การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น(Upper Gastrointestinal Endoscopy : Esophagogastroduodenoscopy)

            เทคนิคพิเศษที่จะตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น โดยจะใช้กล้องที่มีลักษณะยาว เล็ก และโค้งงอได้ ซึ่งแพทย์จะใส่สายยางเล็กที่มีเลนส์และแสงไฟสว่างที่ปลาย ส่องกล้องเข้าทางปาก โดยภาพจะปรากฏบนจอโทรทัศน์  ให้คุณภาพคมชัด และชัดเจน แม่นยำมากกว่าการเอกซเรย์ และหลังจากส่องตรวจเสร็จสามารถทราบผลการตรวจได้ทันที             การส่องกล้องจะทำให้เห็นเยื่อบุกระเพาะ เพื่อดูการอักเสบ ดูแผลในกระเพาะ ดูเนื้องอก นอกจากนั้นยังสามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา หาเซลล์มะเร็ง , เพาะเชื้อเพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย ร่วมไปถึงการส่องกล้องเพื่อรักษาห้ามเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นได้ เพราะอะไรถึงต้องส่องกล่องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น ?            แพทย์จะใช้การส่องกล้องเพื่อตรวจสาเหตุของโรคหรืออาการดังต่อไปนี้- ปวดท้องช่วงบนของท้อง ปวดบริเวณลิ้นปี่ ปวดเป็นๆหายๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ปวดมานานกว่า 1-2 สัปดาห์- อาเจียนโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ- กลืนอาหารลำบาก , จุกแน่นคอ- ท้องอืด มีลมในท้องมาก เรอบ่อย รับประทานอาหารได้น้อย หรืออาจมีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย - เลือดออกทางเดินอาหาร : อาเจียนเป็นเลือด , ถ่ายอุจจาระมีสีดำหรือมีเลือดปน หรือโลหิตจาง ซึ่งอาจจะมีแผลเลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยอาจจะไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย ควรเตรียมตัวอย่างไรบ้างก่อนมาตรวจ ?1. ห้ามรับประทานอาหาร และดื่มน้ำทุกชนิดก่อนมารับการตรวจ อย่างน้อย 6-8 ชม. ก่อนตรวจ ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่ากระเพาะอาหารว่างเปล่า ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจน และป้องกันอันตรายที่เกิดจากการสำลักอาหารและน้ำเข้าไปในหลอดลมขณะที่กลืนกล้องลงสู่ลำคอและระหว่างส่องกล้อง 2. ในรายที่มีฟันปลอมถอดได้ ต้องถอดออก หรือมีฟันโยกจะต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบ เพื่อป้องกันการหลุดและอุดกลั้นทางเดินหายใจ 3. แนะนำให้คนไข้ไม่ควรสวมเครื่องประดับติดตัวมา 4. ควรมีญาติมาด้วย หากในรายที่แพทย์พิจารณาให้ฉีดยาคลายกังวลหลังจากตรวจไม่ควรขับรถด้วยตนเอง 5. ถ้ามีโรคประจำตัว ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ ในบางกรณีแพทย์อาจจะพิจารณาให้งดยาละลายลิ่มเลือดก่อนส่องกล้อง อย่างน้อย 3-7 วันอะไรจะเกิดขึ้นบ้างกับตัวท่านบ้าง ขณะได้รับการตรวจ ?1. เมื่อถึงห้องตรวจผู้ป่วยจะได้รับการพ่นยาชาที่คอ สามารถกลืนลงไปได้เลยโดยไม่เป็นอันตราย ซึ่งจะทำให้ลำคอหมดความรู้สึกเจ็บชั่วคราว ประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ผู้ป่วยบางรายอาจจะรู้สึกแสบในลำคอช่วงแรกๆของการพ่นยา หากผู้ป่วยบางรายมีอาการหวาดกลัว กระสับกระส่าย แพทย์อาจจะต้องพิจารณาให้ยาคลายกังวล หรือยาแก้ปวดทางหลอดเลือดดำ 2. ขณะส่องกล้องจะต้องให้นอนตะแคงซ้าย หลังจากจะใส่ที่กันกัดกล้องให้ผู้ป่วยกัดไว้ในปาก ซึ่งจะมีรูเปิดไว้สำหรับให้กล้องผ่านลงไปได้ 3. หลังจากนั้นแพทย์จะทำการส่องกล้อง โดยจะผ่านจากปากเข้าไปในลำคอ โดยผู้ป่วยจะต้องกลืนกล้อง เพื่อให้สู่หลอดอาหาร หากมีน้ำลายควรปล่อยไหลออกมา ห้ามกลืนเพราะอาจจะเกิดการสำลักได้ ซึ่งขณะส่องกล้องแนะนำให้ผู้ป่วยผ่อนลมหายใจเข้าออก เพื่อบรรเทาอาการแน่นอึดอัดท้อง จะใช้เวลาส่องตรวจประมาณ 10-15 นาที   การปฏิบัติตัวหลังได้รับการส่องตรวจ ?1. ผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนมีเสมหะติดอยู่ในลำคอ หรือรู้สึกหนาๆ ภายในลำคอ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากฤทธิ์ของยาชา จะคงอยู่ประมาน15-30 นาที หลังจากหมดฤทธิ์ยาชาแล้ว อาการเหล่านี้จะค่อยๆหายไปเป็นปกติเช่นเดิมเอง  2. ระหว่างคอชาอยู่ ให้บ้วนน้ำล้างปากได้ เพียงแต่อย่างรีบดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารเพื่อป้องกันการสำลัก 3.หลังจากคอหายชาแล้วให้เริ่มจิบน้ำก่อน เพื่อทดสอบการกลืนว่าเป็นปกติหรือยัง จึงให้รับประทานอาหารได้ ควรเป็นอาหารอ่อนก่อน เพื่อให้สามารถกลืนได้ง่ายขึ้น ไม่ควรรับประทานอาหารร้อนจัดหรือเย็นจัด 5. หากผู้ป่วยบางรายที่ได้รับยาฉีดเพื่อนอนหลับให้คลายกังวล อาจจะมีอาการง่วงอยู่จะต้องนอนพักฟื้นต่อสังเกตอาการรอให้ตื่นรู้สึกตัวดีก่อนประมาณ 90 นาที หากเห็นว่าปลอดภัยดีแล้วจึงจะฟังผลตรวจกับแพทย์ และจะให้ย้ายกลับหอผู้ป่วย หรือกลับบ้านได้ 6.