อาการหลอดเลือดหัวใจตีบ สัญญาณเตือนและวิธีป้องกัน

  • หลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากการสะสมของไขมัน คราบคอเลสเตอรอล หรือหินปูนในหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ เสี่ยงต่อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย
  • อาการหลอดเลือดหัวใจตีบแบ่งเป็นหลายระยะ เริ่มจากเหนื่อยง่ายและแน่นหน้าอกเพียงตอนออกแรง ต่อมาจะเกิดแน่นหน้าอกบ่อยขึ้น แม้พักแล้วก็ไม่หาย และอาจพัฒนาเป็นหัวใจวายหากหลอดเลือดอุดตันมาก
  • การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบมีหลายวิธี เช่น ปรับพฤติกรรมและอาหาร ใช้ยาเพื่อลดไขมันและป้องกันลิ่มเลือด การทำบอลลูนขยายหลอดเลือด (PCI) หรือการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอาการของผู้ป่วย

หัวใจคืออวัยวะสำคัญที่ทำงานไม่หยุดตลอดชีวิต แต่หลายครั้งสัญญาณเตือนอาการหลอดเลือดหัวใจตีบมักถูกมองข้าม หากไม่สังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ อาจเสี่ยงต่อหัวใจวายหรือภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง บทความนี้พาไปรู้จักอาการสัญญาณเตือน สาเหตุ วิธีป้องกันช่วยลดความเสี่ยงก่อนสาย และแนวทางรักษาเพื่อให้หัวใจให้แข็งแรงขึ้น!

รู้จัก หลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร?

รู้จัก หลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร?

หลอดเลือดหัวใจตีบ คือภาวะที่หลอดเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการตีบแคบลง เนื่องจากมีไขมัน แคลเซียม หรือคราบพลัคสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก เมื่อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือในบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจนเลยจนกว่าจะเกิดภาวะรุนแรง เช่น หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญมาก เพราะยิ่งพบและรักษาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย และช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสป้องกันไม่ให้โรคพัฒนาไปสู่ภาวะร้ายแรงในอนาคต

อาการหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นอย่างไร

อาการหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นอย่างไร

อาการหลอดเลือดหัวใจตีบทั่วไป

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับตรงกลางอก อาจลามไปแขนซ้าย คอ หรือกราม
  • เหนื่อยง่าย เมื่อทำกิจกรรมที่เคยทำได้โดยไม่เหนื่อย
  • ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดปกติ
  • เวียนศีรษะหรือหน้ามืด

อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นชั่วคราว และหายไปเมื่อพักหรือทานยาตามแพทย์สั่ง แต่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ

อาการหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันและอันตราย

  • เจ็บหน้าอกรุนแรงและต่อเนื่อง นานกว่า 15-20 นาที หรือไม่หายแม้พักแล้วก็ตาม
  • เจ็บร้าวไปแขน ขา คอ หลัง หรือกราม
  • หายใจลำบาก รู้สึกขาดอากาศทันที
  • เหงื่อออกมาก หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน
  • หมดสติหรือใกล้เป็นลม

อาการเฉียบพลันเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วสามารถช่วยชีวิตได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ

  • การสะสมของไขมันและคราบพลัค ไขมัน แคลเซียม และคราบพลัคเกาะสะสมตามผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบแคบลง
  • ความดันโลหิตสูง ความดันสูงทำให้ผนังหลอดเลือดถูกทำร้ายและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • ภาวะไขมันในเลือดสูง ทำให้ไขมันเลว (LDL) สะสมในหลอดเลือดมากขึ้น เกิดการอุดตันได้ง่าย
  • การสูบบุหรี่ สารพิษในควันบุหรี่ทำลายเยื่อบุหลอดเลือด เพิ่มโอกาสการเกิดคราบพลัคและการแข็งตัวของหลอดเลือด
  • โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลที่สูงอย่างต่อเนื่องทำให้หลอดเลือดเสื่อม เสี่ยงต่อหลอดเลือดตีบมากขึ้น
  • พันธุกรรม หากครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ ความเสี่ยงของผู้ป่วยจะสูงขึ้นกว่าปกติ
  • พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เช่น กินอาหารไขมันสูง ไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ความเครียดเรื้อรัง ฮอร์โมนความเครียดส่งผลต่อความดันโลหิตและการอักเสบในร่างกาย ทำให้เกิดหลอดเลือดตีบได้ง่ายขึ้น

การวินิจฉัยหลอดเลือดหัวใจตีบ

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะสอบถามอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย ประวัติโรคประจำตัว พฤติกรรมเสี่ยง และตรวจร่างกายเพื่อประเมินสัญญาณผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด
     
  2. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG) ใช้ตรวจการทำงานของหัวใจ ดูจังหวะการเต้น และค้นหาความผิดปกติที่อาจบ่งบอกภาวะหัวใจขาดเลือด
     
