- การเตรียมตัวก่อนคลอด คือการวางแผนและจัดเตรียมความพร้อมในช่วงใกล้คลอด ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สัมภาระ และเอกสาร ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อมีอาการเจ็บครรภ์คลอดได้อย่างรวดเร็ว และทำให้การดูแลทารกในช่วงแรกเกิดเป็นไปอย่างราบรื่น
- การเตรียมตัวก่อนคลอด ประกอบด้วยการเตรียมร่างกาย เตรียมของใช้ เตรียมเอกสารสำคัญให้ครบ และสภาพจิตใจ เพื่อลดความกลัวและสร้างความผ่อนคลาย
- แพทย์จะทำการประเมินความพร้อมอย่างละเอียด ทั้งการอัลตราซาวด์เพื่อดูขนาดและท่าทางของทารก การตรวจภายในเพื่อประเมินความพร้อมของปากมดลูก การทำ NST เพื่อตรวจดูอัตราการเต้นของหัวใจทารก รวมถึงการตรวจเลือด ปัสสาวะ เพื่อวางแผนการคลอดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณแม่และทารก
ช่วงเวลาที่รอคอยใกล้จะมาถึงแล้ว! การก้าวเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์คือช่วงเวลาที่ตื่นเต้นและเต็มไปด้วยรายละเอียดที่คุณแม่ต้องจัดการ โดยการเตรียมตัวก่อนคลอดบุตร เป็นสิ่งที่คุณแม่มือใหม่หลายคนกำลังกังวล บทความนี้จะช่วยแนะนำสิ่งที่คุณแม่ต้องเตรียมความพร้อมก่อนคลอด ว่ามีอะไรบ้าง ให้เป็นไปอย่างมั่นใจ ราบรื่น
%20-%20reop/Vibhavadi%20Hospital%20-%20May%20Article%204%20(%20%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%20%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%20%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94)%20-%20reop_Article.jpg)
การเตรียมตัวก่อนคลอดคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ
การเตรียมตัวก่อนคลอดคือ กระบวนการวางแผนและจัดเตรียมความพร้อมในทุกด้านสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงกำหนดคลอด ซึ่งครอบคลุมทั้งการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย การเตรียมความพร้อมทางจิตใจ การจัดเตรียมสัมภาระเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับมารดาและทารก การเตรียมเอกสารสำคัญ ตลอดจนการวางแผนการเดินทางและการทำความเข้าใจขั้นตอนการรับบริการของโรงพยาบาล เพื่อให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์จริงได้อย่างราบรื่น
ความสำคัญของการเตรียมความพร้อมก่อนคลอด
- ลดความวิตกกังวล การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าช่วยลดความเครียดและความกลัว ทำให้คุณแม่มีสภาวะจิตใจที่ผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการคลอด
- รับมือเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที ป้องกันความฉุกละหุกเมื่อมีอาการเจ็บครรภ์คลอดกะทันหัน หรือมีภาวะน้ำเดิน ทำให้สามารถหยิบกระเป๋าสัมภาระและเดินทางไปโรงพยาบาลได้ทันที
- ลดปัญหาด้านการจัดการเอกสาร การเตรียมเอกสารสำคัญไว้ล่วงหน้า ช่วยให้กระบวนการเข้ารับการรักษา การทำสูติบัตร (แจ้งเกิด) และการใช้สิทธิเบิกจ่ายต่างๆ ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและไม่ติดขัด
- เพิ่มความมั่นใจในการดูแลทารก การจัดเตรียมเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับทารกแรกเกิดและคุณแม่หลังคลอดไว้อย่างครบถ้วน จะช่วยให้การดูแลทารกในช่วงวันแรกๆ เป็นไปอย่างราบรื่น
การเตรียมตัวก่อนคลอด มีอะไรบ้าง
เมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายหรือประมาณเดือนที่ 8-9 ของการตั้งครรภ์ เป็นเวลาที่คุณแม่ควรเริ่มจัดเตรียมสิ่งของและวางแผนในด้านต่างๆ เพื่อให้พร้อมที่สุดสำหรับการให้กำเนิดสมาชิกใหม่ การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความฉุกละหุกเมื่อมีอาการเจ็บครรภ์เตือนหรือเจ็บครรภ์จริง โดยการเตรียมตัวก่อนคลอดมีดังนี้
เตรียมร่างกายก่อนคลอด
- ดูแลสุขอนามัย อาบน้ำ สระผมให้สะอาด ตัดเล็บให้สั้น และทำความสะอาดร่างกายเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
- ฝึกการหายใจ ฝึกเทคนิคการหายใจเข้า-ออกลึกๆ เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดขณะมดลูกหดรัดตัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการเบ่งคลอด
- พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมง เพื่อสะสมพลังงานไว้ใช้ในกระบวนการคลอดที่อาจยาวนาน
- เฝ้าระวังสัญญาณเตือน หมั่นสังเกตความผิดปกติ เช่น ท้องแข็งถี่สม่ำเสมอ มีมูกเลือดออกทางช่องคลอด หรือมีน้ำเดิน หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
- งดน้ำงดอาหาร (กรณีผ่าคลอด) หากมีกำหนดผ่าคลอดชัดเจน การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดคลอดจะต้องงดน้ำและอาหารตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด มักประมาณ 6-8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
เตรียมของใช้ที่จำเป็น
- สำหรับคุณแม่ เสื้อผ้าสำหรับใส่วันกลับ โดยควรเป็นชุดที่ปลดกระดุมหน้าได้เพื่อสะดวกต่อการให้นม เสื้อชั้นในให้นมบุตร แผ่นซับน้ำนม ผ้าอนามัยสำหรับสตรีหลังคลอด (แบบห่วงหรือกางเกง) และของใช้ส่วนตัวขั้นพื้นฐาน
- สำหรับทารก เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด ถุงมือ ถุงเท้า หมวก ผ้าห่อตัว ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ไซซ์ New Born และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับเด็กทารก
- ควรจัดกระเป๋าสัมภาระเตรียมคลอดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ 32-34 สัปดาห์ และวางไว้ในจุดที่เห็นได้ชัดเจนเพื่อให้หยิบฉวยได้ทันที
เอกสารสำคัญ
- สมุดฝากครรภ์ (ประวัติการฝากครรภ์และการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้งหมด)
- บัตรประจำตัวประชาชนของมารดาและบิดา (ตัวจริงและสำเนา)
- ทะเบียนบ้านที่จะย้ายทารกเข้า (ตัวจริงและสำเนา)
- ทะเบียนสมรส (ตัวจริงและสำเนา ถ้ามี)
- เอกสารประกันสุขภาพ หรือบัตรแสดงสิทธิการรักษาพยาบาล
เตรียมจิตใจก่อนคลอด
- ทำความเข้าใจกระบวนการคลอด ทั้งการคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอด เพื่อให้รู้ว่าต้องเผชิญกับขั้นตอนใดบ้าง ซึ่งจะช่วยลดความกลัวได้
- หากิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง ทำสมาธิ หรืออ่านหนังสือคู่มือการดูแลทารก
- พูดคุยปรึกษากับสามีหรือครอบครัวเกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่หลังคลอด เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความกดดัน
- ทำใจให้สบายและเชื่อมั่นในแพทย์ หากมีความกังวลหรือข้อสงสัยใดๆ ควรสอบถามสูตินรีแพทย์ที่ฝากครรภ์ล่วงหน้า
%20-%20reop/Vibhavadi%20Hospital%20-%20May%20Article%204%20(%20%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%20%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%20%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94)%20-%20reop_Article2.jpg)
การตรวจสุขภาพก่อนคลอด ทำอย่างไร
ในช่วงใกล้คลอดหรือไตรมาสสุดท้าย แพทย์จะนัดตรวจสุขภาพอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความพร้อมของคุณแม่และทารก โดยมีขั้นตอนการตรวจดังนี้
