รับมือโรคซึมเศร้าอย่างไร เช็กสาเหตุ รู้ทันอาการ และวิธีรักษา

  • โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์และจิตใจที่ทำให้รู้สึกเศร้าโศก หดหู่ โดยไม่ใช่เพียงความรู้สึกชั่วคราวจากสถานการณ์ทั่วไป แต่เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง พันธุกรรม มีประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนใจ และความเครียดสะสม
  • อาการของโรคซึมเศร้า สังเกตได้จากความรู้สึกเศร้า หดหู่ มองว่าตนเองไร้ค่า เบื่อหน่าย อ่อนเพลีย มีปัญหาเรื่องการนอน พูดหรือเคลื่อนไหวช้าลง ประสิทธิภาพการตัดสินใจแย่ลง มีความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตนเองหรือมีความคิดเรื่องการฆ่าตัวตาย
  • วิธีดูแลคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ทำได้ด้วยการรับฟังด้วยความเข้าใจ แสดงความห่วงใยโดยไม่สร้างความกดดัน หลีกเลี่ยงคำพูดบั่นทอนจิตใจ สนับสนุนและกระตุ้นเรื่องการรักษา ชวนทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย และผู้ดูแลอย่าลืมพักผ่อน หากิจกรรมที่ชอบเพื่อลดภาวะเครียดสะสม

โรคซึมเศร้า เป็นภาวะที่พบได้มากในปัจจุบัน สามารถพบได้ในหลากช่วงอายุ สาเหตุมาจากความเครียดสะสม พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน ทำให้รู้สึกเศร้า หดหู่ หรือเบื่อหน่ายอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ และอาจรุนแรงจนถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายได้ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกับโรคซึมเศร้าให้มากขึ้น ทั้งสาเหตุ อาการ วิธีแก้โรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง เพื่อการก้าวผ่านอย่างมั่นใจและมีความสุข

โรคซึมเศร้าคืออะไร

โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์และจิตใจที่ทำให้รู้สึกเศร้าโศก หดหู่ หรือสูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบอย่างต่อเนื่องนานผิดปกติ โดยไม่ใช่เพียงความรู้สึกชั่วคราวจากสถานการณ์ทั่วไป แต่เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างรุนแรง ทั้งในด้านการกิน การนอน การทำงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง โดยไม่สามารถควบคุมความรู้สึกสิ้นหวังหรือความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผลได้ด้วยตนเอง และในรายที่รุนแรงอาจมีความคิดที่จะทำร้ายตนเอง

โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกช่วงวัย จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่การคิดมากหรือความอ่อนไหว แต่เป็นอาการเจ็บป่วยที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างถูกต้องจากแพทย์ผู้ชำนาญการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

 

ประเภทของโรคซึมเศร้า

 

ประเภทของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าประเภทเมเจอร์ ดีเพรสชัน (Major Depression)

เป็นภาวะที่มีอารมณ์เศร้าดิ่งลึกต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ จนขาดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบ โดยมีอาการร่วมอย่างหลับยาก น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงฮวบฮาบ อ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง และรู้สึกไร้ค่า ซึ่งภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงหลังคลอด หรือในบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นหูแว่วหรือประสาทหลอน การรักษาตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการทวีความรุนแรงของโรคและลดความเสี่ยงต่อการตัดสินใจจบชีวิตตนเอง

โรคซึมเศร้าประเภทดิสทีเมีย (Dysthymia Depression)

โรคซึมเศร้าแบบดิสทีเมีย (Dysthymia) เป็นภาวะซึมเศร้าเรื้อรังที่มีอาการต่อเนื่องยาวนานอย่างน้อย 2 ปี แม้ความรุนแรงจะน้อยกว่าชนิดเมเจอร์ ดีเพรสชันจนยังพอฝืนทำงานได้ แต่ผู้มีอาการจะรู้สึกหมดหวัง ขาดความมั่นใจ และสมาธิในการตัดสินใจแย่ลง ร่วมกับปัญหาการกินหรือการนอนที่ผิดปกติ เช่น กินมากไปหรือเบื่ออาหาร และนอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป ซึ่งความเนือยชาและอาการอ่อนเพลียที่สะสมเป็นเวลานานนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โรคซึมเศร้าที่เกิดขึ้นก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual depressive disorder)

