ปัสสาวะเล็ดคืออะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

  • ปัสสาวะเล็ดคือภาวะที่ไม่สามารถควบคุมการกลั้นปัสสาวะได้ ทำให้มีปัสสาวะเล็ดออกมาโดยไม่ตั้งใจ แบ่งได้เป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ Stress, Urge, Mixed, Overflow และ Functional Incontinence ซึ่งแตกต่างกันตามกลไกการเกิดอาการ

  • ปัสสาวะเล็ดผู้หญิงมักเกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงหลังคลอดและฮอร์โมนลดลงในวัยหมดประจำเดือน ส่วนปัสสาวะเล็ดผู้ชายมักเกิดจากต่อมลูกหมากโต ภาวะหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก และโรคที่กระทบระบบประสาท เช่น เบาหวานหรือพาร์กินสัน
  • อาการปัสสาวะเล็ด เช่น เวลาไอจามหรือออกแรง ปวดปัสสาวะฉับพลันกลั้นไม่อยู่ ปัสสาวะบ่อย รู้สึกปัสสาวะไม่สุด และอาจมีปัสสาวะหยดเล็ดหลังเข้าห้องน้ำเสร็จ

ปัสสาวะเล็ด คือความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือฮอร์โมน ส่งผลให้ควบคุมการขับปัสสาวะได้ลดลง ทำให้มีปัสสาวะซึมหรือไหลออกโดยไม่ตั้งใจ อาการอาจเกิดขณะไอ จาม หัวเราะ ยกของ ออกกำลังกาย หรือแม้แต่ในช่วงที่ไม่ได้ปวดปัสสาวะ ภาวะนี้สามารถบ่งบอกโรคหรือความเสื่อมของร่างกายได้ หากเป็นบ่อยควรเข้ารับการตรวจประเมินเพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

 

ปัสสาวะเล็ดคืออะไร?

ปัสสาวะเล็ด (Urinary Incontinence) คือภาวะที่ไม่สามารถควบคุมการกลั้นปัสสาวะได้ ทำให้มีปัสสาวะเล็ดออกมาโดยไม่ตั้งใจ อาจเกิดขึ้นเวลาไอ จาม หัวเราะ ยกของหนัก หรือรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างฉับพลันแล้วกลั้นไม่ทัน ภาวะนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ความมั่นใจ และการใช้ชีวิตประจำวันได้มาก

 

ภาวะปัสสาวะเล็ดสามารถพบได้ในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้

 

  • ผู้หญิงหลังคลอด กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่ยืดหรืออ่อนแรงจากการตั้งครรภ์และคลอด ทำให้กลั้นปัสสาวะได้ไม่ดี
  • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะอ่อนแอลง
  • ผู้ชายที่มีปัญหาต่อมลูกหมาก เช่น ต่อมลูกหมากโตหรือผ่าตัดต่อมลูกหมาก อาจรบกวนการควบคุมการปัสสาวะ
  • ผู้สูงอายุ กล้ามเนื้อและระบบประสาทเสื่อมตามวัย ทำให้การควบคุมการขับถ่ายลดลง
  • ผู้ที่มีโรคทางระบบประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต พาร์กินสัน เส้นประสาทไขสันหลังบาดเจ็บ ซึ่งส่งผลต่อสัญญาณการควบคุมปัสสาวะ
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลสูงเรื้อรังอาจทำลายเส้นประสาทที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กลั้นปัสสาวะได้ไม่ดี

 

ปัสสาวะเล็ดมีกี่ประเภท?

 

ปัสสาวะเล็ดมีกี่ประเภท?

