
โรคนิ่วเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายส่วนของร่างกาย ทั้งนิ่วในทางเดินปัสสาวะและนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งนิ่ว อาการที่เห็นได้ชัดคือการปวดท้องอย่างรุนแรง หากไม่รักษาอย่างถูกวิธีอาจทำให้โรคลุกลามจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้ ดังนั้น การรู้จักอาการและสาเหตุของโรคนิ่ว รวมถึงวิธีการรักษาอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ยากจะรักษาในอนาคต
Key Takeaways
- นิ่ว คือผลึกแข็งที่เกิดจากการสะสมของสารบางชนิดในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ถุงน้ำดีและทางเดินปัสสาวะ
- นิ่ว อาการที่สังเกตได้ เช่น ปวดท้อง ปัสสาวะแสบขัด มีเลือดปนในปัสสาวะ คลื่นไส้ ขึ้นอยู่กับประเภทของนิ่ว
- การรักษานิ่วทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยา การผ่าตัด หรือการสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว
- การป้องกันนิ่ว ควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง เช่น ดื่มน้ำมากขึ้น และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว
สารบัญบทความ
นิ่ว คืออะไร
นิ่วคือผลึกแข็งที่เกิดขึ้นในอวัยวะบางส่วนของร่างกาย จากการสะสมของสารบางชนิดในร่างกายที่ไม่สามารถละลายในน้ำได้ ซึ่งแบ่งประเภทของนิ่วได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
- นิ่วในถุงน้ำดี: เกิดขึ้นในถุงน้ำดี ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยย่อยไขมัน นิ่วชนิดนี้มักเกิดจากการสะสมของคอเลสเตอรอลหรือสารที่พบในน้ำดี เมื่อเกิดการสะสมมากเกินไปจะทำให้เกิดการตกผลึกเป็นนิ่ว ซึ่งอาจนำไปสู่การอักเสบและปวดท้องได้
- นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ: เกิดขึ้นในไต กระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ นิ่วชนิดนี้มักเกิดจากการสะสมของแคลเซียม ออกซาเลต หรือกรดยูริกที่ไม่สามารถละลายได้ในปัสสาวะ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจทำให้นิ่วอุดตันทางเดินปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อ
นิ่ว อาการเป็นอย่างไร

อาการโรคนิ่วโดยทั่วไปที่พบได้ ได้แก่
- ปวดท้องบริเวณข้างลำตัวหรือท้องส่วนล่าง
- ปัสสาวะแสบขัด
- ปัสสาวะมีเลือดปน
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- ท้องอืดหรือท้องผูก
นิ่วในถุงน้ำดี อาการเริ่มต้นที่อาจพบมีดังนี้
- ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารไขมันสูง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดใต้ลิ้นปี่ หรือบริเวณชายโครงด้านขวา
- อาการตัวเหลือง ดีซ่าน
- ปวดร้าวที่หลังขวา ไหล่ขวา
- ปัสสาวะเหลืองเข้ม อุจจาระสีซีด
นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงโรคนิ่วในไต อาการที่พบได้บ่อยมีดังนี้
- ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย รู้สึกปัสสาวะไม่สุด
- ปวดท้องส่วนล่าง หรือบริเวณท้องน้อย
- มีเลือดปนในปัสสาวะ
- อาการอักเสบหรือการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาจทำให้มีไข้ร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังมีภาวะอื่นที่มีอาการที่คล้ายกับนิ่วถุงน้ำดี เช่น ท้องอืด ปวดท้องใต้ลิ้นปี่ หรืออาการตัวเหลือง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะถุงน้ำดีอักเสบ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับถุงน้ำดีอักเสบอาการเป็นอย่างไรได้ที่นี่
นิ่ว เกิดจากอะไร
นิ่วเกิดจากการสะสมของสารบางชนิดในร่างกายที่ไม่สามารถละลายในของเหลว หากสารนั้นมีความเข้มข้นสูง อาจทำให้ตกผลึกและกลายเป็นนิ่วได้ในที่สุด โดยสาเหตุการเกิดจะต่างกันตามประเภทของนิ่ว ดังนี้
นิ่วในถุงน้ำดี
- คอเลสเตอรอลสูง: เมื่อคอเลสเตอรอลในน้ำดีมีความเข้มข้นสูงจนละลายไม่หมด จะเกิดการตกผลึกและกลายเป็นนิ่วได้
- การบีบตัวของถุงน้ำดีไม่เต็มที่: ถุงน้ำดีที่บีบตัวได้ไม่เต็มที่ทำให้การเคลื่อนตัวของน้ำดีลดลง เพิ่มโอกาสให้สารตกตะกอนและเป็นนิ่ว
- บิลิรูบินสูง: ระดับบิลิรูบินที่สูงในน้ำดีอาจทำให้เกิดนิ่วชนิดบิลิรูบิน โดยมักพบในผู้ป่วยที่มีปัญหาทางตับหรือเลือด
- ฮอร์โมนในระหว่างการตั้งครรภ์: ฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดนิ่วได้
นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
- ภาวะขาดน้ำ: เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปัสสาวะจะข้นและมีความเข้มข้นของสารต่างๆ สูง ทำให้เกิดการตกผลึกเป็นนิ่วได้ง่าย
- แร่ธาตุในปัสสาวะสูง: การมีแคลเซียมสูง ออกซาเลตสูง หรือกรดยูริกสูงในปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงในการตกผลึกและเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ
- ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ: การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะทำให้เกิดการอักเสบและสะสมของแร่ธาตุ จนกลายเป็นนิ่วได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่ว มีอะไรบ้าง