PMDD เป็นสภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรงในสัปดาห์สุดท้ายก่อนมีประจำเดือน และจะค่อยๆ ดีขึ้นหลังประจำเดือนมา 2-3 วัน โดยจะมีอารมณ์แปรปรวน อ่อนไหวง่าย รู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวังจนขัดแย้งกับผู้อื่นได้ง่าย ร่วมกับอาการขาดสมาธิ อ่อนเพลีย นอนหลับผิดปกติ และมีความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังมีอาการทางกายชัดเจน เช่น เจ็บตึงเต้านม ปวดกล้ามเนื้อ หรือตัวบวม ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตมากกว่าอาการก่อนมีประจำเดือนทั่วไป

โรคซึมเศร้ามีกี่ระยะ

  • ระยะเริ่มต้น (Early Stage) เริ่มมีความรู้สึกเศร้า เบื่อหน่าย หรืออ่อนเพลียเล็กน้อย อาจมีอาการนอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน หรือสมาธิสั้นลงบ้าง แต่โดยรวมยังคงฝืนทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • ระยะปานกลาง (Moderate Stage) อาการเริ่มกระทบต่อหน้าที่การงานหรือการเรียนชัดเจนขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกสิ้นหวัง หงุดหงิดง่าย มีการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักและการนอนที่ผิดปกติ รวมถึงเริ่มแยกตัวออกจากสังคม
  • ระยะรุนแรง (Severe Stage) เป็นระยะที่อันตรายที่สุด ผู้ที่มีอาการจะรู้สึกไร้ค่าอย่างรุนแรง หมดแรงจูงใจในการใช้ชีวิต และมีความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเองจนถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดทันที

อาการของโรคซึมเศร้ามีอะไรบ้าง

  • รู้สึกเศร้า หดหู่ ว่างเปล่าแทบทุกวัน
  • มีความรู้สึกผิดและมองว่าตนเองไร้ค่าเกินจริง
  • เบื่อหน่ายอย่างมาก ไม่มีความสุขหรือหมดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชื่นชอบ
  • อ่อนเพลียไม่มีแรงแม้ไม่ได้ออกแรงหนัก
  • น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงผิดปกติจากการกินที่มากไปหรือน้อยไป
  • มีปัญหาเรื่องการนอน นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป
  • พูดหรือเคลื่อนไหวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
  • บางรายอาจกระสับกระส่าย ขาดสมาธิ จดจ่อไม่ได้ และประสิทธิภาพการตัดสินใจแย่ลง
  • มีความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตนเองหรือมีความคิดเรื่องการฆ่าตัวตาย

 

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

 

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

  • ปัจจัยทางชีวภาพและสมอง เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง โดยเฉพาะสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม หากมีบุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จะส่งผลให้สมาชิกคนอื่นๆ มีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูงขึ้นตามไปด้วย
  • ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนใจ การเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้าย เช่น การสูญเสียบุคคลที่รัก ความรุนแรง หรือบาดแผลทางใจในวัยเด็ก
  • ความเครียดสะสมและปัญหาชีวิต ภาวะความเครียดเรื้อรังที่หาทางออกไม่ได้ ทั้งเรื่องงาน การเงิน หรือความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด
  • ปัญหาสุขภาพและยา โรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น ไทรอยด์ หรือโรคทางระบบประสาท รวมถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิดที่มีฤทธิ์กดอารมณ์
  • พฤติกรรมการใช้สารเสพติด การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด เข้าไปทำลายระบบการทำงานของสมองและส่งผลเสียต่อภาวะทางอารมณ์โดยตรง

การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า

  1. การซักประวัติและพูดคุยอย่างละเอียด แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับสภาวะอารมณ์ ความคิด พฤติกรรม รวมถึงกิจวัตรประจำวันอย่างการนอนและการกิน เพื่อประเมินว่าอาการเข้าข่ายเกณฑ์วินิจฉัยโรคซึมเศร้าหรือไม่
  2. การใช้แบบประเมินทางจิตวิทยา เช่น แบบประเมิน PHQ-9 เพื่อวิเคราะห์ระดับความรุนแรงของอาการในเบื้องต้นและช่วยให้เห็นภาพรวมสุขภาพจิตที่ชัดเจนขึ้น
  3. การตรวจร่างกายและทางห้องปฏิบัติการ (ถ้าจำเป็น) ในบางกรณีอาจมีการตรวจเลือดหรือตรวจร่างกายเพิ่มเติม เพื่อแยกแยะว่าอาการเศร้าไม่ได้มาจากโรคทางกาย เช่น ภาวะไทรอยด์ผิดปกติหรือขาดวิตามิน
  4. การคัดกรองโรคทางจิตเวชอื่นๆ แพทย์จะประเมินอาการเพื่อแยกแยะหรือระบุโรคที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น โรคไบโพลาร์ โรควิตกกังวล หรือภาวะ PTSD เพื่อให้การรักษามีความแม่นยำ ถูกต้อง

วิธีรักษาโรคซึมเศร้า

  1. การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy) ใช้ยาต้านเศร้า เช่น กลุ่ม SSRI หรือ SNRI เพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมอง โดยตัวยาจะเริ่มเห็นผลหลังทานต่อเนื่อง 2–4 สัปดาห์ โดยต้องทานยาตามสั่งอย่างเคร่งครัดและห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด
  2. การบำบัดทางจิต (Psychotherapy) เป็นการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับเปลี่ยนมุมมอง วิธีคิด และพฤติกรรม ช่วยให้มีทักษะในการจัดการกับอารมณ์และรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันได้ดีขึ้น
  3. การรักษาร่วมกัน (Combination Therapy) สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการระดับปานกลางถึงรุนแรง แพทย์มักใช้ทั้งการทานยาควบคู่กับการทำจิตบำบัด เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดและลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ
  4. การรักษาด้วยไฟฟ้า (ECT) เป็นทางเลือกในกรณีที่อาการรุนแรงมากหรือไม่ตอบสนองต่อยา เช่น มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสูง โดยเป็นการใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นสมองอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของวิสัญญีแพทย์และจิตแพทย์
  5. การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการสนับสนุนทางใจ การดูแลตนเองพื้นฐาน เช่น นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดแอลกอฮอล์ และการได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง จะช่วยให้กระบวนการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เห็นผลได้ดียิ่งขึ้น

 

วิธีรักษาซึมเศร้าด้วยตัวเอง แบบไม่ใช้ยา

 

วิธีรักษาซึมเศร้าด้วยตัวเอง แบบไม่ใช้ยา

  1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วหรือโยคะ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินและ BDNF ที่ซ่อมแซมเซลล์สมอง ลดอาการซึมเศร้าได้ชัดเจน
  2. นอนหลับให้เพียงพอ ตั้งเวลาเข้านอนและตื่นนอนคงที่ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อฟื้นฟูสมองและลดอารมณ์แปรปรวนจากความเหนื่อยล้า
  3. รับประทานอาหารมีประโยชน์ เลือกอาหารเมดิเตอร์เรเนียน เช่น ปลา ผักใบเขียว ถั่ว เพื่อลดการอักเสบในร่างกายที่เชื่อมโยงกับซึมเศร้า
  4. ฝึกจิตบำบัดด้วยตัวเอง ใช้เทคนิคปรับความคิดเชิงลบ สร้างกิจวัตรประจำวัน และเจริญสติเพื่ออยู่กับปัจจุบัน ลดความเครียดจากอดีตหรืออนาคต
  5. พูดคุยและสังสรรค์ แบ่งปันความรู้สึกกับคนใกล้ชิด หากิจกรรมผ่อนคลายหรือช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อเพิ่มความรู้สึกมีคุณค่าและลดความโดดเดี่ยว
  6. สร้างกิจวัตรและหัวเราะบ่อยขึ้น เปลี่ยนกิจวัตรเดิม หาหัวเราะจากมุกตลกหรือดูคอนเทนต์สนุก เพื่อกระตุ้นอารมณ์เชิงบวก

วิธีดูแลคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เข้าใจอาการและดูแลอย่างเหมาะสม

  • รับฟังด้วยความเข้าใจ (Active Listening) ตั้งใจฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่พูดแทรก หรือพยายามรีบแก้ปัญหาให้ทันที เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยที่จะระบายความรู้สึกออกมา
  • แสดงความห่วงใยโดยไม่สร้างความกดดัน ใช้คำพูดที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและยืนยันว่าเราพร้อมอยู่เคียงข้างเสมอ เช่น "มีอะไรให้ช่วยบอกได้นะ" หรือ "เธอสำคัญสำหรับฉันเสมอ"
  • หลีกเลี่ยงคำพูดต้องห้ามที่บั่นทอนจิตใจ งดใช้คำพูดที่ดูเหมือนการสั่งหรือเปรียบเทียบ เช่น "อย่าคิดมาก" "สู้ๆ นะ" "คนอื่นลำบากกว่านี้ยังมี" หรือ "ทำไมแค่นี้ทนไม่ได้"
  • สนับสนุนและกระตุ้นเรื่องการรักษา คอยช่วยเตือนให้ทานยาตรงเวลา พาไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และทำความเข้าใจร่วมกันว่าการรักษาต้องใช้เวลา
  • ชวนทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย กระตุ้นให้ทำกิจกรรมเบาๆ เช่น เดินเล่น ฟังเพลง หรือทำงานอดิเรกง่ายๆ เพื่อช่วยลดความฟุ้งซ่านและสร้างพลังบวกในแต่ละวัน
  • เฝ้าสังเกตและจัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย คอยสังเกตสัญญาณเตือนของการทำร้ายตัวเอง พร้อมทั้งเก็บของมีคมหรือสิ่งของอันตรายให้พ้นจากความเสี่ยง
  • ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองของผู้ดูแล (Self-care) ผู้ดูแลควรหาเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ เพื่อรักษาสมดุลทางอารมณ์และไม่ให้เกิดภาวะเครียดสะสมจนเกินรับมือ

สิ่งที่ไม่ควรทำมีอะไรบ้าง

  • อย่าบอกปัดให้ไปเข้าวัดหรือสงบสติอารมณ์เพียงลำพัง การผลักไสให้ผู้ป่วยไปพึ่งพาศาสนาโดยไม่อยู่เคียงข้าง จะทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว เป็นภาระ หรือน่ารำคาญ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่มากขึ้น
  • อย่าเพิกเฉยเมื่อผู้ป่วยพูดเรื่องการอยากตาย การทำเป็นไม่ได้ยินหรือสั่งห้ามพูด เช่น "อย่าคิดบ้าๆ" ไม่ใช่การชี้โพรงให้กระรอก โดยการเพิกเฉยจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่มีใครรับฟังหรือเข้าใจความเจ็บปวดที่แท้จริง ซึ่งส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อจิตใจ
  • อย่ากดดันหรือเร่งรัดให้หายเร็วๆ การพูดประโยคประเภท "เมื่อไรจะหาย" หรือ "หายได้แล้ว" จะสร้างความกดดันมหาศาลให้กับผู้ป่วย ทำให้เขารู้สึกผิดหวังในตัวเองและมองว่าตนเองเป็นภาระ ซึ่งความเครียดนี้อาจทำให้อาการทรุดหนักลงกว่าเดิมแม้จะเริ่มมีอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม

รักษาโรคซึมเศร้าที่โรงพยาบาลวิภาวดี 

สุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญ หากพบเร็ว รู้ตัวเร็วก็สามารถรักษาได้ทัน หากใครรู้สึกเศร้าเรื้อรัง รู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างไร้ค่า หรือถึงขั้นทำร้ายตัวเอง สามารถพบแพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้คำปรึกษา พูดคุยถึงวิธีหายจากโรคซึมเศร้าอย่างตรงจุด ช่วยให้รู้สึกมีความสุขและก้าวผ่านอุปสรรคได้อย่างมั่นใจ จิตใจแข็งแกร่ง

สรุป

โรคซึมเศร้าเป็นภาวะทางจิตใจที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง พันธุกรรม และความเครียดสะสม ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และร่างกายอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ วิธีรับมือกับโรคซึมเศร้าที่ได้ผลจึงต้องผสมผสานระหว่างการทานยาต้านเศร้า การบำบัดทางจิต และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การนอนหลับพักผ่อนและออกกำลังกายควบคู่กันไป ขณะเดียวกันคนรอบข้างควรดูแลด้วยการรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน หรือกดดันให้รีบหาย และหลีกเลี่ยงคำพูดบั่นทอนจิตใจเพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัย

การได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสีย โดยสามารถปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ทางแพทย์ผู้ชำนาญการด้านสุขภาพจิตพร้อมให้คำปรึกษา เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ และรู้สึกมีความสุขในทุกจังหวะชีวิต

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

วิธีพูดให้กำลังใจผู้ที่มีอาการซึมเศร้าทำอย่างไร?

