดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยและช่วยแบ่งเบาภาระให้คุณแม่ได้พักผ่อน
  • หน้าที่ของ Nursery จะทำการประเมินสุขภาพทารกแรกคลอด เฝ้าระวังอาการผิดปกติ คัดกรองโรคทางพันธุกรรม ให้ยาและวัคซีนพื้นฐาน รวมถึงให้คำแนะนำคุณแม่ในการดูแลทารก
  • การดูแลหลังคลอดของ Nursery ครอบคลุมการดูแลสุขอนามัย การจัดการโภชนาการและการให้นม การติดตามระบบขับถ่าย การควบคุมอุณหภูมิร่างกายทารกให้อบอุ่น และการช่วยดูแลทารกในยามวิกาลเพื่อให้คุณแม่ได้รับการฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่
  • พยาบาลจะฝึกสอนทักษะสำคัญก่อนกลับบ้าน ได้แก่ การจัดท่าให้นมที่ถูกต้อง วิธีอาบน้ำและเช็ดทำความสะอาดขั้วสะดือ การสังเกตอาการผิดปกติที่ต้องรีบมาพบแพทย์ (เช่น ตัวเหลือง หายใจหอบเหนื่อย) และการจัดท่านอนรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับทารก

การต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าสู่ครอบครัวเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่หลายท่าน ความกังวลเกี่ยวกับการดูแลเจ้าตัวเล็กในช่วงเริ่มต้นอาจสร้างความลำบากใจได้ไม่น้อย บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Nursery คืออะไร ทำหน้าที่อะไรในโรงพยาบาล พร้อมบทบาทสำคัญในการดูแลทารกแรกเกิดและการเฝ้าระวังสุขภาพหลังคลอด พร้อมคำแนะนำที่ควรรู้

 

Nursery ในโรงพยาบาล คืออะไร

 

Nursery ในโรงพยาบาล คืออะไร

Nursery ในโรงพยาบาล คือ แผนกเฉพาะทางเน้นดูแลทารกแรกเกิดอย่างใกล้ชิดตั้งแต่แรกคลอดจนถึงวันที่สามารถกลับบ้านได้ โดยมีทีมกุมารแพทย์เฉพาะทางทารกแรกเกิดและพยาบาลวิชาชีพคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

สาเหตุที่คุณแม่วางใจให้ Nursery ในโรงพยาบาลช่วยดูแลลูก เป็นเพราะแผนกนี้มีความพร้อมในวิธีดูแลทารกแรกเกิดทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญการเฉพาะทาง มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน มีระบบการควบคุมการติดเชื้อที่เข้มงวด และยังช่วยแบ่งเบาภาระเพื่อให้คุณแม่หลังคลอดได้พักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่ โดยมั่นใจได้ว่าทารกจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามหลักการแพทย์

หน้าที่ของ Nursery ในโรงพยาบาลมีอะไรบ้าง

  • ประเมินสุขภาพแรกคลอด ตรวจประเมินความสมบูรณ์ของทารก (APGAR Score) ชั่งน้ำหนัก วัดความยาวลำตัว และวัดรอบศีรษะ
  • เฝ้าระวังอาการผิดปกติ ติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ อุณหภูมิร่างกาย รวมถึงการคัดกรองภาวะตัวเหลือง
  • ให้ยาและวัคซีนพื้นฐาน ฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (HBV) และฉีดวิตามินเคเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกผิดปกติในทารก
  • คัดกรองโรคแต่กำเนิด เจาะเลือดส้นเท้าเพื่อตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ และตรวจคัดกรองการได้ยิน
  • ให้คำแนะนำแก่คุณแม่ สอนและฝึกปฏิบัติการดูแลทารกแรกเกิดเบื้องต้นโดยพยาบาล เช่น การอุ้ม การอาบน้ำ การเช็ดสะดือ และเทคนิคการให้นมแม่

