- การรักษาโรคซึมเศร้ามีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและสภาพใจ ทั้งรักษาด้วยยา บำบัดทางจิต ไฟฟ้า ปรับพฤติกรรม และยังมีรูปแบบใหม่ เช่น ยาพ่นจมูก ยากลุ่มใหม่ เทคโนโลยี TMS และการปรับพฤติกรรม
- รักษาโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง ทำได้ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับอย่างมีคุณภาพ เลือกทานอาหารบำรุงสมอง ฝึกปรับความคิดและเจริญสติ พูดคุยแบ่งปันความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจหรือทำงานอาสา สร้างกิจวัตรใหม่ที่เติมรอยยิ้ม
- การรักษาโรคซึมเศร้าด้วยยา มีหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม SSRIs (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors), SNRIs (Serotonin and Norepinephrine Reuptake Inhibitors), TCAs (Tricyclic Antidepressants) และ MAOIs (Monoamine Oxidase Inhibitors)
- การรักษาโรคซึมเศร้าแบบเดิมกับแบบใหม่ ต่างกันอย่างไร? การรักษาแบบเดิม มักใช้ยากลุ่ม TCAs หรือ MAOIs ซึ่งออกฤทธิ์กว้างแต่ไม่จำเพาะเจาะจง มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก ส่วนการรักษาแบบใหม่ เน้นยากลุ่ม SSRIs หรือ SNRIs ผลข้างเคียงน้อยกว่าแบบเดิมมาก
โรคซึมเศร้ารักษาอย่างไร? เป็นคำถามที่หลายคนมักกังวลใจเมื่อพบว่าตนเองหรือคนรอบข้างกำลังเป็นโรคซึมเศร้า โดยการรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและสภาพใจ สามารถรักษาด้วยยา บำบัดทางจิต ไฟฟ้า ปรับพฤติกรรม และยังมีรูปแบบใหม่ เช่น ยาพ่นจมูก ยากลุ่มใหม่ เทคโนโลยี TMS รวมถึงการรักษาที่เอาเทคโนโลยีทางการแพทย์มารักษาร่วมกับการบำบัดทางจิตและปรับพฤติกรรม เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาที่ยั่งยืน แต่ต่างจากวิธีการแก้โรคซึมเศร้าแบบเดิมอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ
การรักษาโรคซึมเศร้าทำอย่างไร
หากสงสัยว่าโรคซึมเศร้ารักษาอย่างไร? การแก้ปัญหาโรคซึมเศร้าที่มีประสิทธิภาพ มีหลายวิธี อย่างเช่นการใช้ยาปรับสมดุลสารสื่อประสาทควบคู่กับการทำจิตบำบัด (CBT) เพื่อปรับความคิด โดยต้องทานยาต่อเนื่องตามแพทย์สั่งและไม่หยุดยาเอง นอกจากนี้การดูแลตนเองด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้พอ และงดแอลกอฮอล์ มีส่วนสำคัญอย่างมากในการฟื้นฟูร่างกาย ในรายที่อาการรุนแรงอาจใช้การกระตุ้นสมอง (TMS/ECT) ร่วมด้วย
/1.jpg)
วิธีรักษาโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เดินเร็วหรือเล่นโยคะให้ครบ 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นสารความสุขและซ่อมแซมเซลล์สมอง
- นอนหลับอย่างมีคุณภาพ เข้านอนและตื่นให้เป็นเวลาวันละ 7-9 ชั่วโมง เพื่อฟื้นฟูระบบสมองและควบคุมอารมณ์ให้คงที่
- เลือกทานอาหารบำรุงสมอง เน้นผักใบเขียว ปลา และถั่ว (สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน) เพื่อลดการอักเสบในร่างกายที่ส่งผลต่อจิตใจ
- ฝึกปรับความคิดและเจริญสติ ฝึกมองโลกตามจริง ปรับความคิดลบ และอยู่กับปัจจุบันเพื่อลดความกังวลที่สะสม
- เชื่อมต่อกับคนรอบข้าง พูดคุยแบ่งปันความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจหรือทำงานอาสา เพื่อลดความโดดเดี่ยวและเพิ่มคุณค่าในตัวเอง
- สร้างกิจวัตรใหม่ที่เติมรอยยิ้ม ปรับตารางชีวิตประจำวันและหากิจกรรมที่สร้างเสียงหัวเราะเพื่อกระตุ้นพลังงานบวก
การรักษาโรคซึมเศร้าด้วยยา