สำหรับผู้ป่วยที่กลับบ้านได้ เมื่อกลับบ้านแล้วควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการรับประทานยาและอาหารให้ครบตามที่แพทย์สั่ง เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ควรมารับการตรวจรักษาตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง  การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)         การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)  เป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการประเมินปัญหาในลำไส้ใหญ่  โดยใช้กล้องส่องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ผอม ยาว และยืดหยุ่นได้ มีกล้องวีดีโอและดวงไฟขนาดเล็กมาก ติดอยู่ที่ปลายท่อ เมื่อทำการขยับและปรับกล้องส่องลำไส้ใหญ่อย่างเหมาะสมแล้ว แพทย์จะสามารถเคลื่อนไหวกล้องให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้ ภาพที่กล้องบันทึกได้ในลำไส้ใหญ่จะปรากฏบนจอโทรทัศน์ ให้คุณภาพความชัดที่ดี และสามารถเก็บรายละเอียดภายในลำไส้ใหญ่ได้ทั้งหมด ซึ่งจะให้ความถูกต้องแม่นยำมากกว่าการทำเอกซเรย์ โดยการส่องกล้องตรวจควรทำในผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้•          มีความผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระเช่นท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ หรือท้องผูกสลับท้องเสีย•          ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน อาจจะเป็นสีแดงสดหรือคล้ำ มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ•          เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระมีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักและมีเลือดออก•          มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด และปวดท้องร่วมด้วย•          มีก้อนในท้อง น้ำหนักลด ซีด อ่อนเพลีย•          ผู้ที่มีอายุ 50ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจทางทวารหนักโดยการส่องกล้องทุกๆ3-5 ปี สิ่งที่ตรวจพบจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่•          ริดสีดวงทวาร•          ลำไส้อักเสบ•          ติ่งเนื้อ•          หลุมในลำไส้ใหญ่ (Diverticulum)•          เนื้องอก•          มะเร็งลำไส้ใหญ่ การเตรียมตัวก่อนการรับการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่•          3 วันก่อนตรวจ ให้รับประทานอาการอ่อนย่อยง่าย•          งดรับประทานผัก ผลไม้ อาหารที่มีกากใย•          รับประทานยาระบายให้ครบตรงตามจำนวน และเวลาที่แพทย์สั่ง•          คืนวันก่อนตรวจ งดอาหารและน้ำดื่ม จนกว่าจะทำการตรวจ•          ควรมีญาติมาด้วย (ในบางรายอาจได้รับยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดดำทำให้ไม่รู้สึกตัวขณะตรวจ)และเมื่อตื่นจากฤทธิ์ยานอนหลับ อาจมีอาการง่วงซึมได้        ขณะตรวจผู้ป่วยอาจรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระหรืออึดอัดแน่นท้อง เนื่องจากแพทย์ได้เป่าลมให้ลำไส้ขยายเพื่อดูพยาธิภาพภายใน อาการเหล่านี้จะบรรเทาได้โดยปฏิบัติ ดังนี้•          หายใจช้าๆ สูดลมหายใจเข้า-ออก•          ปล่อยตัวตามสบาย ไม่เกร็ง•          ห้ามดิ้น หรือขยับตัวขณะแพทย์ส่องกล้อง อาการที่อาจพบได้ภายหลังการตรวจ•          ท้องอืด แน่นท้อง จะทุเลาลงเมื่อผู้ป่วยผายลม•          เจ็บ บริเวณท้องน้อย หรือทวารหนัก อาการเหล่านี้ จะค่อยๆทุเลาลงและหายไปการปฏิบัติตัวหลังส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่•          ให้สังเกตอุจจาระ อาจมีเลือดปนบ้างเล็กน้อย หรือถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์•          ห้ามขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงเนื่องจาก ยังมีฤทธิ์ยานอนหลับค้างอยู่ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการง่วงซึม•          มีอาการผิดปกติ เช่นปวดท้องมาก ท้องแข็ง มีไข้สูง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที•          ติดตามการรักษาและมาตรวจตามนัด  เอกสารอ้างอิง             มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์ส่องกล้องทางเดินอาหาร. “การส่องตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น”. [ ระบบออนไลน์ ]. แหล่งที่มา http://www.si.mahidol.ac.th/office_d/adm/Gi_scope/egd.html (07 กันยายน 2560.)            โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์. ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร. “การส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนต้น”.[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา https://www.bumrungrad.com.th/digestive-diseases-gi-center-tretment-bangkok-thaoland/procedures/upper-gi-endoscopy#Benefits (07 กันยายน 2560).            “การส่องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น”. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://siamhealth.net/public_html/investigation/gi/endoscope.htm#.WbiAS6gxWEd (07 กันยายน 2560). 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนัง

การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนังด้วย  Patch Test ( T.R.U.E. Test )Patch Test    เป็นการทดสอบผื่นแพ้ที่เกิดจากการสัมผัสสารที่เป็นสาเหตุการแพ้ ซึ่งพบได้บ่อย เช่น ถุงมือยาง โลหะนิกเกิล สีย้อมผม สารที่ใช้ในการย้อมสี สารกันบูด น้ำหอม และส่วนประกอบของเครื่องสำอาง เป็นต้น     โดยที่การแพ้อาจมีสาเหตุมาจากสารมากกว่าหนึ่งชนิดก็ได้ T.R.U.E. Test  คืออะไร            T.R.U.E. Test ย่อมาจาก The thin-layer rapid-use epicutaneous test   คือ          การตรวจสารก่อภูมิแพ้แบบมาตรฐาน ด้วยวิธี Patch Test ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันในแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ โดย 1 ชุดตรวจ จะมีการแบ่งเป็น 3 แผ่น แผ่นละ 12 ชนิด สามารถตรวจสารก่อภูมิแพ้ได้ทั้งหมด 35 ชนิด และมีสารควบคุมอีก 1 ชนิด รวมเป็น 36 ชนิดประโยชน์ของการตรวจด้วย Patch Test            เป็นการตรวจเพื่อยืนยันการเกิดผื่นแพ้ และตำแหน่งที่เกิดผื่นที่สงสัยว่าเป็นผื่นแพ้สัมผัส เช่น การแพ้โลหะนิกเกิลมักมีผื่นที่ติ่งหูจากการแพ้ต่างหู การแพ้สารกันบูดที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์กันแดดและครีมบำรุงผิวบางชนิด แม้กระทั่งการแพ้สารกันแดดบางชนิด   หรือการแพ้น้ำหอมที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอาง  มักมีผื่นที่บริเวณใบหน้า  เป็นต้น ใครบ้างควรรับการตรวจด้วย Patch Testผู้ที่มีผื่นผิวหนังอักเสบเป็นระยะเวลานาน ซึ่งสงสัยว่าน่าจะเกิดจากการแพ้สารสัมผัสผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะที่มือ เท้า ใบหน้า หรือเปลือกตาผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ แต่หาสาเหตุไม่พบผู้ที่มีผื่นผิวหนังอักเสบ และมีอาการผื่นแย่ลงนอกจากนี้ยังควรตรวจในคนไข้ที่เป็นโรคผิวหนัง เช่น Atopic dermatitis, Stasis dermatitis, Seborrheic dermatitis, Nummular eczema, Asteatotic eczema, และโรคสะเก็ดเงิน ที่สงสัยว่าผื่นแย่ลงจากภาวะผื่นแพ้สัมผัสร่วมด้วย การเตรียมตัวก่อนการตรวจด้วย Patch Testควรนำผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ หรือผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าอาจเป็นสาเหตุของการแพ้ เช่น ครีม ยาทา หรือเครื่องสำอาง มาด้วย พร้อมบรรจุภัณฑ์และฉลากผลิตภัณฑ์กรณีผู้ที่ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ควรงดยาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนการตรวจ เพราะสเตียรอยด์มีผลกดภูมิคุ้มกัน ทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อนได้งดทำการทดสอบ Patch Test ในสตรีมีครรภ์ การปฏิบัติตัวขณะทำการตรวจ และวิธีการตรวจด้วย Patch Testวิธีการตรวจด้วย Patch Test จะใช้การปิดแผ่นพลาสเตอร์ ที่มีสารที่จะทำการทดสอบ ทิ้งไว้บริเวณแผ่นหลังเป็นเวลา 48 ชั่วโมง หลังจากนั้นแพทย์จะนัดพบเพื่ออ่านผลครั้งแรก และจะนัดพบครั้งที่สองเมื่อครบ       96 ชั่วโมง และในกรณีที่สงสัยสารก่อภูมิแพ้บางชนิด ต้องมาพบแพทย์เพื่อทำการอ่านผลการทดสอบในวันที่ 7 เพิ่มเติมในช่วงระยะเวลาที่ทำการทดสอบ ควรระวังไม่ให้ผิวหนังเปียกน้ำหรือได้รับความชื้น ซึ่งโดยปกติมัก       ปิดแผ่นพลาสเตอร์ที่บริเวณแผ่นหลังขณะทำการทดสอบ ควรงดกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก เช่น การเล่นกีฬา การอบซาวน่า เป็นต้นขณะทำการทดสอบ อาจมีอาการคันหรือระคายเคืองบ้างเล็กน้อย บริเวณที่ทำการทดสอบ ซึ่งเกิดจากสารเคมีที่เป็นสาเหตุทำปฏิกิริยาให้เกิดผื่นแพ้เล็กๆ บริเวณที่ทำการทดสอบ การปฏิบัติตัวหลังทำการตรวจด้วย Patch Testหลังทำการทดสอบเสร็จแล้ว แพทย์จะแจ้งผลให้ทราบว่าเกิดการแพ้จากสารเคมีชนิดใด พบในผลิตภัณฑ์ชนิดใดบ้าง และแนะนำวิธีการปฏิบัติตัว การหลีกเลี่ยง รวมถึงการป้องกันการสัมผัสสารเคมีเหล่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดผื่นแพ้สัมผัสขึ้นมาอีกผู้ที่สงสัยว่าตนอาจมีปฏิกิริยาไวต่อสารก่อภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา เนื่องจากต้องอยู่ในความดูแลและการวินิจฉัยของแพทย์ เพื่อค้นหาสารที่เป็นสาเหตุของการเกิดผื่นแพ้ที่ผิวหนังได้ การตรวจหาสารต่อภูมิแพ้โดยการเจาะเลือด [Allergy Screening (Specific lgE) – ImmunoBlot]การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ในผู้ใหญ่และเด็กโต (Inhalation 20 allergens)            Tree mix 1                    ต้นไม้ผสม (ต้นเมลาลิกา, สนทะเล, กระถินณรงค์, ยูคาลิปตัส, ต้นหลิว)            Australian pine             สนทะเล            Acacia                         กระถินณรงค์            Oilpalm                        ปาล์มน้ำมัน            Grass mix 1                 หญ้าผสม (สวีทเวอนัล, หญ้าแพรก, ทิโมที, หญ้าไรย์)            House dust mite mix 1             ไรฝุ่นผสม Der p, Der f            Cockroach, German    แมลงสาบ สายพันธุ์เยอรมัน            Kapok                          นุ่น            Cat                                 รังแค ขน น้ำลายแมว            Dog                              รังแค ขน น้ำลายสุนัข            Cage bird mix 2           ขนนก (นกแก้ว, นกฟินช์, นกขมิ้น)            Guinea pig                   เยื่อบุผิวหนังหนูตะเภา            Mouse                          เยื่อบุผิวหนังหนูบ้าน            Rabbit                          เยื่อบุผิวหนังกระต่าย            Hamster                       เยื่อบุผิวหนังหนูแฮมสเตอร์            Mould mix 1                  สปอร์เชื้อรารวม            Mould mix 2                  สปอร์เชื้อราเพนนิซิลเลีย            Candida albicans                     ยีสต์แคนดิดา อับบิแคน            Aereobasidium pullulans          สปอร์เชื้อรา แอโรแบซิเดียม พัลลูแลน            Curvulari spicifera                    