ผู้หญิงควรตรวจภายในบ่อยแค่ไหน พร้อมวิธีเตรียมตัวก่อนตรวจที่ต้องรู้

  • การตรวจภายใน คือการตรวจสุขภาพอวัยวะสืบพันธุ์สตรีโดยสูตินรีแพทย์ เพื่อเช็กความสมบูรณ์ของช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก และรังไข่ ช่วยลดความเสี่ยงโรคร้าย ผ่านการดูและคลำหาความผิดปกติ ตรวจพบเร็ว รักษาไว
  • ผู้หญิงควรตรวจภายในบ่อยแค่ไหน? ผู้หญิงควรรับการตรวจภายใน/คัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ ปีละ 1 ครั้ง 
  • การตรวจภายในต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง? ควรงดเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 24 - 48 ชั่วโมง ไม่สวนล้างหรือใช้ยาเหน็บที่ช่องคลอดเป็นเวลา 2 วัน ปัสสาวะก่อนรับการตรวจ สวมเสื้อผ้าที่สบาย และมีขั้นตอนการตรวจเริ่มจากการซักประวัติสุขภาพ เตรียมตัวและเปลี่ยนชุด ทำความสะอาดร่างกาย จัดท่าบนเตียงตรวจ ตรวจด้วยเครื่องมือ

การตรวจภายใน เป็นการตรวจสุขภาพที่ผู้หญิงควรเข้ารับการตรวจภายในและตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ ปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 25 - 30 ขึ้นไป หรือเคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน แม้สุขภาพร่างกายยังปกติแข็งแรงดีก็ตาม การตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้แพทย์พบสัญญาณเตือนหรือความผิดปกติต่างๆ ภายในร่างกายของผู้หญิงตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตกขาวผิดปกติ เนื้องอก มะเร็ง ซึ่งทำให้กระบวนการรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของผู้หญิง

ตรวจภายในคืออะไร

การตรวจภายใน (Pelvic Examination) คือการตรวจสุขภาพอวัยวะสืบพันธุ์สตรีโดยสูตินรีแพทย์ เพื่อเช็กความสมบูรณ์ของช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก และรังไข่ ผ่านการดูและคลำหาความผิดปกติ ทั้งเนื้องอก วีซีสต์ อาการติดเชื้อ หรือคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งผู้หญิงทุกคนควรเข้ารับการตรวจเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันและดูแลสุขภาพอยู่เสมอ

 

ทำไมผู้หญิงควรตรวจภายใน

 

ทำไมผู้หญิงควรตรวจภายใน

  • ตรวจเช็กและคัดกรองความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้อย่างละเอียด
  • ตรวจพบเร็ว รักษาไว เมื่อพบรอยโรคได้เร็ว จะช่วยให้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างทันท่วงที
  • ช่วยป้องกันและติดตามอาการไม่ให้โรคลุกลามหรือรุนแรงขึ้นในอนาคต
  • ค้นหาโรคที่ไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น เช่น เนื้องอกมดลูก หรือมะเร็งปากมดลูกระยะแรก
  • ลดความเสี่ยงโรคร้าย แม้ไม่มีอาการผิดปกติก็ควรตรวจ เพื่อสร้างความมั่นใจและป้องกันการเกิดโรคร้ายแรง

ข้อดีของการตรวจภายใน

การตรวจภายในเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพสตรีที่ช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นซีสต์ เนื้องอก หรือความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูก ซึ่งช่วยให้การรักษาง่ายขึ้นและลดความเสี่ยงการลุกลามของมะเร็งทางนรีเวชได้ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสดีที่จะช่วยให้ผู้หญิงเข้าใจสัญญาณเตือนของร่างกายตนเองได้ชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องรอบเดือนหรือตกขาวที่ผิดปกติ ช่วยลดความวิตกกังวลสะสมและสร้างความอุ่นใจในการใช้ชีวิต

