กระดูกพรุน รักษาอย่างไร? หาสาเหตุ อาการ วิธีดูแลตัวเอง

กระดูกพรุนรักษา

“กระดูกพรุนรักษาได้หรือไม่” เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยกลางคนหรือวัยสูงอายุที่มวลกระดูกเริ่มลดลงตามธรรมชาติ ภาวะกระดูกพรุนรักษาได้หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนกระดูกบางและเปราะมากขึ้น ความเสี่ยงต่อกระดูกหักแม้เพียงการกระแทกเบา ๆ ก็จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

บทความนี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย ไปจนถึงแนวทางกระดูกพรุนรักษาอย่างครบถ้วน พร้อมตอบคำถามยอดฮิตว่า โรคกระดูกพรุนรักษาหายไหม เพื่อให้เข้าใจโรคนี้ได้อย่างรอบด้าน รวมถึงวิธีดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคกระดูกเปราะในระยะยาว


Key Takeaways

  • ภาวะกระดูกพรุนเกิดจากความไม่สมดุลของเซลล์กระดูก เมื่อเซลล์สลายกระดูกทำงานมากกว่าเซลล์สร้างกระดูก มวลกระดูกจะลดลงเรื่อย ๆ โดยไม่แสดงอาการในระยะแรก
  • ภาวะกระดูกพรุนวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจ DXA ค่า T-Score ที่ได้จะบอกว่าอยู่ในระยะกระดูกบาง (Osteopenia) หรือกระดูกพรุน (Osteoporosis) เพื่อวางแผนกระดูกพรุน รักษาได้อย่างตรงจุด
  • การรักษาแบ่งเป็น 2 แนวทาง ได้แก่ การปรับพฤติกรรมและโภชนาการแบบไม่ใช้ยา และการใช้ยากลุ่ม Antiresorptive หรือ Anabolic Agents ตามความรุนแรงของโรค

สารบัญบทความ

โรคกระดูกพรุน คืออะไร

อาการโรคกระดูกพรุน เป็นอย่างไร

โรคกระดูกพรุน เกิดจากอะไร

วินิจฉัยโรคกระดูกพรุนอย่างไรได้บ้าง

แนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุน

ดูแลตัวเอง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุนรักษาได้ เริ่มต้นที่การดูแลอย่างถูกวิธี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระดูกพรุน


โรคกระดูกพรุน คืออะไร

โรคกระดูกพรุน หรือ Osteoporosis คือภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density) ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ เนื่องจากความไม่สมดุลระหว่างเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) และเซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) โดยเซลล์สลายกระดูกทำงานมากกว่า ส่งผลให้โครงสร้างภายในกระดูกเสื่อมสภาพและเนื้อกระดูกบางลงเรื่อย ๆ จนนำไปสู่ภาวะกระดูกพรุน ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกได้ง่ายกว่าปกติ ซึ่งต้องแยกออกจาก Osteogenesis Imperfecta ที่เป็นโรคกระดูกเปราะแต่กำเนิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม

โรคกระดูกชนิดนี้มักพัฒนาอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แสดงอาการในระยะแรก ความหนาแน่นของมวลกระดูกในมนุษย์จะสูงสุดช่วงอายุ 25–30 ปี จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุ โดยเฉพาะในเพศหญิงหลังหมดประจำเดือน (Menopause) ที่ระดับฮอร์โมน Estrogen ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การสูญเสียมวลกระดูกเร็วกว่าปกติ และเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุนรักษาได้ยากขึ้นหากปล่อยทิ้งไว้นาน

  • บทความที่เกี่ยวข้อง หมอนรองกระดูกเสื่อม รักษาหายไหม หาคำตอบได้ที่นี่ : หมอนรองกระดูกเสื่อม

อาการโรคกระดูกพรุน เป็นอย่างไร

อาการกระดูกพรุนในระยะแรกมักไม่แสดงสัญญาณเตือนใด ๆ ให้สังเกตได้ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าเริ่มมีภาวะกระดูกพรุนแล้ว อาการของโรคกระดูกพรุนมักปรากฏให้เห็นก็ต่อเมื่อกระดูกเริ่มบางและเปราะจนเกิดการแตกหักได้ง่าย ซึ่งบางรายอาจสังเกตได้จากความสูงที่ลดลง หลังโก่งงอ (Kyphosis) หรือปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้ในรายที่มีกระดูกผุหรือมวลกระดูกต่ำมาก อาจเกิดกระดูกหักได้แม้เพียงการกระแทกเบา ๆ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก และข้อมือ ซึ่งเป็นอาการของโรคกระดูกพรุนที่พบบ่อยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก

  • สาระดี ๆ ที่ไม่ควรพลาด โรคกระดูกเสื่อมคืออะไร หาสาเหตุ และแนวทางการรักษาได้ที่นี่ : โรคกระดูกเสื่อม