สปอร์เชื้อรา เคอวูลาเรีย สเปซิเฟอรา            Egg white                                 ไข่ขาว            Egg yolk                                   ไข่แดง            Cow’s Milk                                โปรตีนจากนมวัว            Wheat flour                              ข้าวสาลี            Rice                                         ข้าว            Sesame                                    งา            Soya bean                                ถั่วเหลือง            Peanut                                     ถั่วลิสง            Hazelnut                                  ถั่วเฮเซล            Beef, cooked                           เนื้อวัว ปรุงสุก            Pork, cooked                           เนื้อหมู ปรุงสุก            Chicken                                   เนื้อไก่            Shellfish mix                             อาหารทะเลเปลือกแข็ง (หอยนางรม, กุ้งมังกร, หอยฝาคู่)            Fish mix                                    ปลาทะเลรวม (ปลาแมเคอเรล, ค็อด, เฮอริ่ง, เพลส)            Crab                                        ปูทะเลเปลือกแข็ง            Shrimp / Prawn                         กุ้งนาง, กุ้งลายเสือ, กุ้งทราย, กุ้งตะกาด            Lobster                                                กุ้งมังกร            Blue Crab                                ปูม้า            Chocolate                                ช็อคโกแลต (นม + โกโก้)            Glutamate                                ผงชูรส สำหรับผู้ใหญ่ – เด็กโต เจาะเลือดส่งตรวจเพียง 1 ครั้ง สามารถทราบการแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดไหนบ้างได้มากถึง 40 ชนิดในคราวเดียว (กลุ่มอาหาร 20 ชนิดและกลุ่มสิ่งแวดล้อม 20 ชนิด)ใช้หลักการ ImmunoBlot ที่มีความไวและความจำเพาะสูง (High Sensitivity and High Specificity)ใช้ซีรั่มปริมาณ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ประโยชน์ของการนวด

 ประโยชน์ของการนวดไทย การนวด ถือว่าเป็นการดูแลสุขภาพและรักษาโรคของบรรพบุรุษไทยมาอย่างช้านาน ในการบำบัดอาการเจ็บป่วย ซึ่งในการนวด ต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงของโรคและความปลอดภัย ซึ่งทางศูนย์หัตถเวชวิภาวดีได้ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพด้วยการนวด ในการทำการนวดจะมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย วินิจฉัย ก่อนทำการนวดเพื่อความปลอดภัยและการให้คำแนะนำที่ถูกต้องในการปฏิบัติตัว สำหรับโปรแกรมการดูแลรักษาสุขภาพก็มีทั้ง      การนวดเพื่อบำบัดอาการ เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากการ   ทำงานหนัก   ,   การยกของผิดท่าทาง  อาการอ่อนแรงของ     อัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยการนวดคลายกล้ามเนื้อ ,  การนวดกดจุด ,  การนวดด้วยน้ำมันคลายกล้ามเนื้อและการประคบด้วยสมุนไพรสด      การนวดเพื่อสุขภาพ เป็นการนวดเพื่อให้เกิดความผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ   ลดการตึงตัวและเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต     เช่น       การนวดตัวเพื่อสุขภาพ  ,  การนวดเท้าเพื่อสุขภาพ      การนวดเพื่อความสวยงาม เช่น   การขัดตัวด้วยสมุนไพรซึ่งอยู่ในความดูแลของทีมงานด้านการแพทย์แผนไทย และการันตี ในเรื่องของความสะอาด สะดวกและปลอดภัย      การนวดคลายเครียด  เป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดบริเวณบ่า , ต้นคอและศีรษะ เพื่อให้ผู้ถูกนวดรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ ลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อ      การนวดอโรมา   เป็นการนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในการบำบัดด้วย     การนวดผสมผสานกับกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติในการลดความตึงเครียด และทำให้เกิดการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งในทางการแพทย์ยอมรับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการบำบัดอาการอีกวิธีหนึ่งด้วย     การอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพ เป็นการนำสมุนไพรสดที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ , ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและลดอาการของระบบทางเดินหายใจ   เช่น อาการหวัด      การนวดร่างกายโดยใช้น้ำมัน  ช่วยให้สดชื่น คลายเครียดด้วยกลิ่นหอมเฉพาะทางที่ใช้ในการบำบัดอาการให้เบาบางลง เช่น อาการนอนไม่หลับ อาการเครียด หดหู่ นอกจากนี้น้ำมันยังช่วยบำรุงผิว และกระชับรูปร่างไม่ให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน ช่วยสลายไขมันไม่ให้สะสมตามที่ต่างๆ ของร่างกาย และความร้อนของน้ำมันที่เกิดจากการนวดจะซึมซาบลึกเข้าไปผิวหนัง และกล้ามเนื้อช่วยให้รู้สึกเบาสบายตัว      การนวดฝ่าเท้า นวดเท้า เป็นการปรับสมดุลในร่างกาย เนื่องจากมีจุดสะท้อนของอวัยวะภายในร่างกายที่ฝ่าเท้า และเท้า การนวดฝ่าเท้า และเท้า จึงเป็นการช่วยให้ระบบการไหวเวียนไปยังอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีการขับถ่ายของเสียออกจากเซลล์ ปรับสภาวะสมดุลของร่างกายทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นประโยชน์ของการนวดไทยการบริหารตน ด้วยวิธีการนวดบ่าคอและศีรษะ1.