ควรเลือกเลสิกหรือแว่นดี? สำรวจไลฟ์สไตล์ ข้อดี-ข้อเสียก่อนตัดสินใจ

  • เลสิก (LASIK) คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ ปรับรูปโค้งกระจกตาให้แสงโฟกัสลงบนจอประสาทตาได้พอดี ช่วยแก้สายตาสั้น ยาว เอียง ทำให้มองชัดขึ้น ลดการพึ่งแว่น/คอนแท็กต์เลนส์ในชีวิตประจำวัน
  • เลสิกเหมาะกับคนที่ต้องการเลิกใส่แว่น/คอนแท็กต์เลนส์ คนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป มีค่าสายตาที่คงที่อย่างน้อย 1 ปี คนที่มีสุขภาพตาดี ไม่มีอาการตาแห้งรุนแรง คนที่ทำอาชีพที่เน้นความคล่องตัว และคนที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพน้อย
  • เลสิกเหมาะกับคนที่ต้องการความคล่องตัว ใช้ชีวิต/เล่นกีฬาโดยไม่อยากมีแว่นติดหน้า และพร้อมรับความเสี่ยงจากการผ่าตัด ส่วนแว่นสายตาเหมาะกับคนที่ต้องการวิธีแก้สายตาที่ปลอดภัย ปรับเปลี่ยนง่าย ไม่มีการผ่าตัด

ปัญหาสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในคนที่ใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานาน หลายคนอาจกังวลว่าเราควรเลือกเลสิกหรือแว่นดี? โดยทั้งสองเป็นวิธีแก้ปัญหาสายตาที่มีประสิทธิภาพ แต่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน สำหรับใครที่ยังลังเลอยู่ว่าใส่แว่นสายตาดีไหม? หรือทำเลสิกอยู่ได้กี่ปี? บทความนี้มีคำตอบ!

 

เลสิกคืออะไร

 

เลสิกคืออะไร

เลสิก (LASIK) คือนวัตกรรมผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ โดยจักษุแพทย์จะทำการปรับแต่งความโค้งของกระจกตา เพื่อให้แสงหักเหไปตกกระทบที่จอประสาทตาได้พอดี ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้น ยาว หรือเอียง กลับมามองเห็นได้ชัดเจนโดยแทบไม่ต้องพึ่งแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์

จุดเด่น

  • แก้ปัญหาสายตาอย่างถาวร จัดการปัญหาสายตาสั้น ยาว เอียง ได้อย่างแม่นยำ เพิ่มอิสระในการใช้ชีวิต
  • ระยะพักฟื้นน้อย ใช้เวลาผ่าตัดเพียงไม่นานต่อข้าง และคนไข้ส่วนใหญ่มักจะมองเห็นชัดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง
  • แผลมีขนาดเล็กมาก ไม่ต้องเย็บ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อและความระคายเคือง
  • คล่องตัวทุกกิจกรรม สะดวกต่อการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือสายลุยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องแว่นหลุดหรือคอนแท็กต์เลนส์หลุด
  • ปลอดภัย เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ยอมรับทั่วโลก หากอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เลสิกเหมาะกับใครบ้าง

  • คนที่ต้องการเลิกใส่แว่น/คอนแท็กต์เลนส์ มีสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
  • คนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป และมีค่าสายตาที่คงที่อย่างน้อย 1 ปี
  • คนที่มีสุขภาพตาดี กระจกตามีความหนาเพียงพอ ไม่เป็นโรคกระจกตาโป่งพอง หรือไม่มีอาการตาแห้งรุนแรง
  • สายอาชีพที่เน้นความคล่องตัว เช่น นักกีฬา นักบิน แอร์โฮสเตส หรือผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง
  • คนที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพน้อย ไม่มีโรคประจำตัวที่กระทบต่อการหายของแผล เช่น เบาหวานที่คุมไม่ได้ และไม่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

 

เลสิก vs แว่นสายตา แบบไหนดีกว่ากัน

 

เลสิก vs แว่นสายตา แบบไหนดีกว่ากัน

เลสิก

ข้อดี

  • มองเห็นชัดเจนโดยไม่ต้องสวมแว่นหรือใส่คอนแท็กต์เลนส์ ให้ความคล่องตัวสูง
  • สะดวกสำหรับผู้ที่ชอบออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาทางน้ำอย่างว่ายน้ำ ดำน้ำ ที่แว่นเป็นอุปสรรค
  • ลดภาระการดูแล ไม่ต้องกังวลเรื่องการล้างคอนแท็กต์เลนส์ แว่นหาย หรือเลนส์แตก
  • คุ้มค่าในระยะยาว หากค่าสายตาคงที่ ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานหลายปีจากการรักษาเพียงครั้งเดียว