ภาวะปัสสาวะเล็ดสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามลักษณะอาการและสาเหตุ เพื่อช่วยให้เข้าใจและเลือกแนวทางการดูแลรักษาได้เหมาะสม โดยสามารถแบ่งได้หลักๆ เป็น 5 ประเภท คือ Stress Incontinence, Urge Incontinence, Mixed Incontinence, Overflow Incontinence, Functional Incontinence โดยมีรายละเอียดภาวะดังนี้

 

1.Stress Incontinence

Stress Incontinence เป็นภาวะปัสสาวะเล็ดเมื่อมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น เวลาไอ จาม หัวเราะ วิ่ง หรือยกของหนัก เกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและหูรูดท่อปัสสาวะอ่อนแรง พบบ่อยในผู้หญิงหลังคลอด ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ที่เคยผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน

 

2.Urge Incontinence

Urge Incontinenc เป็นภาวะที่รู้สึกปวดปัสสาวะอย่างฉับพลันและรุนแรง แล้วกลั้นไม่ทัน ทำให้มีปัสสาวะเล็ดออกมาก่อนถึงห้องน้ำ มักเกี่ยวข้องกับกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติ และพบในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง พาร์กินสัน ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบประสาท

 

3.Mixed Incontinence

Mixed Incontinence เป็นภาวะที่มีอาการทั้งแบบ Stress และ Urge ร่วมกัน คือมีทั้งปัสสาวะเล็ดเวลาไอจาม และมีอาการปวดปัสสาวะฉับพลันแล้วกลั้นไม่อยู่ พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยกลางคนถึงสูงอายุ ผู้ที่มีหลายปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน

 

4.Overflow Incontinence

Overflow Incontinence เป็นภาวะที่กระเพาะปัสสาวะมีปัสสาวะค้างอยู่มากและล้นออกมาเป็นระยะๆ มักรู้สึกปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะออกช้า หรือหยดตลอดเวลา มักเกิดจากการอุดกั้น เช่น ต่อมลูกหมากโต หรือเส้นประสาทควบคุมกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ ผู้ที่มีไขสันหลังบาดเจ็บ

 

5.Functional Incontinence

Functional Incontinence เป็นภาวะที่ระบบทางเดินปัสสาวะปกติ แต่ผู้ป่วยมีข้อจำกัดทางร่างกายหรือสติปัญญาที่ทำให้ไปห้องน้ำไม่ทัน เช่น ผู้สูงอายุ เดินลำบาก ข้อเสื่อม สมองเสื่อม หรืออัมพฤกษ์อัมพาต

 

ปัสสาวะเล็ดเกิดจากอะไร?

 

ปัสสาวะเล็ดเกิดจากอะไร?

ภาวะปัสสาวะเล็ดเกิดจากความผิดปกติของระบบที่ควบคุมการกลั้นปัสสาวะ ได้แก่ กระเพาะปัสสาวะ กล้ามเนื้อหูรูด เส้นประสาท และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เมื่อระบบใดระบบหนึ่งทำงานผิดปกติ ก็จะทำให้กลั้นปัสสาวะไม่ได้และเกิดการเล็ดออกมาโดยไม่ตั้งใจ

สาเหตุสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ สาเหตุร่วมที่พบได้ทั้งหญิงและชาย สาเหตุเฉพาะในผู้หญิง และ สาเหตุเฉพาะในผู้ชาย ดังนี้

 

สาเหตุร่วมที่พบได้ในทั้งหญิง–ชาย

  • อายุที่มากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่ควบคุมการกลั้นปัสสาวะจะเสื่อมลง ทำให้การควบคุมลดลง
  • โรคเบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังสามารถทำลายเส้นประสาทที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะ ทำให้การรับรู้และการบีบตัวผิดปกติ
  • การดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน สารเหล่านี้กระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย และลดความสามารถในการกลั้นปัสสาวะ
  • ท้องผูกเรื้อรัง อุจจาระที่ค้างในลำไส้จะกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดแรงดันและปัสสาวะเล็ดง่าย
  • ความเครียด ความเครียดกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากกว่าปกติ
  • รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายขับปัสสาวะมากขึ้น จึงมีโอกาสเล็ดได้ง่าย

 

สาเหตุปัสสาวะเล็ดผู้หญิง

  • กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงหลังคลอด การตั้งครรภ์และคลอดทำให้กล้ามเนื้อที่พยุงกระเพาะปัสสาวะยืดและอ่อนแรง
  • การคลอดบุตรหลายครั้ง ยิ่งคลอดหลายครั้ง กล้ามเนื้อยิ่งอ่อนแรงและฟื้นตัวได้ยาก
  • วัยหมดประจำเดือน (ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง) ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้เนื้อเยื่อรอบท่อปัสสาวะบางลงและอ่อนแอ
  • น้ำหนักเกิน แรงดันในช่องท้องสูงขึ้นตลอดเวลา ส่งผลต่อการกลั้นปัสสาวะ
  • ผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน อาจกระทบเส้นประสาทหรือโครงสร้างที่ควบคุมการกลั้น
  • การออกกำลังกายที่ลงแรงกระแทกสูง (เช่น กระโดด วิ่งหนัก) เช่น วิ่ง กระโดด ทำให้เกิดแรงดันกระแทกต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานซ้ำๆ

 

สาเหตุปัสสาวะเล็ดผู้ชาย

  • ต่อมลูกหมากโต (BPH) ทำให้ทางเดินปัสสาวะตีบ ปัสสาวะออกไม่หมด เกิดการล้นเล็ด
  • ภาวะหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก เช่นผ่ามะเร็งต่อมลูกหมาก อาจกระทบกล้ามเนื้อหูรูด ทำให้ควบคุมการกลั้นไม่ได้ชั่วคราวหรือถาวร
  • โรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน หรือเบาหวานที่ทำลายเส้นประสาท ควบคุมการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะไม่ได้
  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคือง ปวดปัสสาวะบ่อยและกลั้นไม่อยู่
  • ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ทำให้เพิ่มปริมาณปัสสาวะ ก่อให้เกิดอาการเล็ดง่าย
  • พฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีนมาก กระตุ้นการปัสสาวะและลดการควบคุม

 

อาการของปัสสาวะเล็ด

 

อาการของปัสสาวะเล็ด

ปัสสาวะเล็ดเกิดจากภาวะที่ไม่สามารถควบคุมการกลั้นปัสสาวะได้ตามปกติ ทำให้มีปัสสาวะรั่วหรือเล็ดออกมาโดยไม่ตั้งใจ อาการสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง และมักส่งผลต่อความมั่นใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

 

  • ปัสสาวะรั่วเวลายกของ ไอ จาม หรือหัวเราะ เป็นอาการที่เกิดจากแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้ปัสสาวะเล็ดออกมาโดยไม่รู้สึกปวดก่อน
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่เมื่อรู้สึกปวด เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะจะต้องรีบไปเข้าห้องน้ำทันที หากช้าเพียงเล็กน้อยจะมีปัสสาวะเล็ดออกมา
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะกลางคืน (nocturia) ส่งผลให้นอนหลับไม่เต็มที่
  • รู้สึกว่าปัสสาวะไม่สุด หลังปัสสาวะแล้วยังรู้สึกว่ามีปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะหยดเล็ดหลังเสร็จสิ้น หลังจากปัสสาวะเสร็จแล้วยังมีหยดปัสสาวะเล็ดออกมาเล็กน้อย ทำให้กางเกงในเปียกหรือเปื้อน
  • ปวดปัสสาวะแบบกะทันหัน เกิดอาการปวดอย่างฉับพลันและรุนแรง โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
  • มีกลิ่นไม่พึงประสงค์จากเสื้อผ้า เนื่องจากมีปัสสาวะเล็ดซึมอยู่ ทำให้เกิดกลิ่นอับ ส่งผลต่อความมั่นใจและการเข้าสังคม

 

อาการปัสสาวะเล็ดที่ควรรีบพบแพทย์ทันที

แม้ว่าปัสสาวะเล็ดส่วนใหญ่มักไม่ใช่ภาวะอันตรายร้ายแรง แต่หากมีอาการบางอย่างร่วมด้วย อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติที่รุนแรงหรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้

 

  • ปัสสาวะมีเลือดปน อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อรุนแรง นิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือเนื้องอกในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ปวดท้องน้อยมาก อาจเกิดจากการอักเสบเฉียบพลัน การอุดกั้น หรือการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะหรือไต
  • ควบคุมปัสสาวะไม่ได้เลย หากเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของระบบประสาทหรือการอุดกั้นรุนแรง
  • มึนชา/อ่อนแรงช่วงขา (อาจเกี่ยวกับระบบประสาท) อาจเกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น การกดทับเส้นประสาท ไขสันหลังอักเสบ หรือโรคหลอดเลือดสมอง

 

ปัสสาวะเล็ดในผู้หญิง vs ผู้ชาย แตกต่างกันอย่างไร?

