
หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดเข่าเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของอาการปวดเข่าอย่างเจาะลึก พร้อมแนะนำแนวทางการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัว วิธีการบริหารกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการดูแลตนเองหลังการผ่าตัด เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขและมั่นคงอีกครั้ง
Key Takeaways
- สาเหตุหลักของการปวดเข่า มักเกิดจากภาวะข้อเข่าเสื่อมหรือโรคข้ออักเสบที่ทำลายผิวกระดูกอ่อน ทำให้เกิดการเสียดสีจนปวดและสูญเสียการทำงาน
- ทางเลือกในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมีหลายวิธี ทั้งการเปลี่ยนข้อเข่าทั้งข้อ บางส่วน หรือการเปลี่ยนแนวกระดูก ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอายุของผู้ป่วย
- การทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอและการป้องกันการติดเชื้อหลังการผ่าตัดเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผลการผ่าตัดออกมาดีที่สุด
สารบัญบทความ
อาการปวดเข่าจนนำไปสู่การสูญเสียการทำงานของข้อเข่า มักมีสาเหตุหลักมาจากภาวะข้อเข่าอักเสบ (Arthritis) ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการเคลื่อนไหว ดังนี้
- ภาวะข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis): ภาวะข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการสึกหรอของผิวกระดูกอ่อน มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ทำให้กระดูกเสียดสีกันจนเกิดอาการปวดและข้อติดขัด
- ข้ออักเสบภายหลังอุบัติเหตุ (Post-traumatic arthritis): เกิดจากการบาดเจ็บรุนแรงหรือกระดูกหักบริเวณข้อเข่า ส่งผลให้ผิวข้อไม่เรียบและทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
- โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis): เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่ทำให้เยื่อหุ้มข้อหนาตัวขึ้น ส่งผลให้เข่าบวมแดงและทำลายเนื้อเยื่อกระดูกในระยะยาว

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee replacement surgery) เป็นวิธีการรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยศัลยแพทย์ผ่าตัดเพื่อตัดผิวข้อส่วนที่เสียหายออก แล้วนำวัสดุสังเคราะห์มาวางทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากวัสดุที่มีความทนทานสูง เช่น ไทเทเนียม (Titanium) โคบอลต์โครเมียม (Cobalt-chromium) เซรามิก (Ceramic) และพลาสติกชนิดพิเศษ โรคข้อเข่าเสื่อม วิธีรักษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ข้อเข่ากลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง
- บทความที่เกี่ยวข้อง… ทำความรู้จักการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า คืออะไร เหมาะกับใคร ช่วยรักษาอาการเกี่ยวกับเข่าอะไรได้บ้าง หาคำตอบได้ที่ : ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าดีไหม
การผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมช่วยระงับอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ไขภาวะข้อเข่าผิดรูปหรือความพิการให้กลับมามีรูปร่างปกติ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเสื่อมของข้อต่อส่วนอื่นที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการลงน้ำหนักที่ผิดสมดุล
การพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าจะขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรคเป็นรายบุคคล โดยกลุ่มผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีนี้ ได้แก่
- ผู้ที่มีอาการปวดเข่ารุนแรงจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือลุกนั่งลำบาก
- มีอาการปวดแม้ในขณะพักหรือเวลานอน
- ข้อเข่ามีการอักเสบ บวมแดงอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง
- ขยับข้อเข่าลำบาก มีอาการติดขัดขณะงอหรือเหยียดเข่า
- ข้อเข่าผิดรูป เช่น มีลักษณะเข่าโก่งออก หรือเกเข้าด้านใน
- รักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การปรับพฤติกรรม รับประทานยา หรือฉีดเข่าเสื่อมแล้วไม่ได้ผล
ส่วนใหญ่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมักทำในผู้ป่วยที่มีอายุระหว่าง 60–80 ปี ศัลยแพทย์จะประเมินจากระดับความเจ็บปวดและข้อจำกัดในการใช้ชีวิตเป็นสำคัญ

