ไวรัสตับอักเสบซีคืออะไร? รู้ทันอาการ สาเหตุ และวิธีดูแล

  • ไวรัสตับอักเสบซี คือโรคติดเชื้อทางเลือดและเพศสัมพันธ์ที่คล้ายกับไวรัสตับอักเสบบี โดยมักนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับในระยะยาว มี 6 สายพันธุ์หลัก โดยสายพันธุ์ 1 และ 3 เป็นสายพันธุ์ที่พบมากในไทย
  • ไวรัสตับอักเสบซี สามารถติดต่อได้ทั้งทางการใช้เข็มฉีดยาที่ปนเปื้อนเลือดของผู้ป่วย การสัก เจาะร่างกายด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาด รับเลือดหรือปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปีพ.ศ. 2535 มีคู่นอนหลายคน แม่สู่ลูก และของใช้ส่วนตัว
  • วิธีป้องกันไวรัสตับอักเสบซี สามารถทำได้โดยไม่ใช้เข็มฉีดยา ของมีคม อุปกรณ์สัก เจาะร่วมกัน ควรสวมถุงมือทุกครั้งเมื่อต้องสัมผัสเลือด สวมถุงมือทุกครั้งเมื่อต้องสัมผัสเลือด และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์

 

ไวรัสตับอักเสบซีคือการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้ตับอักเสบเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว เพราะผู้ติดเชื้อมักไม่มีอาการแสดงออกชัดเจนในระยะแรก โดยสามารถติดต่อได้ผ่านทางเลือด เช่น ใช้เข็มร่วมกัน จากการสัก เจาะที่ไม่สะอาดพอ และอาจติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ หากปล่อยไว้นานๆ เชื้อไวรัสจะทำลายตับจนเกิดภาวะตับแข็ง หรือมะเร็งตับ สำหรับกลุ่มเสี่ยงควรตรวจเลือดหาเชื้อเพื่อให้การรักษาทัน ก่อนเชื้อลุกลาม

 

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับไวรัสตับอักเสบซีกันให้มากขึ้น ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน เพื่อให้สุขภาพตับแข็งแรง ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ

 

ไวรัสตับอักเสบซี คืออะไร

 

ไวรัสตับอักเสบซี คืออะไร

ไวรัสตับอักเสบซี (HCV) คือโรคติดเชื้อทางเลือดและเพศสัมพันธ์ที่คล้ายกับไวรัสตับอักเสบบี โดยมักนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับในระยะยาว โรคนี้ไม่ติดต่อผ่านการกินอาหารร่วมกัน การให้นมบุตร หรือการไอจาม แม้ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน แต่ปัจจุบันสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน

 

ไวรัสตับอักเสบซี มีกี่ชนิด

ไวรัสตับอักเสบซี ถูกจัดแบ่งตาม “สายพันธุ์ (Genotype)” ซึ่งมีความสำคัญต่อการเลือกแนวทางรักษาและการประเมินผลการรักษา ปัจจุบันตามการจัดจำแนกของ World Health Organization (WHO) พบว่ามีทั้งหมด 6 สายพันธุ์หลัก (Genotype 1–6) และในแต่ละสายพันธุ์ยังมี “สายพันธุ์ย่อย (Subtype)” อีกหลายแบบ เช่น a, b เป็นต้น

 

  • สายพันธุ์ 1 เป็นสายพันธุ์ที่พบมากในประเทศไทย และยังแบ่งเป็น 2 สายพันธุ์ย่อย คือ 1a และ 1b
  • สายพันธุ์ 2 พบได้น้อยกว่าสายพันธุ์ 1 มักตอบสนองต่อการรักษาได้ดี และใช้ระยะเวลาการรักษาสั้นกว่าในหลายกรณี
  • สายพันธุ์ 3 เป็นอีกสายพันธุ์ที่พบได้ค่อนข้างมากในประเทศไทย มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดไขมันพอกตับและพังผืดในตับได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น จึงควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
  • สายพันธุ์ 4 พบมากในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ในไทยพบไม่บ่อย การรักษาในปัจจุบันสามารถทำได้ผลดีใกล้เคียงสายพันธุ์อื่น
  • สายพันธุ์ 5 ค่อนข้างหายาก พบหลักๆ ในบางพื้นที่ของแอฟริกา
  • สายพันธุ์ 6 พบมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงบางส่วนของไทย มีสายพันธุ์ย่อยจำนวนมาก และตอบสนองต่อยาต้านไวรัสรุ่นใหม่ได้ดี

 