 

ปัสสาวะเล็ดในผู้หญิง vs ผู้ชาย แตกต่างกันอย่างไร?

ปัสสาวะเล็ดในผู้หญิงและผู้ชายมีความเหมือนกันตรงที่เป็นปัญหาการควบคุมการกลั้นปัสสาวะ แต่มีความแตกต่างกันในด้านสาเหตุ กลไกการเกิด และช่วงวัยที่พบบ่อย โดยในผู้หญิงมักปัสสาวะเล็ดจาก “ความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อและฮอร์โมน” ได้รับผลจากการตั้งครรภ์ การคลอดบุตรหลายครั้ง และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน จึงพบปัสสาวะเล็ดแบบ Stress Incontinence ได้บ่อย คือเล็ดเวลาไอ จาม หัวเราะ หรือออกแรง

 

ส่วนผู้ชายมักเกิดจาก “การอุดกั้นและความผิดปกติของต่อมลูกหมากหรือเส้นประสาท” เช่น ต่อมลูกหมากโตหรือภาวะหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก ทำให้เกิดการอุดกั้นหรือกระทบต่อกล้ามเนื้อหูรูด ส่งผลให้เกิด Overflow Incontinence หรือปัสสาวะหยดเล็ดเรื้อรังได้มากกว่า จึงทำให้รูปแบบอาการและแนวทางการรักษาแตกต่างกันไปในแต่ละเพศ

 

ปัสสาวะเล็ดอันตรายไหมหากปล่อยทิ้งไว้?

หากปล่อยให้มีอาการปัสสาวะเล็ดโดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้าน ดังนี้

 

1.เสี่ยงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยขึ้น

ความชื้นและปัสสาวะที่ค้างอยู่ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ง่าย เพิ่มความเสี่ยงต่อกระเพาะปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบ

 

2.ผิวหนังระคายเคืองและเกิดแผลเรื้อรัง

ผิวหนังบริเวณที่เปียกชื้นจากปัสสาวะเล็ดอาจเกิดผื่น ผิวหนังอักเสบ หรือแผลเปื่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

 

3.อาจเป็นสัญญาณของโรคแฝงที่ไม่ได้รับการรักษา

เช่น ต่อมลูกหมากโต เบาหวาน หรือความผิดปกติของระบบประสาท หากไม่ตรวจ อาจทำให้โรคพื้นฐานรุนแรงขึ้น

 

4.กระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิต

ทำให้ขาดความมั่นใจ รู้สึกอาย หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม และเสี่ยงต่อภาวะเครียดหรือซึมเศร้า

 

5.รบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน

ต้องตื่นมาปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน ทำให้นอนหลับไม่เพียงพอ อ่อนเพลียในตอนกลางวัน

 

6.เพิ่มภาระในการดูแลตนเองและค่าใช้จ่าย

ต้องใช้ผ้าอ้อม แผ่นซับ หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเป็นประจำ ทำให้มีค่าใช้จ่ายและภาระเพิ่มขึ้นในระยะยาว

 

การวินิจฉัยภาวะปัสสาวะเล็ด

การวินิจฉัยภาวะปัสสาวะเล็ดมีเป้าหมายเพื่อหาสาเหตุและประเภทของอาการ เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม มีขั้นตอนดังนี้

 

