- ไข้กาฬหลังแอ่นคือโรคติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง เกิดจากเชื้อ Neisseria meningitidis ที่สามารถทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจทรุดหนักและเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
- ไข้กาฬหลังแอ่น มีสาเหตุจาก Neisseria meningitidis เชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของคนทั่วไปได้โดยไม่แสดงอาการ หากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ทัน จะทำให้เกิดการอักเสบเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่อันตรายถึงชีวิต
- ไข้กาฬหลังแอ่น มีอาการไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรงเป็นต่อเนื่อง อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย คอแข็ง ก้มคอลำบาก เกิดจุดเลือดออกหรือผื่นแดงอมม่วงตามผิวหนัง ซึมลง สับสน หายใจหอบถี่ มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย หรือหมดสติ
- วิธีป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น ทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีไข้ เจ็บคอ หรือมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม ล้างมือบ่อยๆ งดใช้ของร่วมกัน พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรับวัคซีนป้องกันในกลุ่มเสี่ยง
ไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคที่ถูกพูดถึงอีกครั้ง จากสถานการณ์โรคระบาดในต่างประเทศ ไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงเฉียบพลัน และถึงแก่ชีวิต จริงๆ แล้วสามารถป้องกันได้ด้วยการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด หากมีอาการควรพบแพทย์ทันที แล้วควรป้องกัน ดูแลตัวเอง สังเกตอาการอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ
/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Apr%20Article%207%20(%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AC%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%20%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3)_Article.jpg)
ไข้กาฬหลังแอ่นคืออะไร
ไข้กาฬหลังแอ่นคือโรคติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงที่เกิดจากเชื้อ Neisseria meningitidis ส่งผลให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือด แม้จะพบไม่บ่อยในไทยแต่มีอันตรายสูง หากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง หรือในกลุ่มที่รอดชีวิตก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนถาวร เช่น หูหนวก หรือสูญเสียแขนขา
สาเหตุของโรคไข้กาฬหลังแอ่น
- เกิดจากแบคทีเรียชื่อว่า Neisseria meningitidis ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเป็นเชื้อแกรมลบรูปทรงกลมที่มักอยู่รวมกันเป็นคู่
- สายพันธุ์ที่ก่อโรค เชื้อนี้มีหลายสายพันธุ์ แต่กลุ่มหลักที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์คือสายพันธุ์ A, B, C, W และ Y (รวมถึงสายพันธุ์ X ในบางพื้นที่)
- การเป็นพาหะ เชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของคนทั่วไปได้โดยไม่แสดงอาการ เรียกว่าเป็นพาหะ แต่คนกลุ่มนี้สามารถแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้
- เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย หากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ทัน จะทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงจนลุกลามเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่อันตรายถึงชีวิต
ไข้กาฬหลังแอ่นติดต่อได้อย่างไร
โรคไข้กาฬหลังแอ่นติดต่อจากคนสู่คนผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ (Respiratory Droplets) จากทางเดินหายใจส่วนบน แม้เชื้อจะไม่แพร่กระจายไปไกลในอากาศเหมือน COVID-19 แต่สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือพาหะ ดังนี้
- การอยู่ร่วมกับผู้ที่มีเชื้อในพื้นที่จำกัดเป็นเวลานาน เช่น ห้องเรียน หอพัก หรือค่ายทหาร
- การได้รับละอองน้ำมูกหรือเสมหะที่มีเชื้อกระเด็นเข้าสู่ทางเดินหายใจโดยตรงจากการไอหรือจามรดกัน
- การสัมผัสน้ำลาย แลกเปลี่ยนน้ำลายผ่านการจูบ หรือการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม หลอดดูด หรือการสูบบุหรี่ร่วมกัน
- พื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่นและระบายอากาศไม่ดี จะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดได้สูงขึ้น
/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Apr%20Article%207%20(%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AC%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%20%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3)_Article2.jpg)
อาการของไข้กาฬหลังแอ่นมีอะไรบ้าง
- ไข้สูงเฉียบพลัน มีอาการหนาวสั่น และรู้สึกไม่สบายตัวอย่างรวดเร็ว
- ปวดศีรษะรุนแรง ปวดมากกว่าปกติและเป็นต่อเนื่อง
- อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร
- อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
- คอแข็ง ก้มคอลำบาก มีอาการเจ็บหรือเกร็งคอเมื่อพยายามเคลื่อนไหว
- เกิดจุดเลือดออกหรือผื่นแดงอมม่วงตามผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณลำตัว แขน และขา
- มีอาการซึมลง สับสน หายใจหอบถี่ มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย หรือหมดสติ
- ไข้กาฬหลังแอ่น อาการในเด็กเล็ก เด็กจะร้องกวนผิดปกติ ซึม ไม่ยอมดูดนมหรือกินอาหาร และอาจสังเกตเห็นกระหม่อมหน้าโป่งตึงร่วมกับอาการไข้สูง
ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นไข้กาฬหลังแอ่น
- เด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 2 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์
- วัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันในสถานที่มีคนจำนวนมาก เช่น หอพักมหาวิทยาลัย โรงเรียนประจำ หรือค่ายทหาร
- คนที่อาศัยในแหล่งชุมชนแออัด หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคตามฤดูกาล รวมถึงพื้นที่ที่มีสุขอนามัยจำกัด
- คนที่มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกัน อย่างเช่นคนที่ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ เนื่องจากม้ามมีหน้าที่สำคัญในการกำจัดแบคทีเรียชนิดนี้ รวมถึงมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด
- นักเดินทางและผู้ที่ไปพำนักในต่างประเทศ โดยเฉพาะการเดินทางไปพื้นที่ที่พบโรคบ่อย
วิธีสังเกตอาการว่าเป็นไข้กาฬหลังแอ่น ทำอย่างไร
- ไข้สูงและทรุดเร็ว ไข้พุ่งสูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะและปวดเมื่อยตัวรุนแรง อาการแย่ลงเร็วกว่าไข้หวัดทั่วไป
- คอแข็ง ก้มหน้าไม่ได้ คอแข็งเกร็ง หรือปวดคออย่างรุนแรงเมื่อเคลื่อนไหว
- ผื่นจ้ำเลือด มีผื่นแดงหรือจุดเลือดออกตามผิวหนังที่กดแล้วไม่จางลง หรือผื่นกระจายตัวเร็ว
- ซึม สับสน หายใจหอบ มือเท้าเย็น หรือปัสสาวะออกน้อย เป็นสัญญาณอวัยวะภายในเริ่มล้มเหลว
- อาการในทารก จะมีไข้สูงร่วมกับร้องโยเยผิดปกติ ซึม ไม่ดูดนม หรือกระหม่อมหน้าตึงนูน
วิธีรักษาไข้กาฬหลังแอ่น
- เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคนี้ แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลทันที เนื่องจากเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
- ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ แพทย์จะเริ่มให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วเพื่อยับยั้งเชื้อและลดการลุกลามของโรค โดยอาจทำก่อนหรือหลังการเก็บตัวอย่างตามดุลยพินิจ
- ตรวจยืนยันการวินิจฉัย ตรวจเลือดและเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อเพาะเชื้อ ระบุชนิดแบคทีเรีย และปรับยาปฏิชีวนะให้แม่นยำ
- รักษาประคับประคองตามอาการ ให้สารน้ำ ยาลดไข้ และยาลดปวด พร้อมเฝ้าระวังระบบหายใจและการไหลเวียนเลือด หากรุนแรงอาจต้องใช้ยากระตุ้นความดันหรือเครื่องช่วยหายใจ
- เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน ติดตามการทำงานของไต หัวใจ และสมอง รวมถึงฟื้นฟูหลังหายป่วยเพื่อลดผลกระทบระยะยาว เช่น ปัญหาการได้ยินหรือความพิการ
- ป้องกันผู้สัมผัสใกล้ชิด บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Apr%20Article%207%20(%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AC%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%20%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3)_Article3.jpg)
เมื่อเป็นไข้กาฬหลังแอ่น มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร
- หากสงสัยว่าติดเชื้อให้รีบไปโรงพยาบาลด่วน ห้ามซื้อยากินเองหรือรอดูอาการเนื่องจากโรคลุกลามรุนแรงในเวลาอันสั้น
- ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างใกล้ชิด รับยาปฏิชีวนะจนครบกำหนด ห้ามหยุดยาเองแม้จะมีอาการดีขึ้น
- นอนพักตามแพทย์สั่ง งดใช้แรง และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ผื่นลามเพิ่มขึ้น ซึม ชัก หรือหายใจลำบาก หากพบให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
- ดื่มน้ำให้เพียงพอตามดุลยพินิจของแพทย์ เพื่อช่วยการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดและไต
- ป้องกันการแพร่เชื้อ แยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงต่อผู้อื่น
- แจ้งให้ครอบครัวหรือผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดไปพบแพทย์เพื่อรับยาป้องกันหรือตรวจประเมินความเสี่ยงทันที
วิธีป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นทำอย่างไร
- เว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีไข้ เจ็บคอ หรือมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในพื้นที่แออัดและระบายอากาศไม่ดี
- รักษาสุขอนามัย ปิดปากและจมูกด้วยทิชชูหรือข้อพับแขนทุกครั้งที่ไอหรือจาม พร้อมล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
