- โรคกระเพาะอาหารอักเสบคือภาวะที่เยื่อบุในกระเพาะอาหารระคายเคืองจนเกิดการบวม แดง หรือมีแผล ระคายเคือง ทำให้มีอาการปวดท้อง แสบร้อน มีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง
- โรคกระเพาะอาหารอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (H. pylori) ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ สูบบุหรี่ กินอาหารรสจัดเป็นประจำ กรดไหลย้อนจากลำไส้เล็กกลับเข้าสู่กระเพาะ โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง การติดเชื้อไวรัส เชื้อรา หรือปรสิตบางชนิด และอายุที่มากขึ้น
- อาการที่พบบ่อยในโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ แสบร้อนกลางอก แสบท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง เรอเปรี้ยว เรอบ่อย คลื่นไส้ อาเจียนเป็นครั้งคราว อิ่มเร็วผิดปกติ เบื่ออาหาร รู้สึกไม่สบายท้องเรื้อรัง
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ คือ ภาวะที่เยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบ ระคายเคือง หรือถูกทำลาย ทำให้มีอาการปวด แสบร้อน แน่นท้อง คลื่นไส้ หรืออาหารไม่ย่อย ซึ่งอาจเกิดแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น แผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาว
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคกระเพาะอาหารอักเสบอย่างครบถ้วน ตั้งแต่สาเหตุ อาการ แนวทางการรักษา ไปจนถึงวิธีป้องกัน เพื่อให้คุณสามารถดูแลสุขภาพกระเพาะอาหารได้อย่างถูกต้องและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ คืออะไร?
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ คือเยื่อบุในกระเพาะอาหารระคายเคืองจนเกิดการบวม แดง หรือมีแผล ซึ่งปกติกระเพาะจะมีกลไกป้องกันกรดและน้ำย่อยอยู่แล้ว แต่หากกลไกนี้เสียไปก็จะเกิดการอักเสบขึ้นได้ โดยโรคเป็นโรคในระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อย สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง หากปล่อยไว้นานๆ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในกระเพาะ หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ และมักมีอาการเป็นๆ หายๆ สูงถึง 80%
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Dec%203_Article.jpg)
ประเภทของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
โรคกระเพาะอาหารอักเสบสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะการเกิดและระยะเวลาของการอักเสบ โดยแต่ละประเภทมีความรุนแรง อาการ และแนวทางการดูแลรักษาที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจประเภทของโรคจะช่วยให้สังเกตอาการและดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม
- กระเพาะอาหารอักเสบเฉียบพลัน (Acute Gastritis) เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการชัดเจน เช่น ปวดท้อง จุกแน่น คลื่นไส้ อาเจียน มักเกิดจากการติดเชื้อ การกินอาหารระคายกระเพาะ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาแก้ปวดบางชนิด
- กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง (Chronic Gastritis) เป็นการอักเสบที่เป็นอยู่นาน อาการค่อยเป็นค่อยไปหรือไม่ชัดเจน สาเหตุพบบ่อยคือการติดเชื้อ H. pylori การใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง หรือพฤติกรรมการกินที่กระตุ้นกระเพาะเป็นเวลานาน
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ สาเหตุเกิดจากอะไร?
โรคกระเพาะอาหารอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า เอช.ไพโลไร (H.pylori) ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังหรืออาจเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ สาเหตุที่เกิดการอักเสบมีดังนี้
- การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (H. pylori)
- การใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน
- การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
- ความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ
- การสูบบุหรี่
- การกินอาหารรสจัด มัน เผ็ด หรือเปรี้ยวจัดเป็นประจำ
- กรดไหลย้อนจากลำไส้เล็กกลับเข้าสู่กระเพาะ (Bile reflux)
- โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune gastritis)
- การติดเชื้อไวรัส เชื้อรา หรือปรสิตบางชนิด
- อายุที่มากขึ้น
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Dec%203_Article2.jpg)
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ อาการที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?
- ปวดจุกแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่
- แสบร้อนกลางอก หรือ แสบท้อง
- ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง
- เรอเปรี้ยว เรอบ่อย
- คลื่นไส้ อาเจียนเป็นครั้งคราว
- อิ่มเร็วผิดปกติ
- เบื่ออาหาร
- รู้สึกไม่สบายท้องเรื้อรัง
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ อาการที่ต้องไปพบแพทย์ทันที
- ปวดท้องรุนแรงมาก หรือปวดเฉียบพลันผิดปกติ
- อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนสีดำคล้ายกากกาแฟ
- ถ่ายอุจจาระสีดำ เหนียว มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
- เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม หรืออ่อนเพลียมาก (อาจเกิดจากเสียเลือด)
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อาเจียนต่อเนื่อง กินอะไรไม่ได้ หรือดื่มน้ำไม่ได้
- กลืนลำบาก เจ็บเวลากลืน หรือรู้สึกอาหารติดคอ
- มีไข้ร่วมกับอาการปวดท้อง
- ปวดท้องร่วมกับตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ
- เคยมีประวัติเกิดเลือดออกในกระเพาะ หรือแผลในกระเพาะ แล้วมีอาการซ้ำ
การตรวจวินิจฉัยโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
- ซักประวัติและประเมินอาการ
- ตรวจร่างกายบริเวณช่องท้อง
- การตรวจหาเชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori)
- การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (Gastroscopy)
- การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)
- การตรวจเลือด
- การตรวจอุจจาระ
- การเอกซเรย์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ในบางกรณี)
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Dec%203_Article3.jpg)
โรคกระเพาะอาหารอักเสบมีวิธีรักษาอย่างไร?
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ มักมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ หรือแน่นท้องที่เกิดจากการระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะ สามารถรักษาได้ด้วยยา ปรับพฤติกรรม และติดตามผลอยู่เสมอ เพื่อให้อาการดีขึ้น มีวิธีรักษาดังนี้
การรักษาด้วยยา
1.ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยลดการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะ ทำให้อาการปวด แสบร้อน และแน่นท้องดีขึ้น ได้แก่
- Proton Pump Inhibitors (PPI) เช่น Omeprazole, Esomeprazole, Pantoprazole
- H2 receptor blockers เช่น Ranitidine, Famotidine
2.ยาลดกรด (Antacids)
- เป็นยาตัวแรกที่ใช้มานาน เพื่อลดอาการที่เกิดขึ้น และป้องกันการระคายเคืองของกระเพาะอาหาร โดยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารสามารถทานยาได้ตลอดเวลา ออกฤทธิ์ระยะสั้น เช่น Aluminium hydroxide, Magnesium hydroxide
3.ยาเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร
- ช่วยป้องกันไม่ให้กรดกัดเยื่อบุกระเพาะ เช่น Sucralfate, Bismuth compounds
4.Histamine receptor antagonists โดยจะช่วยยับยั้งการหลั่งกรด การรักษาด้วยยานี้จะได้ผลเมื่อใช้นานประมาณ 1 เดือน
5.Mucosal protective agents มีผลในการเคลือบแผลทำให้หายได้เร็วขึ้น ไม่ให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินอาหาร
6.การกำจัดเชื้อ Helicobacter pylori (ถ้ามี) เมื่อมีการตรวจพบจะพิจารณาให้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์ แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อร่วมกับยาลดกรดเป็นเวลา 10 – 14 วัน เช่น PPI + Amoxicillin + Clarithromycin
การปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิต
- กินอาหารตรงเวลาทุกมื้อ เน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย หากแน่นท้องให้แบ่งกินมื้อละน้อยแต่บ่อยครั้ง
- หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและของมัน รวมถึงงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาเฟอีน
- งดสูบบุหรี่ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด กลุ่มแอสไพรินและยาแก้ปวดข้อกระดูกโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- กินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และต่อเนื่องอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์ ไม่ซื้อยากินเอง
- ดูแลสุขภาพจิตและพักผ่อน ไม่เครียดหรือวิตกกังวล นอนหลับให้เพียงพอ
- เฝ้าระวังอาการผิดปกติ เช่น ถ่ายดำ ซีด น้ำหนักลด หรือกลืนลำบาก ให้รีบพบแพทย์ทันที
การติดตามผลและเฝ้าระวัง
หลังรับการรักษาควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดทุก 1-2 สัปดาห์ หากดีขึ้นให้กินยาต่อเนื่องจนครบ 4-8 สัปดาห์ตามแพทย์สั่ง แต่หากยังปวดท้องรุนแรงหรืออาการกลับมาเป็นซ้ำต้องรีบกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินใหม่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุควรเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ถ่ายดำ อาเจียนเป็นเลือด เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลดผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของเลือดออกในกระเพาะหรือกระเพาะทะลุ นอกจากนี้ แพทย์อาจใช้วิธีส่องกล้อง ตรวจเลือด หรือตรวจหาเชื้อ H. pylori ซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าอาการอักเสบทุเลาลงและป้องกันการลุกลาม
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Dec%203_Article4.jpg)
การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะ
เมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ วิธีดูแลตัวเองเพื่อให้อาการดีขึ้น ไม่กลับมาเป็นซ้ำ สามารถดูแลตัวเองได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น รับประทานตรงเวลา แบ่งมื้อน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง เคี้ยวช้าๆ และหลีกเลี่ยงการนอนทันทีหลังกินเพื่อลดกรดไหลย้อน โดยอาหารที่ควรและไม่ควรรับประทานมีดังนี้
1.อาหารที่ควรรับประทาน
- ข้าวต้ม โจ๊ก ซุปใส
- อกไก่ ปลานึ่ง เต้าหู้ ไข่ต้ม (เน้นไข่ขาว)
- ผักสุกนุ่ม เช่น แคร์รอต บรอกโคลีต้ม
- ผลไม้ไม่เปรี้ยว เช่น กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก แอปเปิล ลูกแพร์
2.อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารเผ็ดรสจัด เปรี้ยว เค็ม
- ของทอด เนื้อมัน กะทิ ชีส
- ชา กาแฟ น้ำอัดลม แอลกอฮอล์
- ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว สูบบุหรี่ และนมสด
ภาวะแทรกซ้อนของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
- แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer)
- เลือดออกในกระเพาะอาหาร
- ภาวะโลหิตจาง (Anemia)
- กระเพาะอาหารทะลุ (Gastric perforation)
- กระเพาะอาหารตีบ (Gastric outlet obstruction)
- กระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง
- เยื่อบุกระเพาะฝ่อ (Atrophic gastritis)
- ภาวะขาดวิตามิน B12
- เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร
- คุณภาพชีวิตลดลงจากอาการเรื้อรัง
การป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
- รับประทานอาหารให้ตรงเวลาและไม่ปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป
- หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นกระเพาะอาหาร
- งดหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
- งดสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs โดยไม่จำเป็น
- รักษาความสะอาดอาหารและมือก่อนรับประทานอาหาร
- จัดการความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงการกินอาหารมากเกินไปในแต่ละมื้อ
- ตรวจสุขภาพและพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ
- รับประทานอาหารที่ช่วยปกป้องกระเพาะอาหาร
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ กี่วันหาย?
หลายคนอาจกังวลว่าเมื่อเป็นโรคกระเพาะอักเสบแล้ว กี่วันหาย? จริงๆ แล้วโรคนี้มักเป็นๆ หายๆ และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ตลอดหากไม่ดูแลตัวเองให้ดี แม้หลังกินยาอาการปวดมักจะดีขึ้นภายใน 3-7 วัน แต่จำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องนานถึง 4-8 สัปดาห์เพื่อให้แผลหายสนิท ดังนั้นจึงต้องมีวินัยในการรักษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นใหม่
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Dec%203_Article4%20copy.jpg)
รักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ที่โรงพยาบาลวิภาวดี
อาการโรคกระเพาะอาหารอักเสบ เป็นภาวะทางสุขภาพที่พบได้ในทุกวัย และไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าไม่ระมัดระวังอาจมีอาการรุนแรงขึ้นได้ โดยสามารถเข้ารับการรักษา ตรวจช่องท้องโดยการอัลตราซาวด์ หรือประเมินสุขภาพของตนเองด้วยแพ็กเกจตรวจสุขภาพเฉพาะทาง ได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย ทำให้แพทย์พบเห็นความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ ทำการรักษา และติดตามอาการได้อย่างเหมาะสม
สรุป
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เป็นความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่สามารถพบได้ในทุกช่วงวัย มาจากเยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ระคายเคือง หรือถูกทำลาย โดยสามารถเป็นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง หากปล่อยไว้นานๆ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ อาการของโรคนี้มักรู้สึกแสบท้อง ปวดท้อง เรอบ่อย คลื่นไส้ อิ่มเร็วผิดปกติ อาเจียนในบางครั้ง
หากเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบควรรีบพบแพทย์และรับการรักษาทันที โดยวิธีรักษาจะเน้นการรับประทานยากลุ่มลดกรด เคลือบกระเพาะ ปรับพฤติกรรม และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ที่โรงพยาบาลวิภาวดี มีอุปกรณ์ทันสมัย และดูแลบริการอย่างจริงใจ โดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ตั้งแต่ประเมินร่างกาย ตรวจอาการต่างๆ ไปจนถึงการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมั่นใจและมีความสุข
FAQ
แม้โรคกระเพาะอาหารอักเสบจะรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูงหากละเลยการปรับพฤติกรรม ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด ของมัน ของดอง อาหารแปรรูป ผลไม้เปรี้ยวจัด รวมถึงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนและแอลกอฮอล์
โรคกระเพาะอาหารอักเสบสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการกินยาตามแพทย์สั่งควบคู่กับการปรับพฤติกรรม ควรเลือกกินอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายและช่วยบำรุงกระเพาะ เช่น ข้าวต้ม ปลา ไก่ ไข่ ผักต้ม กล้วย โยเกิร์ต ขมิ้น และดื่มน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น
โรคกระเพาะอาหารอักเสบเป็นโรคเรื้อรัง มักมีอาการเป็นๆ หายๆ และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย จึงต้องได้รับยารักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แผลหายสนิทและควบคุมอาการไม่ให้กำเริบ
แม้โรคกระเพาะอาหารอักเสบและกรดไหลย้อนจะมีอาการคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วไม่เหมือนกัน โรคกระเพาะมักมีอาการปวดแน่นท้องใต้ลิ้นปี่สัมพันธ์กับมื้ออาหาร ส่วนกรดไหลย้อนจะมีอาการแสบร้อนกลางอกลามขึ้นมาถึงคอและเรอเปรี้ยวหลังกินอาหารประมาณ 30-60 นาที ทั้งนี้โรคกระเพาะอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนตามมาได้ และหากปล่อยให้เรื้อรังทั้งสองโรคก็อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงในอนาคต
ควรนอนตะแคงซ้าย เพื่อให้กระเพาะอยู่ต่ำกว่าหลอดอาหาร ซึ่งช่วยใช้แรงโน้มถ่วงป้องกันน้ำย่อยไหลย้อนกลับขึ้นมา และควรหลีกเลี่ยงการนอนหงายราบหรือนอนตะแคงขวา เพื่อลดอาการแสบร้อนกลางอกและเรอเปรี้ยวในช่วงกลางคืน
สามารถติดต่อได้หากมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ซึ่งแพร่กระจายผ่านอาหาร น้ำดื่ม หรือการใช้ภาชนะร่วมกับผู้ติดเชื้อ
การอาเจียนเป็นเลือดหรืออาเจียนเป็นสีน้ำกาแฟ เป็นสัญญาณอันตรายของโรคกระเพาะอาหารอักเสบรุนแรงหรือแผลในกระเพาะที่มีเลือดออก ซึ่งมักมาคู่กับอุจจาระสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย หากมีอาการเหล่านี้ถือเป็นภาวะที่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
“โรคกระเพาะ” เป็นคำกว้างๆ ที่ครอบคลุมทั้งกระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งมักเกิดจากกรดเกินหรือการติดเชื้อ และแผลในกระเพาะอาหาร ที่มีลักษณะเป็นแผลชัดเจน โดยแบบที่มีแผลจะรักษาหายยากกว่าและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง