อาหารไม่ย่อย ท้องอืดมีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง

  • อาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อยมีสาเหตุหลักมาจากการสะสมของแก๊สในระบบทางเดินอาหาร หรือประสิทธิภาพการย่อยที่ลดลง มักเกิดจากรับประทานอาหารเร็วเกินไป เคี้ยวไม่ละเอียด การทานอาหารมื้อใหญ่ รวมถึงอาหารที่มีไขมันหรือแก๊สสูง
  • อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยสังเกตได้จากแน่นหน้าอกและลิ้นปี่ รู้สึกจุกเสียด อึดอัด หรือปวดบริเวณท้องส่วนบน ท้องป่อง มีลม มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อิ่มไวเกินไป แสบร้อนทางเดินอาหาร มีอาการเรอบ่อยครั้ง มีรสเปรี้ยว ท้องร้องโครกคราก ผายลมบ่อย
  • วิธีแก้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย แก้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดแก๊สในทางเดินอาหาร ใช้การขยับร่างกาย และเลือกใช้ยาบรรเทาอาการหรือยาช่วยย่อยอย่างเหมาะสม
  • วิธีดูแลตัวเองหลังหายท้องอืด เริ่มจากหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่สร้างแก๊ส ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงซึ่งย่อยยาก 
  • ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และผ่อนคลายความเครียด


อาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืดมีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง? เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ท้องอืด อาหารไม่ย่อยมักมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการกิน เช่น กินเร็ว เคี้ยวไม่ละเอียด กินคำใหญ่ กินอาหารมันหรือเผ็ดจัด กินอาหารที่มีแก๊สมาก เช่น กะหล่ำ ถั่ว น้ำอัดลม รวมถึงความเครียด ยาบางชนิด และโรคประจำตัว เช่น กรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้แปรปรวน ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่สะดวก บทความนี้จะแนะนำวิธีดูแลเมื่อรู้สึกไม่สบายท้อง และอาหารที่ควรทานแก้ท้องอืด พร้อมแนะนำยาแก้ท้องอืดอาหารไม่ย่อย เพื่อให้การใช้ชีวิตสะดวกยิ่งขึ้น

 

ท้องอืด อาหารไม่ย่อยเกิดจากอะไร

 

ท้องอืด อาหารไม่ย่อยเกิดจากอะไร

อาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อยมีสาเหตุหลักมาจากการสะสมของแก๊สในระบบทางเดินอาหาร หรือประสิทธิภาพการย่อยที่ลดลง มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารเร็วเกินไป เคี้ยวไม่ละเอียด การทานอาหารมื้อใหญ่ รวมถึงอาหารที่มีไขมันหรือแก๊สสูง นอกจากนี้ ความเครียด การสูบบุหรี่ และผลข้างเคียงจากยาบางชนิด หากพบว่ามีอาการเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน (IBS) หรือแผลในกระเพาะอาหาร

อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยเป็นอย่างไร

  • แน่นหน้าอกและลิ้นปี่ รู้สึกจุกเสียด อึดอัด หรือปวดบริเวณท้องส่วนบน โดยเฉพาะหลังจากรับประทานอาหาร
  • ท้องป่องและมีลม มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกเหมือนมีแก๊สสะสมจนท้องขยายโตหรือกางผิดปกติ
  • อิ่มไวเกินไป รู้สึกแน่นท้องหลังจากกินไปเพียงนิดเดียว หรือรู้สึกเหมือนอาหารย่อยช้าและค้างอยู่ในกระเพาะนานเกินไป
  • แสบร้อนทางเดินอาหาร มีอาการแสบบริเวณลิ้นปี่หรือท้อง บางรายอาจมีอาการแสบร้อนกลางอกร่วมกับภาวะกรดไหลย้อน
  • มีอาการเรอบ่อยครั้ง มีรสเปรี้ยว หรือมีกลิ่นอาหารย้อนกลับขึ้นมาในปาก
  • ท้องร้องโครกคราก ผายลมบ่อย และมีลมในทางเดินอาหารมากผิดปกติ

ท้องอืด อาหารไม่ย่อยแบบไหนที่ควรพบแพทย์

  • อาเจียนบ่อยครั้ง หรือมีเลือดปนออกมา
  • มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
  • ปวดท้องมากผิดปกติและไม่ทุเลาลง
  • ระบบขับถ่ายผิดปกติ ถ่ายเหลวเรื้อรัง หรือถ่ายมีเลือดปน
  • น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน

 

วิธีแก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย

 

