การคิดเชิงบวกเพื่อคุณภาพชีวิต คิดให้เป็นประโยชน์กับชีวิตของเราและผู้อื่น

การคิดเชิงบวกเพื่อคุณภาพชีวิต คิดให้เป็นประโยชน์กับชีวิตของเราและผู้อื่น

 

การคิดเชิงบวกเพื่อคุณภาพชีวิต

     หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าการคิดเชิงบวกคือการมองโลกในแง่ดี จนกระทั่งไม่สามารถที่จะทำให้ตัวเองอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข เนื่องจากมองโลกในแง่ดีเกินไป จริงๆ แล้วการคิดเชิงบวก คือ จะต้องพยายามหามุมมองที่แตกต่างออกไปจากมุมมองปกติที่เราเคยมองให้มันเป็นบวกให้มันเป็นประโยชน์กับชีวิตของเราและก็เป็นประโยชน์กับชีวิตของคนอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม ชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน ชีวิตในสังคม หรือแม้แต่ชีวิตของคนที่อยู่รอบ ๆ ข้างล้วนทำให้เราขาดความสุข มีความเครียด ทำอย่างไรเราจะคิดให้ตัวเรามีความสุขเพิ่มขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ทุกข์ให้มากขึ้นกว่านี้ หรือมีความทุกข์น้อยลง อะไรที่เป็นสภาพการณ์หรือเหตุการณ์วิกฤตให้มองหาแง่มุมดี ๆ 

 

     ยกตัวอย่างเช่น เราทำงานหนักมากเลยในช่วงชีวิตตอนนี้ ถ้าเรามัวแต่คิดในเชิงลบว่า “ตายแล้ว ชีวิตนี้ฉันแย่แน่เลยไม่สามารถจะมีความสุขอย่างคนอื่นได้ เพราะต้องทำงานทุกวัน ๆ ทำไมคนอื่นเขาช่างสบาย” พอคิดอย่างนี้เราก็เกิดท้อแท้ ลองคิดใหม่มองอีกมุมหนึ่ง ถ้าทำงานได้ทุกวัน ทำงานหนักกว่าคนอื่น แปลว่าเรามีความสามารถ เป็นคนที่มีคุณค่า และการทำงานมากทำงานหนักนี้เองจะช่วยให้เรามีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น งานที่จะทำให้เกิดผลงานและงานนั้นก็จะช่วยให้เรามีสิ่งตอบแทนตามมา มีงานมากดีกว่าไม่มีงานทำ นี่คือมุมมองหนึ่งของการคิดเชิงบวก ถ้าเมื่อไรเราคิดเชิงบวกเราจะมีความสุขคนที่มีความสุขชีวิตมีคุณภาพ เพราะว่าถ้ามีสุขภาพจิตที่ดีแล้วก็สามารถมีพลังต่อสู้กับชีวิตได้ดีขึ้น

 

     ความสำคัญของการคิดเชิงบวก การคิดเชิงบวกเป็นการหามุมมองที่เป็นบวก มุมมองที่ทำให้เรานั้นมีแง่คิดที่ดี มุมมองที่ทำให้เรามีกำลังใจ มุมมองที่ทำให้เรารู้สึกมีความทุกข์น้อยลง มุมมองที่ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น มีแรงจูงใจที่จะต่อสู้กับชีวิต ที่จะเผชิญชีวิต หรือที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นถ้าสามารถคิดในเชิงบวกได้ตลอดเวลา แปลว่าสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพและความสุข

 

     วิธีการพัฒนาการคิดเชิงบวก ก่อนอื่นต้องฝึกการคิดเชิงบวก ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่มีใครมาพูดกับเราไม่สุภาพ เราจะรู้สึกโกรธทันที แต่ถ้าเราฝึกคิดนิดหนึ่งว่า การพูดไม่สุภาพของเขามันช่างไม่น่าฟังเลย จะเป็นข้อดีกับเราได้อย่างดีเลยว่าเราจะไม่พูดคำนี้กับใครอีก เพราะฉะนั้นดีนะที่คนๆ นี้ มาพูดแบบนี้กับเราทำให้เรารู้สึกว่า เราจะไม่พูดแบบนี้กับคนอื่น และนี่ก็คือกระจกเงาที่มาสะท้อนให้เราเห็นก่อนที่เราจะไปทำอะไรที่ไม่ดีนั้น ซึ่งการคิดเชิงบวก ก็จะมีความสุขมากกว่าไปโกรธ หัดคิดเชิงบวกบ่อยๆ ปกติคนเรามักจะมองอะไรเป็นเชิงลบเสมอ เวลาที่ใครพูดถึงตัวของเราไม่ดีเราจะโกรธ การโกรธเป็นการสกัดกั้นการพัฒนาตนเอง เพราะฉะนั้นเวลาที่ใครว่าอะไรเรา เรากลับมาคิดอีกมุมหนึ่งว่าเขาเตือนเราหรือเปล่า เขาบอกอะไรเราหรือเปล่าจะเป็นการช่วยพัฒนาตัวเราเองให้ดีขึ้น

 

     นี่เป็นเรื่องของการคิดเชิงบวกที่ฝึกกันได้ง่าย ๆ และเห็นกันชัด ๆ การคิดเชิงบวกเป็นเรื่องของการมองมุมที่เราไม่เคยมองโดยปกติประจำวัน โดยมุมที่เรามองนั้นจะเป็นมุมที่จะช่วยให้เราสบายใจขึ้น ความสบายใจถือว่าเป็นประโยชน์แก่ตัวเราเอง จะมีผลไปถึงประโยชน์ที่จะเกิดกับครอบครัวถ้าคนในครอบครัวของเราอยู่กันอย่างมีความสุข มองกันในแง่ดี ในเชิงบวก อะไรที่มันจะทำให้เดือดร้อนรำคาญใจก็เฉยเสีย หันไปมองในมุมที่ดีขึ้น แล้วจากการที่ครอบครัวมีความสุขนี้เองก็จะส่งผลไปถึงสังคมและประเทศชาติในที่สุด การคิดเชิงบวกนั้นมีความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ทั้งในเชิงชีวิตส่วนตัวบุคคล ทั้งในเชิงชีวิตของครอบครัวที่เราเป็นสมาชิกอยู่ แล้วในเชิงคุณภาพชีวิตของสังคมด้วย 

 

ขอบคุณข้อมูล รศ. ดร.ประดินันท์ อุปรมัย 

อดีตผอ.สำนักการศึกษาต่อเนื่อง ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

<