จัดฟันช่วยอะไร มีกี่แบบ ข้อดี-ข้อเสีย และวิธีดูแล

  • การจัดฟันช่วยให้ฟันเรียงตัวสวย สบฟันถูกต้อง ลดปัญหาฟันซ้อน ฟันยื่น หรือฟันห่าง อีกทั้งช่วยให้ทำความสะอาดฟันง่าย ลดความเสี่ยงฟันผุและเหงือกอักเสบ พร้อมเพิ่มความมั่นใจในรอยยิ้ม
  • การจัดฟันมีหลายแบบ เช่น จัดฟันโลหะ เซรามิก ด้านใน (Lingual) แบบใส (Aligners/Invisalign) ระบบ Damon และการจัดฟันเด็ก แต่ละแบบเหมาะกับปัญหาฟันและความต้องการที่ต่างกัน
  • จัดฟันที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมด้วยบริการที่ใส่ใจ และเชื่อถือได้ มีทันตแพทย์ผู้ชำนาญการ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย การวางแผนรักษาแม่นยำ และมาตรฐานที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลอย่างละเอียด

 

การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันคือการปรับแก้ตำแหน่งฟันและขากรรไกรให้เรียงตัวสวยเป็นระเบียบให้อยู่ในสภาวะเหมาะสม การจัดฟันไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังช่วยแก้ปัญหาการบดเคี้ยว ฟันซ้อนเก ฟันยื่น และปัญหาสุขภาพช่องปากอื่นๆ ที่ส่งผลในระยะยาว

 

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าการจัดฟันช่วยอะไรได้บ้าง มีกี่ประเภทให้เลือก ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละแบบ รวมถึงการเตรียมตัวก่อนจัดฟันและวิธีดูแลตัวเองหลังติดเครื่องมือ เพื่อให้การจัดฟันเป็นไปอย่างราบรื่น เห็นผลชัดเจน และมีประสิทธิภาพ!

 

จัดฟันคืออะไร?

 

จัดฟันคืออะไร?

จัดฟัน คือการปรับตำแหน่งฟันและขากรรไกรให้เรียงตัวสวยงามและทำงานได้เหมาะสม โดยใช้เครื่องมือเฉพาะ เช่น เหล็กจัดฟันหรือเครื่องมือจัดฟันแบบใส การจัดฟันช่วยให้ฟันเรียงตัวกันเป็นระเบียบ ฟันสบกันพอดี เพิ่มความมั่นใจในการยิ้ม ปรับการเคี้ยวอาหารให้มีประสิทธิภาพ ลดการสึกหรอของฟัน และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพช่องปาก เช่น ฟันผุหรือเหงือกอักเสบ

 

นอกจากนี้ยังช่วยแก้ไขปัญหาฟันซ้อน ฟันห่าง หรือขากรรไกรไม่สมดุล ทำให้การออกเสียง การบดเคี้ยว และการทำความสะอาดฟันง่ายขึ้น ทำให้สุขภาพช่องปากดีขึ้นในระยะยาว และส่งผลต่อภาพลักษณ์และความมั่นใจของผู้จัดฟันด้วย

 

จัดฟันเหมาะกับใคร ช่วยอะไร ฟันแบบไหนควรจัดฟัน?

 

จัดฟันเหมาะกับใคร ช่วยอะไร ฟันแบบไหนควรจัดฟัน?

การจัดฟันไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่ยังช่วยแก้ไขปัญหาการเรียงตัวของฟัน การบดเคี้ยว และสุขภาพช่องปากในระยะยาว ผู้ที่ควรจัดฟันมักมีลักษณะอาการหรือปัญหาต่อไปนี้

 

  • ฟันซ้อนเก ฟันเก ฟันขึ้นผิดตำแหน่ง ฟันเรียงตัวไม่ตรง ทำความสะอาดยากและเสี่ยงฟันผุ
  • ฟันห่าง ระยะฟันไม่เท่ากัน ฟันห่างมากเกินไป อาจกระทบการบดเคี้ยวและรอยยิ้ม
  • ฟันยื่น ฟันล่างคร่อมฟันบน / ฟันสบลึก / ฟันสบเปิด ปัญหาสบฟัน ทำให้การกัดเคี้ยวไม่สมบูรณ์
  • มีปัญหาการเคี้ยวอาหาร หรือเจ็บขากรรไกร ช่วยปรับการทำงานของขากรรไกรให้ดีขึ้น
  • ฟันล้มเนื่องจากเคยถอนฟันไปนานแล้ว ไม่ได้ใส่ฟันปลอมหรือจัดฟัน
  • ฟันน้ำนมหลุดเร็วเกินไปหรือหลุดช้าเกินไป (ในเด็ก) ป้องกันปัญหาฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่ง
  • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจเรื่องรอยยิ้มและบุคลิกภาพ ส่งเสริมความมั่นใจในการพูดและยิ้ม
  • ฟันกลับมาซ้อนหรือห่าง หลังจัดฟันในวัยเด็ก ปรับฟันให้เรียงตัวอีกครั้ง
  • ช่วยให้พูดชัดขึ้นในบางกรณี แก้ไขปัญหาการออกเสียงบางคำ
  • ลดโอกาสเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบในอนาคต ทำความสะอาดฟันง่ายขึ้น
  • เด็กมีปัญหาโครงสร้างขากรรไกร ไม่เหมาะสมกัน ควรปรับแก้ให้เจริญเติบโตได้ปกติ