- นัดตรวจและซักประวัติการตั้งครรภ์อย่างละเอียด เข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจยืนยันอายุครรภ์ ประเมินอาการผิดปกติ และทบทวนประวัติการเจ็บป่วยหรือการตั้งครรภ์ในอดีต
- ตรวจสัญญาณชีพและร่างกายทั่วไปของคุณแม่ ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ตรวจชีพจร ระบบภายใน และตรวจอาการบวม เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนต่างๆ
- ตรวจเลือดพื้นฐาน เจาะเลือดตรวจหาหมู่เลือด ค่า Rh ภาวะโลหิตจาง ระดับน้ำตาล และคัดกรองโรคติดเชื้อสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์
- ตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมและโรคติดต่อ ตรวจหาพาหะธาลัสซีเมียและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามดุลยพินิจของแพทย์เพื่อวางแผนป้องกันและลดผลกระทบต่อทารก
- ตรวจปัสสาวะ ตรวจหาน้ำตาล โปรตีน และการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อเฝ้าระวังภาวะเบาหวาน ครรภ์เป็นพิษ และการคลอดก่อนกำหนด
- ตรวจติดตามสุขภาพและการเจริญเติบโตของทารก ตรวจคลำหน้าท้องเพื่อประเมินขนาดมดลูก ท่าทางของทารก และฟังเสียงหัวใจลูกเพื่อเช็กความสมบูรณ์แข็งแรง
- ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราซาวด์ แพทย์จะนัดอัลตราซาวด์ตามช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม เพื่อยืนยันอายุครรภ์ ตรวจสอบโครงสร้างทารก ปริมาณน้ำคร่ำ และตำแหน่งของรก
- ประเมินความเสี่ยงและวางแผนทำคลอด วิเคราะห์ผลตรวจทั้งหมดเพื่อจัดกลุ่มความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ และร่วมกันวางแผนแนวทางการคลอดที่ปลอดภัยที่สุด
- ให้คำแนะนำการเตรียมร่างกายก่อนคลอด แพทย์และพยาบาลจะแนะนำเรื่องโภชนาการ การทานวิตามิน การสังเกตสัญญาณอันตราย ตลอดจนการจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นในวันคลอด
ปัญหาความเสี่ยงที่อาจเจอได้ในการผ่าคลอด
- การติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์และยาฆ่าเชื้อจะก้าวหน้าขึ้น แต่การผ่าคลอดยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแผลติดเชื้อหลังการผ่าตัด ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างระมัดระวัง
- การคำนวณอายุครรภ์คลาดเคลื่อน ต่างจากการคลอดธรรมชาติที่มีสัญญาณเตือนตามกลไกทางร่างกาย การนัดผ่าคลอดจำเป็นต้องนับอายุครรภ์ให้แม่นยำ เพราะหากนับผิดอาจทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนดจนปอดยังทำงานไม่สมบูรณ์และเกิดปัญหาทางระบบหายใจตามมา
- ความเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจของทารก หากคำนวณอายุครรภ์คลาดเคลื่อนและทำการผ่าคลอดก่อนกำหนด ทารกอาจมีภาวะหายใจลำบาก หรือมีภาวะปอดชื้น เนื่องจากไม่ผ่านกระบวนการบีบรัดตัวจากช่องคลอดที่ช่วยรีดน้ำออกจากปอด
- การเสียเลือดและการติดเชื้อ มารดาจะเสียเลือดมากกว่าการคลอดธรรมชาติ และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด ภายในมดลูก หรือระบบทางเดินปัสสาวะ
- ผลข้างเคียงจากยาระงับความรู้สึก อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการบล็อกหลังหรือยาสลบ เช่น ความดันโลหิตต่ำ ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน หรือมีอาการแพ้ยา
- การบาดเจ็บของอวัยวะข้างเคียง ในระหว่างการผ่าตัด อาจเกิดการกระทบกระเทือนหรือเกิดรอยฉีกขาดบริเวณอวัยวะใกล้เคียงมดลูก เช่น ลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะ
- การเกิดพังผืดในช่องท้อง กระบวนการสมานแผลหลังผ่าตัดอาจทำให้เกิดพังผืดเกาะติดอวัยวะภายในช่องท้อง ซึ่งอาจส่งผลให้มารดามีอาการปวดท้องเรื้อรัง ท้องอืด หรือส่งผลต่อการมีบุตรยากในอนาคต
- ความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป การมีแผลเป็นที่มดลูกจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะรกเกาะต่ำ รกฝังตัวลึก หรือเสี่ยงต่อภาวะมดลูกปริแตกในการตั้งครรภ์และการคลอดครั้งต่อไป
%20-%20reop/Vibhavadi%20Hospital%20-%20May%20Article%204%20(%20%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%20%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%20%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94)%20-%20reop_Article3.jpg)
อาหารที่ควร/ไม่ควรรับประทาน ก่อนคลอด
อาหารที่ควรรับประทาน
- โปรตีนคุณภาพดี เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ปลา ไข่ และถั่ว
- คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ธัญพืชขัดสีน้อย
- อาหารที่มีกากใยสูง ผักใบเขียว ผลไม้สด ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูก
- ธาตุเหล็กและแคลเซียม ตับ เครื่องในสัตว์ งา นม และปลาเล็กปลาน้อย
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารรสจัดและของหมักดอง เสี่ยงต่ออาการท้องเสีย ท้องอืด และอาหารที่มีโซเดียมสูงจะทำให้ร่างกายบวมน้ำหรือกระตุ้นให้เกิดความดันโลหิตสูง
- อาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ เช่น ปลาดิบ หอยนางรม ไข่ดาวไม่สุก
- ของหวานและน้ำตาลสูง น้ำอัดลม ขนมหวาน เบเกอรี่ เสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ทำให้ทารกตัวใหญ่เกินไปจนคลอดลำบาก
- เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ สามารถทานได้บ้าง แต่อาจทำให้คุณแม่นอนไม่หลับและส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจทารก ส่วนแอลกอฮอล์มีผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมองของทารก
ค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวก่อนคลอด
การวางแผนการเงินล่วงหน้าจะช่วยลดความกังวลในช่วงใกล้คลอด โดยค่าใช้จ่ายสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ ได้ดังนี้
- ค่าแพ็กเกจฝากครรภ์และตรวจสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ รวมค่าพบแพทย์ ค่าตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ อัลตราซาวด์ และวิตามินพื้นฐาน โดยรวมมักอยู่ในช่วงประมาณ 20,000–50,000 บาท ตลอดการตั้งครรภ์ ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลและจำนวนครั้งที่ตรวจ
- ค่าแพ็กเกจคลอด (คลอดธรรมชาติ / ผ่าคลอด) โรงพยาบาลเอกชนมักจัดเป็นแพ็กเกจเหมาจ่าย แยกคลอดธรรมชาติและผ่าคลอด ซึ่งอาจมีตั้งแต่หลักหมื่นปลายถึงหลักแสน ขึ้นกับระดับห้องพักและบริการที่รวมในแพ็กเกจ (ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน รวมถึงระยะเวลาพักฟื้น)
- ค่าใช้จ่ายของใช้คุณแม่ใกล้คลอด เสื้อให้นม แผ่นซับน้ำนม ผ้าอนามัยหลังคลอด เสื้อผ้ากลับบ้าน หมอนรองให้นม เครื่องปั๊มนม (หากซื้อ) เป็นกลุ่มค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจากแพ็กเกจโรงพยาบาล
- ค่าใช้จ่ายของใช้เด็กแรกเกิดเตรียมไว้ที่บ้าน เสื้อผ้าแรกเกิด ผ้าอ้อม ผ้าห่อตัว ผ้าขนหนู ขวดนม เครื่องอุ่นนม ผ้าเช็ดทำความสะอาด เตียง/เปลเด็ก ฯลฯ ขึ้นอยู่กับแบรนด์ที่เลือกใช้และจำนวนที่เตรียม