การให้กำลังใจผู้ที่มีอาการซึมเศร้าควรเน้นการรับฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ตัดสิน พร้อมใช้ประโยคที่แสดงถึงความเข้าใจและพร้อมอยู่เคียงข้างเสมอ เช่น "ฉันอยู่ตรงนี้" หรือ "มีอะไรให้ช่วยบอกนะ" เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยและตระหนักว่าตนเองมีความสำคัญ

เด็กเป็นโรคซึมเศร้าได้ไหม?

เด็กสามารถเป็นโรคซึมเศร้าได้ โดยอาการที่แสดงออกคล้ายกับที่เกิดขึ้นในผู้ใหญ่ แต่อาจแสดงอาการต่างกัน เช่น เด็กบางคนอาจก้าวร้าว ต่อต้านมากกว่าปกติ บางคนอาจเศร้า ร้องไห้ง่ายกว่าปกติ ไม่ร่าเริง พ่อแม่สามารถสังเกตอาการเบื้องต้น เช่น เด็กเริ่มเก็บตัว ไม่ค่อยพูด ไม่ชอบในกิจกรรมที่เคยชื่นชอบมาก่อน ไปจนถึงรู้สึกอยากจากโลก

ร้องไห้ง่ายเป็นอาการของโรคอะไร?

อาการร้องไห้ง่ายหรือรู้สึกสะเทือนใจบ่อยครั้งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคซึมเศร้าและโรคเครียดที่พบได้บ่อย นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุมาจากโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar) หรือภาวะอารมณ์อ่อนไหวเกินปกติ (HSP) ได้เช่นกัน

โรคซึมเศร้าควรทานวิตามินอะไร?

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าควรเน้นรับประทานสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและปรับสมดุลอารมณ์เป็นหลัก โดยเฉพาะวิตามินบีรวม B6, B12 และโฟเลต วิตามินดี โอเมก้า 3 แมกนีเซียมและสังกะสี

อาหารที่คนเป็นโรคซึมเศร้าไม่ควรกินมีอะไรบ้าง?

ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ส่งผลให้ระดับอารมณ์แปรปรวนและขัดขวางประสิทธิภาพของยา โดยเฉพาะอาหารน้ำตาลสูง แปรรูปจัด และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ อาหารที่มีสารไทรามีนสูง เช่น ไส้กรอก ถั่วปากอ้า และชีสบ่ม

อาหารแก้เครียดมีอะไรบ้าง?

การรับประทานอาหารที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเครียดและปรับสมดุลอารมณ์ได้ อย่างเช่นธัญพืชไม่ขัดสี ผักโขม กล้วย และเนื้อสัตว์ ช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินและแมกนีเซียมให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับสบายขึ้น ผลไม้วิตามินซีสูงอย่างส้มหรือฝรั่งจะช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล ในขณะที่บรอกโคลีและดาร์กช็อกโกแลตอุดมด้วยกรดโฟลิกและสารสื่อประสาทที่ช่วยลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล

แพนิก กับซึมเศร้าต่างกันอย่างไร?

แพนิก (Panic Disorder) จัดเป็นกลุ่มโรคทางความวิตกกังวลที่แสดงอาการตื่นตระหนกอย่างรุนแรงและฉับพลัน เช่น หัวใจเต้นรัวหรือแน่นหน้าอกในช่วงสั้นๆ ในขณะที่โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นกลุ่มโรคทางอารมณ์ที่เน้นความรู้สึกท้อแท้ หม่นหมอง และขาดแรงจูงใจต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้ทั้งสองโรคจะมีลักษณะอาการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ผู้ป่วยสามารถมีอาการของทั้งแพนิกและซึมเศร้าเกิดขึ้นควบคู่กันได้ ซึ่งควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อแยกแยะและวางแผนรักษาอย่างครอบคลุม

รีวิวจากคนไข้

“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”

สอบถามรายละเอียดและนัดหมายล่วงหน้าที่

02-561-1111

02-058-1111


ทีมแพทย์รับมือโรคซึมเศร้าอย่างไร เช็กสาเหตุ รู้ทันอาการ และวิธีรักษา