ใช้นิ้วชี้นิ้วกลางและนิ้วนาง กดบีบแนวบ่า2.ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง กดบีบบริเวณเกลียวคอ3.ประสานมือเข้าด้วยกันบริเวณท้ายทอย ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองกดตามแนวเกลียวคอ4.ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดจุดใต้ไรผม ๒ จุด 5.นั่งขัดสมาธิ งอข้อศอกข้างหนึ่งให้มือจับบ่าด้านตรงข้าม ใช้มืออีกข้างจับที่ข้อศอกไว้ หายใจเข้า หายใจออก พร้อมๆกับดันข้อศอกเข้าหาตัวให้มากที่สุด หายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ ครั้ง แล้วผ่อนออก ทำสลับข้างทั้งซ้ายและขวาท่านี้เป็นการยืดข้อไหล่ เป็นท่าฤาษีดัดตนซึ่งระบุว่า แก้ขัดแขน6.นั่งขัดสมาธิ มือข้างหนึ่งวางบนหน้า ตัก ฝ่ามืออีกข้างวางไว้ใต้กกหู หายใจเข้า หายใจออก พร้อมกับดันมือทั้งสองข้าง หายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ ครั้ง แล้วผ่อนออกท่านี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ ช่วยบรรเทาอาการปวดคอ และปวดศีรษะ7.เป็นท่าฤาษีดัดตนซึ่งระบุว่า แก้ลมเวียนศีรษะนั่งขัดสมาธิ ตัวตรง พนมมือระหว่างอก หายใจเข้า ค่อยๆยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ออกแรงดันฝ่ามือเข้าหากัน ยืดลำตัว หายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ ครั้ง แล้วผ่อนออกท่านี้ช่วยบริหารกล้ามเนื้อคอและสะบัก ช่วยบรรเทาอาการปวดคอ ปวดศีรษะ และปวดสะบักเป็นท่าฤาษีดัดตนซึ่งระบุว่า แก้ลมปวดศีรษะ8.นั่งขัดสมาธิ ประสานฝ่ามือไว้ที่หน้าอก หายใจเข้า หายใจออก เหยียดแขนไปข้างหน้าในลักษณะหงายฝ่ามือที่ประสานกันออก หายใจเข้ายกแขนขึ้นเหนือศีรษะ ยืดตัวและแขนให้สุด หายใจเข้าออกปกติ ๓-๕ ครั้ง แล้วผ่อนออก ท่านี้ช่วยยืดกล้ามเนื้อแขนที่ใช้ในการงอข้อมือและนิ้วมือ และบริหารข้อไหล่เป็นท่าฤาษีดัดตนซึ่งระบุว่า แก้เกียจธาตุเจ้าเรือน1.ธาตุดิน ( ตุลาคม,พฤศจิกายน,ธันวาคม )ลักษณะรูปร่าง รูปร่างใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ กระดูกใหญ่ ข้อกระดูกแข็งแรง ล่ำสัน เสียงดังหนักแน่น                                                             รับประทานอาหารรส ฝาด หวาน มัน และเค็มผลไม้    มังคุด ฝรั่ง ฟักทอง เผือก ถั่วต่างๆ  หัวมันเทศผักพื้นบ้าน  กล้วยดิบ ยอดมะยม ขนุนอ่อน สะตอ ผักโขม โสน ดอกขจร ยอดฟักทอง บวบเหลี่ยม เมนูอาหาร แกงป่ากล้วยดิบ แกงเลียง ผักหวานใส่ปลาย่าง    ดอกขจรผัดไข่      คั่วขนุน สะตอผัดกุ้ง อาหารว่าง สังขยาฟักทอง ข้าวเหนียวถั่วดำ ตะโก้เผือก เต้าส่วน วุ้นกะทิ ถั่วแปบ   กล้วยบวดชี  เครื่องดื่ม น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำมะตูม นมถั่วเหลือง น้ำลูกเดือย น้ำข้าวโพด       น้ำฟักทอง  น้ำลูกสำรอง น้ำข้าวกล้องงอก2.ธาตุน้ำ ( กรกฎาคม,สิงหาคม, กันยายน )ลักษณะรูปร่าง   รูปร่างสมบูรณ์ สมส่วน ผิวพรรณสดใส เต่งตึงตาหวาน น้ำในตามาก ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำเงา ทนหิว   ทนร้อน  ทนเย็นได้ดี เสียงโปร่ง ความรู้สึกทางเพศดีอากัปกิริยามักเฉื่อย และค่อนข้างเกียจคร้านรับประทานอาหารรส   เปรี้ยวและขมผลไม้  มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ มะยม มะดัน  กระท้อน ผักพื้นบ้าน ขี้เหล็ก แคบ้าน มะเขือเทศ มะยม มะกอก มะดัน กระท้อน   ยอดมะกอก ยอดมะขาม   สะเดาบ้าน มะระขี้นก เมนูอาหาร   แกงส้มดอกแค แกงอ่อมมะระขี้นก ผัดมะระใส่ไข่ ห่อหมกใบยอ แกงป่าสะเดาใส่ปลาหมอ  อาหารว่าง มะยมเชื่อม สับปะรดกวน กระท้อนลอยแก้ว  มะม่วงน้ำปลาหวาน เครื่องดื่ม  น้ำมะนาว  น้ำมะเขือเทศ น้ำมะขาม น้ำสับปะรด   น้ำกระเจี๊ยบ         น้ำมะเฟือง3.ธาตุไฟ ( มกราคม,กุมภาพันธ์,มีนาคม )ลักษณะรูปร่าง  มักขี้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยดี หิวบ่อย กินเก่ง    ผมงอกเร็ว มักหัวล้าน  ผิวหนังย่นไม่ค่อยอดทน ใจร้อน   มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง    ความต้องการทางเพศปานกลางรับประทานอาหารรส   เย็นและจืดผลไม้ แตงโม มันแกว พุทรา แอปเปิ้ลผักพื้นบ้าน    ผักบุ้ง ผักตำลึง ผักกระเฉด ผักกระสัง สายบัว   ผักกาด  ผักปลัง มะรุม มะเขือยาว ผักหนาม ยอดมันเทศ กระเจี๊ยบมอญ  ยอดฟักทอง หยวกกล้วย หม่อน มะเขือยาว เมนูอาหาร    ผัดผักบุ้ง แกงจืดตำลึง ผัดสายบัวใส่พริก    แกงส้มมะรุม   แกงส้ม-หยวกกล้วยใส่ปลาช่อน ยำผักกระเฉด   อาหารว่าง    ซ่าหริ่ม ไอศกรีม น้ำแข็งใส เครื่องดื่ม      น้ำแตงโมปั่น น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย4.ธาตุลม ( เมษายน, พฤษภาคม, มิถุนายน )ลักษณะรูปร่าง  ผิวหนังหยาบแห้งรูปร่างโปร่ง ผอมบาง ข้อกระดูกมักลั่น เมื่อเคลื่อนไหว ขี้อิจฉา ขี้ขลาด รักง่ายหน่ายเร็ว ทนหนาวไม่ค่อยได้ นอนไม่หลับ ช่างพูด ออกเสียงไม่ชัดเจน ความรู้สึกทางเพศไม่ค่อยดี รับประทานอาหารรส   เผ็ดร้อนผักพื้นบ้าน     ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กะทือ ดอกกระเจียว ขมิ้นชัน  ช้าพลู พริกขี้หนู สะระแหน่  ผักชีลาว ผักชีล้อม ยี่หร่า สมอไทย กานพลู เมนูอาหาร  แกงปลาดุกใส่กะทือ ต้มข่าไก่ ต้มยำกุ้ง แกงหอยขมใส่ใบช้าพลู สมอไทยจิ้มน้ำพริก แกงเลียงผักรวมอาหารว่าง  บัวลอยน้ำขิง เต้าฮวย เต้าทึง มันต้มน้ำขิง ถั่วเขียวต้มน้ำขิง เมี่ยงคำเครื่องดื่ม   น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำข่า น้ำกานพลู ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะเด่นๆ บางประการของคนเจ้าเรือนต่างๆลองเปรียบเทียบกับตัวคุณดูว่าดูแล้วน่าจะใกล้เคียงกับเจ้าเรือนแบบไหน แล้วเราจะมาดูว่าควรกินอาหารและปฏิบัติตัวอย่างไร สำหรับคนแต่ละเจ้าเรือน เพื่อร่างกายและจิตใจอยู่ในสมดุลอันเป็นรากฐานของการมีสุขภาพดี                       