- ค่าเดินทางและจิปาถะช่วงใกล้คลอด เช่น ค่าเดินทางไป–กลับโรงพยาบาลหลายครั้งในช่วงใกล้คลอด ค่าที่จอดรถ ค่าอาหาร/อยู่เฝ้าของคุณพ่อหรือญาติ
- ค่าใช้จ่ายหลังคลอดระยะต้น (เกี่ยวเนื่องกับการเตรียมตัวก่อนคลอด) เช่น ค่าตรวจติดตามหลังคลอด ค่าวัคซีนแรกเกิดเพิ่มเติม (ถ้าเลือกวัคซีนเสริม) ค่าปรึกษาการให้นม/เลี้ยงลูก ที่ควรเตรียมงบไว้ต่อเนื่องจากค่าเตรียมตัวก่อนคลอด
ปรึกษาและวางแผนคลอดบุตรที่โรงพยาบาลวิภาวดี
สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่กำลังวางแผนคลอดบุตร หรือต้องการปรึกษาการเตรียมตัวก่อนคลอด สามารถปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมให้คำปรึกษาระหว่างการเตรียมตัวก่อนคลอด พร้อมตรวจเช็กสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ ด้วยเครื่องมือแพทย์ทันสมัย เพื่อให้การเตรียมร่างกายก่อนคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น และปลอดภัย พร้อมต้อนรับสมาชิกใหม่
สรุป
การเตรียมตัวก่อนคลอดในไตรมาสสุดท้ายช่วยลดความกังวล โดยคุณแม่ต้องเตรียมร่างกาย พักผ่อนให้พอ สังเกตสัญญาณเตือน จัดกระเป๋าของใช้แม่ลูกล่วงหน้า และเตรียมเอกสารสำคัญสำหรับแจ้งเกิด ด้านการแพทย์จะมีการตรวจสุขภาพ ซักประวัติ ตรวจเลือด-ปัสสาวะ และอัลตราซาวด์ประเมินความพร้อม หากผ่าคลอดต้องงดน้ำอาหารและระวังความเสี่ยง เช่น แผลติดเชื้อ พังผืด หรือทารกหายใจลำบากจากการนับอายุครรภ์คลาดเคลื่อน ส่วนด้านโภชนาการควรเน้นโปรตีน กากใย เลี่ยงของดิบและของหวาน
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ที่กำลังต้องการปรึกษาด้านการเตรียมตัวก่อนคลอด สามารถปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้คำปรึกษา คำแนะนำ และตรวจสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อให้การเตรียมความพร้อมก่อนคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัยทั้งคุณแม่และลูกอย่างสุขภาพดี
FAQ
อาการเจ็บท้องเตือนมักจะเจ็บไม่สม่ำเสมอ เจ็บห่างๆ และความปวดมักจะทุเลาลงเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถหรือนั่งพัก ควรสังเกตอาการอยู่ที่บ้านไปก่อน แต่หากเริ่มเจ็บถี่ขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือมีน้ำเดินและมีเลือดออก ค่อยรีบเดินทางไปโรงพยาบาล
จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารทุกชนิดอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัดคลอด เพื่อป้องกันภาวะสำลักเศษอาหารหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารเข้าสู่หลอดลมและปอดในระหว่างที่ได้รับยาระงับความรู้สึก (ดมยาสลบหรือบล็อกหลัง) ซึ่งอาจทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต
สัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าเข้าสู่ระยะคลอดและควรไปโรงพยาบาล ได้แก่
เจ็บครรภ์สม่ำเสมอ ท้องแข็งและปวดบีบเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เจ็บถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น เจ็บทุกๆ 5-10 นาที แม้เปลี่ยนอิริยาบถก็ไม่หายปวด
มีมูกเลือด มีมูกเหนียวปนเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของปากมดลูก
น้ำเดิน (ถุงน้ำคร่ำแตก) มีของเหลวใสคล้ายปัสสาวะไหลออกมาจากช่องคลอดโดยไม่สามารถกลั้นได้ ไม่ว่าจะมีอาการเจ็บท้องร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม ต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันการติดเชื้อสู่ทารก