  3. ตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อดูภาพการบีบตัวของหัวใจ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ และประเมินการทำงานของลิ้นหัวใจ
     
  4. ทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) ตรวจขณะเดินสายพานหรือปั่นจักรยาน เพื่อดูการตอบสนองของหัวใจเมื่อออกแรง ซึ่งช่วยระบุภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบที่แสดงอาการเมื่อหัวใจทำงานหนัก
     
  5. ตรวจสารบ่งชี้หัวใจ (Cardiac Biomarkers) ตรวจเลือดเพื่อดูเอนไซม์หรือโปรตีนที่สูงผิดปกติ ซึ่งอาจบ่งชี้ภาวะหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย
     
  6. ตรวจ CT สแกนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary CT Angiography) อย่างละเอียด เพื่อค้นหาความตีบหรือการอุดตันของหลอดเลือด
     
  7. ตรวจเอกซเรย์หลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography) เพื่อดูตำแหน่งและระดับความตีบของหลอดเลือด ใช้ทั้งเพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษา

เป้าหมายการรักษาและหลักการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ

เป้าหมายการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ

  • แก้ไขภาวะหัวใจขาดเลือด ป้องกันหรือลดจำนวนกล้ามเนื้อหัวใจที่ตาย เพื่อรักษาการทำงานของหัวใจห้องล่างให้เสียหายน้อยที่สุด หรือไม่เสียหายเลย
  • ป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต หรือการต้องนอนโรงพยาบาล
  • ฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ให้กลับมาใกล้เคียงกับสภาวะปกติ

หลักการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ

  • ลดการทำงานของหัวใจเพื่อลดความต้องการออกซิเจน (การให้นอนพัก การให้ยา การลดความกังวล ลดการออกกำลังช่วงที่มีอาการ)
  • เพิ่มปริมาณเลือดและออกซิเจนที่ไปเลี้ยงหัวใจ (การให้ยา การถ่างขยายหลอดเลือดและใส่ขดลวด การผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ)

 

แนวทางรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ

แนวทางรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ

  1. การปรับพฤติกรรมและดูแลตนเอง เช่น เลิกสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักและลดไขมันในเลือด ควบคุมความดันโลหิต และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  2. การรักษาด้วยยา (Medical Therapy) ยาลดไขมัน ยาต้านเกล็ดเลือด เบต้า­บล็อกเกอร์ ยาขยายหลอดเลือด และยากลุ่ม ACE inhibitors/ARBs
  3. การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและการใส่ขดลวด (PCI / Stent) นิยมใช้เมื่อหลอดเลือดตีบ 1-2 เส้น โดยขยายหลอดเลือดให้เลือดไหลสะดวกด้วย Balloon Angioplasty และ Stent Placement รวมถึงใส่ขดลวด Drug-Eluting Stent (DES) เพื่อลดโอกาสการตีบซ้ำ
  4. การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG – Coronary Artery Bypass Grafting) ใช้เมื่อหลอดเลือดตีบหลายเส้นหรือบริเวณสำคัญ เช่น Left Main Artery โดยทำบายพาสเส้นเลือด เพื่อเพิ่มการไหลเวียน ลดอาการเจ็บหน้าอก และป้องกันหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

วิธีรักษาตามอาการ

ภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน

เป็นภาวะเร่งด่วนที่เลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ การรักษาที่สำคัญที่สุดคือการพยายามเปิดหลอดเลือดทันที ด้วยการทำสวนหัวใจถ่างขยายหลอดเลือด (PCI) หรือการให้ยาละลายลิ่มเลือด โดยควรรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด ภายใน 90 นาที หลังทราบว่าเกิดภาวะอุดตัน เพื่อลดการตายของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบแต่ไม่อุดตัน

ในกรณีนี้มีเวลาในการเตรียมตัวเพื่อการรักษาที่เหมาะสม แพทย์จะให้ผู้ป่วยลดการทำงานของหัวใจ (เช่น พักผ่อน งดออกแรง ให้ยาลดการบีบตัว) และเพิ่มปริมาณเลือด (ให้ออกซิเจน ให้ยา) จากนั้นจะทำการประเมินความเสี่ยงและตรวจสมรรถภาพของหัวใจก่อนจะทำการสวนหัวใจและฉีดสีเพื่อวินิจฉัยระดับการตีบตัน และพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม (PCI, CABG หรือยา)

ขั้นตอนพื้นฐานของการสวนหัวใจ

  1. ใช้เข็มเจาะหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบหรือข้อมือ
  2. สอดลวดนำและปลอกนำ (Guide wire and sheath)
  3. สอดสายสวนหัวใจ (Catheter) ขนาดเล็กย้อนขึ้นไปจนถึงขั้วหัวใจที่มีหลอดเลือดโคโรนารี่
  4. ฉีดสารทึบรังสี (Contrast agent) เพื่อตรวจสอบตำแหน่งและระดับการตีบตันของหลอดเลือด
  5. พิจารณาให้การรักษาต่อด้วยการทำบอลลูน หรือ ใส่ขดลวด การผ่าตัด CABG หรือการรักษาด้วยยาตามความเหมาะสม