- งดใช้ของร่วมกัน หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อนส้อม หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงหรือช่วงที่มีการระบาด
- ดูแลร่างกายให้แข็งแรงด้วยการพักผ่อนที่เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อลดความรุนแรงหากเกิดการติดเชื้อ
- รับวัคซีนป้องกัน ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้ที่ไม่มีม้าม หรือผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศและพื้นที่ระบาด ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์
วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น มีกี่ชนิด
- วัคซีนรวม 4 สายพันธุ์ (A, C, W, Y)
เป็นวัคซีนชนิดคอนจูเกต (Conjugate) ครอบคลุมเชื้อ 4 สายพันธุ์หลัก เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยปกติฉีด 1 เข็ม และควรฉีดกระตุ้นทุก 3–5 ปี หากยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือต้องเดินทางไปต่างประเทศ
- วัคซีนสายพันธุ์ B (Meningococcal B)
เน้นป้องกันสายพันธุ์ B ซึ่งระบาดบ่อยในยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และพบได้ในไทย สามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป โดยจำนวนเข็มขึ้นอยู่กับอายุ เด็กเล็กมักฉีด 2–3 เข็มพร้อมเข็มกระตุ้นตามรอบ ส่วนเด็กโตและผู้ใหญ่ฉีด 2 เข็มตามกำหนดของแต่ละผลิตภัณฑ์
รักษาไข้กาฬหลังแอ่นที่โรงพยาบาลวิภาวดี
สำหรับใครที่เพิ่งกลับจากการเดินทางในประเทศที่มีประวัติพบโรคไข้กาฬหลังแอ่น หรือกำลังกังวลว่าเป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่นหรือไม่ สามารถรับยาป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น อาการต่างๆ ได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมด้วยแพทย์ชำนาญการ และเครื่องมือทันสมัย เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างตรงจุดทันที พร้อมรับคำแนะนำในการดูแลตัวเอง เพื่อให้อาการดีขึ้นและมีสุขภาพที่ดี
สรุป
ไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงที่ติดต่อผ่านละอองฝอยและการสัมผัสน้ำลาย ก่อให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง สังเกตอาการสำคัญจากไข้สูงเฉียบพลัน คอแข็งเกร็ง และผื่นจ้ำเลือดที่กดแล้วไม่จางลง หากสงสัยต้องรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนถาวร การป้องกันทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย หลีกเลี่ยงที่แออัด และฉีดวัคซีนป้องกันให้ครอบคลุมสายพันธุ์หลักตามความเสี่ยงรายบุคคล โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้ที่จะเดินทางไปพื้นที่ระบาดในต่างประเทศ
สำหรับใครที่สงสัยหรือสังเกตเห็นอาการผิดปกติ ไม่มั่นใจว่าเป็นไข้กาฬหลังแอ่น หรือต้องการฉีดก่อนเดินทางต่างประเทศ สามารถปรึกษาก่อนฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี แพทย์พร้อมให้คำแนะนำ การดูแลตัวเอง และการป้องกันโรค เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และสุขภาพดีตลอดทริป
FAQ
ไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรครุนแรงที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลด้วยยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เช่น กลุ่มเพนิซิลลินหรือเซฟาโลสปอริน (Ceftriaxone) ภายใต้การดูแลของแพทย์ ห้ามซื้อยากินเองเนื่องจากการรักษาล่าช้าหรือผิดวิธีอาจทำให้ช็อกและอวัยวะล้มเหลว ส่วนยากินมีไว้เพื่อป้องกันโรคในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดตามดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น
สำหรับคนไทยทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัวและไม่ได้เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง วัคซีนนี้ยังไม่ถูกจัดเป็นวัคซีนพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่มีความสำคัญมากสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก วัยรุ่นที่อยู่หอพักในต่างประเทศ ผู้ไม่มีม้าม ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดและกำหนดให้ฉีดวัคซีนตามกฎหมาย
หากวินิจฉัยและได้รับยาปฏิชีวนะทันท่วงที ส่วนใหญ่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายและหายขาดได้ แต่แม้เชื้อจะหมดไปแล้ว บางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนถาวร เช่น หูหนวก ความผิดปกติทางระบบประสาท หรือสูญเสียอวัยวะจากเนื้อเยื่อตาย ผลลัพธ์หลังการรักษาจึงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและความรวดเร็วในการเข้าถึงมือแพทย์
การสัมผัสตัวภายนอกเพียงอย่างเดียวมักไม่ทำให้ติดโรค เพราะเชื้อติดต่อผ่านละอองฝอยและการสัมผัสสารคัดหลั่ง อย่างน้ำมูก น้ำลาย จากทางเดินหายใจโดยตรง หากมือสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วนำไปจับปากหรือจมูกจะเพิ่มความเสี่ยงทันที จึงควรล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องดูแลใกล้ชิดอย่างเคร่งครัด