ไวรัสตับอักเสบซี มีกี่ระยะ

  • ระยะเฉียบพลัน ช่วง 6 เดือนแรกหลังรับเชื้อ มักไม่แสดงอาการชัดเจน แต่อาจมีไข้ ปวดข้อ หรือดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง) ในบางคน
  • ระยะเรื้อรัง หากร่างกายกำจัดเชื้อไม่ได้ภายใน 6 เดือน จะเข้าสู่ระยะเรื้อรังที่เชื้อจะค่อยๆ ทำลายตับอย่างเงียบๆ จนนำไปสู่ภาวะตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

 

ไวรัสตับอักเสบซี สาเหตุเกิดจากอะไร

 

ไวรัสตับอักเสบซี สาเหตุเกิดจากอะไร

ไวรัสตับอักเสบซี ติดต่อทางไหน

  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ที่ปนเปื้อนเลือดของผู้ป่วย
  • การสัก/เจาะร่างกายด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาดหรือใช้ซ้ำ
  • การรับเลือด หรือปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปีพ.ศ. 2535
  • เพศสัมพันธ์ ที่มีคู่นอนหลายคน
  • แม่สู่ลูก ระหว่างการตั้งครรภ์หรือคลอด
  • ของใช้ส่วนตัว เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟัน

 

ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

  • ผู้ที่มีประวัติหรือเคยได้รับเลือดและสารเลือดก่อนปี พ.ศ. 2535 เนื่องจากเป็นช่วงที่ยังไม่มีการคัดกรองเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในเลือดที่บริจาค
  • ผู้ที่มีประวัติฉีดสารเสพติดเข้าเส้นเลือด หรือเคยใช้อุปกรณ์ร่วมกับผู้อื่น แม้ว่าทดลองใช้ครั้งเดียว
  • ผู้ที่มีผลเลือดการทำงานของตับว่าอักเสบ
  • ผู้ที่มีคู่นอนมากกว่าหนึ่ง มีคู่รักหรือเคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้เชื้อไวรัสตับอักเสบซี
  • ผู้ที่มีการสัก เจาะ ฝังเข็ม ในสถานประกอบการที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่สะอาด
  • ใช้ของส่วนตัวที่เปื้อนเลือดของผู้ติดเชื้อ
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่ถูกเข็มทิ่มตำจากผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง
  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV/AIDS)
  • ทารกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

 

ไวรัสตับอักเสบซี อาการเป็นอย่างไร

 

ไวรัสตับอักเสบซี อาการเป็นอย่างไร

ไวรัสตับอักเสบซี มักไม่แสดงอาการในช่วงแรก ทำให้บางรายติดเชื้อโดยไม่รู้ตัวเป็นเวลานาน แต่บางรายก็อาจมีอาการ (พบได้น้อย)

  • อ่อนเพลียมาก
  • รู้สึกอยากอาหารน้อยลง
  • คลื่นไส้
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • น้ำหนักลด
  • ท้องมาน (พบได้เมื่อตับถูกทำลายมากขึ้น/ระยะเรื้อรัง)
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง (พบได้น้อย)
  • ปวดท้อง เฉพาะชายโครงขวา
  • ปัสสาวะสีเข้ม (อาจพบได้)

ภาวะที่เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

  • ตับอักเสบเฉียบพลัน ระยะเริ่มต้นที่มักไม่แสดงอาการ หรืออาจมีอาการคล้ายไข้หวัด อ่อนเพลีย และดีซ่าน
  • ตับอักเสบเรื้อรัง พบสูงถึง 75-85% ของผู้ติดเชื้อ โดยไวรัสจะแฝงตัวทำลายตับต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน
  • ตับแข็ง เมื่อตับอักเสบเรื้อรังจะเกิดพังผืดสะสมจนกลายเป็นตับแข็ง ส่งผลให้เกิดภาวะตับวาย ท้องมาน และเลือดออกง่าย
  • มะเร็งตับ เป็นภาวะแทรกซ้อนขั้นรุนแรงที่สุด มักก่อตัวขึ้นหลังการติดเชื้อเรื้อรังนานกว่า 20 ปี

การตรวจวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบซี

  • ตรวจเลือดหาเชื้อไวรัส
  • ตรวจหาภูมิคุ้มกัน Anti-HCV
  • ตรวจ HCV RNA (PCR)
  • ตรวจประเมินความรุนแรง
  • อัลตราซาวด์ตับ
  • ไฟโบรสแกน (Fibroscan)
  • เจาะชิ้นเนื้อตับ

ไวรัสตับอักเสบซี มีแนวทางในการรักษาอย่างไร

  • ยาต้านไวรัสโดยตรง
  • ยาผสม
  • ยารับประทานและยาฉีด เช่น Pegylated Interferon และ Ribavirin แต่มีผลข้างเคียง จึงควรรักษาภายใต้คำแนะนำของแพทย์

 

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

 

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ-บี
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • งดใช้ยาที่เป็นอันตรายต่อตับ
  • รับประทานอาหารที่เหมาะสม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • งดบริจาคเลือด อวัยวะ และอสุจิ
  • งดใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น

