ไข้เลือดออก

อาการสำคัญ
- ไข้สูงลอย ประมาณ 39-40 °C นาน 2-7 วัน มักมีหน้าแดง ปวดหัว ปวดตา ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกระดูก-  มีหลักฐานเลือดออกง่าย : จุดเลือดออก จ้ำเลือด อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ เลือดออกทางเยื่อบุทางเดินอาหารตำแหน่งที่ฉีดยา หรืออื่น ๆ
- ตรวจพบเกร็ดเลือด < 100,000 รัดแขนพบจุดเลือดออก (Tourniquet test  ≥10 จุด/ตารางนิ้ว) ตับโต
- มีการรั่วซึมของพลาสมา : ความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น  ≥ 20% ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวหรือช็อค มักจะเกิดช่วงไข้ลด โดยผู้ป่วยจะมีอาการ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ


ปัญหาที่พบบ่อย
          ตัวร้อนมาก หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง


ควรปฏิบัติดังนี้
- ให้ผู้ป่วยพักผ่อนในที่ ๆ มีอากาศถ่ายเทสะดวก
-  เช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นบ่อย ๆ โดยใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดพอหมาดลูบเบา ๆ บริเวณหน้า ลำตัว แขนและขา แล้วพักไว้บริเวณหน้าผาก ซอกคอ รักแร้ แผ่นอก แผ่นหลังและขาหนีบ สลับกันไปมา ทำติดต่อกันอย่างน้อยนาน 15 นาที แล้วให้ผู้ป่วยสวมเสื้อผ้าบาง ๆ นอนพักผ่อน
- ให้รับประทานยาลดไข้ พาราเซตามอล เวลามีไข้สูงหรือปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว โดยให้ห่างกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ห้ามรับประทานยาลดไข้ชนิดอื่น โดยเฉพาะยาแอสไพริน ยาซองลดไข้ทุกชนิดหรือยาพวกไอบรูโพรเฟน เพราะอาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติ หรือตับวายได้
-  ห้ามฉีดยาเข้ากล้ามและไม่รับประทานยาอื่นที่ไม่จำเป็น
-  ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำผลไม้ใส่เกลือเล็กน้อย ถ้ามีคลื่นไส้อาเจียน ไม่สามารถดื่มได้ ให้จิบครั้งละน้อย ๆ บ่อย ๆ ไม่ควรดื่มแต่น้ำเปล่าอย่างเดียว


อาหาร
          ควรเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย รสไม่จัด เช่น นม ไอศรีม ข้าวต้ม เป็นต้น


ควรงดอาหาร
           หรือเครื่องดื่มที่มีสีแดง ดำ หรือสีน้ำตาล


หมายเหตุ
          ในระยะไข้สูงของโรคไข้เลือดออก การให้ยาลดไข้ จะช่วยให้ไข้ลงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วไข้ก็จะสูงขึ้นอีก
การเช็ดตัวคนไข้ จะช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายขึ้น
** มาพบแพทย์ตามนัด  เพื่อตรวจติดตามการดำเนินโรค


อาการอันตราย
          เมื่อผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล
-ผู้ป่วยซึม หรืออ่อนเพลียมาก ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
- คลื่นไส้อาเจียนตลอดเวลา
-  ปวดท้องมาก
-มีเลือดออก เช่น เลือดกำเดา อาเจียนหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือเป็นสีดำ
-พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ
-กระสับกระส่าย หงุดหงิด เอะอะโวยวาย
-กระหายน้ำตลอดเวลา
-ร้องกวนตลอดเวลาในเด็กเล็ก
-  ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเป็นเวลานาน
-  ตัวเย็นชื้น เหงื่อออก สีผิวคล้ำลง ตัวลาย ๆ (เข้าสู่ระยะช็อก)


การป้องกันโรคไข้เลือดออก
-ควรนอนในมุ้ง หรือในห้องติดมุ้งลวดที่ปลอดยุงลาย
-ไม่เล่นในมุมมืด หรือบริเวณที่ไม่มีลมพัดผ่าน
-ห้องเรียน หรือห้องทำงานควรมีแสงสว่างทั่วถึง มีลมพัดผ่าน ไม่มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น แจกันดอกไม้ควรเปลี่ยนน้ำทุกวัน พลูด่างควรปลูกในดิน
- กำจัดยุงในบริเวณมุมอับภายในบ้าน ตู้เสื้อผ้า บริเวณรอบ ๆ บ้าน ทุกสัปดาห์
- กำจัดลูกน้ำ ภาชนะใส่น้ำภายในบ้านปิดฝาให้มิดชิด ถ้าไม่สามารถปิดได้ ให้ใส่ทรายอะเบทหรือใส่ปลาหางนกยูง จานรองขาตู้กับข้าว จานรองกระถางต้นไม้ ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูหรือผงซักฟอก สัปดาห์ละครั้ง
วัสดุที่เหลือใช้รอบ ๆ บ้าน เช่น กระป๋อง กะลา ยางรถยนต์เก่า ฯลฯ ให้คว่ำหรือทำลายเสีย


ข้อสำคัญ
          ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำส่ง รพ. ทันที
-มีอาการเพลีย ซึม ไม่ดื่มน้ำ ไม่รับประทานอาหาร ไม่มีกิจกรรมตามปกติเมื่อไข้ลง (บางรายจะกระหายน้ำมาก) 
- อาเจียน / ปวดท้องมาก
- เลือดออกผิดปกติ
-มีอาการช็อก / IMPENDING SHOCK คือ
o   มือเท้าเย็น
o   กระสับกระส่าย ร้องกวนมากในเด็กเล็ก
o   ตัวเย็น เหงื่อออก ตัวลาย สีผิวคล้ำลง
o   ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะ 4-6 ชม.
- ควรประพฤติเปลี่ยนแปลง เช่น พูดไม่รู้เรื่อง เพ้อ เอะอะ โวยวาย
           เป็นระยะอันตรายของโรค เข้าสู่ระยะช็อค แม้อยู่ในภาวะช็อค ผู้ป่วยจะมีสติดี พูดจารู้เรื่อง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในทันที(กระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำ)กรณีผู้ป่วยรับการรักษา แล้วแพทย์ให้กลับบ้าน


ควรดูแลและปฏิบัติตนต่อไปนี้
- ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือด ทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้ หากมีคนในบ้านมีไข้สูง ให้พามาตรวจ
-  ควรเฝ้าสังเกตอาการรอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที
-ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพริน หรือยากลุ่ม NSAID เช่น ไอบูโปรเฟน เนื่องจากทำให้เกิดเลือดออกทางเดินอาหารมากขึ้น หรือมีผลต่อตับได้
-กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งที่บ้าน ที่ทำงานและที่โรงเรียน

ด้วยความปรารถนาดี รพ.วิภาวดี