นอกจากการรักษาโรคซึมเศร้าด้วยตัวเองแล้ว การรักษาด้วยยาเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้โรคซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ควรหยุดยาเองโดยเด็ดขาด และยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้ามีอะไรบ้าง
กลุ่ม SSRIs (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors)
ยาจะเข้าไปยับยั้งการดูดซึมกลับของสารเซโรโทนิน (Serotonin) เข้าสู่เซลล์ประสาท ส่งผลให้ปริมาณสารสื่อประสาทชนิดนี้เพิ่มสูงขึ้นในสมอง ช่วยปรับสมดุลอารมณ์และลดอาการซึมเศร้าได้โดยตรง
ข้อดี
- ความจำเพาะเจาะจงสูง ออกฤทธิ์ยับยั้งการเก็บกลับสารเซโรโทนินโดยตรง ทำให้มีความแม่นยำในการปรับสมดุลสารสื่อประสาท
- มีผลข้างเคียงโดยรวมน้อยกว่ายากลุ่มเก่า เช่น กลุ่ม Tricyclics ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทนต่อยาได้ดีกว่า
- ตัวเลือกยาหลากหลาย มีตัวยาหลายชนิดที่แพทย์เลือกใช้ให้เหมาะสมกับอาการได้ เช่น Fluoxetine, Sertraline หรือ Escitalopram
- อาการง่วงซึมน้อย เมื่อเทียบกับยากลุ่มอื่น ยาในกลุ่มนี้มักส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันน้อยกว่า
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย แน่นท้อง ปากแห้ง หรือเบื่ออาหาร
- ระบบประสาทและอารมณ์ ปวดหัว นอนไม่หลับ หรือง่วงซึมผิดปกติ เหงื่อออกมาก และกระสับกระส่าย
- สมรรถภาพทางเพศ อาจส่งผลให้ความต้องการทางเพศลดลง หรือการตอบสนองทางเพศแย่ลง
- อาการรุนแรงที่ต้องพบแพทย์ทันที สับสน มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก เดินเซ หรือหากเริ่มมีความคิดฆ่าตัวตายในระหว่างใช้ยา
- หากใช้ร่วมกับยาตัวอื่นที่เพิ่มระดับเซโรโทนิน (เช่น SNRIs หรือ MAOIs) อาจทำให้เกิดอาการเหงื่อแตก สับสน และชีพจรเต้นเร็ว ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
กลุ่ม SNRIs (Serotonin and Norepinephrine Reuptake Inhibitors)
เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเก็บกลับของสารสื่อประสาท 2 ชนิด คือ เซโรโทนิน (Serotonin) และ นอร์อิพิเนฟรีน (Norepinephrine) ส่งผลให้สารทั้งสองเพิ่มสูงขึ้นบริเวณจุดต่อระหว่างเซลล์ประสาท ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น Duloxetine, Venlafaxine รวมถึงยากลุ่มดั้งเดิมอย่าง Amitriptyline และ Nortriptyline ซึ่งมีฤทธิ์ต่อสารเคมีอื่นๆ ในสมองร่วมด้วย
ข้อดี
- ออกฤทธิ์กว้างกว่า เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาที่ออกฤทธิ์เพียงชนิดเดียว
- ช่วยเรื่องความเจ็บปวด ยาในกลุ่มนี้หลายตัวมีประสิทธิภาพดีในการช่วยบรรเทาอาการปวดเรื้อรังหรือปวดประสาทร่วมกับอาการซึมเศร้า
- ปรับสมดุลอารมณ์และพลังงาน สารนอร์อิพิเนฟรีนที่เพิ่มขึ้นช่วยเรื่องความตื่นตัวและพลังงานในการทำกิจกรรมได้ดี
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ท้องเสีย เบื่ออาหาร ปวดหัว เหงื่อออก และสมรรถภาพทางเพศลดลง
- ทำให้มีอาการปากแห้ง คอแห้ง
- ท้องผูก หรือตาพร่า
- อาจทำให้นอนไม่หลับ หรือง่วงซึมผิดปกติ และกระสับกระส่าย
- อาการรุนแรงที่ต้องพบแพทย์ทันที มีอาการสับสน มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก เดินเซ หรือมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองเกิดขึ้นในระหว่างการรักษา
- ภาวะอันตรายถึงชีวิต (Serotonin Syndrome) หากใช้ร่วมกับยาตัวอื่นที่เพิ่มเซโรโทนิน เช่น SSRIs หรือ MAOIs อาจส่งผลให้เกิดอาการสับสน เหงื่อแตก และร่างกายแปรปรวนอย่างรุนแรง