 

สำหรับผู้ที่ไม่เหมาะจะจัดฟัน ได้แก่ ผู้ที่มีโรคเหงือกอักเสบรุนแรง ฟันผุมากโดยไม่ได้รักษา ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากบางอย่างที่ต้องแก้ไขก่อน และผู้ที่มีข้อจำกัดทางการแพทย์บางประเภท เช่น โรคกระดูกหรือข้อขากรรไกรที่รุนแรง ควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนตัดสินใจจัดฟัน

 

การจัดฟันมีกี่แบบ?

 

การจัดฟันมีกี่แบบ?

การจัดฟันคือกระบวนการปรับตำแหน่งฟันและขากรรไกรให้เรียงตัวสวย และแก้ไขปัญหาการสบฟันผิดปกติ ซึ่งนอกจากช่วยให้รอยยิ้มดูดีแล้ว ยังช่วยเรื่องการบดเคี้ยวและสุขภาพฟันในระยะยาว ปัจจุบันมีหลายวิธีจัดฟันให้เลือกตามความเหมาะสม ดังนี้

1. จัดฟันแบบโลหะ (Metal Braces)

จัดฟันแบบโลหะ (Metal Braces) คือการจัดฟันรูปแบบดั้งเดิมที่นิยมใช้มากที่สุด ใช้ Brackets โลหะติดบนผิวหน้าฟันแต่ละซี่ และสอดลวดจัดฟัน (Archwire) ผ่าน Brackets พร้อมยางจัดฟัน (Elastic Ligature) เพื่อควบคุมแรงดึงให้ฟันเคลื่อนตัวตามแผนการรักษา เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาฟันซ้อน ฟันเก ฟันยื่น หรือฟันสบผิดปกติ ต้องการผลลัพธ์ชัดเจนและแม่นยำ ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 18-36 เดือน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของฟัน

 

ข้อดี

  • ให้แรงเคลื่อนฟันแม่นยำ เหมาะกับเคสยากและซับซ้อน
  • เป็นมาตรฐานที่ทันตแพทย์ใช้บ่อย ผลลัพธ์คาดการณ์ได้ดี
  • เครื่องมือแข็งแรง ทน แตกหักยาก
  • ค่าใช้จ่ายคุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่น

 

ข้อจำกัด

  • เห็นเครื่องมือชัด อาจทำให้ไม่มั่นใจ
  • ช่วงแรกอาจระคายริมฝีปากและแก้ม
  • ต้องดูแลความสะอาดมาก ป้องกันฟันผุ คราบหินปูน
  • ต้องเข้าพบแพทย์สม่ำเสมอเพื่อปรับลวด
  • บางช่วงอาจเจ็บตึงหลังปรับเครื่องมือ

2. จัดฟันแบบเซรามิก (Ceramic Braces)

การจัดฟันแบบเซรามิก (Ceramic Braces) คือการจัดฟันที่ใช้ Brackets เซรามิกสีฟันหรือใส ทำให้เครื่องมือดูเรียบเนียนและใกล้เคียงสีฟันมากขึ้น ลวดจัดฟันสอดผ่าน Brackets และยึดด้วยยางจัดฟันเช่นเดียวกับโลหะ เหมาะสำหรับผู้ใหญ่หรือผู้ที่ใส่ใจเรื่องความสวยงามแต่ยังต้องการปรับฟันอย่างแม่นยำ ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 18-36 เดือน

 

ข้อดี

  • สีเครื่องมือกลมกลืนฟัน ดูเนียน ไม่เด่น
  • ประสิทธิภาพใกล้เคียงจัดฟันโลหะ
  • เหมาะสำหรับคนที่ต้องคำนึงภาพลักษณ์ เช่น วัยทำงาน

 

ข้อจำกัด

  • ราคาแพงกว่าแบบโลหะ
  • อาจเปลี่ยนสีได้หากดูแลไม่ดี
  • เปราะบางกว่าโลหะเล็กน้อย
  • ต้องดูแลความสะอาดมาก

3. จัดฟันด้านใน (Lingual Braces)

การจัดฟันด้านใน (Lingual Braces) คือการติดเครื่องมือจัดฟันที่ด้านหลังของฟัน (ด้านลิ้น) ทำให้แทบมองไม่เห็นจากภายนอก ทันตแพทย์จัดฟันด้วยการติดเครื่องมือด้านในของฟันแต่ละซี่ สอดลวดและปรับแรงดึงตามแผน เหมาะกับคนทำงาน ผู้ใหญ่ บุคคลสาธารณะ หรือผู้ที่ไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นการจัดฟัน ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 24-36 เดือน

 

ข้อดี

  • ซ่อนเครื่องมือได้ดี มองภายนอกแทบไม่เห็น
  • ผลใกล้เคียงจัดฟันโลหะแบบติดด้านหน้า
  • เหมาะกับผู้ป่วยที่ยังควรใช้เครื่องมือจัดฟันด้วย Bracket แต่ไม่สามารถอนุโลมให้เห็นอยู่หน้าฟัน