โรคกระดูกพรุน เกิดจากอะไร

โรคกระดูกพรุนอาการ

การเข้าใจต้นเหตุของโรคจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการป้องกันและวางแผนโรคกระดูกพรุน รักษาได้อย่างตรงจุด ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะนี้มีหลายประการ ได้แก่

  • อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายสูญเสียมวลกระดูก (Bone Mass) เร็วกว่าที่สร้างขึ้นมาทดแทน โดยเฉพาะในกลุ่มกระดูกเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งกระบวนการนี้จะเร่งขึ้นหลังอายุ 50 ปี
  • ฮอร์โมนเพศลดลง ในเพศหญิงหลัง Menopause ระดับ Estrogen ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนเพศชายที่มีระดับ Testosterone ต่ำก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
  • การขาดสารอาหารสำคัญ การได้รับ Calcium และ Vitamin D ไม่เพียงพอ ส่งผลโดยตรงต่อการสะสมมวลกระดูก และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนอาการที่รุนแรงขึ้น
  • โรคประจำตัวและการใช้ยา โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) รวมถึงการใช้ยากลุ่ม Corticosteroid ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ล้วนเร่งการสูญเสียมวลกระดูก
  • พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ขาดการออกกำลังกาย หรือมีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป ล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดภาวะกระดูกพรุนเร็วขึ้น
  • พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป รวมถึงผู้ที่มีโครงสร้างร่างกายเล็กบางมักมีมวลกระดูกสะสมต่ำตั้งแต่ต้น
     

อยากรู้เพิ่มเติมว่า โรคกระดูกเสื่อม รักษาหายไหม? สามารถอ่านต่อได้จากบทความนี้ : โรคกระดูกเสื่อม รักษาหายไหม


วินิจฉัยโรคกระดูกพรุนอย่างไรได้บ้าง

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนทำให้รักษาได้อย่างถูกทิศทางนั้น ต้องเริ่มจากการประเมินความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยวิธีการตรวจด้วยเครื่อง DXA (Dual-Energy X-ray Absorptiometry) ซึ่งวัดค่าความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density หรือ BMD) ในตำแหน่งกระดูกสันหลังและกระดูกสะโพก แล้วนำมาเทียบกับค่าเฉลี่ยของประชากรวัยหนุ่มสาว เรียกว่า T-Score เพื่อแบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • ปกติ (Normal) T-Score ≥ -1.0 ความหนาแน่นมวลกระดูกอยู่ในเกณฑ์ดี ยังไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ควรดูแลป้องกันอย่างต่อเนื่อง
  • กระดูกบาง (Osteopenia) T-Score อยู่ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องใส่ใจ หากยังไม่ดูแลอย่างเหมาะสม อาจพัฒนาเป็นภาวะกระดูกพรุนได้ในอนาคต
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis) : T-Score ≤ -2.5 เข้าเกณฑ์วินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุนอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องได้รับการวางแผนวิธีรักษาโรคกระดูกพรุจากแพทย์โดยเร็ว
     

นอกจากการตรวจ DXA แพทย์อาจใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น FRAX (Fracture Risk Assessment Tool) ซึ่งคำนวณโอกาสเกิดกระดูกหักใน 10 ปีข้างหน้า รวมถึงการตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุรอง เช่น ระดับ Calcium, Vitamin D, Parathyroid Hormone (PTH) และ Bone Turnover Markers เพื่อประกอบการวินิจฉัยกระดูกพรุนได้อย่างครบถ้วน


แนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุน

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะกระดูกพรุนแล้ว แพทย์จะประเมินความรุนแรงและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคลเพื่อวางแผนกระดูกพรุนวิธีรักษาที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักในอนาคต แนวทางโรคกระดูกพรุนวิธีรักษาแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่

  • แนะนำแนวทางการรักษากระดูกเสื่อมในผู้สูงอายุ อ่านต่อได้ที่ : กระดูกเสื่อมในผู้สูงอายุ รักษา
     

รักษาโรคกระดูกพรุนแบบไม่ใช้ยา

การดูแลกระดูกบางรักษาอย่างไรโดยไม่พึ่งยาเป็นแนวทางแรกที่แพทย์แนะนำควบคู่กับการรักษาด้วยยา ประกอบด้วย

