13 วิธี สู่การมีชีวิตประจำวันอย่างสุขภาพดี

13 วิธี สู่การมีชีวิตประจำวันอย่างสุขภาพดี

         การมีสุขภาพดี...ไม่ใช่เรื่องอยาก แต่ต้องอาศัยความตั้งใจและการมีวินัยในตัวเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นประโยชน์ของการกระทำสิ่งนั้น 13 วิธีเพื่อสุขภาพที่ดีในวิถีประจำวัน เป็นข้อแนะนำการใช้ชีวิตที่เราๆ ท่านๆ สามารถปฏิบัติตามได้ โดยมีเป้าหมาย คือ การเป็น-อยู่ อย่างสุขภาพดี 

 

  1. อยากกระฉับกระเฉง ต้องกินมื้อเช้า ใครที่บอกว่าไม่มีเวลาถือว่าขาดทักษะการบริหารเวลาเชียวนะ ต้องถือว่าการกินมื้อเช้าเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องปฏิบัติ และในแต่ละวันควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ 
  2. ดื่มน้ำให้ถูกจังหวะ ระหว่างมื้ออาหารไม่ควรดื่มน้ำมาก เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด หรือถึงขั้นอาเจียนได้แต่ตอนเช้าหลังตื่นนอนควรดื่มน้ำสัก 1- 2 แก้ว จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ใน
  3. “ขยับ เท่ากับออกกำลังกาย” ทำได้ง่ายๆ เช่น เดินไปคุยงานกับเพื่อนห้องข้างๆ แทนการใช้โทรศัพท์ ทำงานบ้านด้วยตัวเองทุกครั้งเมื่อมีโอกาส 
  4. ปัญหาเรื่องข้อเข่าพบมากขึ้นในคนวัยทำงานทั้งๆ ที่อายุยังไม่มากนักจึงควรป้องกันไว้แต่เนินๆ โดยลดเลี่ยงกิจกรรม หรือการออกกำลังกายที่จะทำให้เกิดการกดน้ำหนักที่ข้อเข่ามากๆ อย่างกระโดดเชือก รวมทั้งไม่ยืน หรือยกของหนักเป็นเวลานานๆ แนะนำให้บริหารกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าให้แข็งแรง โดยนั่งยกขาทีละข้างแล้วเกร็งค้างไว้ หรือออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน
  5. ผู้ที่ทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ควรหยุดพักสายตาและลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายยืดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลายเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ดวงตาอ่อนล้าและเกิดเส้นยึด จนมีอาการปวดเมื่อยเป็นประจำ หนำซ้ำอาจพ่วงโรคไมเกรนมาเป็นของแถว
  6. ควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของเราในเรื่องหลักๆซึ่งสัมพันธ์กับโรคยอดนิยมทั้งหลายได้เป็นอย่างดี เช่น โรคโลหิตจาง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น 
  7. ยิ้มรับอรุณทุกวัน เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีก่อนเริ่มวันใหม่และบอกสิ่งดีๆ กับตัวเองในกระจกเพื่อปลุกจิตใจประจำวัน เช่น ฉันมีความสุขมาก และหัวเราะทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อรับสารแห่งความสุขที่หลั่งจากสมอง การหัวเราะตามธรรมชาติ นับเป็นยาอายุวัฒนะชะลอความแก่ให้กายและใจได้เป็นอย่างดี
  8. มองหาข้อดีในเรื่องร้ายๆ เพราะทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน ขึ้นอยู่กับว่า…เราจะเลือกมองอย่างไรให้ได้ประโยชน์ การที่เราพบกับเรื่องร้ายๆ และเราก็ผ่านมันได้โดยยังมีลมหายใจอยู่ สิ่งที่เราได้แน่ๆ คือบทเรียนสำคัญที่จะไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก และเรายังได้รับความอดทน ความเข้มแข็งของจิตใจซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ตลอดชีวิตเป็นของแถมที่ล้ำค่าอีกด้วย
  9. ให้รางวัลแก่ตัวเองเมื่อเราสามารถทำเรื่องยากๆ หรือเป็นสิ่งดีที่ฝืนความรู้สึก ได้การเอาชนะสิ่งอื่นใด ก็ยิ่งใหญ่เท่าเอาชนะใจตัวเอง รางวัลที่แท้จริงที่จะอยู่กับตัวเราไปตลอด คือ ความรู้สึกชื่นชมและเคารพตัวเองซึ่งลึกซึ่งกินใจยิ่งกว่ารางวัลใดๆ จากใครทั้งมวล
  10. รู้จักให้อภัยทำใจให้เป็นกลาง กับศัตรู คู่แข่ง จนถึงคนที่เราไม่ถูกชะตา เกลียดหน้าแบบไม่มีเหตุผล ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดๆ ระหว่างกันมาก่อนหรือเพียงแค่มองหน้าก็พาให้โมโห เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในอดีตมันจบลงอย่างไม่สมบูรณ์แล้ว การฟื้นฝอยอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาในใจ คนเสียหายขาดทุนก็คือตัวเราคนเดียว เราจึงควรฝึกให้อภัย ทำไปสักพัก ใจเราก็จะรู้สึกเบาขึ้น ความรู้สึกด้านลบจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกลางแล้วอาจกลับกลายเป็นบวกได้ในที่สุด 
  11.  “การให้” เป็นสิ่งที่สร้างความสุขใจให้เกิดกับทุกฝ่ายทั้งผู้ให้และผู้รับ การให้ไม่ได้นับเฉพาะการให้เงิน หรือสิ่งของ การให้สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการให้แรงกายช่วยทำกิจการงาน การให้กำลังใจ การให้ความรู้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จนถึงการให้อภัย นอกจากความสุขในใจแล้ว การให้ยังช่วยให้เราพัฒนาคุณธรรมของตัวเอง
  12. จัดการกับเรื่องกังวลก่อนนอน อย่ามัวเสียเวลานอนคิดพลิกซ้าย-ขวาให้ลุกขึ้นมาเขียนเรื่องที่กังวลนั้นใส่กระดาษพร้อมเขียนวิธีแก้ไข ถ้าคิดไม่ออกก็เขียน “ฝากไว้ก่อน”จะได้ทิ้งเรื่องนั้นใส่ในกระดาษแทนใส่ไว้ในหัวเรา
  13. การมีสติ คือ การรู้สึก เป็นสิ่งที่ควรฝึกปฏิบัติให้เคยชิน หลายคนอาจนึกว่าการลืมตาไม่ได้หลับไหล นั่นก็คือการมีสติ แต่ถ้าเราพิจารณาลงลึกสังเกตตัวเราให้ถี่ถ้วน จะพบว่าใจเราไม่ได้อยู่กับตัวเราตลอดทุกวินาทีแม้จะลืมตาตื่นก็เถอะ เดี๋ยวก็ใจลอยคิดห่วงหน้า พะวงหลัง การฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันขณะแบบง่ายๆ ทำได้โดยใส่ความตั้งใจไปในทุกงานทุกกิจกรรมที่ทำอยู่ขณะนั้นๆ จะเป็นวิธีการฝึกสติอย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ

 

ด้วยความปรารถนาดีจากรพ.วิภาวดี

<