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มะเร็งเต้านม คืออะไร

มะเร็งเต้านมคืออะไร!!!                     อวัยวะต่างๆ ประกอบด้วยเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งมีเซลล์เป็นส่วนประกอบ การทำงานของเซลล์ถูกควบคุมด้วยยีนหรือสารพันธุกรรม เซลล์มะเร็งเกิดจากการที่สารพันธุกรรมมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติไปทำให้การควบคุมการทำงานของเซลล์ผิดปกติไปไม่สามารถควบคุมได้ แบ่งตัวไม่หยุด มีการลุกลามเนื้อเยื่อข้างเคียง ตลอดจนสามารถกระจายไปอวัยวะส่วนอื่น โดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา        ในปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศไทยและมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากในสตรี เป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก โดยมีอุบัติการณ์ 17.2 รายต่อประชากรหญิงหนึ่งแสนคน แต่ในกรุงเทพจะพบมะเร็งในสตรีที่พบมากที่สุด มีอุบัติการณ์ 25.4 รายต่อประชากรหญิงหนึ่งแสนคน และช่วงอายุที่เริ่มมีโอกาสพบมากขึ้นตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งในปัจจุบันพบว่าแนวโน้มจะพบมากขึ้นและพบในอายุน้อยลง                 มะเร็งเต้านมที่พูดกันทั่วๆ ไปนั้นจริงๆ แล้วมีหลายชนิดเปรียบเหมือนกับมะเร็งเต้านมเป็นประเทศไทยก็มีหลายเชื้อชาติ แต่สำหรับมะเร็งเต้านมจะพบมากที่เกิดกับท่อน้ำนมและต่อมน้ำนมโดยส่วนใหญ่จะเป็นที่ท่อน้ำนมสาเหตุของมะเร็งเต้านม                  ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะมีอาการและอาการแสดงอย่างไรขึ้นกับระยะของโรค คือถ้าเป็นระยะเริ่มต้นมากๆ จะไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะตรวจค้นหาได้จากการทำเอกซเรย์เต้านม ซึ่งต่อมาก็จะเกิดก้อนแข็งที่เต้านมแต่ไม่เจ็บในบางรายอาจเห็นรอยบุ๋มของผิวหนัง หรือมีการเปลี่ยนแปลงของหัวนมจากปกติมาเป็นหัวนมบอด เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นตามกาลเวลาก็จะลุกลามกินทะลุผิวหนัง แตกเป็นแผลหรือมีการอักเสบของผิวหนัง อาจเห็นเป็นลักษณะเหมือนเปลือกผิวส้ม และอาจมีก้อนที่รักแร้โตในข้างเดียวกับก้อนมะเร็ง ในบางรายอาจมีเลือดออกที่หัวนมซึ่งสาเหตุของเลือดออกที่หัวนมส่วนใหญ่จะเป็นเนื้องอกในท่อน้ำนมที่ไม่ร้ายแรง และจะมีอีกส่วนน้อยที่มาด้วยแผลถลอกอักเสบเรื้อรังที่หัวนม ส่วนการเจ็บเต้านมเกือบทั้งหมดไม่ใช่จากมะเร็งเต้านม                   สาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศหญิงโดยเฉพาะเอสโตรเจน ดังนั้นทางการแพทย์จะใช้คำว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ได้แก่                    1. มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว                    2.มีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยกว่า 12 ปี หมดประจำเดือนช้ากว่า 50 ปี                    3. ไม่มีประวัติการตั้งครรภ์                    4. มีประวัติการใช้ฮอร์โมนเพศทดแทนเป็นเวลามากกว่า 5 ปี                    5. ความอ้วน                    6. เคยได้รับการฉายแสงที่หน้าอก                    7. ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์                 ด้วยความปรารถนาดี คลินิกศัลยกรรม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มะเร็งปากมดลูก

  มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย และพบมากในช่วงอายุ 35-50 ปีมะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่ป้องกันได้ แพทย์สามารถตรวจหา “ระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก”  ได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ตรวจหาระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูกเรียกว่า การตรวจ                 แปปสเมียร์(Pap Smear) โดยการเก็บเอาเซลล์เยื่อบุบริเวณปากดลูกไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง  ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก            การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (ต่ำกว่า 20 ปี) และมีคู่นอนหลายคน จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Human Papilloma Virus (HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก  อาการ            ระยะเริ่มต้นจะไม่ปรากฎอาการใดๆ แต่สามารถตรวจพบมะเร็งปากมดลูกได้จากการตรวจ                 แปปสเมียร์(Pap Smear) ระยะลุกลาม จะมีอาการตกขาว กลิ่น มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือตกขาว ลักษณะคล้ายน้ำคาวปลา