  1. ตรวจร่างกายและซักประวัติ แพทย์จะซักถามลักษณะอาการ ความถี่ ปริมาณปัสสาวะเล็ด ระยะเวลาที่เป็น ปัจจัยกระตุ้น ยาที่ใช้ โรคประจำตัว และประวัติการคลอดหรือผ่าตัด พร้อมตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือทวารหนักตามความเหมาะสม
  2. ตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจหาการติดเชื้อ เลือด หรือความผิดปกติอื่นๆ ในปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการปัสสาวะเล็ด
  3. อัลตราซาวด์ประเมินปัสสาวะค้าง ตรวจดูว่าหลังปัสสาวะแล้วยังมีปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะหรือไม่ (Post-void residual) เพื่อประเมินภาวะปัสสาวะออกไม่หมดหรือการอุดกั้น
  4. Urodynamic Study ตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ เป็นการตรวจเฉพาะทางเพื่อประเมินการบีบตัว ความจุ และแรงดันของกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูด เพื่อแยกประเภทของปัสสาวะเล็ดให้ชัดเจน
  5. ตรวจต่อมลูกหมากในผู้ชาย เพื่อตรวจหาภาวะต่อมลูกหมากโต การอักเสบ หรือก้อนผิดปกติที่อาจกดทับทางเดินปัสสาวะ

 

ปัสสาวะเล็ดรักษาอย่างไร?

 

ปัสสาวะเล็ดรักษาอย่างไร?

หลายคนเป็นกังวลและสงสัยว่าภาวะปัสสาวะเล็ดแก้อย่างไร รักษาด้วยตัวเองได้ไหม ต้องผ่าตัดไหม โดยการรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดขึ้นอยู่กับประเภทของอาการ ความรุนแรง และสาเหตุของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเริ่มจากวิธีที่ไม่รุนแรงก่อน และค่อยๆ ปรับไปสู่การรักษาที่เฉพาะทางมากขึ้น ดังนี้

 

  1. ปรับพฤติกรรม เป็นขั้นตอนแรกในการดูแล เช่น ลดการดื่มคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ฝึกเข้าห้องน้ำเป็นเวลา ควบคุมน้ำหนัก รักษาอาการท้องผูก และหลีกเลี่ยงการยกของหนัก ซึ่งช่วยลดแรงดันต่อกระเพาะปัสสาวะ
  2. ฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel) ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการกลั้นปัสสาวะ ต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอวันละหลายครั้งต่อเนื่องอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์จึงจะเห็นผล
  3. กายภาพบำบัดเฉพาะทาง เป็นการฝึกกับนักกายภาพบำบัดที่ชำนาญการ เพื่อช่วยฝึกการเกร็งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้อย่างถูกต้อง และอาจใช้เครื่องมือ Biofeedback หรือไฟฟ้ากระตุ้นร่วมด้วย
  4. การใช้ยา ใช้ในกรณีที่กระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติ เช่น Urge Incontinence เพื่อช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะและลดความถี่ปวดปัสสาวะ
  5. การใช้ฮอร์โมนเฉพาะที่ ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อาจใช้เอสโตรเจนชนิดทาเฉพาะที่ เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อรอบท่อปัสสาวะแข็งแรงขึ้น
  6. การฉีดสารเพิ่มความแข็งแรงรอบท่อปัสสาวะ ช่วยเพิ่มแรงต้านบริเวณท่อปัสสาวะ ทำให้กลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น มักใช้ในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการฝึกกล้ามเนื้อหรือยา
  7. การผ่าตัด ใช้ในกรณีที่อาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น เช่น การผ่าตัดพยุงท่อปัสสาวะ (Sling Procedure) หรือผ่าตัดแก้ไขการอุดกั้นจากต่อมลูกหมาก

 

การป้องกันปัสสาวะเล็ด

การป้องกันภาวะปัสสาวะเล็ดสามารถทำได้ด้วยการดูแลสุขภาพและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการเสื่อมของระบบที่ควบคุมการกลั้นปัสสาวะ

 

  • หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนาน ไม่ควรกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้กระเพาะปัสสาวะยืดและเสื่อมประสิทธิภาพในการบีบตัว ควรเข้าห้องน้ำเมื่อรู้สึกปวด
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน และช่วยควบคุมน้ำหนักตัว
  • ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทุกวัน การฝึก Kegel อย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการกลั้นปัสสาวะและป้องกันการหย่อนตัว
  • ควบคุมน้ำหนัก น้ำหนักเกินทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการควบคุมปัสสาวะ จึงควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • ปรับอาหาร ลดคาเฟอีน น้ำอัดลม คาเฟอีนและเครื่องดื่มอัดลมกระตุ้นการปัสสาวะและระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ ควรลดปริมาณลง
  • รักษาโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ หากควบคุมไม่ดีอาจส่งผลต่อเส้นประสาทและระบบขับถ่าย ทำให้เกิดปัสสาวะเล็ดได้ง่าย