วิธีป้องกันไวรัสตับอักเสบซี

  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • ห้ามใช้ของมีคมร่วมกัน
  • เมื่อต้องสัมผัสเลือด ควรสวมถุงมือทุกครั้ง
  • สวมถุงมือทุกครั้งเมื่อต้องสัมผัสเลือด
  • ไม่ควรใช้อุปกรณ์สักหรือเจาะร่วมกัน
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์

ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซีที่โรงพยาบาลวิภาวดี

หากสงสัยหรือต้องการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี ถ้าตรวจพบเร็วก็สามารถทำการรักษาด้วยยาได้อย่างทันท่วงที แนะนำตรวจคัดกรองที่ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลวิภาวดี โดยแพทย์ผู้ชำนาญการพร้อมดูแล ตรวจคัดกรอง ตรวจหาภูมิคุ้มกัน Anti-HCV ตรวจ HCV RNA (PCR) ตรวจประเมินความรุนแรง รักษาอย่างแม่นยำ เพื่อสุขภาพไตที่ดีขึ้น

 

สรุป

ไวรัสตับอักเสบซี (HCV) เป็นภัยเงียบที่ติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์ มี 6 สายพันธุ์หลัก โดยในไทยพบสายพันธุ์ 1 และ 3 มากที่สุด เชื้อจะทำลายตับจากระยะเฉียบพลันสู่ระยะเรื้อรัง จนกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับ กลุ่มเสี่ยงสำคัญคือผู้ที่เคยรับเลือดก่อนปีพ.ศ. 2535 ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งมักไม่แสดงอาการในช่วงแรกแต่ตรวจวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจเลือด (Anti-HCV/PCR) และประเมินด้วย Fibroscan

ในปัจจุบันสามารถรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน (DAAs) ควบคู่กับการงดแอลกอฮอล์และไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หากสังเกตอาการหรือมีประวัติเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ตรวจคัดกรองได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมด้วยอุปกรณ์ทันสมัย ตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างตรงจุด เพื่อสุขภาพดียิ่งขึ้น


FAQ

ไวรัสตับอักเสบซีมักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่จะทำลายตับอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะอักเสบเรื้อรังและพังผืด ซึ่งนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับได้ในที่สุดหากปล่อยไว้จนตับเสียหายรุนแรงได้

ไวรัสตับอักเสบซีรักษาหายขาดได้ ด้วยยาต้านไวรัสชนิดกิน (DAAs) โดยใช้เวลาเพียง 12-24 สัปดาห์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะรักษาหายแล้วก็ยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ หากกลับไปมีพฤติกรรมเสี่ยงเดิม

หากไม่ได้รับการรักษา ไวรัสตับอักเสบซีอยู่ในร่างกายได้ตลอดชีวิต กลายเป็นโรคเรื้อรัง และทำลายตับอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ไวรัสตับอักเสบซีสามารถหายเองได้ แต่มีโอกาสน้อยมากๆ ที่ร่างกายจะกำจัดเชื้อได้เองภายใน 6 เดือนแรก โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อีกกว่า 80% จะเข้าสู่ระยะเรื้อรัง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคต

ไวรัสตับอักเสบซีระยะสุดท้าย อาการจะแสดงออกอย่างรุนแรงเนื่องจากตับทำงานล้มเหลว โดยพบภาวะดีซ่าน (ตัวเหลืองตาเหลือง) ท้องมาน ขาบวม อ่อนเพลียและเบื่ออาหารอย่างหนัก อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำจากเส้นเลือดขอดแตก และมีอาการสับสนมึนงงเนื่องจากสารพิษสะสมในสมอง

การรักษาไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบันใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน (DAAs) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและช่วยให้หายขาดได้มากกว่า 95% โดยทั่วไปใช้เวลา 3 เดือน แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งหรือเคสที่มีความซับซ้อน แพทย์อาจพิจารณาขยายระยะเวลาการรักษาต่อเนื่องไปจนถึง 24 สัปดาห์

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีควรงดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาด พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ของหวานจัด และอาหารโซเดียมสูง เพื่อป้องกันภาวะไขมันพอกตับและลดภาระการทำงานของตับ นอกจากนี้ควรระมัดระวังการใช้ยาพาราเซตามอลและสมุนไพรที่มีผลต่อตับ รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ

ผลไม้ที่ช่วยบำรุงตับและลดไขมันพอกตับควรเน้นชนิดที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น อะโวคาโดที่มีกลูต้าไธโอนช่วยล้างพิษ มะขามป้อมที่ช่วยต้านไวรัส รวมถึงส้ม กีวี มะละกอ เกรปฟรุต ตระกูลเบอร์รี องุ่น และแอปเปิล

บทความที่เกี่ยวข้อง