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นการรักษาผ่าตัดเข่าเสื่อม ข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ รักษาโดยศัลยแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมตามสภาพความเสื่อมของข้อและอายุของผู้ป่วย ดังนี้
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าทั้งข้อ (Total Knee Arthroplasty): TKA คือผ่าตัดหัวเข่า เปลี่ยนผิวข้อใหม่ทั้งหมด มักทำในผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะข้อเสื่อมรุนแรงในหลายตำแหน่ง หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล เพื่อให้ข้อเข่ากลับมาใช้งานได้ดีที่สุด
- การผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy): เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อายุยังไม่มากและมีลักษณะขาโก่งเพียงเล็กน้อย โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแนวการลงน้ำหนักของร่างกาย ช่วยให้เกิดการกระจายแรงในข้อเข่าให้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าบางส่วน (Unicompartmental knee replacement): พิจารณาใช้ในกรณีที่ข้อเข่ามีการเสื่อมสภาพเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น วิธีนี้ช่วยสงวนเนื้อเยื่อและกระดูกส่วนที่ดีไว้ได้มากกว่าการผ่าตัดทั้งข้อ
การเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกายและสภาพแวดล้อมก่อนเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้การพักฟื้นเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนี้
- ประเมินความพร้อมของร่างกาย: เข้ารับการตรวจร่างกายโดยแพทย์อายุรกรรมและแพทย์เฉพาะทาง เช่น อายุรแพทย์โรคหัวใจ (Cardiologist) เพื่อประเมินความเสี่ยง รวมถึงส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory test) ทั้งการตรวจเลือด ปัสสาวะ และภาพถ่ายรังสี (X-ray)
- เตรียมความพร้อมเฉพาะจุด: ตรวจสอบผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัดไม่ให้มีการอักเสบ รวมถึงจัดการปัญหาสุขภาพช่องปากและระบบปัสสาวะเพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจนส่งผลต่อข้อเข่าเทียม
- จัดการเรื่องเลือดและยา: เตรียมเลือดสำรองจากธนาคารเลือดหรือบริจาคเลือดของตนเองล่วงหน้า พร้อมทั้งแจ้งยาประจำตัวให้แพทย์ทราบ โดยเฉพาะกลุ่มยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาลดการอักเสบที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดซึ่งต้องหยุดใช้ก่อนการผ่าตัด
- ปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย: จัดเตรียมผู้ช่วยดูแลในช่วงแรก และปรับปรุงบ้านให้ปลอดภัย เช่น ติดตั้งราวจับในห้องน้ำและบันได ใช้เก้าอี้ขณะอาบน้ำ และจัดห้องพักให้อยู่ชั้นเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได

การเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าล่วงหน้า จะช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ป่วยสามารถเริ่มฝึกบริหารร่างกายตามท่าต่าง ๆ ได้ทันที ดังนี้
- ท่าที่ 1 เหยียดเข่าตรง: นั่งชิดเก้าอี้แล้วเหยียดเข่าข้างหนึ่งให้ตรงพร้อมกระดกปลายเท้าขึ้น เกร็งค้างไว้นับ 1–10 แล้วจึงวางขาลง ทำซ้ำข้างละ 20 ครั้ง
- ท่าที่ 2 ฝึกแรงต้าน: นั่งชิดเก้าอี้แล้วไขว้ขา โดยใช้ขาด้านบนกดขาด้านล่างลง ในขณะที่ขาล่างพยายามเหยียดขึ้นเพื่อต้านแรง เกร็งค้างไว้นับ 1–10 แล้วสลับข้าง ทำข้างละ 20 ครั้ง
- ท่าที่ 3 บริหารบนที่นอน: นอนหงายแล้วใช้หมอนรองใต้ข้อเข่าข้างหนึ่งให้งอเล็กน้อย ส่วนขาอีกข้างเหยียดตรง เกร็งค้างไว้นับ 1–10 แล้วสลับทำกับขาอีกข้างให้ครบข้างละ 20 ครั้ง
- ท่าที่ 4 ยกขาเหยียดตรง (Straight leg raise): นอนหงายโดยใช้หมอนรองใต้เข่าข้างหนึ่งไว้ จากนั้นเหยียดขาอีกข้างให้ตรงแล้วยกขึ้นสูงจากพื้นประมาณ 1 ฟุต เกร็งค้างไว้นับ 1–10 แล้วสลับข้าง ทำข้างละ 20 ครั้ง
กระบวนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมีขั้นตอนที่เป็นระบบ ตั้งแต่การระงับความรู้สึกไปจนถึงการฟื้นฟูหลังผ่าตัดทันที ดังนี้
- วิสัญญีแพทย์จะพิจารณาใช้วิธีดมยาสลบหรือการฉีดยาเข้าไขสันหลังตามความเหมาะสมของผู้ป่วย
- ศัลยแพทย์ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อตัดผิวข้อที่เสียออกและทดแทนด้วยวัสดุโลหะที่มีพลาสติกกั้นกลางเพื่อลดแรงเสียดสี
- หลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องสังเกตอาการในห้องพักฟื้น 1–2 ชั่วโมง ก่อนย้ายไปห้องพักผู้ป่วยเพื่อดูแลอาการต่อเนื่องอีกประมาณ 5–7 วัน
- ผู้ป่วยอาจมีสายสวนปัสสาวะเพื่อคุมปริมาณน้ำในร่างกาย และมีท่อดูดเลือดออกจากแผลผ่าตัดประมาณ 2–3 วัน
- มีการให้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่ก่อนผ่าตัดจนถึง 1–2 วันหลังผ่าตัด รวมถึงการให้น้ำเกลือและเลือดทดแทนทางหลอดเลือดดำ
ภายหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องพักฟื้นเพื่อตรวจเช็กสัญญาณชีพและป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (Deep vein thrombosis) ก่อนย้ายไปยังห้องพักผู้ป่วยเพื่อเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูตามลำดับ ดังนี้
- ช่วง 24 ชั่วโมงแรก: หลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เน้นการลดบวมโดยยกขาสูงและฝึกกระดกปลายเท้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
- วันที่ 1–2 หลังผ่าตัด: วิธีดูแลหลังผ่าตัดเข่าในช่วงนี้จะเริ่มใช้เจลเย็นประคบแผล ฝึกบริหารกล้ามเนื้อร่วมกับนักกายภาพบำบัด และหัดเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน (Walker) รวมถึงการฝึกใช้ห้องน้ำอย่างถูกวิธีเพื่อเตรียมถอดสายสวนปัสสาวะ
- วันที่ 3–4 หลังผ่าตัด: ฝึกเดินขึ้นลงบันไดและเตรียมตัวกลับบ้าน โดยแพทย์จะเปลี่ยนเป็นพลาสเตอร์กันน้ำเพื่อให้ผู้ป่วยอาบน้ำได้สะดวกขึ้น
- การบริหารร่างกายต่อเนื่อง: เมื่อกลับบ้านควรบริหารท่าเหยียดเข่าตึงและเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดอาการปวดตึงและรอยเขียวช้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงแรก
- ข้อควรระวังสำคัญ: เพื่อป้องกันการติดเชื้อ (Infection) หากต้องทำฟันหรือส่องกล้องระบบทางเดินปัสสาวะภายใน 2 ปีหลังผ่าตัด ต้องแจ้งแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะ เช่น Amoxicillin ก่อนทำหัตถการเสมอ
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมรุนแรง ช่วยระงับอาการปวดและแก้ไขความพิการให้กลับมาเดินได้ปกติ ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเตรียมตัวที่ดีและการดูแลตนเองหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานข้อเข่าในระยะยาว
โรงพยาบาลวิภาวดี ที่คลินิกกระดูกและข้อ พร้อมดูแลคุณด้วยทีมศัลยแพทย์กระดูกและข้อที่มีความเชี่ยวชาญสูงในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เรานำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เพื่อความแม่นยำในการวางตำแหน่งข้อเทียม พร้อมทีมวิสัญญีแพทย์และนักกายภาพบำบัดที่ดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดไปจนถึงการฝึกเดิน เพื่อมั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับการรักษาที่ปลอดภัยและกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง
ชนิดของข้อเข่าเทียมมีแบบไหนบ้าง
ข้อเข่าเทียม วัสดุในปัจจุบันถูกพัฒนาให้ใกล้เคียงกับสรีระตามธรรมชาติ โดยส่วนประกอบหลักมักทำจากโลหะผสมและมีหมอนรองข้อเข่าเทียมที่ผลิตจาก Polyethylene ซึ่งผ่านการฉายรังสีและเติมสาร Antioxidant เพื่อเพิ่มความทนทาน นอกจากนี้ยังมีซีเมนต์ยึดกระดูกผสมยาฆ่าเชื้อเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยอายุการใช้งานส่วนใหญ่ยาวนานกว่า 20 ปี
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเจ็บไหม
ในช่วงระหว่างการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะใช้วิธีระงับความรู้สึกด้วยการดมยาสลบหรือฉีดยาเข้าไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บ ส่วนในระยะหลังผ่าตัด 24 ชั่วโมงแรก อาจมีอาการปวดตึงบริเวณแผล ซึ่งพยาบาลจะช่วยลดความเจ็บปวดด้วยการยกขาสูง ใช้เจลเย็นประคบ และให้ยาแก้ปวดตามความเหมาะสมเพื่อความสบายตัวของผู้ป่วย
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง
แม้จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยและนิยมที่สุด แต่การผ่าตัดใหญ่อาจพบภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น การติดเชื้อ (Infection) เลือดคั่งบริเวณแผล ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ขา หรือปัญหาด้านการหายใจ อย่างไรก็ตาม ทีมแพทย์จะมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด เช่น การให้ยาปฏิชีวนะก่อนและหลังผ่าตัด รวมถึงการใช้อุปกรณ์บีบรัดปลายขาเพื่อป้องกันลิ่มเลือด