ถ้าเป็นมากอาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีอาการผิดปกติของระบบขับถ่ายอุจจาระได้ นอกจากนี้มะเร็งอาจกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ปอด ตับ และกระดูก เป็นต้น การรักษา            ถ้าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะแรกๆ การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี แต่ถ้าเป็นระยะที่มะเร็งลุกลามมากแล้ว จะใช้รังสีรักษา โดยการฉายแสงร่วมกับการใส่แร่ หรือการผสมผสานระหว่างการผ่าตัด รังสีรักษา และการให้ยาเคมีบำบัด การป้องกัน            - หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หลายคู่นอน            - หลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถ้าไม่แน่ใจควรใช้ถุงยางอนามัย            - เมื่อมีอาการตกขาวผิดปกติ หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ควรรีบไปพบแพทย์            - สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ทุกคน ควรได้รับการตรวจ Pap Smear เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูกอย่างน้อย  ปีละครั้ง            -  ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV                      ด้วยความปรารถนาดี ศูนย์สูตินรีเวช

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

หินปูน คืออะไร

หินปูน คืออะไรคราบหินปูน (calculus  หรือ tartar)   เป็นคราบที่ปรากฏบนฟัน ก่อตัวขึ้นจากน้ำลายและเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ตามตัวฟันรวมถึงแร่ธาตุอื่นๆเกาะเป็นเวลานานจะเปลี่ยนกลายมาเป็นคราบหินปูน  คราบหินปูนเมื่อก่อตัวขึ้นในช่องปากแล้ว ไม่สามารถที่จะนำออกได้เองนอกจากจะให้หมอฟันขูดออกให้เท่านั้น  คราบหินปูนเป็นตัวที่ก่อให้เกิดสุขภาพเหงือกอ่อนแอ  เลือดออกเวลาแปรงฟัน และอาจนำไปสู่โรคเหงือกอักเสบได้  นอกจากนี้ยังทำให้เกิดเป็นโพรงใต้เหงือกเป็นที่สะสมของจุลินทรีย์   การป้องกันคราบหินปูนที่ดีที่สุด คือการแปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้งและใช้ไหมขัดฟันภายหลังการแปรงฟัน และพบหมอฟันทุกๆ 6 เดือน เพื่อขูดหินน้ำลาย หรือหินปูน   วิธีการใช้ไหมขัดฟัน   วิธีใช้  ดึงไหมขัดฟันออกมาใช้ประมาณ 1 ฟุต  พันปลายไหมขัดฟันกับนิ้วกลาง  ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้  เป็นตัวบังคับทิศทางการใช้  โอบไหมขัดฟันแนบกับคอฟัน  ขยับในแนวนอนและขึ้น – ลงในฟันแต่ละซี่มะเร็งช่องปากช่องปาก (Oral cavity) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ ได้แก่ ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เพดานแข็ง เหงือกลิ้น และเนื้อเยื่อใต้ลิ้น ซึ่งเนื้อเยื่อ/อวัยวะทุกชนิดของช่องปาก สามารถเกิดเป็นมะเร็งได้ทุกส่วน และเป็นมะเร็งที่มีลักษณะเหมือนกัน ทั้งชนิดของเซลล์มะเร็ง การจัดระยะโรค อาการ และวิธีรักษา ดังนั้นมะเร็งของเนื้อเยื่อ/อวัยวะทั้งหมดของช่องปาก จึงจัดเป็นมะเร็งในกลุ่มเดียวกัน รวมเรียกว่า มะเร็ง/โรคมะเร็งช่องปาก (Oral cancer) มะเร็งช่องปากพบได้ 3-5 % ของโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย เป็นโรคมะเร็งพบบ่อย 1 ใน 10 ของทั้งหญิงและชายไทย เป็นโรค มะเร็งของผู้ ใหญ่ตั้งแต่วัยกลางคนขึ้นไปมะเร็งช่องปาก คืออะไร?มะเร็งช่องปาก เป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งในกลุ่มโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ ซึ่งประมาณ 90-95% ของมะเร็งช่องปากจะเป็นชนิด สะความัส (Squamous cell carcinoma) หรือเรียกย่อว่าชนิด เอสซีซี (SCC) สำหรับมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่นมะเร็งชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarci noma) หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง พบได้น้อยมากๆ ดังนั้น ในบทความนี้ จึงกล่าวถึงเฉพาะมะเร็งช่องปากชนิด เอสซีซี เท่านั้น                                ด้วยความปรารถนาดี ศูนย์ทันตกรรม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Stroke Fast Track

   Stroke Fast Track     โรคหลอดเลือดสมองตีบ(Ischemic stroke) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทางการแพทย์ทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพและเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเสียชีวิตลำดับต้นๆทั้งชายและหญิงอดีตเรามักเข้าใจว่าโรคนี้เป็นเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในปัจจุบันกลับพบผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้นทั้งที่อยู่ในวัยกลางคน     โรคหลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากเส้นเลือดสมองที่ตีบหรืออุดตันทำให้เนื้อสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื้อสมองบริเวณนั้นจะเริ่มตาย โดยเริ่มจากส่วนตรงกลางก่อน (Ischemic core) ยังเหลือส่วนรอบๆที่ยังไม่ตาย (Penumbra) แต่เมื่อเวลาผ่านไปส่วนที่เหลืออยู่นี้จะค่อยๆตายตามไปด้วย ทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์หรืออัมพาต     ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ พบว่า ระยะเวลา4 ชั่วโมงครึ่ง หรือ 270 นาทีหลังจากที่ผู้ป่วยเริ่มเกิดอาการเป็นช่วงเวลาสำคัญที่แพทย์จะวางแผนการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic Stroke) โดยการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำที่เรียกว่า Thrombolytic Therapy ช่วงระยะเวลานี้จะนับตั้งแต่นาทีแรกที่ผู้ป่วยมีอาการจนถึงเวลาที่แพทย์ฉีดยาละลายลิ่มเลือดเข้าทางหลอดเลือดดำของผู้ป่วย หากผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่านี้จะไม่สามารถรักษาด้วยวิธีดังกล่าวได้เนื่องจากเนื้อสมองที่ขาดเลือดได้ตายไปมากแล้ว ดังนั้นจึงเรียกแผนการรักษานี้ว่า “Stroke Fast Track” หรือทางด่วนโรคหลอดเลือดสมอง หรือ 270 นาทีชีวิตอาการที่ผิดปกติและเป็นสัญญาณเตือนว่ามีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ ได้แก่1.แขน ขา อ่อนแรงครึ่งซีก (Hemiparesis)2.แขน ขา ชาครึ่งซีก (Hemianesthesia)3.พูดไม่ชัดลิ้นแข็ง (Dysarthria)4.พูดไม่ออกฟังไม่เข้าใจ (Aphasia)5.ด้านสายตาผิดปกติครึ่งซีก (Homonymous hemianopia)6.มองเห็นภาพซ้อน (Binocular diplopia)7.เดินเซ (Ataxia or Incoordination)8. ซึมลง (Impaired consciousness)9.เวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo)    โดยอาการเหล่านี้จะมีลักษณะสำคัญ คือ เป็นอย่างรวดเร็ว ทันทีทันใดหรือบางทีเป็นหลังจากตื่นนอนโดยก่อนนอนยังปกติอยู่สาเหตุ      1.ไขมันเกาะผนังหลอดเลือด(Atherosclerosis)     2.ลิ่มเลือดหลุดลอยจากหัวใจ (Cardiac  emboli)     3.ผนังหลอดเลือดฉีกขาด (Arterial dissection)     4.อื่นๆ เช่น               - หลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis)               - เลือดหนืดข้น (Hyperviscosity)               - เลือดแข็งตัวผิดปกติ (Hypercoagulability)ปัจจัยเสี่ยง   แบ่งเป็นปัจจัยที่ป้องกันไม่ได้  ได้แก่·อายุ อายุที่สูงขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ 45 ปี ขึ้นไปมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบได้มากขึ้น·เพศ ผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย ประวัติครอบครัวผู้ที่มีโรคนี้โดยตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง)ที่เป็นโรคนี้ ก็มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากขึ้นปัจจัยที่ป้องกันได้  ได้แก่·โรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจบางชนิด (โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะโรคลิ้นหัวใจผิดปกติ)·สูบบุหรี่·ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์·ขาดการออกกำลังกาย        โรคหลอดเลือดสมองตีบสามารถป้องกันได้ โดยควบคุมปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแต่หากเกิดอาการผิดปกติที่ต้องสงสัยโรคนี้จะต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อเข้าทางด่วนโรคหลอดเลือดสมอง หรือ 270 นาทีชีวิต (Stroke Fast Track)การรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ       สำหรับโรงพยาบาลวิภาวดี มีทีมแพทย์ พยาบาล และสหสาขาวิชาชีพที่พร้อมให้การรักษาโดยจะรีบคัดกรองอาการผิดปกติดังกล่าวของผู้ป่วยว่าใช่โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือไม่ เพื่อเข้าแผนการรักษา Stroke Fast Track ตามขั้นตอนการให้บริการทั้งหมด ตั้งแต่ท่านมาถึงโรงพยาบาลจนกระทั่งได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วประมาณ 60 นาที ซึ่งจะรวมการตรวจร่างกายทางระบบประสาท ตรวจเลือด และตรวจภาพสแกนคอมพิวเตอร์สมอง (CT brain) หากผู้ป่วยมีอาการในระยะเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง และไม่มีข้อห้ามของการให้ยา จะได้รับยาละลายลิ่มเลือด (Recombinant Tissue Plasminogen  Activator ; rtpa)ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นการรักษามาตรฐานในปัจจุบันนี้ ทางศูนย์สมองและระบบประสาท(Neurology Center) ขอชี้แจงประโยชน์และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ดังนี้ประโยชน์ที่ได้รับ       จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยามีอาการดีขึ้น (มีความพิการเหลืออยู่เล็กน้อย หรือ หายเป็นปกติภายหลัง 3 เดือน) มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาถึง 30 %ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น        จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยามีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น เลือดออกในสมอง 6.4% เทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา พบ 0.6% เลือดออกที่ร่างกายส่วนอื่นๆ การแพ้ยาแต่อย่างไรก็ตามการคัดเลือกสภาวะผู้ป่วยที่เหมาะสมจะสามารถช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อีกการรักษาอื่นๆ        กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านเกล็ดเลือด(Antiplatelet) หรือ ยาป้องกันเลือดแข็งตัว (Anticoagulant) เพื่อป้องกันแทนร่วมกับการดูแลในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Unit) เพื่อดูแลภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและการไหลเวียนของเลือด ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ความดันโลหิตและสารเคมีที่สำคัญในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติและทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยต่อไป

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม