- โรคเบาหวาน เป็นภาวะเรื้อรังที่ร่างกายไม่สามารถจัดการกับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการขาดแคลนฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน หรือภาวะดื้ออินซูลินของเซลล์ ทำให้น้ำตาลสะสมในกระแสเลือดสูงกว่าปกติเป็นเวลานาน
- เบาหวานมีกี่ชนิด? แบ่งเป็น 4 ชนิด ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดที่ 2 เบาหวานขณะตั้งครรภ์ และเบาหวานชนิดอื่นๆ
- วิธีเช็กอาการเบาหวาน ทำได้ด้วยการสังเกตอาการผิดปกติ ประเมินปัจจัยเสี่ยง ตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว ใช้แถบตรวจปัสสาวะ และควรตรวจสุขภาพประจำปี
- อาหารที่เบาหวานสามารถทานได้ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ผักใบเขียว ผักหลากสี ผลไม้หวานน้อย โปรตีนไขมันต่ำ ถั่วและธัญพืช ไขมันดี นมไขมันต่ำ และนมปราศจากไขมัน
โรคเบาหวาน ไม่ใช่แค่เรื่องของการรับประทานของหวานมากเกินไป แต่เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญทั่วร่างกาย สามารถแบ่งประเภทได้ตามสาเหตุการเกิด แต่ละประเภทเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละประเภทจะใช้วิธีรักษาที่แตกต่างกัน โดยบทความนี้มีคำตอบว่าเบาหวานมีกี่ชนิดบ้าง?
โรคเบาหวานคืออะไร
โรคเบาหวาน เป็นภาวะเรื้อรังที่ร่างกายไม่สามารถจัดการกับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการขาดแคลนฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน หรือภาวะดื้ออินซูลินของเซลล์ ทำให้น้ำตาลสะสมในกระแสเลือดสูงกว่าปกติเป็นเวลานาน หากไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม น้ำตาลที่สูงเกินไปจะค่อยๆ ทำลายระบบอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ไต ตา และระบบประสาท นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย
/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Apr%20Article%205%20(%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B8%A1%E0%B8%B5%20%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%20%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94)_Article.jpg)
เบาหวานมีกี่ประเภท อะไรบ้าง
เมื่อพูดถึงโรคเบาหวาน หลายคนอาจสงสัยว่าเบาหวานมีกี่ชนิด? แต่ละชนิดจะแบ่งสาเหตุตามกลไกการเกิดโรค กลุ่มเสี่ยง และวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน จึงต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง เพื่อรับการรักษาอาการเบาหวานอย่างเหมาะสม โดยแบ่งได้ดังนี้
เบาหวานชนิดที่ 1
เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ตับอ่อนจนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย หรือผลิตได้น้อยมาก มักพบในเด็กหรือผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปี โดยมักมีรูปร่างผอมและมีอาการรุนแรงฉับพลัน เช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำจัด และน้ำหนักลดฮวบ เบาหวานชนิดนี้จำเป็นต้องฉีดอินซูลินทดแทนตลอดชีวิต หากขาดยาอาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (DKA) ซึ่งเป็นอันตรายถึงขั้นหมดสติหรือเสียชีวิตได้
เบาหวานชนิดที่ 2
เป็นเบาหวานชนิดที่พบมากที่สุด เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน ร่วมกับตับอ่อนที่เริ่มล้าและผลิตอินซูลินลดลง มักสัมพันธ์กับผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีน้ำหนักเกิน ขาดการออกกำลังกาย หรือมีพันธุกรรม แนวทางการรักษาจะเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมกินอาหารและการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการใช้ยาเม็ดลดน้ำตาล แต่หากปล่อยไว้นานจนตับอ่อนเสื่อมสภาพ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาฉีดอินซูลินร่วมด้วย
เบาหวานขณะตั้งครรภ์
เบาหวานขณะตั้งครรภ์ คือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ตรวจพบครั้งแรกในช่วงตั้งครรภ์ มักเป็นไตรมาสที่ 2-3 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจากรกทำให้ร่างกายแม่ดื้ออินซูลินมากขึ้น ถึงแม้ระดับน้ำตาลมักกลับสู่ปกติหลังคลอด แต่หากคุมได้ไม่ดีอาจทำให้ทารกตัวโตเกินไปจนคลอดยาก และเพิ่มความเสี่ยงที่ทั้งแม่และลูกจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ต่อไปในอนาคต