ข้อเสีย

  • ค่าสายตาอาจกลับมาเปลี่ยนได้ในอนาคต ซึ่งอาจต้องกลับมาใส่แว่นหรือทำซ้ำ
  • ผลข้างเคียงหลังทำ มักมีอาการตาแห้งในช่วงแรก หรือเห็นแสงฟุ้งกระจายตอนกลางคืน (Glare/Halo) ซึ่งส่งผลต่อการขับรถ
  • งบประมาณสูง มีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในการผ่าตัด และมีความเสี่ยงพื้นฐานของการศัลยกรรม เช่น การติดเชื้อ
  • ข้อจำกัดด้านวัย ผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป แม้ทำเลสิกแล้วก็ยังอาจต้องพึ่งแว่นสายตายาวสำหรับอ่านหนังสืออยู่ดี

แว่นสายตา

ข้อดี

  • ปลอดภัย ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีความเสี่ยงเรื่องกระจกตาอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อน
  • ปรับเปลี่ยนง่าย เมื่อค่าสายตาเปลี่ยน ก็แค่เปลี่ยนเลนส์ใหม่ได้ทันที ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
  • ฟังก์ชันหลากหลาย เลือกเลนส์เสริมได้ตามการใช้งาน เช่น เลนส์กรองแสงสีฟ้า หรือเลนส์โปรเกรสซีฟที่มองชัดได้ทุกระยะ
  • ช่วยเสริมบุคลิกภาพ และยังเป็นเกราะป้องกันลมหรือฝุ่นละอองเข้าตาได้ในตัว
  • ประหยัดกว่า โดยรวมแล้วมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการทำเลสิก

ข้อเสีย

  • ความไม่สะดวก อาจรู้สึกเกะกะเมื่อต้องทำกิจกรรมแอ็กทิฟ หรือเวลาใส่หน้ากากอนามัยแล้วเกิดฝ้า
  • มุมมองจำกัด การมองเห็นถูกจำกัดด้วยกรอบแว่น และหากสายตาสั้นมาก เลนส์จะหนาและหนัก
  • มีโอกาสแว่นหัก แตก หรือสูญหาย ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเปลี่ยนใหม่บ่อยครั้ง

เลสิกเหมาะกับใครบ้าง

  • คนที่สายตาคงที่ บรรลุนิติภาวะแล้วและต้องการจบปัญหาการพึ่งพาแว่นในระยะยาว
  • สายกิจกรรมหรืออาชีพเฉพาะทาง นักกีฬา คนทำงานกลางแจ้ง หรืออาชีพที่มีข้อจำกัดในการสวมแว่น
  • คนที่มีสุขภาพตาพร้อม ผ่านการตรวจจากแพทย์ว่ากระจกตาหนาพอ ไม่เป็นโรคตาแห้งรุนแรง หรือกระจกตาโป่งพอง
  • คนที่เข้าใจความเสี่ยง ยอมรับข้อจำกัดได้ว่าผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลง และยอมรับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดได้

 

แว่นสายตาเหมาะกับใคร

 

แว่นสายตาเหมาะกับใคร

  • เน้นความปลอดภัย ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการผ่าตัด หรือกังวลเรื่องผลข้างเคียง
  • ค่าสายตายังไม่คงที่ กลุ่มวัยรุ่นหรือนักศึกษาที่ค่าสายตายังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
  • มีข้อจำกัดด้านสรีระดวงตา ผู้ที่มีกระจกตาบางมากหรือมีปัญหาสุขภาพตาที่แพทย์ประเมินว่าไม่ควรทำเลสิก
  • ต้องการฟังก์ชันที่ยืดหยุ่น ผู้ที่ต้องการเลนส์เฉพาะทาง เช่น เลนส์โปรเกรสซีฟ (มองได้ทุกระยะ) เลนส์กรองแสงสีฟ้า หรือเลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติ
  • ชื่นชอบแฟชั่น ผู้ที่มองว่าแว่นตาเป็นเครื่องประดับเสริมบุคลิกภาพ และสะดวกที่จะเปลี่ยนกรอบแว่นตามเทรนด์

การเตรียมตัวก่อนทำเลสิก

  1. งดใส่คอนแท็กต์เลนส์ แบบนิ่มงดอย่างน้อย 5 – 7 วัน ส่วนแบบแข็งควรงดตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง เพื่อให้กระจกตากลับคืนรูปทรงเดิม
  2. ให้ข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียด แจ้งแพทย์เรื่องโรคประจำตัว ยาที่กินประจำ โดยเฉพาะยารักษาสิวหรือยาละลายลิ่มเลือด และประวัติการผ่าตัดตา
  3. งดแต่งหน้า งดครีมบำรุง งดฉีดน้ำหอมหรือสเปรย์ผมทุกชนิด เพื่อความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อ
  4. วางแผนการเดินทางและลางาน ควรมีคนมารับ–ส่งหลังผ่าตัด เนื่องจากตาจะพร่ามัวชั่วคราว และควรพักสายตาอย่างน้อย 1 – 3 วันแรก
  5. เตรียมอุปกรณ์พักฟื้น จัดหาแว่นกันแดดคุณภาพดี น้ำตาเทียมตามแพทย์สั่ง และดูแลความสะอาดของที่พักให้ปราศจากฝุ่น
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับให้เต็มอิ่มก่อนวันผ่าตัด และทำใจให้สบายเพื่อรับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่

ผลลัพธ์หลังทำเลสิกอยู่ได้นานไหม

โดยส่วนใหญ่ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานกว่า 10 ปี หรือตลอดชีวิต หากทำในช่วงที่ค่าสายตานิ่งแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้นประมาณ 40 ปีขึ้นไป อาจมีภาวะสายตายาวตามวัย หรือมีค่าสายตาสั้นกลับมาเล็กน้อยจากพฤติกรรมการใช้สายตาหนักๆ ซึ่งอาจทำให้ต้องกลับมาใส่แว่นเฉพาะเวลาที่จำเป็น

ค่าใช้จ่ายในการทำเลสิก ประมาณเท่าไร

  • เลสิกแบบใช้ใบมีด (Conventional / SBK LASIK) ราคาประมาณ 30,000 – 40,000 บาท เป็นเทคนิคมาตรฐานที่ใช้ใบมีดอัตโนมัติสร้างแผ่นกระจกตา ก่อนใช้เลเซอร์ปรับแต่งความโค้งของกระจกตาด้านใน
  • เทคนิค PRK / Trans-PRK ราคาประมาณ 33,000 – 50,000 บาท เป็นรูปแบบที่ไม่มีการแยกชั้นกระจกตา แต่จะใช้เลเซอร์หรือการลอกผิวกระจกตาชั้นนอกสุดออกโดยตรง เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบาง หรือประกอบอาชีพ/กิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกดวงตา เช่น นักมวย ตำรวจ
  • เลสิกไร้ใบมีด (Femto-LASIK) ราคาประมาณ 45,000 – 80,000 บาท เป็นเทคนิคใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ (Femtosecond Laser) ในการสร้างแผ่นกระจกตาแทนใบมีด ทำให้แผลมีความเรียบเนียนและแม่นยำ ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับแผ่นกระจกตา
  • เทคโนโลยีเฉพาะทาง เช่น ReLEx SMILE / SMILE Pro ราคาประมาณ 60,000 – 110,000 บาทขึ้นไป เป็นนวัตกรรมล่าสุดที่แก้สายตาผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2 - 4 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา

ทำเลสิกที่โรงพยาบาลวิภาวดี

สำหรับใครที่มีปัญหาสายตา หรือต้องการความสะดวกในการใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งแว่นสายตา หรือลังเลว่าควรเลือกเลสิกหรือแว่นดี? สามารถปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมดูแล ให้คำแนะนำก่อนตัดสินใจ ภายใต้การดูแลของแพทย์ชำนาญการ เพื่อให้ได้รับการรักษา แก้ปัญหาสายตาที่ตรงจุด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณมากขึ้น

สรุป

การเลือกระหว่างเลสิกและแว่นสายตาขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และสุขภาพตาของแต่ละบุคคล โดยเลสิกเป็นนวัตกรรมใช้เลเซอร์ปรับความโค้งกระจกตาเพื่อแก้ปัญหาสายตาอย่างถาวรและแม่นยำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ต้องการความคล่องตัวสูงและมีค่าสายตาคงที่ ส่วนแว่นสายตาเป็นทางเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัด และมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับเปลี่ยนเลนส์ตามค่าสายตาที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เหมาะสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องผลข้างเคียง

การทำเลสิกจึงต้องมีการเตรียมตัวอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและผลลัพธ์ที่คุ้มค่าในระยะยาว โดยสามารถปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี แพทย์พร้อมให้คำแนะนำรูปแบบการทำเลสิกแต่ละแบบ การดูแลตัวเองหลังทำ เพื่อให้ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างตอบโจทย์ ปรับเปลี่ยนการมองเห็นให้คมชัด ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่


FAQ

ระหว่างทำเลสิกส่วนใหญ่ จะไม่รู้สึกเจ็บ เพราะจะหยอดยาชาเฉพาะที่ที่ตาก่อนผ่าตัด ทำให้รู้สึกเพียงเหมือนมีแรงกดหรือถูกสัมผัสที่ดวงตาเท่านั้น ไม่ใช่ความเจ็บปวดจริงๆ หลังทำทันทีอาจมีอาการเคืองตา แสบตา น้ำตาไหล แพ้แสงเล็กน้อย ซึ่งมักดีขึ้นภายใน 1–3 วันเมื่อพักสายตาและใช้น้ำตาเทียม/ยาตามแพทย์สั่ง

เลสิกเป็นหัตถการที่มีมาตรฐานสากลและมีความปลอดภัยสูง เมื่อดูแลโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ผู้เข้ารับบริการควรทำความเข้าใจถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการตาแห้งหรือการเห็นแสงฟุ้งในที่มืด ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้สามารถลดลงได้ด้วยการตรวจประเมินสภาพตาอย่างละเอียดและการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้ที่สายตาสั้นมากกว่า 1,000 สามารถทำได้ในบางกรณี โดยมีปัจจัยตัดสินหลักคือ ความหนาและความแข็งแรงของกระจกตา หากจักษุแพทย์ประเมินว่ากระจกตาบางเกินไปสำหรับการทำเลสิกแบบปกติ อาจมีการแนะนำทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า

บทความที่เกี่ยวข้อง