- การดื่มน้ำน้อย: การดื่มน้ำไม่เพียงพอทำให้ปัสสาวะข้นและมีความเข้มข้นของสารต่างๆ สูง ส่งผลให้เกิดการตกผลึกและเป็นนิ่ว
- โภชนาการไม่เหมาะสม: การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ออกซาเลต หรือไขมันสูงมากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว
- โรคประจำตัว: โรคบางประเภท เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคไตเรื้อรัง หรือโรคเกาต์ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว
- ประวัติครอบครัว: หากในครอบครัวมีคนเคยเป็นโรคนิ่ว อาจทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเกิดนิ่วเช่นกัน
- การตั้งครรภ์: ฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีและระบบทางเดินปัสสาวะ
- ไม่ออกกำลังกาย: การขาดการออกกำลังกายสามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
- การใช้ยาบางชนิด: ยาบางประเภท เช่น ยาลดกรดที่มีแคลเซียม หรือยาขับปัสสาวะ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วได้
วินิจฉัยโรคนิ่ว ทำได้อย่างไร
การวินิจฉัยโรคนิ่วเริ่มจากการตรวจสอบอาการและใช้วิธีการตรวจที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของนิ่ว เพื่อระบุแหล่งที่มาและความรุนแรงของโรค โดยวิธีวินิจฉัยโรคนิ่วแต่ละประเภทสามารถทำได้ดังนี้
การวินิจฉัยนิ่วในถุงน้ำดี
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์ซักถามลักษณะอาการปวดท้อง และประเมินร่างกายเพื่อหาความผิดปกติ
- การตรวจเลือด: วัดระดับของสารบิลิรูบินและเอนไซม์ตับที่อาจมีความผิดปกติจากการอักเสบในถุงน้ำดี
- อัลตราซาวนด์: เป็นวิธีที่ใช้ตรวจนิ่วในถุงน้ำดีที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถมองเห็นการสะสมของนิ่วและภาวะอักเสบได้
การวินิจฉัยนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย: ซักถามเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น และลักษณะการปัสสาวะว่าผิดปกติหรือไม่ อย่างไร
- การตรวจปัสสาวะ: ตรวจหาการติดเชื้อ การมีเลือดหรือผลึกในปัสสาวะ
- การตรวจเลือด: เพื่อตรวจหาค่าการทำงานของไตและการติดเชื้อในร่างกาย
- อัลตราซาวนด์: ใช้เพื่อดูนิ่วในไต กระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ
รักษาโรคนิ่วได้อย่างไร

การรักษานิ่วขึ้นอยู่กับประเภทของนิ่วและความรุนแรงของอาการ โดยนิ่วแต่ละประเภทจะมีวิธีรักษาดังนี้
รักษานิ่วในถุงน้ำดี
- การใช้ยา: ยาละลายนิ่วสำหรับนิ่วชนิดคอเลสเตอรอลในกรณีที่นิ่วมีขนาดเล็ก
- การผ่าตัด: การผ่าตัดนิ่ว นิ่วในถุงน้ำดีด้วยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก (Cholecystectomy) เป็นการรักษาหลักในกรณีที่นิ่วทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือภาวะแทรกซ้อน
- การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL) : ใช้ในบางกรณีที่นิ่วมีขนาดเล็กและไม่สามารถผ่าตัดได้
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: การลดอาหารที่มีไขมันสูง และการควบคุมน้ำหนักเพื่อป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำ
รักษานิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
- การใช้ยา: ยาขับปัสสาวะหรือยาละลายนิ่วช่วยในการขับนิ่วออกจากร่างกาย
- การผ่าตัด: ใช้ในกรณีนิ่วขนาดใหญ่หรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น นิ่วที่อุดตันท่อไต
- การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL) : ใช้สำหรับนิ่วที่ขนาดไม่ใหญ่มาก โดยการใช้คลื่นกระแทกเพื่อทำลายนิ่วให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ และสามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
- การดื่มน้ำให้เพียงพอ: ช่วยลดการตกตะกอนของสารที่ทำให้นิ่วเกิดใหม่ และช่วยขับนิ่วออกจากร่างกาย
เข้าใจนิ่ว อาการที่ควรระวังเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ
นิ่วในถุงน้ำดีและทางเดินปัสสาวะเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย การรักษาจะขึ้นอยู่กับประเภทของนิ่วและนิ่ว อาการที่เกิดขึ้น โดยการรักษาสามารถทำได้ทั้งการใช้ยา การผ่าตัด หรือการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก หลังได้รับการรักษาแล้วควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำในอนาคต
ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เรามีทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการตรวจวินิจฉัยและรักษานิ่วตามมาตรฐาน ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์แผนกศัลยกรรม เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการนิ่ว
นิ่ว ปวดท้องตรงไหน
นิ่วในถุงน้ำดีมักปวดท้องบริเวณขวาบน หรือใต้ลิ้นปี่ ส่วนนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะอาจปวดข้างลำตัวหรือหลัง
อาการนิ่วในถุงน้ำดีผู้หญิง เป็นอย่างไร
ผู้หญิงที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดีอาจมีอาการปวดท้องขวาบน คลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีไข้ร่วมด้วย