เบาหวานชนิดอื่นๆ
เป็นกลุ่มที่พบไม่บ่อยและมีสาเหตุจำเพาะเจาะจง ซึ่งต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น
- ความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น เบาหวานชนิด MODY ที่มักพบในคนอายุน้อยแต่มีกลไกต่างจากชนิดที่ 1
- โรคของตับอ่อน เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง การผ่าตัดตับอ่อน หรือเนื้องอก
- ความผิดปกติของฮอร์โมนอื่นๆ เช่น ภาวะฮอร์โมนคอร์ติซอลสูง (Cushing's Syndrome) หรือไทรอยด์เป็นพิษ
- จากการใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาขับปัสสาวะบางชนิด หรือยาต้านการปฏิเสธอวัยวะ
ความรุนแรงของแต่ละประเภทเป็นอย่างไร
เบาหวานทุกประเภทอันตรายเท่ากันหากระดับน้ำตาลสูงเรื้อรัง เพราะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อ ตา ไต หัวใจ สมอง และหลอดเลือด จนอาจนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิต ความรุนแรงจึงขึ้นอยู่กับการควบคุมระดับน้ำตาล ระยะเวลาที่เป็นโรค และโรคร่วมอื่นอย่างความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดเป็นหลัก
โดยแบ่งความรุนแรงของแต่ละประเภทได้ดังนี้
- เบาหวานชนิดที่ 1 ร่างกายขาดอินซูลินโดยสิ้นเชิง กลุ่มนี้ต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินตลอดชีวิต หากขาดยาเพียงระยะสั้นจะเสี่ยงต่อภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (DKA) ซึ่งทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
- เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด มักมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไปทำให้ไม่รู้ตัว น้ำตาลที่สูงสะสมจะทำลายหลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ ทีละน้อย เพิ่มความเสี่ยงไตวาย ตาบอด หัวใจวาย และอัมพาตในระยะยาว
- เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความรุนแรงพุ่งเป้าไปที่ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และคลอด เช่น ทารกตัวโตผิดปกติ คลอดยาก หรือภาวะครรภ์เป็นพิษ แม้ระดับน้ำตาลมักกลับสู่ปกติหลังคลอด แต่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ของทั้งแม่และลูกในอนาคต
- เบาหวานชนิดอื่นๆ ความรุนแรงขึ้นอยู่กับโรคพื้นฐาน เช่น มะเร็งตับอ่อน หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ ทำให้การควบคุมน้ำตาลทำได้ยากกว่าปกติ และต้องรักษาทั้งเบาหวานควบคู่กับโรคต้นเหตุ ส่งผลให้ร่างกายมีภาระและความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้น
/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Apr%20Article%205%20(%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B8%A1%E0%B8%B5%20%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%20%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94)_Article2.jpg)
อาการเบาหวานที่ควรสังเกตเบื้องต้น
- ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะการตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกหลายครั้ง
- กระหายน้ำบ่อย คอแห้ง ต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติแต่ยังไม่รู้สึกหายกระหาย
- หิวบ่อยแต่ไร้เรี่ยวแรง กินจุขึ้นแต่ร่างกายยังอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
- น้ำหนักลดผิดปกติ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจลดหรือออกกำลังกายเพิ่ม
- สายตาพร่ามัว การมองเห็นแย่ลงกะทันหันหรือมองเห็นไม่ชัดเมื่อน้ำตาลในเลือดสูง
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เหงื่อออกง่าย ทำกิจวัตรประจำวันแล้วรู้สึกหมดแรงกว่าที่เคยเป็น
- ชาปลายประสาท รู้สึกชา แสบร้อน หรือเหมือนเข็มทิ่มบริเวณมือและเท้า
- แผลหายช้า แผลเรื้อรังหายยาก โดยเฉพาะที่เท้า หรือมีการติดเชื้อที่ผิวหนังและช่องคลอดบ่อยครั้ง
- คันตามร่างกาย มีอาการคันตามผิวหนังหรือจุดอับชื้นจากการติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น
ใครบ้างที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวาน
- คนที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไป โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามวัย
- คนที่มีค่า BMI เกิน 23 หรือมีรอบเอวเกินเกณฑ์มาตรฐาน (ชาย > 90 ซม. หญิง > 80 ซม.)
- มีประวัติครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้อง เป็นเบาหวาน
- คนที่มีความดันโลหิตสูง หรือมีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (ไตรกลีเซอไรด์สูง/HDL ต่ำ)
- ขาดการออกกำลังกาย นั่งนาน
- ชอบบริโภคอาหารหวานจัด แป้งขัดสี และไขมันสูง
- เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คลอดบุตรน้ำหนักเกิน 4 กิโลกรัม หรือมีภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)
- คนที่มีผลตรวจน้ำตาลขณะอดอาหารสูงกว่าค่าปกติ หรืออยู่ในกลุ่มก่อนเบาหวาน
เป็นเบาหวาน ทานอะไรได้บ้าง
- คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต และธัญพืชไม่ขัดสี ซึ่งมีใยอาหารสูงช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล
- ผักใบเขียวและผักหลากสี เช่น คะน้า บรอกโคลี ผักกาดขาว และแตงกวา ควรรับประทานในทุกมื้อเป็นสัดส่วนหลักของจาน
- ผลไม้หวานน้อย เช่น ฝรั่ง แอปเปิล ชมพู่ หรือส้ม ในปริมาณที่พอเหมาะและหลีกเลี่ยงการจิ้มพริกเกลือหรือน้ำตาล
- โปรตีนไขมันต่ำ เนื้อปลา อกไก่ลอกหนัง เนื้อหมูสันใน ไข่ขาว และเต้าหู้ โดยเน้นวิธีปรุงแบบต้ม นึ่ง หรือย่าง
- ถั่วและธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดฟักทอง หรือเมล็ดทานตะวัน ที่ให้ทั้งโปรตีนและไขมันดี ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน
- ไขมันดี น้ำมันมะกอก อาโวคาโด และปลาที่มีโอเมก้า 3 เช่น แซลมอนหรือแมกเคอเรล เพื่อบำรุงระบบหลอดเลือด
- เครื่องดื่มสุขภาพ นมไขมันต่ำ นมปราศจากไขมัน หรือนมถั่วเหลืองสูตรไม่เติมน้ำตาล
- เมนูแนะนำ ข้าวกล้องกับปลาหรือไก่ย่างคู่กับผักลวก สลัดผักโปรตีนต่ำ หรือก๋วยเตี๋ยวน้ำใสที่ไม่ปรุงน้ำตาลและไม่ใส่กระเทียมเจียวมากเกินไป
/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Apr%20Article%205%20(%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%20%E0%B8%A1%E0%B8%B5%20%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%20%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94)_Article3.jpg)
เป็นเบาหวาน ไม่ควรทานอะไร
- อาหารและเครื่องดื่มน้ำตาลสูง น้ำอัดลม ชานมไข่มุก น้ำผลไม้ ขนมหวาน และเบเกอรี่ทุกชนิด เนื่องจากทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- แป้งขัดสี ข้าวขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปังขาว และครัวซองต์ ควรเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณเพราะย่อยเป็นน้ำตาลได้เร็วกว่าธัญพืชไม่ขัดสี
- อาหารไขมันสูง ของทอดทุกชนิด หนังไก่ และฟาสต์ฟูด ซึ่งเพิ่มทั้งแคลอรีและไขมันสะสม เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
- อาหารแปรรูปและโซเดียมสูง ไส้กรอก แฮม เบคอน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารหมักดอง เพิ่มความเสี่ยงความดันโลหิตสูงและโรคไต
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รบกวนการควบคุมน้ำตาลและทำลายตับ โดยเฉพาะเมื่อผสมกับน้ำหวานหรือน้ำอัดลม
- ขนมขบเคี้ยว มันฝรั่งทอดและขนมอบกรอบที่มีรสเค็มจัดหรือไขมันสูง
วิธีเช็กตัวเองเบื้องต้น ทำอย่างไร
- สังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลดผิดปกติ เหนื่อยง่าย แผลหายช้า หรือติดเชื้อราซ้ำๆ
- ประเมินปัจจัยเสี่ยง ตรวจสอบว่าตนเองมีอายุเกิน 35 ปี น้ำหนักเกิน มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน หรือมีความดันและไขมันในเลือดสูงหรือไม่
- ตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว อดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนตรวจ หากค่าน้ำตาลขณะอดอาหารสูงกว่า 126 มก./ดล. ควรรีบพบแพทย์
- ใช้แถบตรวจปัสสาวะ หากพบน้ำตาลในปัสสาวะเป็นผลบวกซ้ำๆ เป็นสัญญาณว่าควรไปตรวจเลือดอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล
- ตรวจสุขภาพประจำปี รับการตรวจระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) หรือการทดสอบความทนต่อน้ำตาล (OGTT) เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ
แนวทางการรักษาโรคเบาหวาน
- ปรับพฤติกรรมการกิน ควบคุมคาร์โบไฮเดรต เน้นผักและธัญพืชไม่ขัดสี ลดอาหารหวาน มัน เค็ม และทานอาหารให้ตรงเวลา
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำกิจกรรมทางกาย เช่น เดินเร็วหรือว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบแรงต้านเพื่อช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น
- ใช้ยาตามแพทย์สั่ง ทานยาลดน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอตามแผนการรักษาของแพทย์
- ฉีดอินซูลิน สำหรับชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 ที่ตับอ่อนทำงานลดลงจนไม่สามารถคุมน้ำตาลด้วยยากินได้เพียงพอ
- ตรวจติดตามภาวะแทรกซ้อน พบแพทย์สม่ำเสมอเพื่อตรวจตา ไต หัวใจ และเท้า เพื่อป้องกันความเสื่อมของอวัยวะตั้งแต่ระยะแรก
- จัดการปัจจัยเสี่ยงอื่น คุมความดันและไขมัน งดสูบบุหรี่ และรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
- เรียนรู้และปรับตัวระยะยาว ปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจโรคและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสมอย่างยั่งยืน
รักษาเบาหวานที่โรงพยาบาลวิภาวดี
เบาหวานเป็นอีกโรคหนึ่งที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตามประเภทของเบาหวาน ซึ่งสามารถดูแลตนเองได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน หมั่นออกกำลังกาย และปรึกษาแพทย์ นัดหมายตรวจสุขภาพ เพื่อรักษาอาการเบาหวานได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมด้วยแพทย์ผู้ชำนาญการและเครื่องมือทันสมัย ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และตรงจุด รักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างมีความสุขยิ่งขึ้น
สรุป
โรคเบาหวานเป็นภาวะเรื้อรังที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติจากการขาดอินซูลินหรือภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งทำลายระบบอวัยวะสำคัญจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากไม่ได้รับการควบคุมที่เหมาะสม โดยโรคแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามสาเหตุ การตรวจเช็กปัจจัยเสี่ยงและสังเกตอาการเตือนอย่างปัสสาวะบ่อยหรือน้ำหนักลดผิดปกติจึงเป็นสิ่งสำคัญในการวินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง
แม้จะเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแต่สามารถรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสื่อมของร่างกายในระยะยาว โดยสามารถเข้ารับการปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่เต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมแพทย์ผู้ชำนาญการ ทำให้การรักษาเบาหวานเป็นไปอย่างราบรื่น รักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
FAQ
เบาหวานแห้ง เป็นภาวะเบาหวานเรื้อรังที่สังเกตได้จากบาดแผลซึ่งสามารถแห้งเองได้ แต่แฝงความอันตรายสูง เนื่องจากบ่งบอกถึงความรุนแรงของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินเองได้อีกต่อไป
การกินหวานน้อยลงช่วยให้อาการเบาหวานดีขึ้นได้ เพราะลดภาระการทำงานของตับอ่อน ลดการขึ้นลงของระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยให้ควบคุมน้ำตาลได้ง่ายขึ้น หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานแล้ว การลดหวานเพียงอย่างเดียวมักไม่พอ ยังต้องควบคุมปริมาณแป้ง ออกกำลังกาย ใช้ยา หรืออินซูลินตามคำแนะนำแพทย์ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเป้าหมายอย่างปลอดภัย
ผลไม้ที่มีกากใยสูง น้ำตาลไม่จัด และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี เช่น อาโวคาโด ฝรั่ง แอปเปิลเขียว ชมพู่ แก้วมังกร และส้มโอ สามารถช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและทำให้อิ่มนานขึ้น โดยควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แบ่งกินระหว่างมื้อ ไม่กินคราวละมากๆ และหลีกเลี่ยงการจิ้มเกลือ น้ำตาล หรือดีปแบบหวาน เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป