ไข้กาฬหลังแอ่นคืออะไร อาการเป็นอย่างไร พร้อมวิธีรักษาที่ควรรู้

  • ไข้กาฬหลังแอ่นคือโรคติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง เกิดจากเชื้อ Neisseria meningitidis ที่สามารถทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจทรุดหนักและเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
  • ไข้กาฬหลังแอ่น มีสาเหตุจาก Neisseria meningitidis เชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของคนทั่วไปได้โดยไม่แสดงอาการ หากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ทัน จะทำให้เกิดการอักเสบเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่อันตรายถึงชีวิต
  • ไข้กาฬหลังแอ่น มีอาการไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรงเป็นต่อเนื่อง อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย คอแข็ง ก้มคอลำบาก เกิดจุดเลือดออกหรือผื่นแดงอมม่วงตามผิวหนัง ซึมลง สับสน หายใจหอบถี่ มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย หรือหมดสติ
  • วิธีป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น ทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีไข้ เจ็บคอ หรือมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม ล้างมือบ่อยๆ งดใช้ของร่วมกัน พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรับวัคซีนป้องกันในกลุ่มเสี่ยง

ไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคที่ถูกพูดถึงอีกครั้ง จากสถานการณ์โรคระบาดในต่างประเทศ ไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงเฉียบพลัน และถึงแก่ชีวิต จริงๆ แล้วสามารถป้องกันได้ด้วยการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด หากมีอาการควรพบแพทย์ทันที แล้วควรป้องกัน ดูแลตัวเอง สังเกตอาการอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ

 

ไข้กาฬหลังแอ่นคืออะไร

 

ไข้กาฬหลังแอ่นคืออะไร

ไข้กาฬหลังแอ่นคือโรคติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงที่เกิดจากเชื้อ Neisseria meningitidis ส่งผลให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือด แม้จะพบไม่บ่อยในไทยแต่มีอันตรายสูง หากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง หรือในกลุ่มที่รอดชีวิตก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนถาวร เช่น หูหนวก หรือสูญเสียแขนขา

สาเหตุของโรคไข้กาฬหลังแอ่น

  • เกิดจากแบคทีเรียชื่อว่า Neisseria meningitidis ซึ่งมีลักษณะเฉพาะเป็นเชื้อแกรมลบรูปทรงกลมที่มักอยู่รวมกันเป็นคู่
  • สายพันธุ์ที่ก่อโรค เชื้อนี้มีหลายสายพันธุ์ แต่กลุ่มหลักที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์คือสายพันธุ์ A, B, C, W และ Y (รวมถึงสายพันธุ์ X ในบางพื้นที่)
  • การเป็นพาหะ เชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของคนทั่วไปได้โดยไม่แสดงอาการ เรียกว่าเป็นพาหะ แต่คนกลุ่มนี้สามารถแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้
  • เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย หากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ทัน จะทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงจนลุกลามเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่อันตรายถึงชีวิต

ไข้กาฬหลังแอ่นติดต่อได้อย่างไร

โรคไข้กาฬหลังแอ่นติดต่อจากคนสู่คนผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ (Respiratory Droplets) จากทางเดินหายใจส่วนบน แม้เชื้อจะไม่แพร่กระจายไปไกลในอากาศเหมือน COVID-19 แต่สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือพาหะ ดังนี้

  • การอยู่ร่วมกับผู้ที่มีเชื้อในพื้นที่จำกัดเป็นเวลานาน เช่น ห้องเรียน หอพัก หรือค่ายทหาร
  • การได้รับละอองน้ำมูกหรือเสมหะที่มีเชื้อกระเด็นเข้าสู่ทางเดินหายใจโดยตรงจากการไอหรือจามรดกัน
  • การสัมผัสน้ำลาย แลกเปลี่ยนน้ำลายผ่านการจูบ หรือการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม หลอดดูด หรือการสูบบุหรี่ร่วมกัน
  • พื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่นและระบายอากาศไม่ดี จะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดได้สูงขึ้น

 

อาการของไข้กาฬหลังแอ่นมีอะไรบ้าง

 

อาการของไข้กาฬหลังแอ่นมีอะไรบ้าง

  • ไข้สูงเฉียบพลัน มีอาการหนาวสั่น และรู้สึกไม่สบายตัวอย่างรวดเร็ว
  • ปวดศีรษะรุนแรง ปวดมากกว่าปกติและเป็นต่อเนื่อง
  • อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร
  • อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
  • คอแข็ง ก้มคอลำบาก มีอาการเจ็บหรือเกร็งคอเมื่อพยายามเคลื่อนไหว
  • เกิดจุดเลือดออกหรือผื่นแดงอมม่วงตามผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณลำตัว แขน และขา
  • มีอาการซึมลง สับสน หายใจหอบถี่ มือเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย หรือหมดสติ
  • ไข้กาฬหลังแอ่น อาการในเด็กเล็ก เด็กจะร้องกวนผิดปกติ ซึม ไม่ยอมดูดนมหรือกินอาหาร และอาจสังเกตเห็นกระหม่อมหน้าโป่งตึงร่วมกับอาการไข้สูง