การดูแลหลังคลอดของ Nursery เป็นอย่างไร

  • การดูแลสุขอนามัย อาบน้ำ สระผม ทำความสะอาดดวงตา และเช็ดทำความสะอาดสายสะดือของทารกอย่างถูกวิธีทุกวันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • การจัดการโภชนาการ นำทารกไปส่งให้คุณแม่ดูดนมตามเวลา หรือช่วยป้อนนมเสริมในกรณีที่คุณแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอหรือมีภาวะแทรกซ้อน พร้อมบันทึกปริมาณนมที่ทารกได้รับ
  • ติดตามการขับถ่าย สังเกตและบันทึกจำนวนครั้งรวมถึงลักษณะของการถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ     (ขี้เทา) เพื่อประเมินการทำงานของระบบขับถ่ายและประเมินว่าทารกได้รับนมเพียงพอหรือไม่
  • ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ดูแลให้ทารกอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม ห่อตัวทารกให้อบอุ่น เพื่อป้องกันภาวะตัวเย็น (Hypothermia) ซึ่งพบได้บ่อยในทารกแรกเกิดที่ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายยังทำงานไม่สมบูรณ์
  • จัดตารางเวลาให้คุณแม่พักผ่อน ดูแลทารกในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงที่คุณแม่มีอาการอ่อนเพลียหลังคลอด เพื่อให้ร่างกายของคุณแม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ โดยจะนำทารกไปพบคุณแม่เฉพาะช่วงเวลาให้นมหรือตามที่คุณแม่ต้องการ
  • ทางแผนกมีทีมช่วยสนับสนุนให้คุณแม่ สามารถดูแลทารกตลอด 24 ชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับความประสงค์และสุขภาพของคุณแม่และทารก

 

การเฝ้าระวังอาการของทารกหลังคลอด มีอะไรบ้าง

 

การเฝ้าระวังอาการของทารกหลังคลอด มีอะไรบ้าง

ภาวะตัวเหลือง

  • สังเกตการเปลี่ยนแปลงของสีผิวและตาขาวว่ามีอาการเหลืองหรือไม่ โดยความเหลืองมักจะเริ่มจากบริเวณใบหน้าแล้วค่อยๆ ลามลงสู่ลำตัวและแขนขา
  • ตรวจวัดระดับสารสีเหลืองหรือบิลิรูบิน (Bilirubin) โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดผ่านทางผิวหนัง (Transcutaneous Bilirubinometer) หรือการเจาะเลือดประเมิน
  • หากพบว่าระดับสารสีเหลืองสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทารกจะต้องได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟ (Phototherapy) เพื่อขับสารสีเหลืองออกจากร่างกาย ป้องกันไม่ให้สารเหลืองสะสมจนเป็นอันตรายต่อสมอง

การขับถ่าย

  • การถ่ายอุจจาระ ติดตามการถ่ายขี้เทา (อุจจาระสีเขียวดำเหนียว) ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เพื่อยืนยันว่าระบบทางเดินอาหารไม่มีภาวะอุดตัน หลังจากนั้นสีอุจจาระจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อได้รับนม
  • การถ่ายปัสสาวะ ทารกจะต้องปัสสาวะครั้งแรกภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด และเมื่อได้รับน้ำนมเพียงพอ ทารกควรปัสสาวะสีเหลืองใสอย่างน้อย 6-8 ครั้งต่อวัน
  • บันทึกความถี่ ปริมาณ และลักษณะของการขับถ่ายทุกครั้ง เพื่อประเมินการทำงานของไต ลำไส้ และประเมินว่าทารกได้รับนมเพียงพอหรือไม่

การวัดสัญญาณชีพ

  • อุณหภูมิร่างกาย ควบคุมและเฝ้าระวังให้อุณหภูมิร่างกายอยู่ระหว่าง 36.5 - 37.5 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันภาวะตัวเย็น (Hypothermia) ซึ่งอันตรายต่อทารก หรือป้องกันภาวะไข้ที่บ่งชี้ถึงการติดเชื้อ
  • อัตราการหายใจ ปกติทารกแรกเกิดจะหายใจเร็วประมาณ 40-60 ครั้งต่อนาที ต้องเฝ้าระวังความผิดปกติ เช่น หายใจหอบเหนื่อย หายใจเสียงดัง ปีกจมูกบาน หรือหน้าอกบุ๋ม
  • อัตราการเต้นของหัวใจ ตรวจวัดความสม่ำเสมอของจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งปกติจะอยู่ที่ 120-160 ครั้งต่อนาที
  • ระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation) คัดกรองการทำงานของปอดและโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายทารกได้รับออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเพียงพอ

 

การฝึกทักษะให้คุณแม่ ตามคำแนะนำของ Nursery มีอะไรบ้าง

 

การฝึกทักษะให้คุณแม่ ตามคำแนะนำของ Nursery มีอะไรบ้าง

การให้นมบุตร

  • จัดท่าอุ้มให้ลูกอยู่ในระดับเดียวกับหน้าอก โดยให้ศีรษะและลำตัวทารกอยู่ในแนวตรงกัน
  • กระตุ้นให้ลูกอมลานนมให้ลึกที่สุด ไม่ใช่ดูดแค่บริเวณหัวนม เพื่อป้องกันภาวะหัวนมแตกและช่วยให้ทารกได้รับน้ำนมเต็มที่
  • ให้ลูกดูดนมตามต้องการ หรือเฉลี่ยทุก 2-3 ชั่วโมง โดยให้ดูดข้างละประมาณ 15-30 นาที
  • หลังให้นมเสร็จทุกครั้ง ควรจับลูกอุ้มพาดบ่าหรือให้นั่งบนตักแล้วลูบหลังเบาๆ ประมาณ 10-15 นาที เพื่อไล่ลมและป้องกันการแหวะนม

วิธีอาบน้ำทารก

  • เตรียมอุปกรณ์ แชมพู สบู่ และผสมน้ำอุ่นให้อยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะก่อนนำทารกมาอาบน้ำ
  • ใช้แขนหรือฝ่ามือประคองคอและศีรษะของทารกให้มั่นคงเสมอขณะอยู่ในอ่างอาบน้ำ
  • ลูบทำความสะอาดอย่างเบามือ โดยเน้นบริเวณข้อพับคอ รักแร้ และขาหนีบ
  • ไม่ควรใช้เวลาอาบน้ำนานเกินไป เมื่ออาบเสร็จให้ใช้ผ้าเช็ดตัวซับผิวให้แห้งทันที เพื่อป้องกันทารกสูญเสียความร้อนและเกิดภาวะตัวเย็น

การสังเกตอาการผิดปกติ

  • สังเกตผิวหนังและตาขาว หากพบว่ามีสีเหลืองเพิ่มมากขึ้น ลามลงมาถึงหน้าอกหรือหน้าท้อง ควรรีบพากลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจภาวะตัวเหลือง
  • สังเกตการหายใจ หากทารกหายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หน้าอกบุ๋มลึก หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที
  • สังเกตการขับถ่าย หากทารกไม่มีการขับถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะเกิน 24 ชั่วโมง มีอาการท้องอืดแข็ง ร้องกวนงอแงผิดปกติ ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
  • สังเกตพฤติกรรม หากทารกซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือแหวะนมพุ่งออกมาในปริมาณมากทุกครั้งหลังมื้อนม ควรปรึกษากุมารแพทย์

วิธีการเช็ดสะดือทารกแรกเกิด

  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนทำความสะอาดสะดือ
  • ใช้คอตตอนบัดชุบแอลกอฮอล์ 70% (หรือน้ำยาที่โรงพยาบาลเตรียมให้) เช็ดจากบริเวณโคนสะดือด้านล่างสุด วนขึ้นมาจนถึงปลายขั้วสะดือ โดยเช็ดไปในทิศทางเดียว ไม่เช็ดย้อนไปมา
  • เช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งหลังอาบน้ำเช้า-เย็น หรือเมื่อสะดือเปียกชื้น
  • พับขอบผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปหรือแพมเพิสให้อยู่ต่ำกว่าระดับสะดือ เพื่อป้องกันการเสียดสีและทำให้สะดือแห้งไวขึ้น โดยห้ามโรยแป้งหรือทายาใดๆ บริเวณสะดือเด็ดขาด