วิธีแก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย

  1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ทั้งลักษณะการเคี้ยว การแบ่งมื้ออาหาร และการเลือกชนิดอาหารที่ย่อยง่าย
  2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดแก๊สในทางเดินอาหาร รวมถึงการเว้นระยะเวลาหลังรับประทานอาหารก่อนที่จะล้มตัวนอน
  3. ใช้การขยับร่างกายและธรรมชาติบำบัดเพื่อช่วยขับลม เช่น การเดินเบาๆ การใช้สมุนไพรช่วยย่อย หรือการนวดบรรเทาอาการ
  4. เลือกใช้ยาบรรเทาอาการหรือยาช่วยย่อยอย่างเหมาะสม ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง

ยาช่วยบรรเทาอาการท้องอืดมีอะไรบ้าง

  • ไซเมทิโคน (Simethicone)
  • ยาธาตุน้ำแดง หรือ ยาธาตุน้ำขาว
  • ผงถ่าน (Activated Charcoal)
  • เอนไซม์ช่วยย่อย 
  • สมุนไพรขับลม
  • ยาลดกรด (Antacids) หรือ อีโน (Eno)

แนะนำอาหารช่วยแก้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย

  • ขิงสดหรือน้ำขิง
  • สมุนไพรฤทธิ์ร้อนต่างๆ เช่น กะเพรา ขมิ้นชัน ตะไคร้ พริกไทยดำ และกระชาย
  • ผลไม้ที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย เช่น สับปะรด มะละกอ กล้วย แตงกวา และมะเขือเทศ
  • เครื่องดื่มสมุนไพร เช่น ชาคาโมมายล์ และชาเปปเปอร์มินต์
  • น้ำมะนาวผสมน้ำอุ่น
  • อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ เช่น โยเกิร์ตและกิมจิ
  • น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล (ACV)

 

อาหารที่ไม่ควรกินเมื่อท้องอืด อาหารไม่ย่อย

 

อาหารที่ไม่ควรกินเมื่อท้องอืด อาหารไม่ย่อย

  • อาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรือเค็มจัด ซึ่งจะเข้าไประคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร
  • อาหารที่มีไขมันสูงและของทอด เป็นกลุ่มอาหารที่ย่อยยากและใช้เวลานาน ทำให้รู้สึกแน่นท้องนานกว่าปกติ
  • นมวัวและผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ กระตุ้นให้เกิดแก๊สและการหมักหมมในลำไส้ โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ปกติ
  • ผักสดและผลไม้ดิบ มีใยอาหารสูงเกินความจำเป็นในช่วงที่ท้องไส้อ่อนแอ ทำให้ระบบย่อยต้องทำงานหนักเกินไป

วิธีดูแลตัวเองหลังหายท้องอืด ทำอย่างไร

  1. หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่สร้างแก๊ส เช่น ของหวานจัด น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์จากนม และทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม
  2. ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร ไม่ทานมื้อใหญ่เกินไป ไม่ทานเร็ว และไม่ควรนั่งนิ่งๆ หรือนอนทันทีหลังมื้ออาหาร
  3. เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงซึ่งย่อยยาก
  4. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
  5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย
  6. ผ่อนคลายความเครียด ฝึกทำกิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจสงบ เช่น โยคะ การฝึกหายใจ หรือการทำสมาธิ
  7. งดการสูบบุหรี่ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระเพาะอาหารและปัญหาทางเดินอาหารเรื้อรัง

รักษาท้องอืด อาหารไม่ย่อยที่โรงพยาบาลวิภาวดี

หากรู้สึกว่าอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ไม่สบายท้อง อย่าเพิ่งมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณของอาการร้ายแรงของระบบทางเดินอาหารได้ สามารถปรึกษาแพทย์ได้ที่ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่มีเทคโนโลยีในการตรวจที่ทันสมัย ทำให้สามารถรักษาได้อย่างตรงจุด เพื่อให้รู้สึกสบายท้อง สามารถทานอาหารได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

สรุป

อาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อยส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม การสะสมของแก๊ส หรือโรคทางเดินอาหาร ส่งผลให้มีอาการจุกเสียด แน่นลิ้นปี่ ท้องป่อง และเรอเปรี้ยว การดูแลเบื้องต้นทำได้โดยการปรับพฤติกรรม เช่น เคี้ยวให้ละเอียด เลี่ยงอาหารมันหรือรสจัด และเลือกทานสมุนไพรฤทธิ์ร้อนอย่างขิงหรือผลไม้ที่มีเอนไซม์ช่วยย่อยอย่างสับปะรด หากอาการไม่ดีขึ้นสามารถใช้ตัวช่วยอย่างไซเมทิโคน หรือโพรไบโอติกส์เพื่อปรับสมดุลลำไส้