การตรวจภายในผู้หญิง ควรเริ่มเมื่อไร

โดยทั่วไปผู้หญิงควรเริ่มตรวจภายในตั้งแต่อายุ 21 ปี และเข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี พร้อมตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) ทุก 3 ปี จนถึงอายุ 65 ปี ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาความถี่ที่เหมาะสมตามประวัติสุขภาพส่วนตัวและประวัติครอบครัว โดยเฉพาะความเสี่ยงเรื่องมะเร็งปากมดลูกหรือรังไข่ 

หากพบอาการผิดปกติควรเข้าพบสูตินรีแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ เช่น มีอาการปวดอุ้งเชิงกรานหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกทางช่องคลอดหรือตกขาวผิดปกติ สงสัยว่าติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงคนที่กำลังวางแผนหรืออยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ เพื่อการวินิจฉัยและดูแลสุขภาพได้อย่างรวดเร็ว

 

ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจภายใน

 

ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจภายใน

  • ผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์ แนะนำให้เริ่มตรวจเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกไปแล้ว 3 ปี เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงต่างๆ
  • ผู้หญิงวัย 25-30 ปีขึ้นไป (แม้ยังโสด) ถึงแม้จะไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ก็ควรเริ่มตรวจเพื่อคัดกรองเนื้องอก ซีสต์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ตามวัย
  • ผู้ที่วางแผนมีบุตร เพื่อตรวจเช็กความพร้อมสมบูรณ์ของมดลูกและรังไข่ เตรียมความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย
  • ผู้หญิงวัยทำงานจนถึงวัยหมดประจำเดือน เป็นช่วงวัยที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงและมีความเสี่ยงสูงขึ้น จึงควรตรวจเช็กความผิดปกติอย่างต่อเนื่อง

ความผิดปกติที่ต้องตรวจภายในทันที

  • ประจำเดือนมาผิดปกติ มามากกว่าปกติ หรือมีเลือดปนลิ่มเลือดขนาดใหญ่
  • มีตกขาวผิดปกติ มีสีเขียว เหลือง ปนเลือด หรือมีกลิ่นรุนแรง
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • ท้องใหญ่ผิดปกติ คลำพบก้อนบริเวณท้องน้อย
  • เลือดออกผิดปกติที่ช่องคลอด ไม่ว่าจะเลือดออกกะปริบกะปรอย เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือเลือดออกหลังหมดประจำเดือน
  • ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง หรือเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีตุ่มนูน ผื่นคัน หรือแผลบริเวณปากช่องคลอด
  • เจ็บหรือแสบในช่องคลอด ระหว่างหรือหลังมีเพศสัมพันธ์

ตรวจภายใน ตรวจอะไรบ้าง

  1. Pap Smear เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้การป้ายเซลล์บริเวณปากมดลูกแล้วนำไปส่องกล้อง ตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาความผิดปกติของเซลล์ที่อาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งในอนาคต
  2. ThinPrep Pap Test เป็นวิธีที่พัฒนาต่อยอดจาก Pap Smear โดยการเก็บเซลล์ลงในน้ำยารักษาสภาพ จากนั้นกำจัดสิ่งปนเปื้อนด้วยระบบอัตโนมัติในการเตรียมสไลด์ เพื่อช่วยให้เซลล์เรียงตัวสวยและเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย
  3. HPV DNA Test การตรวจวิเคราะห์เซลล์ด้วยวิธี ThinPrep ควบคู่ไปกับการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นต้นเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก ทำให้ตรวจพบความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะที่เซลล์ยังไม่ทันเริ่มผิดปกติ
  4. Co-Test เหมาะสำหรับผู้หญิงอายุ 30-65 ปี ตรวจวิธี Pap Smear ควบคู่กับ HPV DNA Test เพื่อหาเชื้อไวรัสสายพันธุ์เสี่ยงสูง 
  5. Self HPV Test เป็นทางเลือกใหม่ที่ผู้หญิงสามารถเก็บตัวอย่างเซลล์จากช่องคลอดได้ด้วยตัวเองเพื่อส่งตรวจหาเชื้อ HPV ช่วยลดความกังวลและความเขินอาย ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวและเข้าถึงการตรวจคัดกรองได้สะดวกขึ้น 

ตรวจภายในเจ็บไหม

การตรวจภายในส่วนใหญ่จะไม่ได้เจ็บอย่างที่กังวล แต่อาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือหน่วงบริเวณท้องน้อยคล้ายอาการปวดประจำเดือนเล็กน้อย โดยปกติจะใช้เวลาสั้นๆ 15-30 นาที ระหว่างการตรวจหากผู้เข้ารับการตรวจพยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ไม่เกร็งตัว จะช่วยลดอาการอึดอัดได้มาก หากรู้สึกเจ็บมากจนทนไม่ไหว สามารถแจ้งแพทย์ให้ทราบได้ทันที

 

ตรวจภายในต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

 

ตรวจภายในต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

  1. งดเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 24 - 48 ชั่วโมง
  2. ไม่สวนล้างหรือใช้ยาเหน็บที่ช่องคลอดเป็นเวลา 2 วัน
  3. ตรวจหลังประจำเดือนหมด หรือก่อนมีประจำเดือนรอบถัดไป 1 สัปดาห์
  4. ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนรับการตรวจ
  5. สวมเสื้อผ้าที่สบาย ไม่รัดรูป

ขั้นตอนตรวจภายในผู้หญิงทำอย่างไร

  1. การซักประวัติสุขภาพ แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความผิดปกติที่พบ เช่น รอบเดือนที่คลาดเคลื่อน อาการปวดท้องน้อย หรือปัญหาเลือดออกผิดปกติ
  2. เตรียมตัวและเปลี่ยนชุด เจ้าหน้าที่จะให้เปลี่ยนชุดตามที่สถานพยาบาลจัดเตรียมไว้ เพื่อความสะดวกและเหมาะสมต่อการตรวจ
  3. ทำความสะอาดร่างกาย ผู้เข้ารับการตรวจควรเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะให้เรียบร้อยและทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกก่อนเริ่มการตรวจ
  4. จัดท่าบนเตียงตรวจ ก้าวขึ้นนอนบนเตียงสำหรับตรวจนรีเวชโดยเฉพาะ (เตียงขาหยั่ง) เพื่อให้แพทย์สามารถเข้าถึงและประเมินอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้อย่างชัดเจน
  5. ตรวจด้วยเครื่องมือ (ปากเป็ด) แพทย์จะเลือกขนาดอุปกรณ์ที่เหมาะสมสอดเข้าไป เพื่อตรวจเช็กสภาพเนื้อเยื่อภายในช่องคลอดและปากมดลูกอย่างละเอียด

โรคที่มักพบเมื่อตรวจภายใน

  • เนื้องอกในมดลูก เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่พบมากในผู้หญิงวัย 35 ปีขึ้นไป มักส่งผลให้ประจำเดือนมามาก ปวดท้องน้อย หรือกดทับกระเพาะปัสสาวะจนปัสสาวะบ่อย
  • ถุงน้ำในรังไข่ ภาวะถุงน้ำหรือก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นบริเวณรังไข่ มักมีอาการไม่ชัดเจน และหายได้เอง
  • ช็อกโกแลตซีสต์ ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในรังไข่ สาเหตุหลักของอาการปวดประจำเดือนรุนแรง ปวดท้องน้อยเรื้อรัง และภาวะมีบุตรยาก
  • มะเร็งปากมดลูก ตรวจพบได้จากการคัดกรองเซลล์ผิดปกติ (Pap Smear) หรือเชื้อ HPV เพื่อยับยั้งและรักษาก่อนที่โรคจะลุกลาม
  • ช่องคลอดอักเสบ การติดเชื้อที่ทำให้เกิดตกขาวผิดปกติ เช่น เชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย
  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจหาการติดเชื้อเฉพาะทาง เช่น หูดหงอนไก่ หนองในแท้/เทียม หรือเริม
  • ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก ก้อนเนื้อขนาดเล็กที่เป็นสาเหตุสำคัญของอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
  • มดลูกหย่อน ภาวะที่มดลูกเคลื่อนตัวต่ำลงมาในช่องคลอด มักพบในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีประวัติมีบุตรหลายคน

 

ผู้หญิงควรตรวจภายในบ่อยแค่ไหน

 

ผู้หญิงควรตรวจภายในบ่อยแค่ไหน

ผู้หญิงทุกคนควรตรวจภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและเฝ้าระวังความสมบูรณ์ของระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25-30 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจประเมินหาความผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ

กรณีใดที่สามารถหยุดตรวจภายในได้

กรณีที่เลื่อนตรวจภายในได้

  • ช่วงมีประจำเดือน ควรเลื่อนการตรวจออกไปก่อน เนื่องจากเลือดจะบดบังเซลล์และทำให้ผลตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) เกิดความคลาดเคลื่อนได้
  • ช่วงที่เพิ่งใช้ยาเหน็บหรือสวนล้างช่องคลอด ควรงดการใช้ยาสอด ยาเหน็บ หรือการสวนล้างช่องคลอดอย่างน้อย 48 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพื่อไม่ให้ตัวยาหรือการทำความสะอาดรบกวนสภาพเซลล์ภายใน
  • ช่วงหลังการมีเพศสัมพันธ์ แนะนำให้งดการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่อาจปนเปื้อนในตัวอย่างเซลล์
  • หากมีแผลบริเวณอวัยวะเพศ หรือมีอาการปวดรุนแรงจนไม่สามารถสอดเครื่องมือตรวจได้ ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินหรือรักษาอาการอักเสบเบื้องต้นก่อน

กรณีที่หยุดตรวจภายในได้

  • ผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป หากมีประวัติผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) เป็นปกติอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 10 ปีล่าสุด สามารถพิจารณาหยุดตรวจได้ตามดุลยพินิจของแพทย์
  • ผู้ที่ผ่าตัดมดลูกและปากมดลูกออกทั้งหมด ในกรณีที่ไม่ได้ผ่าตัดเพราะเนื้อร้าย (มะเร็ง) และตรวจไม่พบเซลล์ผิดปกติก่อนหน้า อาจไม่ต้องตรวจคัดกรองต่อ แต่ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อยืนยันประเภทการผ่าตัด ว่ายังจำเป็นต้องติดตามอาการหรือตรวจเช็กส่วนที่เหลือหรือไม่

ตรวจภายในที่โรงพยาบาลวิภาวดี

การตรวจภายใน เป็นการตรวจสุขภาพที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม เพราะหากรับการตรวจภายในจะช่วยให้พบความผิดปกติได้รวดเร็ว และทำการรักษาได้ทันท่วงที โดยการตรวจภายในสามารถตรวจได้ที่ศูนย์สุขภาพสตรีและสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้คำปรึกษา การตรวจวินิจฉัย ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย และแพทย์ผู้ชำนาญการ ทำให้การดูแลสุขภาพของผู้หญิงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ ยากต่อการมองข้าม

สรุป

การตรวจภายในเป็นการตรวจสุขภาพระบบสืบพันธุ์ที่ผู้หญิงควรเข้ารับการตรวจเป็นประจำทุกปี แม้ร่างกายจะปกติดีเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและค้นหาความผิดปกติอย่างเนื้องอกหรือซีสต์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและป้องกันการลุกลามได้ทันท่วงที ช่วยให้เข้าใจสุขภาพร่างกายและสร้างความอุ่นใจในระยะยาวได้ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการตรวจในช่วงมีประจำเดือนหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ 1-2 วันเพื่อให้ผลตรวจแม่นยำที่สุด

หากต้องการปรึกษาหรือรับการตรวจสุขภาพของผู้หญิง แนะนำที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมตรวจวินิจฉัย รักษาอย่างตรงจุด ช่วยให้การรักษาสุขภาพของผู้หญิงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ก่อนร่างกายจะส่งสัญญาณผิดปกติ


FAQ

ผู้หญิงที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไปหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรเข้ารับการตรวจภายในเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและเฝ้าระวังความผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หากผลตรวจปกติ แพทย์อาจพิจารณาให้เว้นระยะการตรวจเป็นทุก 3-5 ปีได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การตรวจภายใน สามารถตรวจอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง โดยตรวจทั้งปากช่องคลอด ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ และกระเพาะปัสสาวะ เพื่อหาความผิดปกติภายในต่างๆ เช่น ตกขาว มีก้อนหรือถุงน้ำ เนื้องอก ฯลฯ

เมื่อตรวจภายในอาจรู้สึกอึดอัด เบาไม่สบายตัว หรือรู้สึกเย็นและตึงบริเวณท้องน้อยขณะแพทย์สอดอุปกรณ์เพื่อขยายช่องคลอด แต่โดยทั่วไปแล้วขั้นตอนดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรง และใช้เวลาเพียง 15-30 นาที

ในการตรวจภายใน จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที โดยแพทย์จะทำการตรวจ ขั้นตอนนี้อาจรู้สึกไม่สบายตัวได้ จึงแนะนำให้ผ่อนคลาย หายใจเข้าลึกๆ และปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งทุกครั้ง

ค่าใช้จ่ายในการตรวจภายในเริ่มต้นที่ประมาณ 550 - 800 บาท สำหรับรายการพื้นฐาน แต่หากต้องการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Pap Smear หรือ ThinPrep ราคาจะขยับขึ้นไปที่ 1,200 - 1,900 บาท ทั้งนี้หากมีการตรวจเจาะลึกอย่าง HPV DNA หรือทำอัลตราซาวด์ร่วมด้วย งบประมาณอาจอยู่ที่ 2,500 - 5,000 บาท โดยราคาจะขึ้นอยู่กับประเภทของสถานพยาบาลและรายการตรวจที่เลือก

การตรวจภายในมาตรฐาน แพทย์จะทำการสังเกตและใช้นิ้วมือคลำเพื่อประเมินความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งภายนอกและภายในเบื้องต้น ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก Pap Smear ThinPrep HPV DNA Test ตรวจอัลตราซาวด์ เป็นการใช้คลื่นเสียงสะท้อนภาพเพื่อตรวจเช็กมดลูกและรังไข่โดยละเอียดว่ามีเนื้องอกหรือซีสต์หรือไม่ ซึ่งทำได้ทั้งผ่านทางหน้าท้องและทางช่องคลอด ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ เป็นการตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีพีซีอาร์เพื่อค้นหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างแม่นยำ

อายุเพียง 17 ปีก็สามารถเข้ารับการตรวจภายในได้ทันทีโดยไม่ต้องรอจนถึงอายุ 25 ปีหรือรอให้มีเพศสัมพันธ์ก่อน โดยเฉพาะเมื่อสังเกตพบสัญญาณเตือนหรืออาการผิดปกติ เช่น รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ อาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง ตกขาวมีสีหรือกลิ่นที่ผิดแปลกไป รวมถึงในกรณีที่สงสัยว่าอาจมีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ

ไม่จำเป็นต้องโกนขนบริเวณอวัยวะเพศก่อนเข้ารับการตรวจภายใน เนื่องจากแพทย์สามารถดำเนินการตรวจและวินิจฉัยความผิดปกติต่างๆ ได้ตามปกติ

บทความที่เกี่ยวข้อง