 

รักษาปัสสาวะเล็ด ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

การรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดที่โรงพยาบาลวิภาวดี ให้การดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางประเมินสาเหตุอย่างละเอียดด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจพิเศษ เช่น อัลตราซาวด์หรือการตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ เพื่อวินิจฉัยประเภทของปัสสาวะเล็ดอย่างแม่นยำ จากนั้นจึงวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ทั้งการปรับพฤติกรรม ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน กายภาพบำบัด การใช้ยา การรักษาด้วยฮอร์โมน หรือหัตถการและการผ่าตัดในรายที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สรุป

ปัสสาวะเล็ด คือปัญหาที่พบได้บ่อยและเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเรื่องที่ต้องทนอยู่กับมันไปตลอดชีวิต การเข้าใจสาเหตุ อาการ และประเภทของปัสสาวะเล็ดจะช่วยให้เรารู้เท่าทันร่างกายตัวเองมากขึ้น หากเริ่มมีอาการเล็กๆ น้อยๆ การปรับพฤติกรรมและฝึกกล้ามเนื้อก็สามารถช่วยได้มาก แต่ถ้าอาการรบกวนชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะยิ่งรู้เร็ว รักษาเร็ว โอกาสดีขึ้นก็ยิ่งสูง ที่สำคัญคืออย่าปล่อยให้ความเขินอายมาขัดขวางการดูแลสุขภาพของตัวเอง

 

รักษาอาการปัสสาวะเล็ดที่โรงพยาบาลวิภาวดี ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง พร้อมเครื่องมือวินิจฉัยทันสมัย ช่วยค้นหาสาเหตุได้อย่างแม่นยำ วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นสำคัญ เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง


FAQ

โดยทั่วไปสามารถแบ่งความรุนแรงได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับเล็กน้อย (เล็ดนานๆ ครั้ง) ระดับปานกลาง (เล็ดบ่อยและเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน) และระดับรุนแรง (เล็ดแทบตลอดหรือควบคุมไม่ได้เลย) การรู้ระดับช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมมากขึ้น

ในหลายรายสามารถดีขึ้นเองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน หากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานฟื้นตัวดี การฝึก Kegel อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้หายเร็วขึ้น แต่หากเป็นนานเกิน 3-6 เดือนควรปรึกษาแพทย์

มีผล โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่ระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ เช่น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม อาหารเผ็ดหรือเปรี้ยวจัด ซึ่งอาจกระตุ้นให้ปวดปัสสาวะบ่อยและเล็ดง่ายขึ้น

มักเกิดจากปัสสาวะค้างในท่อปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะออกไม่หมด สาเหตุที่พบบ่อยคือ ต่อมลูกหมากโต กล้ามเนื้อหูรูดอ่อนแรง หรือเส้นประสาทควบคุมการขับถ่ายทำงานผิดปกติ

ควรเลือกการออกกำลังกายแรงกระแทกต่ำ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานควบคู่ หากยังมีอาการควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเฉพาะทาง

ไม่จำเป็นเสมอไป ปัสสาวะบ่อยอาจเกิดจากการดื่มน้ำมาก คาเฟอีน หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ส่วนปัสสาวะเล็ดคือการมีปัสสาวะรั่วออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้

ไม่ควรงดน้ำ เพราะอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและปัสสาวะเข้มข้นระคายกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น ควรดื่มน้ำให้เพียงพอแต่กระจายตลอดวัน และหลีกเลี่ยงดื่มมากก่อนนอน

ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะ (Urologist) หรือสูตินรีแพทย์ในผู้หญิง เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

อาจเกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะถ้ามีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือมีปัสสาวะค้างและเล็ดเรื้อรัง หากมีกลิ่นแรงผิดปกติร่วมกับแสบขัดหรือปวด ควรตรวจเพิ่มเติม

บทความที่เกี่ยวข้อง