 

ข้อจำกัด

  • ราคาค่อนข้างสูง ต้องทำเครื่องมือเฉพาะบุคคล 
  • ระคายลิ้นช่วงแรก พูดอาจลำบาก
  • ทำความสะอาดยากขึ้น
  • ใช้เวลาในการรักษามากกว่าในบางเคส
  • ต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางที่ชำนาญการ

4. จัดฟันแบบใส (Clear Aligners)

การจัดฟันแบบใส Clear Aligners เป็นที่นิยมมากสำหรับแบรนด์ Invisalign การจัดฟันแบบใส คือการใช้แผ่นใส ออกแบบเฉพาะบุคคลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ 3 มิติ เปลี่ยนถาดเป็นระยะเพื่อขยับฟันไปทีละขั้น ทุก 1-2 สัปดาห์เพื่อลดแรงดัน สามารถถอดได้เวลาทานอาหารหรือแปรงฟัน เหมาะกับผู้ที่ใส่ใจเรื่องความสวยงาม ไลฟ์สไตล์สะดวก และมีวินัยในการใส่ ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 12-24 เดือน ขึ้นกับความซับซ้อนของเคส

 

ข้อดี

  • แทบมองไม่เห็น สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ
  • ถอดทานข้าว / แปรงฟันได้ สะดวกมาก
  • ทำความสะอาดง่าย ลดคราบและฟันผุ
  • เจ็บน้อยกว่า
  • ใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ

 

ข้อจำกัด

  • ราคาสูง
  • ต้องมีวินัย ใส่ 20-22 ชม./วัน
  • ถอดบ่อยหรือไม่ใส่ตามแผนอาจไม่ได้ผล
  • เคสซับซ้อนมากบางครั้งต้องใช้ร่วมกับเทคนิคอื่น

 

5. จัดฟันแบบไม่ใช้ยาง (Self Ligating Brackets)

การจัดฟันด้วย Self ligating Brackets คือการจัดฟันที่ไม่ต้องใช้ยางรัดลวด ทำให้แรงเสียดทานต่ำและการเคลื่อนฟันนุ่มนวลขึ้น หรือที่นิยมกันในแบรนด์ Damon ทันตแพทย์จัดฟันด้วยการติด Brackets บนฟัน สอดลวดและปล่อยให้ลวดเลื่อนได้เอง เหมาะกับผู้ที่อยากได้ผลลัพธ์ที่ดีและสบายมากขึ้น ใช้ระยะเวลาเห็นผลประมาณ 12-30 เดือน

 

ข้อดี

  • ระบบ Self-Ligating ลดแรงเสียดทาน ฟันขยับนุ่มนวล
  • หลายเคสจัดได้เร็วกว่าแบบดั้งเดิม
  • อาจเจ็บน้อยกว่า
  • ไม่ต้องเข้าพบหมอบ่อยเท่าแบบปกติ
  • มีทั้งแบบโลหะและแบบ Ceramic

 

ข้อจำกัด

  • ราคาแพงกว่าโลหะทั่วไป
  • ไม่ใช่ทุกเคสจะเร็วเสมอไป
  • ต้องพบทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์เฉพาะทาง
  • ยังมีการติด  Bracket บนหน้าฟันอยู่

6. จัดฟันเด็ก (Early Orthodontic Treatment)

การจัดฟันเด็ก (Early Orthodontic Treatment) คือการตรวจและปรับฟันตั้งแต่อายุยังน้อย โดยใช้เครื่องมือคงที่หรือถอดได้ เช่น Expander หรือ Retainer เพื่อตั้งการเรียงตัวของฟันหรือขากรรไกร ขั้นตอนคือประเมินปัญหาฟัน ติดเครื่องมือ และตรวจติดตามตามแผน เหมาะกับเด็กอายุ 6-12 ปี ที่ฟันแท้บางส่วนขึ้นแล้ว หรือมีฟันซ้อน ฟันเก หรือสบฟันไม่สมดุล ใช้ระยะเวลาเห็นผลประมาณ 12-24 เดือน

 

ข้อดี

  • ควบคุมและปรับเปลี่ยนการเจริญเติบโตของขากรรไกรได้ดี
  • ลดความเสี่ยงต้องผ่าตัดในอนาคต
  • ลดความซับซ้อนของการจัดฟันเมื่อโต
    ช่วยให้รูปหน้าและขากรรไกรพัฒนาเหมาะสม
  • เพิ่มความมั่นใจให้เด็กเร็วขึ้น

 

ข้อจำกัด

  • ต้องดูแลและติดตามใกล้ชิด
  • เด็กต้องให้ความร่วมมือ
  • บางรายอาจต้องจัดซ้ำเมื่อโต

 

เครื่องมือที่ใช้ในการจัดฟัน

 

เครื่องมือที่ใช้ในการจัดฟัน

การจัดฟันไม่ได้มีเพียงลวดและเหล็ก แต่ยังมีเครื่องมือหลายชนิดที่ช่วยให้ฟันเคลื่อนตัวได้ตามแผนทันตแพทย์

 

1.แบร็กเกต (Brackets)

ชิ้นส่วนเล็กๆ ติดบนฟันเพื่อยึดลวดจัดฟัน ทำหน้าที่เป็นจุดควบคุมการเคลื่อนฟัน มีหลายแบบ เช่น โลหะ เซรามิก หรือด้านใน (Lingual)

 

2.ลวดจัดฟัน (Archwires)

ลวดที่ร้อยผ่านแบร็กเกต ดึงหรือดันฟันให้เคลื่อนตามแผน มีความยืดหยุ่นและความแข็งแรงต่างกัน ใช้ปรับแรงดึงตามช่วงเวลา

 

3.ยางโอริง (Elastic Ligatures)

ยางเล็กๆ รัดลวดกับแบร็กเกต ช่วยยึดลวดให้อยู่กับที่ มีหลายสี ต้องเปลี่ยนทุกครั้งที่มาพบทันตแพทย์

 

4.ยางข้าง (Elastics / Rubber Bands)

ยางยืดต่อระหว่างฟันบนและฟันล่าง ช่วยปรับการสบฟัน ให้ฟันบนและล่างเข้าที่ ต้องใส่ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ทุกวัน

 

5.สปริงและลวดเสริมต่างๆ (Springs & Auxiliaries)

ใช้ดันฟันให้แยก หรือดึงฟันให้เข้าที่ เหมาะกับกรณีฟันซ้อนหรือมีช่องว่าง ช่วยให้ฟันเคลื่อนตัวเร็วขึ้น

 

6.ท่อรับลวดหรือแบร็กเกตบนฟันกราม (Molar Tubes / Bands)

ติดบนฟันกรามเพื่อยึดลวดหลักและยางข้าง บางครั้งเป็นวงแหวนเหล็กรัดฟันกราม ช่วยให้แรงจากลวดและยางส่งไปยังฟันกรามเต็มที่

 

7.เครื่องมือขยายขากรรไกร (Palatal Expander)

ใช้ขยายเพดานปากหรือขากรรไกรบน เหมาะกับเด็กหรือผู้ที่ขากรรไกรแคบ เพิ่มพื้นที่ให้ฟันเรียงตัวสวย

 

8.รีเทนเนอร์ (Retainers)

ใส่หลังจัดฟันเสร็จ เพื่อคงตำแหน่งฟัน มีแบบถอดได้ เช่น Clear หรือ Hawley และแบบติดแน่นด้านใน (Fixed Retainer)

 

9.ชุดจัดฟันแบบใส (Clear Aligners เช่น Invisalign)

แผ่นใสถอดได้ เปลี่ยนชุดทุก 1-2 สัปดาห์ ช่วยให้ฟันเคลื่อนตามแผน สะดวก ทำความสะอาดง่าย และมองไม่เห็นจากด้านนอก

 

10.ขี้ผึ้งจัดฟัน (Orthodontic Wax)

ใช้ป้องกันการระคายเคืองจากแบร็กเกตหรือลวด แปะบริเวณที่เสียดสีเหงือกหรือแก้ม ใช้ชั่วคราวเพื่อความสบาย

 

 

การเตรียมตัวก่อนจัดฟัน

การจัดฟันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากผู้เข้ารับการรักษา การเตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจจะช่วยให้การจัดฟันเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเจ็บปวดและปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

 

  • ตรวจสุขภาพช่องปากเบื้องต้น ก่อนเริ่มจัดฟัน ควรตรวจฟัน เหงือก และขากรรไกร เพื่อประเมินปัญหาที่อาจกระทบต่อการจัดฟัน
  • ถ่าย X-ray และพิมพ์ปากเพื่อวางแผนรักษา การถ่ายภาพรังสีและพิมพ์ปากช่วยให้ทันตแพทย์วางแผนจัดฟันได้อย่างแม่นยำ
  • เคลียร์ช่องปาก (ทำฟันให้เรียบร้อยก่อนจัด) กำจัดเชื้อโรคในช่องปาก เช่น ขูดหินปูน และรักษาฟันผุให้เรียบร้อยก่อนเริ่มจัดฟัน
  • ปรับพฤติกรรมการดูแลช่องปาก เรียนรู้วิธีแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันฟันผุและเหงือกอักเสบระหว่างจัดฟัน
  • ทำความเข้าใจแผนการรักษากับทันตแพทย์ รู้ระยะเวลา ประเภทการจัดฟัน และขั้นตอนการรักษาอย่างชัดเจน เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม
  • เตรียมตัวเรื่องอาหาร ควรทราบว่าอาหารประเภทใดควรหลีกเลี่ยง เช่น ของเหนียว แข็ง หรือเคี้ยวยาก
  • หลีกเลี่ยงอาหารต้องห้ามตั้งแต่ก่อนเริ่มจัดฟัน การปรับพฤติกรรมอาหารก่อนเริ่มจัดฟันช่วยลดความเสี่ยงที่อุปกรณ์จัดฟันเสียหาย
  • เตรียมตัวสำหรับการใส่รีเทนเนอร์หลังจัดฟัน ทำความเข้าใจวิธีใส่และดูแลรีเทนเนอร์ เพื่อป้องกันฟันเคลื่อนกลับ
  • จัดตารางเวลาการมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ นัดหมายตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัดเพื่อปรับลวดและติดตามผล
  • เตรียมความพร้อมด้านความรู้สึก เตรียมตัวรับมือกับความเจ็บปวดระยะแรก และปรับตัวให้ชินกับการมีอุปกรณ์ในปาก

 

ขั้นตอนการจัดฟัน

 

ขั้นตอนการจัดฟัน

หลังจากผ่านขั้นตอนเตรียมตัว ผ่านการประเมินเบื้องต้น และเคลียร์ช่องปาก เช่น การรักษาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือฟันคุด ทันตแพทย์จะถ่าย X-ray พร้อมพิมพ์ปากหรือสแกนช่องปากสามมิติ เพื่อสร้างแบบจำลองฟันและวางแผนการจัดฟันอย่างแม่นยำแล้ว โดยมีขั้นตอนการจัดฟันดังนี้

 

1.ติดเครื่องมือจัดฟันที่เลือก

ทันตแพทย์จัดฟันด้วยการติด Brackets ลวดจัดฟัน หรือจัดฟันแบบใส (Aligners) ตามแผนที่วางไว้ เพื่อเริ่มกระบวนการเคลื่อนฟัน เครื่องมือแต่ละชนิดจะถูกปรับให้เหมาะกับสภาพฟันของแต่ละคน

 

2.นัดปรับลวดหรือเปลี่ยนชุด Aligners ทุก 4-8 สัปดาห์

การปรับลวดหรือเปลี่ยนชุด Aligners เป็นการกระตุ้นให้ฟันเคลื่อนตามแผน การนัดหมายสม่ำเสมอช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาตรงตามเป้าหมายและลดความเจ็บปวด

 

3.ขั้นตอนจัดตำแหน่งฟันให้สวยงาม (Finishing Phase)

หลังจากฟันเคลื่อนมาถึงตำแหน่งใกล้เคียงเป้าหมาย ทันตแพทย์จะปรับรายละเอียด เช่น การจัดแนวฟันให้เรียงสวยตรงกัน และปรับการสบฟันให้สมบูรณ์

 

4.ถอดเครื่องมือจัดฟัน

เมื่อฟันเรียงตัวสวยและสบฟันถูกต้อง เครื่องมือจัดฟันจะถูกถอดออก ทันตแพทย์จะทำความสะอาดฟันและตรวจสอบสภาพฟันก่อนเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

 

5.ใส่รีเทนเนอร์ (Retainer)

รีเทนเนอร์ช่วยคงตำแหน่งฟันไม่ให้เคลื่อนกลับ ฟันที่เพิ่งจัดเสร็จยังมีแนวโน้มเคลื่อนตัวได้ การใส่รีเทนเนอร์อย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งสำคัญ

 

6.นัดติดตามผลหลังถอดเครื่องมือ

ทันตแพทย์จะนัดตรวจฟันเป็นระยะๆ เพื่อติดตามการคงตำแหน่งฟันและประเมินสุขภาพช่องปาก หากมีการเคลื่อนตัวของฟัน รีเทนเนอร์สามารถปรับแก้ไขได้ทันเวลา

 

 

วิธีดูแลหลังจัดฟัน

หลังจากจัดฟันแล้ว การดูแลช่องปากและฟันอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ฟันเรียงตัวสวยและลดปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรืออุปกรณ์เสียหาย การดูแลที่ถูกต้องจะช่วยให้ผลลัพธ์ของการจัดฟันคงอยู่ได้นาน

 

  • แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง แต่อาจจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการแปรงฟัน หากสามารถเพิ่มการทำความสะอาดฟันหลังอาหารได้ด้วยจะช่วยลดคราบอาหาร และเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันฟันผุและเหงือกอักเสบ
  • ใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันทุกวัน ช่วยทำความสะอาดบริเวณซอกฟันและใต้ลวดที่แปรงปกติไม่ถึง
  • หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เหนียว และกรุบกรอบ ลดความเสี่ยงที่ลวดหรือแบร็กเกตจะหลุดหรือเสียหาย
  • รับมือกับอาการเจ็บหรือระคายเคือง ใช้ขี้ผึ้งจัดฟัน (Orthodontic Wax) หรือยาสำหรับบรรเทาอาการเจ็บเล็กน้อยตามคำแนะนำของทันตแพทย์
  • รับประทานอาหารอ่อนในช่วงแรก เช่น โยเกิร์ต ซุป หรือข้าวต้ม เพื่อลดแรงกดต่อฟันและเหงือก
  • มาเข้าพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อปรับลวด ตรวจฟัน และติดตามผลการเคลื่อนตัวของฟัน
  • ใส่ยางตามที่ทันตแพทย์กำหนด หากมีการใช้ยางข้าง (Elastics) ต้องใส่ตามชั่วโมงที่กำหนด เพื่อให้ฟันเคลื่อนตามแผน
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหวานและน้ำอัดลม ลดการเกิดฟันผุและคราบหินปูน
  • ใช้น้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์เป็นประจำ ช่วยป้องกันฟันผุและเสริมสร้างเคลือบฟันให้แข็งแรง
  • ดูแลสุขภาพเหงือก นวดเหงือกเบาๆ แปรงเหงือกอย่างระมัดระวัง ลดความเสี่ยงเหงือกอักเสบ
  • ถ้ามีลวดทิ่มหรือเครื่องมือหลุด ให้ติดต่อคลินิกทันที เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและไม่ให้ฟันเคลื่อนผิดตำแหน่ง
  • ดูแลริมฝีปากและช่องปากให้ชุ่มชื้น ใช้ลิปบาล์มและดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อลดความแห้งและแตกของริมฝีปาก