แนวทางป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบ

การป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นเรื่องสำคัญเพราะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจขาดเลือดและหัวใจวาย การดูแลหัวใจตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดี ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว

  • เลิกสูบบุหรี่ เพราะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจมากถึง 3 เท่า
  • จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมความดันโลหิตให้ < 140/90 มม. ปรอท
  • ลดไขมันในเลือด โดยเฉพาะ LDL และทรายกลีเซอไรด์
  • ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-6 วัน วันละ 30 นาที ที่อัตราการเต้น 60-80 % ของอัตราเป้าหมาย
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในช่วง BMI 18.5-23.5 กก./ตร.ม. สำหรับไทย
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ลดความเครียดและพักผ่อนเพียงพอ
  • เลือกรับประทานอาหารเพื่อหัวใจ
  • ตรวจสุขภาพประจำปี

 

ตรวจสุขภาพหัวใจ รักษาหลอดเลือดหัวใจตีบที่โรงพยาบาลวิภาวดี

ตรวจสุขภาพหัวใจ รักษาหลอดเลือดหัวใจตีบที่โรงพยาบาลวิภาวดี

โรงพยาบาลวิภาวดีให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพหัวใจ ด้วยบริการตรวจแบบครบครัน เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจและค้นหาความเสี่ยงหรือภาวะตีบของหลอดเลือดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ใช้แนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เช่น การปรับพฤติกรรมดูแลตนเอง การใช้ยา การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (PCI/Stent) รวมถึงการผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) โดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านหัวใจ พร้อมอุปกรณ์และเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ปลอดภัยและได้ผลดี รับคำปรึกษา แนะนำด้านการป้องกันและติดตามผลระยะยาว ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สรุป

หลอดเลือดหัวใจตีบเป็นภาวะที่หลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบแคบลง ทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอาจทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือในกรณีรุนแรงถึงหัวใจวายเฉียบพลัน การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงสำคัญมาก เพราะช่วยให้รักษาได้ทันและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน การวินิจฉัยมีหลายวิธี ตั้งแต่ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อัลตราซาวด์ ไปจนถึงเอกซเรย์หลอดเลือดหัวใจ ส่วนการรักษาแบ่งเป็นปรับพฤติกรรม ใช้ยา ขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและขดลวด หรือผ่าตัดบายพาส ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย เลิกบุหรี่ และตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงและลดความเสี่ยงในระยะยาว

หากคุณกังวลเรื่องสุขภาพหัวใจ เหนื่อยง่าย มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อหลอดเลือดหัวใจตีบ โรงพยาบาลวิภาวดีพร้อมดูแลคุณอย่างครบวงจร ด้วยโปรแกรมตรวจสุขภาพหัวใจที่ทันสมัย เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนรักษาที่เหมาะสมที่สุด การตรวจสุขภาพและติดตามอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงช่วยให้คุณรู้ทันอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาว


FAQ

อาการแน่นอก หายใจไม่สะดวกเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ใช่เฉพาะโรคหัวใจเท่านั้น อาจเกิดจากโรคหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือล้มเหลวของหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ หรือจาก โรคปอด เช่น ปอดอักเสบ ปอดบวม ลมรั่วในปอด ก็ทำให้หายใจลำบาก นอกจากนี้ยังอาจเกิดจาก ความเครียดหรือวิตกกังวล ซึ่งกระตุ้นอาการหายใจตื้นและแน่นหน้าอกได้

หลอดเลือดหัวใจตีบไม่สามารถหายเองได้ แต่ควบคุมอาการและชะลอการดำเนินโรคได้ด้วยการปรับพฤติกรรมสุขภาพ การใช้ยา การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนหรือขดลวด และในบางรายอาจต้องผ่าตัดบายพาสหัวใจ การรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและช่วยให้หัวใจทำงานใกล้เคียงปกติ

อาการเจ็บหน้าอกไม่จำเป็นต้องมาจากหลอดเลือดหัวใจตีบเสมอไป เพราะอาจเกิดจากกล้ามเนื้อ กระดูกซี่โครง หรือปัญหาอื่นๆ ของหัวใจ เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ถ้าเจ็บแน่นหน้าอกเมื่อออกแรงหรือเหนื่อยง่ายร่วมกับปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

อาการเริ่มแรกมักไม่รุนแรงและเกิดเฉพาะเวลาหัวใจต้องทำงานหนัก เช่น เดินขึ้นบันได ออกกำลังกาย หรือทำงานหนัก อาจมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ใจสั่น อาการเหล่านี้มักหายเมื่อพัก แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล โรคอาจพัฒนาไปสู่ภาวะรุนแรงได้

บทความที่เกี่ยวข้อง