การจัดสภาพแวดล้อมการนอน

  • จัดให้ทารกนอนหงายเสมอ หลีกเลี่ยงการให้นอนคว่ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะไหลตายในทารกแรกเกิด (SIDS)
  • เลือกใช้เบาะนอนหรือที่นอนที่มีความเรียบตึง ไม่นุ่มยวบยาบ
  • เคลียร์พื้นที่บนเตียงให้โล่ง หลีกเลี่ยงการวางหมอนหนุน ตุ๊กตา หรือผ้าห่มผืนหนาไว้ใกล้ตัวทารก เพื่อป้องกันสิ่งของปิดทับจมูกและปาก
  • ควบคุมอุณหภูมิห้องให้เย็นสบาย อากาศถ่ายเทสะดวก และไม่เปิดพัดลมหรือแอร์เป่าลมเย็นเข้าหาตัวทารกโดยตรง

ปรึกษาการเลี้ยงดูบุตรที่โรงพยาบาลวิภาวดี

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่กำลังว้าวุ่นกับการเลี้ยงดูลูกครั้งแรกว่าจะทำอย่างไรดี สามารถปรึกษาได้ที่แผนกกุมารเวช โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมให้คำแนะนำในการเลี้ยงดูบุตรอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลตัวเองหลังคลอด การเฝ้าระวังอาการของทารกหลังคลอด ไปจนถึงการฝึกทักษะให้คุณแม่ เพื่อให้การเลี้ยงดูลูกเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

สรุป

แผนก Nursery ในโรงพยาบาลคือศูนย์ดูแลทารกแรกเกิดโดยทีมกุมารแพทย์และพยาบาลวิชาชีพตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทำหน้าที่ประเมินสุขภาพแรกคลอด ให้วัคซีนพื้นฐาน คัดกรองโรคแต่กำเนิด ตลอดจนเฝ้าระวังสัญญาณชีพและการขับถ่ายอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะตัวเหลืองหรือตัวเย็น พร้อมทั้งช่วยจัดการด้านสุขอนามัยและโภชนาการเพื่อให้คุณแม่ได้พักฟื้นร่างกายอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ Nursery ยังช่วยฝึกทักษะสำคัญในการเลี้ยงดูบุตรให้แก่คุณแม่ เพื่อให้คุณแม่ดูแลเจ้าตัวเล็กได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยเมื่อกลับบ้าน

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่ต้องการปรึกษาการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด สามารถปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมให้คำแนะนำในการเลี้ยงดู สังเกตอาการของเด็กแรกเกิดเบื้องต้น รวมถึงการฝึกทักษะให้คุณแม่สามารถดูแลลูกได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้เส้นทางการเติบโตของลูกน้อยเป็นไปอย่างแข็งแรง


FAQ

Nursery (หออภิบาลทารกแรกเกิด) เป็นแผนกสำหรับดูแลทารกที่คลอดครบกำหนดและมีสุขภาพแข็งแรงปกติ เพื่อเฝ้าระวังอาการเบื้องต้นและเตรียมความพร้อมก่อนกลับบ้าน ส่วน NICU (Neonatal Intensive Care Unit) คือหอผู้ป่วยวิกฤตสำหรับดูแลทารกแรกเกิดที่มีอาการป่วย คลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักตัวน้อยมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตและเฝ้าระวังโดยกุมารแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด

ควรเช็ดทำความสะอาดสะดืออย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังอาบน้ำเช้าและเย็น หรือเช็ดเพิ่มเติมได้ทันทีเมื่อพบว่าบริเวณโคนสะดือเปียกชื้น เลอะปัสสาวะหรืออุจจาระ โดยต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอไปจนกว่าสายสะดือจะแห้ง ขั้วหลุดร่วงไปเอง และบริเวณโคนสะดือสมานตัวสนิท มักใช้เวลาประมาณ 7-14 วัน

ระยะเวลาจะสอดคล้องกับระยะเวลาพักฟื้นของคุณแม่ โดยทั่วไปหากเป็นการคลอดธรรมชาติ ทารกจะอยู่ใน Nursery ประมาณ 2-3 วัน ส่วนกรณีผ่าคลอดจะอยู่ประมาณ 3-4 วัน หากประเมินแล้วว่าทารกมีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ดี และไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ เช่น ภาวะตัวเหลือง ก็สามารถเดินทางกลับบ้านพร้อมคุณแม่ได้ทันที

บทความที่เกี่ยวข้อง