 

ข้อดีข้อเสียของการจัดฟัน

 

ข้อดี – ข้อเสียของการจัดฟัน

การจัดฟันไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับการสบฟันให้เหมาะสม ลดปัญหาสุขภาพฟันและขากรรไกรในระยะยาว การจัดฟันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ ดังนี้

ข้อดีของการจัดฟัน

  • ฟันเรียงสวยและมีรอยยิ้มที่มั่นใจ การจัดฟันช่วยให้ฟันเรียงตัวสวย ส่งผลให้รอยยิ้มดูดีและเพิ่มความมั่นใจในการพูดหรือถ่ายรูป
  • ปรับการสบฟันให้เหมาะสม การสบฟันที่ถูกต้องช่วยให้เคี้ยวอาหารได้เต็มที่ ลดแรงกดบนฟันและขากรรไกร
  • ลดความเสี่ยงฟันผุและเหงือกอักเสบ ฟันที่เรียงตัวดีทำความสะอาดง่าย ลดการสะสมของคราบอาหารและเชื้อแบคทีเรีย
  • ป้องกันปัญหาขากรรไกรในอนาคต การจัดฟันอาจช่วยลดความเสี่ยงของการปวดขากรรไกรหรือปัญหาการสบฟันผิดปกติในระยะยาว
  • ช่วยให้การออกเสียงชัดเจน การเรียงตัวของฟันมีผลต่อการออกเสียง การจัดฟันช่วยให้การพูดหรือออกเสียงคำต่างๆ ชัดเจนขึ้น

ข้อเสียของการจัดฟัน

  • ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การจัดฟันมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสน ขึ้นกับชนิดของการจัดฟันและระยะเวลาที่ใช้
  • ระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล การจัดฟันต้องใช้เวลาหลายเดือนถึงหลายปี ขึ้นกับความซับซ้อนของฟัน
  • อาจมีความเจ็บปวดหรือระคายเคือง ในช่วงแรกหรือหลังปรับลวด ผู้จัดฟันอาจรู้สึกเจ็บหรือระคายเคืองที่เหงือกและแก้ม
  • ต้องดูแลรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด การจัดฟันทำให้ทำความสะอาดฟันยากขึ้น หากไม่ใส่ใจอาจเกิดฟันผุหรือเหงือกอักเสบได้
  • อาจเกิดปัญหาฟันเคลื่อนกลับหลังจัดฟัน หากไม่ใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำ ฟันอาจกลับมาซ้อนหรือสบไม่ตรงเหมือนเดิม

ข้อควรรู้ก่อนจัดฟัน

การจัดฟันเป็นกระบวนการทางทันตกรรมที่ต้องใช้เวลาและการดูแลอย่างต่อเนื่อง ก่อนตัดสินใจจัดฟันควรเข้าใจข้อควรรู้ต่างๆ เพื่อเตรียมตัวทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้การจัดฟันไม่เกิดความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

 

  • จัดฟันต้องใช้เวลา 1-3 ปี ไม่ได้เห็นผลทันที การเคลื่อนตัวของฟันเป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไป จึงต้องอดทนและทำตามคำแนะนำของทันตแพทย์
  • อาจต้องถอนฟันในบางกรณี หากฟันแออัดมาก การถอนฟันบางซี่อาจจำเป็นเพื่อให้ฟันที่เหลือมีพื้นที่เรียงตัวสวย
  • ต้องเคลียร์ช่องปากก่อนจัดฟัน ฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือฟันคุด ต้องได้รับการรักษาให้เรียบร้อยก่อนเริ่มจัดฟัน
  • ช่วงแรกอาจรู้สึกเจ็บหรือระคายเคือง เป็นเรื่องปกติในช่วงปรับตัวกับลวดหรือเครื่องมือ จึงควรเตรียมรับมือด้วยขี้ผึ้งจัดฟันหรืออาหารอ่อน
  • ต้องดูแลความสะอาดมากกว่าปกติ แปรงฟันให้ถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟัน และน้ำยาบ้วนปาก เพื่อลดความเสี่ยงฟันผุและเหงือกอักเสบ
  • ต้องหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท ของแข็ง เหนียว หรือกรุบกรอบ อาจทำให้ลวดหรือแบร็กเกตเสียหาย
  • ต้องมาพบทันตแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของฟัน ปรับลวด และตรวจสุขภาพช่องปาก
  • ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับชนิดการจัดฟัน การจัดฟันโลหะ เซรามิก Damon หรือ Invisalign มีค่าใช้จ่ายต่างกันตามความซับซ้อนและระยะเวลา
  • จัดฟันไม่ได้แค่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อสุขภาพฟันที่ดีขึ้น ช่วยปรับการสบฟัน ลดปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ และความเสี่ยงของขากรรไกรในอนาคต
  • ต้องใส่รีเทนเนอร์หลังจัดฟันเสมอ รีเทนเนอร์ช่วยคงตำแหน่งฟันไม่ให้เคลื่อนกลับ และรักษาผลลัพธ์ระยะยาว
  • จัดฟันสามารถทำได้ทุกวัย เด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ หากสุขภาพช่องปากดี สามารถจัดฟันได้ตามความเหมาะสม

 

จัดฟันเจ็บไหม?

การจัดฟันมักมีอาการเจ็บหรือระคายเคืองบ้างในช่วงแรกหลังติดเครื่องมือหรือปรับลวด แต่ความเจ็บส่วนใหญ่เป็นระยะสั้นและสามารถบรรเทาได้ด้วยขี้ผึ้งจัดฟัน อาหารอ่อน หรือยาแก้ปวดตามคำแนะนำของทันตแพทย์ การปรับตัวเพียงไม่กี่วันก็สามารถเคยชินได้

จัดฟันมีความเสี่ยงไหม ต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง?

การจัดฟันมีความเสี่ยงน้อย แต่ต้องระวังเรื่องความสะอาดฟันและเหงือกเพื่อป้องกันฟันผุและเหงือกอักเสบ รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารแข็งหรือเหนียวที่อาจทำให้อุปกรณ์เสียหาย และต้องใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำเพื่อป้องกันฟันเคลื่อนกลับ

ใช้ระยะเวลาจัดฟันกี่เดือน – กี่ปีกว่าจะเห็นผล?

ระยะเวลาในการจัดฟันขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของฟันและชนิดเครื่องมือ โดยฟันซ้อนเล็กๆ อาจใช้ระยะเวลาประมาณ 6-12 เดือน ส่วนฟันซ้อนมาก ฟันห่าง หรือฟันยื่นอาจใช้ระยะเวลา 1-3 ปี การเข้าพบทันตแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอช่วยให้การจัดฟันเป็นไปตามแผนและเห็นผลชัดเจน

จัดฟันแล้วหน้าเปลี่ยนจริงไหม?

การจัดฟันสามารถปรับรอยยิ้มและรูปหน้าบางส่วนได้ ฟันเรียงตัวสวยขึ้นทำให้รอยยิ้มมั่นใจมากขึ้น และบางกรณีอาจทำให้กรามและริมฝีปากดูสมดุลหรือเรียวขึ้นเล็กน้อย แต่การเปลี่ยนรูปหน้าขึ้นอยู่กับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน

ฟันซ้อน ฟันยื่น ฟันห่าง ควรจัดฟันแบบไหน?

สำหรับฟันซ้อนหรือฟันเก สามารถจัดด้วย Bracket โลหะ เซรามิก Damon หรือ Aligners เพื่อเรียงฟันให้ตรง ฟันยื่นมักต้องใช้ยางข้างร่วมกับแบร็กเกตหรือ Aligners บางชนิด ส่วนฟันห่างสามารถปิดช่องว่างได้ด้วยลวดจัดฟันหรือ Aligners การเลือกวิธีขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและความสะดวกของผู้เข้ารับการรักษา

ทำไมบางคนจัดฟันซ้ำ? จัดฟันรอบสองเกิดจากอะไร?

บางคนต้องจัดฟันรอบสองเนื่องจากไม่ใส่รีเทนเนอร์หลังจัดครั้งแรก ทำให้ฟันเคลื่อนกลับ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของขากรรไกรและฟันหลังจากการเจริญเติบโต รวมถึงปัญหาที่ไม่ได้แก้ไขตั้งแต่ครั้งแรก การจัดฟันรอบสองมักใช้เวลาสั้นกว่าครั้งแรก หากปัญหาไม่ซับซ้อนมาก

จัดฟัน ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

หากคุณกำลังมองหาบริการจัดฟัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะจัดฟันที่ไหนดี ที่โรงพยาบาลวิภาวดี วางแผนรักษาเฉพาะบุคคล ซึ่งเริ่มตั้งแต่การตรวจประเมินสภาพฟันอย่างละเอียดด้วยการพิมพ์ปากหรือสแกนช่องปากสามมิติ พร้อมทั้งวิเคราะห์ภาพ X‑ray เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามเป้าหมายทั้งในเรื่องการจัดฟันให้เรียงสวยและสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้นในระยะยาว ทั้งยังรองรับบริการทันตกรรมอื่นๆ ตั้งแต่การดูแลช่องปากทั่วไป การทำฟันเด็ก ไปจนถึงทันตกรรมเพื่อความงาม ซึ่งทำให้ผู้รับบริการสามารถดูแลสุขภาพช่องปากครบ ภายใต้การดูแลและบริการที่เป็นกันเองและใส่ใจในรายละเอียดทุกรายการรักษา

