ทำไมแสบร้อนกลางอกบ่อย รักษาอย่างไร เช็กสาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยง

  • อาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) คือความรู้สึกร้อนวูบวาบที่แผ่จากช่องท้องส่วนบนขึ้นมาถึงหน้าอกหรือลำคอ เกิดจากโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาสร้างความระคายเคืองต่อหลอดอาหาร
  • ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นอาการแสบร้อนกลางอก ได้แก่ คนที่มีพฤติกรรมการกินไม่เหมาะสม ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน สตรีมีครรภ์ คนที่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ มีความเครียดสะสม คนที่ใช้ยาบางประเภท โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาคลายกล้ามเนื้อ
  • วิธีแก้เมื่อมีอาการแสบร้อนกลางอก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต การรักษาด้วยยา และการรักษาด้วยการผ่าตัด

หลายคนอาจเจอปัญหา รู้สึกแสบร้อนกลางอก ทำให้กระทบต่อการใช้ชีวิต และอาจสงสัยว่า “ทำไมแสบร้อนกลางอกบ่อย?” อาจมาจากโรคกรดไหลย้อน ที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร เป็นปัญหากวนใจที่รู้สึกไม่สะดวกในการใช้ชีวิตได้ มาดูกันว่าอาการแสบร้อนกลางอกเกิดจากอะไร บทความนี้มีคำตอบ!

อาการแสบร้อนกลางอก คืออะไร

อาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) คือความรู้สึกร้อนวูบวาบที่แผ่จากช่องท้องส่วนบนขึ้นมาถึงหน้าอกหรือลำคอ ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากโรคกรดไหลย้อน (GERD) เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาสร้างความระคายเคืองต่อหลอดอาหาร

 

Mar Article 7 (ทำไมแสบร้อนกลางอกบ่อย)

 

แสบร้อนกลางอกเกิดจากอะไร

  • โรคกรดไหลย้อน (GERD) เกิดจากหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างทำงานผิดปกติ ปิดไม่สนิท หรือคลายตัวบ่อย ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นไป หรืออาการแสบร้อนกลางอกไปกระตุ้นเส้นประสาทหรือโรคหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว
  • การบริโภคอาหารบางชนิด อาหารที่มีไขมันสูง ของทอด ของรสจัด (เผ็ด/เปรี้ยว) ช็อกโกแลต คาเฟอีน ผลไม้กรดสูง รวมถึงแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม ล้วนกระตุ้นให้กรดไหลย้อนได้ง่าย
  • พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต การกินเร็วเกินไป ทานมื้อใหญ่แล้วนอนทันที รวมถึงการสูบบุหรี่ซึ่งนิโคตินจะทำให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัว
  • ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ไขมันส่วนเกินจะเพิ่มแรงดันต่อกระเพาะอาหาร ผลักให้กรดไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหารได้มากขึ้น
  • ปัจจัยด้านอารมณ์และสุขภาพ ความเครียดสะสมที่กระตุ้นการหลั่งกรด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนและแรงกดทับจากมดลูกขณะตั้งครรภ์
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยา ยาบางกลุ่ม เช่น ยาแก้ปวดอักเสบ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาลดความดันบางชนิด อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร
  • ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ภาวะไส้เลื่อนกะบังลมที่ทำให้กระเพาะเคลื่อนตำแหน่งขึ้นไปในอก หรือการมีแผลในกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นอาการแสบร้อนกลางอก

  • คนที่มีพฤติกรรมการกินไม่เหมาะสม เช่น ชอบทานมื้อใหญ่เกินไป ทานอาหารไขมันสูง ของทอด ของมัน อาหารรสจัด หรือช็อกโกแลต รวมถึงคนที่นอนราบทันทีหลังทานอาหารภายใน 2-3 ชั่วโมง
  • คนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน เนื่องจากไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องจะไปเพิ่มแรงกดทับต่อกระเพาะอาหาร ส่งผลให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ง่าย
  • สตรีมีครรภ์ เกิดจากแรงดันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้นตามขนาดมดลูก ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร
  • คนที่สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ สารเคมีและฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มีส่วนทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลงและทำงานผิดปกติ
  • คนที่มีสภาวะทางกายและจิตใจ เช่น ผู้ที่มีความเครียดสะสมซึ่งกระตุ้นการหลั่งกรด หรือผู้ป่วยโรคเฉพาะทางอย่างเบาหวาน โรคหนังแข็ง และภาวะไส้เลื่อนกะบังลม
  • คนที่ใช้ยาบางประเภท โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองภายในกระเพาะอาหาร

 

พฤติกรรมเสี่ยงของแสบร้อนกลางอก มีอะไรบ้าง

 

พฤติกรรมเสี่ยงของแสบร้อนกลางอก มีอะไรบ้าง

  • กินแล้วนอนทันที
  • ทานมื้อใหญ่หรือทานเร็วเกินไป การทานจนอิ่มจัดจะเพิ่มแรงดันในกระเพาะ ส่วนการเคี้ยวไม่ละเอียดจะทำให้ระบบย่อยทำงานหนักขึ้น
  • ทานของมัน ของทอด อาหารรสจัด ช็อกโกแลต นม รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ความเครียดกระตุ้นการหลั่งกรด ส่วนการสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อหูรูดหลอดอาหารโดยตรง
  • ภาวะอ้วนรวมถึงการสวมเสื้อผ้าที่รัดหน้าท้องแน่นเกินไป จะไปกดทับกระเพาะจนกรดไหลย้อนกลับ
  • การออกกำลังกายหนัก การก้มตัว หรือการยกของหนักทันทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ

อาการแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้มีอะไรบ้าง

อาการแสบร้อนกลางอก หากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ หลอดอาหารอักเสบ การเกิดแผลในหลอดอาหารที่อาจทำให้มีอาการอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ รวมถึงการเกิดพังผืดจนหลอดอาหารตีบตันทำให้กลืนลำบาก ที่สำคัญคืออาจเกิดภาวะของเซลล์เยื่อบุจนกลายเป็นระยะก่อนมะเร็งและพัฒนาไปสู่มะเร็งหลอดอาหารในที่สุด นอกจากนี้ กรดที่ไหลย้อนยังส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและหูคอจมูก ทำให้เกิดอาการไอแห้งเรื้อรัง เสียงแหบ หอบหืด เจ็บคอ ฟันผุ และส่งผลเสียต่อคุณภาพการนอนหลับได้

 

วิธีแก้ไขอาการแสบร้อนกลางอกควรแก้อย่างไร

 

วิธีแก้ไขอาการแสบร้อนกลางอกควรแก้อย่างไร

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต ช่วยลดปริมาณกรดและป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปทำลายหลอดอาหารและกล่องเสียง โดยควรปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตลอดเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • การรักษาด้วยยา สำหรับอาการแสบร้อนกลางอกและหายใจไม่สะดวก วิธีแก้ของแพทย์จะใช้ยาลดกรดและช่วยให้ระบบทางเดินอาหารเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้เห็นผลเร็วและช่วยควบคุมอาการได้ โดยต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามสั่ง ไม่ควรปรับลดหรือหยุดยาเอง ซึ่งส่วนใหญ่อาจต้องใช้เวลา 1–3 เดือนอาการจึงจะดีขึ้น จากนั้นแพทย์จะค่อยๆ ปรับลดขนาดยาลงตามความเหมาะสม
  • การรักษาด้วยการผ่าตัด จะพิจารณาใช้ในคนที่มีอาการรุนแรงมาก หรือใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วอาการไม่ดีขึ้น รวมถึงกลุ่มที่ไม่สามารถรับประทานยาได้หรือมีอาการกลับเป็นซ้ำบ่อยครั้งหลังหยุดยา เพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาที่ส่วนบนของทางเดินอาหาร

วิธีป้องกันไม่ให้อาการแสบร้อนกลางอกกลับมาเป็นซ้ำ

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร

  • ทิ้งช่วงก่อนนอน ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมงหลังมื้ออาหารก่อนเข้านอน เพื่อให้กระเพาะย่อยอาหารได้ทัน
  • ปรับขนาดมื้ออาหาร เปลี่ยนมาทานมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้งแทนมื้อใหญ่ และเคี้ยวให้ละเอียดเพื่อลดภาระการย่อยและแรงดันในกระเพาะ
  • เลี่ยงอาหารบางชนิด ลดการบริโภคอาหารรสจัด ของมัน ของทอด ช็อกโกแลต คาเฟอีน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ปรับพฤติกรรม

  • ควบคุมน้ำหนักและร่างกาย ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อลดแรงกดทับในช่องท้อง และหลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่นเกินไป
  • ปรับท่านอน ควรนอนหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6-10 นิ้ว แทนการใช้หมอนสูงเพียงอย่างเดียว 
  • ดูแลสุขภาพจิตและเลิกบุหรี่ จัดการความเครียดด้วยการทำสมาธิหรือโยคะ และงดสูบบุหรี่

ดูแลและสังเกตอาการ

  • สามารถใช้ยาลดกรดหรือยาแก้แสบร้อนกลางอกเบื้องต้นตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรได้
  • หากปรับพฤติกรรมแล้ว 2-3 สัปดาห์แต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเรื้อรังต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์

รักษาอาการแสบร้อนกลางอกที่โรงพยาบาลวิภาวดี

หากมีอาการแสบร้อนกลางอกบ่อย จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพอย่างกรดไหลย้อน โดยสามารถรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมให้คำปรึกษา ตอบคำถามที่ว่า “ทำไมแสบร้อนกลางอกบ่อย” และให้การรักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อให้การรับประทานอาหารเป็นไปอย่างมีความสุข

สรุป

อาการแสบร้อนกลางอกมีสาเหตุหลักจากกรดไหลย้อน (GERD) ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการกินมื้อใหญ่แล้วนอนทันที การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงภาวะอ้วนและความเครียดสะสม หากปล่อยให้เรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หลอดอาหารอักเสบ ตีบตัน หรือกลายเป็นมะเร็งหลอดอาหารในที่สุด การรักษาเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การแบ่งทานมื้อเล็ก เคี้ยวให้ละเอียด และเว้นระยะก่อนนอน 3-4 ชั่วโมง นอกจากนี้ควรปรับท่านอนหนุนหัวสูง และจัดการความเครียดเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยสามารถตรวจได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมให้คำแนะนำ รักษาอย่างตรงจุด ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย แพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อให้สุขภาพดีควบคู่กับการกินอย่างมีความสุข


FAQ

หากมีอาการแสบร้อนกลางอกจากกรดไหลย้อน แนะนำให้เลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ และมีความเป็นกรดน้อย ตัวอย่างเช่น กล้วย แตงโม ข้าวโอ๊ต ผักต้ม รวมถึงโปรตีนย่อยง่ายอย่างเนื้อปลา อกไก่ และน้ำเต้าหู้

วิธีแก้อาการแสบร้อนกลางอกเบื้องต้น สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นหลัก เช่น งดการนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร การปรับระดับหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6-8 นิ้ว รวมถึงการหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของมัน และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน นอกจากนี้ยังสามารถใช้ตัวช่วยอย่างยาลดกรด เพื่อช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น

แม้อาการแสบร้อนกลางอกจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้ทานของเผ็ดร้อน แต่ส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากโรคกรดไหลย้อน (GERD) ซึ่งมักมีต้นเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารมื้อใหญ่เกินไป การนอนราบทันทีหลังมื้ออาหาร หรือการทานอาหารที่มีไขมันสูง นอกจากนี้ปัจจัยอย่างความเครียดและภาวะน้ำหนักเกินยังเข้าไปเพิ่มแรงดันในช่องท้อง จนส่งผลให้น้ำย่อยไหลย้อนกลับขึ้นมาสร้างความเสียหายต่อหลอดอาหารได้

อาการแสบร้อนกลางอก สามารถบรรเทาเบื้องต้นได้ด้วยการใช้ยาลดกรด (Antacids) เช่น แอมโฟเจล (Amphojel) หรือเบลสิด (Belcid) รวมถึงยาเคลือบกระเพาะ และยากลุ่ม Alginate ที่ช่วยสร้างชั้นเจลป้องกันกรดไหลย้อน แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้นหรือเป็นต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาใช้ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดโดยตรง เช่น ยากลุ่ม H2-blockers หรือกลุ่ม PPIs อย่างโอเมพราโซล (Omeprazole)

บทความที่เกี่ยวข้อง