หากมีสัญญาณอันตราย เช่น ปวดท้องรุนแรง อาเจียนเป็นเลือด ตัวเหลือง หรือน้ำหนักลดผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยทันที ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านระบบทางเดินอาหาร และเทคโนโลยีทันสมัย ที่ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างตรงจุดมากขึ้น ไปพร้อมๆ กับการปรับพฤติกรรม เพื่อให้การกินไม่มีสะดุดและเป็นสุขได้ทุกวัน


FAQ

หากมีอาการท้องอืดเป็นประจำและเรื้อรังติดต่อกันเกิน 2-3 สัปดาห์ โดยเฉพาะหลังมื้ออาหาร ไม่ควรนิ่งนอนใจเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งรังไข่ได้ หากมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว รู้สึกอิ่มไวผิดปกติ มีอาการอาเจียน หรือระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไป แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ทันที

การรับประทานยาลดกรดต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์ โดยไม่ปรึกษาแพทย์นั้นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก เพราะตัวยาจะไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารจำเป็น อย่างวิตามิน B12 แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งส่งผลเสียในระยะยาวทำให้เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนและภาวะไตเสื่อม

อาการท้องอืดหลังตื่นนอนส่วนใหญ่เกิดจากการสะสมของแก๊สในทางเดินอาหาร มาจากการรับประทานมื้อดึก การกินเร็วเกินไป หรือการทานอาหารที่ย่อยยากในมื้อเย็น ประกอบกับระบบลำไส้เคลื่อนไหวช้าลงขณะนอนหลับ นอกจากนี้ ความเครียด หรือโรคประจำตัวอย่างลำไส้แปรปรวน และกรดไหลย้อน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการอึดอัดท้องในตอนเช้าได้

อาการอาหารไม่ย่อยมักจะดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-3 วัน เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการกินหรือใช้ยาช่วยย่อยเบื้องต้นครับ แต่หากสาเหตุมาจากอาหารเป็นพิษอาจต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 3-7 วัน ทั้งนี้ หากมีอาการแน่นท้องหรือท้องอืดเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือพบสัญญาณอันตรายอย่างการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระมีสีดำ หรือน้ำหนักลดผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กทันที

อาการท้องอืดที่เป็นบ่อยครั้งอาจเป็นสัญญาณของโรคต่างๆ เช่น โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน นิ่วในถุงน้ำดี หรือร้ายแรงถึงขั้นมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

ปรับการทาน เคี้ยวอาหารให้ละเอียดเพื่อช่วยเอนไซม์ทำงาน และแบ่งทานมื้อเล็กๆ หลายมื้อแทนมื้อหนัก เลือกเมนู เน้นอาหารย่อยง่าย เช่น ปลา ผักต้ม ข้าวกล้อง และเลี่ยงของมัน ของทอด รวมถึงอาหารรสจัด ขยับร่างกาย เดินเบาๆ 10-15 นาทีหลังมื้ออาหารเพื่อกระตุ้นลำไส้ แต่ควรเลี่ยงการออกกำลังกายหนักทันที ดูแลน้ำดื่ม ดื่มน้ำอุ่นหลังอาหารและจิบน้ำเปล่าให้เพียงพอตลอดวันเพื่อช่วยระบบย่อย เสริมแบคทีเรียดี ทานอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ เช่น โยเกิร์ต กิมจิ หรือมิโซะ เพื่อปรับสมดุลลำไส้ ทานผลไม้ช่วยย่อย เลือกสับปะรดหรือมะละกอที่มีเอนไซม์ธรรมชาติช่วยย่อยโปรตีน จัดเวลาพักผ่อน งดอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อเลี่ยงกรดไหลย้อนและท้องอืดตอนเช้า ดูแลสภาวะจิตใจ ลดความเครียดเพื่อรักษาความสมดุลของการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร

ควรเลือกรับประทานอาหารรสจืดที่มีเนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ย่อยง่าย และมีกากใยต่ำ เพื่อช่วยลดภาระการทำงานของกระเพาะอาหาร โดยเมนูที่แนะนำได้แก่ ข้าวต้ม โจ๊ก ปลาต้ม รวมถึงผักที่นึ่งจนเปื่อยอย่างแคร์รอตหรือฟักทอง และผลไม้ที่ช่วยปลอบประโลมระบบทางเดินอาหารอย่างกล้วยน้ำว้าสุกหรือมะละกอ

บทความที่เกี่ยวข้อง