สรุป

การจัดฟันเป็นเรื่องที่หลายคนสนใจ ไม่ใช่แค่เพื่อรอยยิ้มสวย แต่ยังช่วยปรับการสบฟันและสุขภาพช่องปากให้ดีขึ้นด้วย แม้ช่วงแรกอาจมีอาการเจ็บหรือระคายเคืองบ้าง แต่เป็นเรื่องปกติและสามารถปรับตัวได้ การดูแลฟันและเหงือกอย่างเคร่งครัด รวมถึงใส่รีเทนเนอร์หลังจัดฟัน จะช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน เลือกชนิดการจัดฟันให้เหมาะกับปัญหาฟัน เช่น ฟันซ้อน ฟันยื่น หรือฟันห่าง จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพ ระยะเวลาในการจัดฟันแต่ละคนไม่เท่ากัน อาจสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและการร่วมมือของผู้เข้ารับการรักษา การจัดฟันไม่ใช่เรื่องยากเกินไป เพียงเตรียมตัวให้พร้อม ดูแลฟันอย่างถูกวิธี แล้วรอรับรอยยิ้มสวยและสุขภาพฟันที่ดีขึ้นในระยะยาว

 

หากคุณกำลังมองหาวิธีดูแลรอยยิ้มให้สวยสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดฟันเพื่อปรับรูปฟันให้เรียงสวย หรือการตรวจสุขภาพช่องปากเพื่อป้องกันปัญหาฟันและเหงือก แล้วไม่แน่ใจว่าจะจัดฟันที่ไหนดี ที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้คำปรึกษาและบริการโดยทันตแพทย์ พร้อมด้วยเครื่องมือทันสมัย มั่นใจได้ว่าการดูแลฟันของคุณจะครบวงจร พร้อมแนะนำวิธีดูแลฟันหลังจัดฟัน เพื่อรอยยิ้มที่สวยและสุขภาพฟันแข็งแรง!


FAQ

ไม่จำเป็นต้องถอนฟันทุกคน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและความแออัดของฟัน บางกรณีอาจต้องถอนฟันเพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการจัดเรียงฟันที่เรียงสวยและสบฟันถูกต้อง

ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับชนิดการจัดฟัน ระยะเวลา และความซับซ้อนของฟัน การจัดฟันโลหะมักถูกที่สุด ส่วนเซรามิก แบบ Damon หรือ Invisalign มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินงบประมาณที่เหมาะสม

ช่วงแรกอาจรู้สึกพูดไม่ถนัดเล็กน้อย โดยเฉพาะการใส่ลวดหรือแผ่นใส แต่ส่วนใหญ่ผู้จัดฟันจะปรับตัวได้ภายในไม่กี่วันและกลับมาพูดชัดเจนเหมือนเดิม

เหมาะกับผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นที่ต้องการความสะดวก มองไม่เห็นจากภายนอก และสามารถใส่-ถอดแผ่นใสได้ตามคำแนะนำ ไม่เหมาะกับกรณีฟันซับซ้อนมากหรือฟันเคลื่อนตัวเร็วเกินไป

หลังจัดฟันแล้วควรกินอาหารอ่อนและสุกง่าย เช่น โยเกิร์ต ซุป ข้าวต้ม ผักต้ม ผลไม้สุก ในช่วงแรก หลังจากนั้นสามารถปรับตามคำแนะนำของทันตแพทย์ แต่ควรระวังอาหารแข็งหรือเหนียว

ฟันซ้อนเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องจัดเสมอไป แต่หากมีผลต่อความสวยงาม การสบฟัน หรือทำความสะอาดยาก ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการจัดฟัน

ควรหลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เหนียว หรือกรุบกรอบ เช่น ขนมเหนียว ลูกอมแข็ง ถั่ว และของกรุบกรอบ เพราะอาจทำให้ลวดหรือแบร็กเกตหลุดเสียหาย

ไม่แนะนำให้ทำพร้อมกัน เพราะการจัดฟันอาจทำให้ฟันเคลื่อนหรือคราบฟันเกิดขึ้นได้ ควรฟอกสีฟันหลังจัดฟันเสร็จหรือระหว่างพักใส่รีเทนเนอร์

ฟันอาจมีคราบหรือสีเปลี่ยนได้ หากไม่ดูแลความสะอาดอย่างเคร่งครัด การแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และน้ำยาบ้วนปากฟลูออไรด์ช่วยลดความเหลืองและฟันผุ

ไม่แนะนำให้เริ่มจัดฟันในช่วงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการ X‑ray และการปรับลวด ควรรอหลังคลอด แต่สามารถตรวจประเมินฟันและวางแผนล่วงหน้าได้

ได้ แต่ต้องเลือกใช้เครื่องมือ และใช้แรงในการเคลื่อนฟันอย่างเหมาะสม อาจจะต้องเคลื่อนฟันช้ากว่าในเด็ก

ถ้าเด็กที่มีปัญหาการขึ้นของฟัน หรือการสบฟันขัดขวางการเจริญเติบโตที่ปกติของขากรรไกร หรือมีการเจริญของขากรรไกรในทิศทางที่ไม่ปกติ ควรปรึกษาทันตแพทย์จัดฟัน ตั้งแต่ช่วงฟันชุดผสมโดยอาจเริ่มจัดฟันตั้งแต่ช่วง 7-8 ขวบ

บทความที่เกี่ยวข้อง