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นไข้กาฬหลังแอ่น

  • เด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 2 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์
  • วัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันในสถานที่มีคนจำนวนมาก เช่น หอพักมหาวิทยาลัย โรงเรียนประจำ หรือค่ายทหาร
  • คนที่อาศัยในแหล่งชุมชนแออัด หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคตามฤดูกาล รวมถึงพื้นที่ที่มีสุขอนามัยจำกัด
  • คนที่มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกัน อย่างเช่นคนที่ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ เนื่องจากม้ามมีหน้าที่สำคัญในการกำจัดแบคทีเรียชนิดนี้ รวมถึงมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด
  • นักเดินทางและผู้ที่ไปพำนักในต่างประเทศ โดยเฉพาะการเดินทางไปพื้นที่ที่พบโรคบ่อย

วิธีสังเกตอาการว่าเป็นไข้กาฬหลังแอ่น ทำอย่างไร

  • ไข้สูงและทรุดเร็ว ไข้พุ่งสูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะและปวดเมื่อยตัวรุนแรง อาการแย่ลงเร็วกว่าไข้หวัดทั่วไป
  • คอแข็ง ก้มหน้าไม่ได้ คอแข็งเกร็ง หรือปวดคออย่างรุนแรงเมื่อเคลื่อนไหว
  • ผื่นจ้ำเลือด มีผื่นแดงหรือจุดเลือดออกตามผิวหนังที่กดแล้วไม่จางลง หรือผื่นกระจายตัวเร็ว
  • ซึม สับสน หายใจหอบ มือเท้าเย็น หรือปัสสาวะออกน้อย เป็นสัญญาณอวัยวะภายในเริ่มล้มเหลว
  • อาการในทารก จะมีไข้สูงร่วมกับร้องโยเยผิดปกติ ซึม ไม่ดูดนม หรือกระหม่อมหน้าตึงนูน

วิธีรักษาไข้กาฬหลังแอ่น

  1. เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคนี้ แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลทันที เนื่องจากเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
  2. ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ แพทย์จะเริ่มให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วเพื่อยับยั้งเชื้อและลดการลุกลามของโรค โดยอาจทำก่อนหรือหลังการเก็บตัวอย่างตามดุลยพินิจ
  3. ตรวจยืนยันการวินิจฉัย ตรวจเลือดและเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อเพาะเชื้อ ระบุชนิดแบคทีเรีย และปรับยาปฏิชีวนะให้แม่นยำ
  4. รักษาประคับประคองตามอาการ ให้สารน้ำ ยาลดไข้ และยาลดปวด พร้อมเฝ้าระวังระบบหายใจและการไหลเวียนเลือด หากรุนแรงอาจต้องใช้ยากระตุ้นความดันหรือเครื่องช่วยหายใจ
  5. เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน ติดตามการทำงานของไต หัวใจ และสมอง รวมถึงฟื้นฟูหลังหายป่วยเพื่อลดผลกระทบระยะยาว เช่น ปัญหาการได้ยินหรือความพิการ
  6. ป้องกันผู้สัมผัสใกล้ชิด บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

 

เมื่อเป็นไข้กาฬหลังแอ่น มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร

 

เมื่อเป็นไข้กาฬหลังแอ่น มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร

  • หากสงสัยว่าติดเชื้อให้รีบไปโรงพยาบาลด่วน ห้ามซื้อยากินเองหรือรอดูอาการเนื่องจากโรคลุกลามรุนแรงในเวลาอันสั้น
  • ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างใกล้ชิด รับยาปฏิชีวนะจนครบกำหนด ห้ามหยุดยาเองแม้จะมีอาการดีขึ้น
  • นอนพักตามแพทย์สั่ง งดใช้แรง และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ผื่นลามเพิ่มขึ้น ซึม ชัก หรือหายใจลำบาก หากพบให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอตามดุลยพินิจของแพทย์ เพื่อช่วยการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดและไต
  • ป้องกันการแพร่เชื้อ แยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงต่อผู้อื่น
  • แจ้งให้ครอบครัวหรือผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดไปพบแพทย์เพื่อรับยาป้องกันหรือตรวจประเมินความเสี่ยงทันที

วิธีป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นทำอย่างไร

  • เว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีไข้ เจ็บคอ หรือมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในพื้นที่แออัดและระบายอากาศไม่ดี
  • รักษาสุขอนามัย ปิดปากและจมูกด้วยทิชชูหรือข้อพับแขนทุกครั้งที่ไอหรือจาม พร้อมล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
  • งดใช้ของร่วมกัน หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อนส้อม หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงหรือช่วงที่มีการระบาด
  • ดูแลร่างกายให้แข็งแรงด้วยการพักผ่อนที่เพียงพอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อลดความรุนแรงหากเกิดการติดเชื้อ
  • รับวัคซีนป้องกัน ในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้ที่ไม่มีม้าม หรือผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศและพื้นที่ระบาด ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์

วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น มีกี่ชนิด

  • วัคซีนรวม 4 สายพันธุ์ (A, C, W, Y)

เป็นวัคซีนชนิดคอนจูเกต (Conjugate) ครอบคลุมเชื้อ 4 สายพันธุ์หลัก เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยปกติฉีด 1 เข็ม และควรฉีดกระตุ้นทุก 3–5 ปี หากยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือต้องเดินทางไปต่างประเทศ

  • วัคซีนสายพันธุ์ B (Meningococcal B)

เน้นป้องกันสายพันธุ์ B ซึ่งระบาดบ่อยในยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และพบได้ในไทย สามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป โดยจำนวนเข็มขึ้นอยู่กับอายุ เด็กเล็กมักฉีด 2–3 เข็มพร้อมเข็มกระตุ้นตามรอบ ส่วนเด็กโตและผู้ใหญ่ฉีด 2 เข็มตามกำหนดของแต่ละผลิตภัณฑ์

รักษาไข้กาฬหลังแอ่นที่โรงพยาบาลวิภาวดี

สำหรับใครที่เพิ่งกลับจากการเดินทางในประเทศที่มีประวัติพบโรคไข้กาฬหลังแอ่น หรือกำลังกังวลว่าเป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่นหรือไม่ สามารถรับยาป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น อาการต่างๆ ได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมด้วยแพทย์ชำนาญการ และเครื่องมือทันสมัย เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างตรงจุดทันที พร้อมรับคำแนะนำในการดูแลตัวเอง เพื่อให้อาการดีขึ้นและมีสุขภาพที่ดี

สรุป

ไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงที่ติดต่อผ่านละอองฝอยและการสัมผัสน้ำลาย ก่อให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง สังเกตอาการสำคัญจากไข้สูงเฉียบพลัน คอแข็งเกร็ง และผื่นจ้ำเลือดที่กดแล้วไม่จางลง หากสงสัยต้องรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนถาวร การป้องกันทำได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย หลีกเลี่ยงที่แออัด และฉีดวัคซีนป้องกันให้ครอบคลุมสายพันธุ์หลักตามความเสี่ยงรายบุคคล โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้ที่จะเดินทางไปพื้นที่ระบาดในต่างประเทศ

สำหรับใครที่สงสัยหรือสังเกตเห็นอาการผิดปกติ ไม่มั่นใจว่าเป็นไข้กาฬหลังแอ่น หรือต้องการฉีดก่อนเดินทางต่างประเทศ สามารถปรึกษาก่อนฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี แพทย์พร้อมให้คำแนะนำ การดูแลตัวเอง และการป้องกันโรค เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และสุขภาพดีตลอดทริป


FAQ

ไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรครุนแรงที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลด้วยยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เช่น กลุ่มเพนิซิลลินหรือเซฟาโลสปอริน (Ceftriaxone) ภายใต้การดูแลของแพทย์ ห้ามซื้อยากินเองเนื่องจากการรักษาล่าช้าหรือผิดวิธีอาจทำให้ช็อกและอวัยวะล้มเหลว ส่วนยากินมีไว้เพื่อป้องกันโรคในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดตามดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น

สำหรับคนไทยทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัวและไม่ได้เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง วัคซีนนี้ยังไม่ถูกจัดเป็นวัคซีนพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทุกคน แต่มีความสำคัญมากสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก วัยรุ่นที่อยู่หอพักในต่างประเทศ ผู้ไม่มีม้าม ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดและกำหนดให้ฉีดวัคซีนตามกฎหมาย

หากวินิจฉัยและได้รับยาปฏิชีวนะทันท่วงที ส่วนใหญ่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายและหายขาดได้ แต่แม้เชื้อจะหมดไปแล้ว บางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนถาวร เช่น หูหนวก ความผิดปกติทางระบบประสาท หรือสูญเสียอวัยวะจากเนื้อเยื่อตาย ผลลัพธ์หลังการรักษาจึงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและความรวดเร็วในการเข้าถึงมือแพทย์

การสัมผัสตัวภายนอกเพียงอย่างเดียวมักไม่ทำให้ติดโรค เพราะเชื้อติดต่อผ่านละอองฝอยและการสัมผัสสารคัดหลั่ง อย่างน้ำมูก น้ำลาย จากทางเดินหายใจโดยตรง หากมือสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วนำไปจับปากหรือจมูกจะเพิ่มความเสี่ยงทันที จึงควรล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องดูแลใกล้ชิดอย่างเคร่งครัด

บทความที่เกี่ยวข้อง