กลุ่ม TCAs (Tricyclic Antidepressants)
เป็นยาต้านเศร้ากลุ่มดั้งเดิมที่มีประสิทธิภาพสูง ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการดูดกลับของสารเซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟรีน เพื่อเพิ่มปริมาณสารสื่อประสาทในสมอง ช่วยปรับให้อารมณ์ดีขึ้นและลดความวิตกกังวล ตัวอย่างยาที่พบบ่อย ได้แก่ Amitriptyline ที่มักใช้ช่วยนอนหลับ/แก้ไมเกรน Nortriptyline แก้ปวดประสาท/ช่วยเลิกบุหรี่ และ Imipramine แก้ปัสสาวะรดที่นอน
ข้อดี
- ประสิทธิภาพสูง มักใช้เป็นทางเลือกหลักเมื่อใช้ยากลุ่มใหม่ๆ เช่น SSRIs แล้วไม่ได้ผล
- ประโยชน์ที่หลากหลาย นอกจากรักษาซึมเศร้า ยังใช้รักษาอาการปวดเรื้อรังจากเส้นประสาท ป้องกันไมเกรน และช่วยปัญหาการนอนได้
- ราคาประหยัด เนื่องจากเป็นยากลุ่มดั้งเดิม จึงมักมีราคาถูกและหาได้ง่ายในโรงพยาบาลทั่วไป
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- ปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ตาพร่า และปัสสาวะขัด
- ระบบประสาทและความดัน ง่วงซึมมาก วิงเวียนหน้ามืด โดยเฉพาะเวลาลุกยืนจากการเปลี่ยนท่ากะทันหัน และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
- ผลต่อหัวใจ อาจทำให้ใจสั่น หรือส่งผลเสียต่อระบบหัวใจ หากใช้เกินขนาดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
- ไม่นิยมใช้เป็นยาตัวเลือกแรก เพราะมีผลข้างเคียงมากกว่ายากลุ่มใหม่ และต้องระวังอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตายเนื่องจากอันตรายจากการกินยาเกินขนาด
กลุ่ม MAOIs (Monoamine Oxidase Inhibitors)
ยา MAOIs คือยาต้านเศร้ารุ่นแรกๆ ที่ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอนไซม์ Monoamine oxidase ซึ่งทำหน้าที่ทำลายสารสื่อประสาท การยับยั้งเอนไซม์นี้ส่งผลให้ระดับเซโรโทนิน นอร์อิพิเนฟรีน และโดพามีนในสมองเพิ่มสูงขึ้น ช่วยปรับสมดุลอารมณ์ในกรณีที่ป่วยรุนแรง และมักถูกใช้เป็น "ทางเลือกสุดท้าย" เมื่อผู้ป่วยรักษาด้วยยากลุ่มอื่น เช่น SSRIs หรือ SNRIs แล้วไม่ได้ผล
ข้อดี
- ประสิทธิภาพสูงในรายที่รักษายาก ใช้รักษาโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรงหรือชนิดที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านเศร้ากลุ่มใหม่อื่นๆ ได้ดี
- ออกฤทธิ์กว้าง ครอบคลุมสารสื่อประสาทสำคัญถึง 3 ชนิด รวมถึงโดพามีน ซึ่งช่วยเรื่องแรงจูงใจและความรู้สึกพึงพอใจ
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
- ต้องงดอาหารที่มีสารไทรามีนสูง เช่น ชีสบ่ม ไวน์แดง ของหมักดอง และเนื้อแปรรูป เพราะอาจทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นอันตรายถึงชีวิต
- ห้ามใช้ร่วมกับยาต้านเศร้ากลุ่มอื่น ยาแก้แพ้ หรือยาแก้หวัดบางชนิด เพราะเสี่ยงต่อภาวะ Serotonin Syndrome (เซโรโทนินเกิน) ที่เป็นอันตรายรุนแรง
- เวียนศีรษะ ปากแห้ง นอนไม่หลับ หรือง่วงซึมในระหว่างวัน
- ความยุ่งยากในการใช้ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านอาหารและยาค่อนข้างมาก จึงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
/2.jpg)
ยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าแบบใหม่มีอะไรบ้าง
- กลุ่ม NaSSA เช่น Mirtazapine ออกฤทธิ์เพิ่มสารนอร์อะดรีนาลินและเซโรโทนินโดยตรง มีจุดเด่นคือช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นและช่วยกระตุ้นความอยากอาหารในผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร
- กลุ่ม NDRI เช่น Bupropion ยับยั้งการเก็บกลับของสารนอร์อิพิเนฟรีนและโดพามีน มักใช้รักษาโรคซึมเศร้าควบคู่ไปกับช่วยลดความอยากนิโคตินสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่
- กลุ่ม SARI เช่น Trazodone ทำงานโดยยับยั้งการเก็บกลับเซโรโทนินและช่วยบล็อกตัวรับสารสื่อประสาทบางจุด เพื่อลดผลข้างเคียงและช่วยปรับสมดุลอารมณ์
- กลุ่ม Serotonin modulator รุ่นใหม่ เช่น Vortioxetine มีกลไกทั้งยับยั้งการเก็บกลับและปรับการทำงานของตัวรับเซโรโทนินหลายตำแหน่งพร้อมกัน เพื่อประสิทธิภาพการรักษาที่ดีขึ้นและลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
- กลุ่ม NMDA receptor antagonist เช่น Esketamine แบบพ่นจมูก ออกฤทธิ์ผ่านระบบกลูตาเมตเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์สมอง มักใช้ในกรณีซึมเศร้าดื้อยาและต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ในโรงพยาบาลเท่านั้น
- กลุ่ม Neurosteroid modulators เช่น Brexanolone ยาเฉพาะทางที่ช่วยปรับสมดุลสาร GABA ในสมอง พัฒนาขึ้นมาเพื่อรักษาภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) โดยเฉพาะ
- กลุ่ม Melatonergic antidepressant เช่น Agomelatine ออกฤทธิ์เลียนแบบเมลาโทนินเพื่อปรับวงจรการนอน-ตื่นให้เป็นปกติ พร้อมกับปรับระดับโดพามีนและนอร์อิพิเนฟรีนเพื่อช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น
การรักษาโรคซึมเศร้าแบบเดิม กับแบบใหม่ ต่างกันอย่างไร
การรักษาแบบเดิม
- มักใช้ยากลุ่ม TCAs หรือ MAOIs ซึ่งออกฤทธิ์กว้างแต่ไม่จำเพาะเจาะจง
- มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น ปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ใจสั่น วิงเวียนศีรษะ และมักทำให้เกิดอาการง่วงซึมรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
- ในกลุ่ม MAOIs ผู้ป่วยต้องระวังเรื่องการรับประทานอาหารอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันอันตราย
การรักษาแบบใหม่
- เน้นยากลุ่ม SSRIs หรือ SNRIs ที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงกับระบบเซโรโทนินหรือนอร์เอพิเนฟริน
- ผลข้างเคียงน้อยกว่าแบบเดิมมาก แต่อาจมีเพียงอาการคลื่นไส้ในช่วงแรก ไม่ค่อยทำให้ง่วงนอน และมีแนวโน้มเห็นผลการรักษาได้รวดเร็วขึ้นในระยะยาว
- เน้นการทำจิตบำบัด เช่น CBT ตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อปรับวิธีคิดและพฤติกรรม ซึ่งช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- มีการตรวจเช็กระดับสารอาหารและปรับไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน เพื่อช่วยฟื้นฟูการทำงานของสมองอย่างยั่งยืน
- บางรายอาจมีอาการกระวนกระวายหรือนอนไม่หลับในช่วงแรก จึงจำเป็นต้องสื่อสารกับแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสม
ตรวจโรคซึมเศร้าที่โรงพยาบาลวิภาวดี
โรคซึมเศร้า หากรู้ตัวเร็วก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ทัน ถ้ารู้สึกเศร้า ไม่มีความสุข หรือเครียดสะสม สามารถปรึกษาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี แพทย์พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโรคซึมเศร้า การรักษาด้วยยา และการรักษารูปแบบอื่นๆ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิต และก้าวผ่านอุปสรรคได้อย่างมั่นใจ
สรุป
การรักษาโรคซึมเศร้าที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการใช้ยาปรับสมดุลสารสื่อประสาทควบคู่กับการทำจิตบำบัด (CBT) และการปรับไลฟ์สไตล์ เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกทานอาหารบำรุงสมองเพื่อฟื้นฟูเซลล์ประสาท ยาที่ใช้ในปัจจุบันมีทั้งกลุ่มใหม่อย่าง SSRIs/SNRIs ที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงและผลข้างเคียงน้อย และกลุ่มดั้งเดิมอย่าง TCAs/MAOIs ที่ทรงประสิทธิภาพแต่ต้องระวังเรื่องอาหารและผลข้างเคียงต่อร่างกาย
โดยแนวทางการรักษาสมัยใหม่จะเน้นความเฉพาะบุคคลและการดูแลแบบผสมผสานเพื่อให้เห็นผลเร็วและลดการกลับมาเป็นซ้ำ ที่สำคัญคือต้องทานยาต่อเนื่องห้ามหยุดเองเด็ดขาดเพื่อให้การรักษาประสบความสำเร็จ และถ้ากำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้าอยู่ หรือรู้สึกหมดหวัง กระทบต่อชีวิตประจำวัน สามารถปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี แพทย์พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำการรักษา เพื่อให้รู้สึกมั่นใจ พร้อมก้าวข้ามสู่ชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น
FAQ
การรับประทานยาต้านเศร้าจำเป็นต้องทานนาน 6-12 เดือน แม้อาการจะดีขึ้นหรือหายเป็นปกติแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ สำหรับผู้ที่เริ่มรักษาเป็นครั้งแรกมักใช้เวลาประมาณ 1 ปี แต่ในกรณีที่มีประวัติกลับมาเป็นซ้ำบ่อยครั้ง แพทย์อาจพิจารณาให้ทานยาต่อเนื่องนานกว่า 1 ปีหรือยาวนานกว่านั้นตามความเหมาะสมของอาการ
โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับกระบวนการดูแลที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยปัจจุบันมีแนวทางการรักษาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมอง หรือการเข้ารับการบำบัดทางจิตวิทยาเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ
สามารถรักษาได้ในบางกรณี แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิจารณาตามระดับความรุนแรงของโรค โดยทางการแพทย์จะใช้เกณฑ์การประเมินเพื่อแบ่งระดับความรุนแรงของโรคซึมเศร้าก่อนกำหนดแนวทางรักษา
การตรวจเช็กอาการซึมเศร้าในเบื้องต้นสามารถทำได้โดยการสังเกตตนเองว่ามีอารมณ์หดหู่หรือหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์หรือไม่ โดยมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปัญหาการนอน อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไร้ค่า ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือมาตรฐานอย่างแบบประเมิน 9Q ช่วยคัดกรอง หากพบว่ามีอาการรุนแรงควรเข้ารับการปรึกษาจากจิตแพทย์โดยทันที
การรับประทานยาต้านเศร้ามักส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงนอน อ่อนเพลีย หรือรู้สึกซึมลงได้จริง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ของการเริ่มยา เนื่องจากเป็นระยะที่ร่างกายกำลังปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมองให้เข้ากับตัวยา
ยาพ่นจมูก Esketamine คือนวัตกรรมการรักษาโรคซึมเศร้าตัวใหม่ที่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกา โดยถูกออกแบบมาเพื่อใช้รักษากลุ่มซึมเศร้าดื้อยา หรือคนที่ใช้ยาต้านเศร้ารูปแบบเดิมแล้วไม่เห็นผล
โรคซึมเศร้ามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ แม้จะรักษาจนหายสนิทแล้วก็ตาม โดยความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนครั้งที่เคยเป็น ซึ่งสถิติพบโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ตั้งแต่ 50% ถึง 90%