  • เสริม Calcium และ Vitamin D ให้เพียงพอ ผู้ที่อายุ 19–50 ปี ควรได้รับ Elemental Calcium 800 มก./วัน และอายุ 51 ปีขึ้นไปควรได้รับ 1,000 มก./วัน แต่ไม่ควรเกิน 1,500 มก./วัน ส่วน Vitamin D ควรได้รับ 600 IU/วัน สำหรับอายุ 18–70 ปี และ 800 IU/วัน สำหรับอายุ 71 ปีขึ้นไป
  • ออกกำลังกายแบบ Weight-Bearing การเดิน 30–40 นาที/ครั้ง สัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง รำมวยจีน (Tai Chi) หรือการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกและลดความเสี่ยงการหกล้ม
  • ปรับพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยง งดสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่อุดมด้วย Calcium เช่น นม ผักใบเขียว และปลาเล็กปลาน้อย
  • ป้องกันการหกล้ม ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัย ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ และใช้แสงสว่างที่เพียงพอ เนื่องจากการหกล้มเป็นสาเหตุหลักของกระดูกหักในกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ
     

รักษาโรคกระดูกพรุนโดยการใช้ยา

ยารักษาโรคกระดูกพรุนผู้สูงอายุและผู้ที่เข้าเกณฑ์การรักษา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักตามกลไกการออกฤทธิ์ ได้แก่

  • ยาลดการสลายกระดูก (Antiresorptive Agents) : เป็นยารักษากระดูกพรุนกลุ่มแรกที่แพทย์มักเลือกใช้ มีทั้งรูปแบบรับประทาน เช่น Bisphosphonates และ Ibandronate รวมถึงรูปแบบฉีด เช่น Denosumab และ Zoledronic Acid
  • ยากระตุ้นการสร้างกระดูก (Anabolic Agents) เช่น Teriparatide และ Romosozumab ใช้ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังเป็นประจำ มักสงวนไว้สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนรุนแรงหรือมีกระดูกหักซ้ำ เนื่องจากมีราคาสูงและต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด
     

การเลือกยารักษากระดูกพรุนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งค่า T-Score ประวัติกระดูกหัก โรคประจำตัว และความสามารถในการรับยาของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะวางแผนร่วมกับผู้ป่วยเพื่อให้ได้แนวทางกระดูกพรุนรักษาที่ตรงจุดที่สุด


ดูแลตัวเอง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุน การรักษาทำควบคู่กับการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสเกิดกระดูกหักและชะลอการสูญเสียมวลกระดูกได้ดี โดยเฉพาะในผู้ที่เสี่ยงโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุหรือโรคกระดูกเปราะ ซึ่งแนวทางที่แนะนำ มีดังนี้

  • รับประทาน Calcium ให้เพียงพอ เลือกอาหารที่อุดมด้วย Calcium เช่น นมพร่องมันเนย โยเกิร์ต งาดำ ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียว ในปริมาณ 800–1,000 มก./วัน
  • เสริม Vitamin D รับแสงแดดอ่อน ๆ ช่วงเช้า 15–20 นาที/วัน และรับประทานปลาทะเล ไข่แดง หรืออาหารเสริม Vitamin D ตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึม Calcium ได้ดีขึ้น
  • ออกกำลังกายแบบ Weight-Bearing สม่ำเสมอ เดิน วิ่งเบา ๆ หรือฝึก Resistance Training อย่างน้อย 3–5 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที เพื่อกระตุ้นการสะสมมวลกระดูก
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง งดสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และลดเครื่องดื่มที่มี Caffeine สูง เช่น ชาและกาแฟ เนื่องจากขับ Calcium ออกจากร่างกายมากขึ้น
  • ตรวจมวลกระดูกสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเพศหญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือเพศชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ควรตรวจ DXA เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของ Bone Mineral Density อย่างต่อเนื่อง
  • ป้องกันการหกล้ม จัดบ้านให้ปลอดภัย ติดราวจับ ใช้รองเท้าที่มั่นคง และฝึกการทรงตัว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง
     

บทความน่ารู้ ข้อเข่าเสื่อม คืออะไร มีอาการอย่างไรบ้าง : ข้อเข่าเสื่อม


กระดูกพรุนรักษาได้ เริ่มต้นที่การดูแลอย่างถูกวิธี

โรคกระดูกพรุนวิธีรักษาที่ได้ผลดีที่สุดเมื่อตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรม เสริมสารอาหาร หรือใช้ยารักษา ล้วนช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกและลดความเสี่ยงกระดูกหักได้ ดังนั้นอย่ารอให้มีอาการก่อนจึงค่อยพบแพทย์ เพราะภาวะกระดูกพรุนมักไม่แสดงสัญญาณเตือนล่วงหน้า

โรงพยาบาลวิภาวดีมีบริการตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก (DXA) พร้อมทีมแพทย์ด้านออร์โธปิดิกส์ (Orthopedics) ที่พร้อมวินิจฉัยและวางแผนกระดูกพรุนรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประเมินค่า T-Score ไปจนถึงการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล สามารถนัดหมายได้ที่คลินิก กระดูกและข้อ Vibhavadi Hospital หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกได้โดยตรง


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนมีกี่ระยะ

ภาวะกระดูกพรุนแบ่งตามค่า T-Score จากการตรวจ DXA ออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 

  • ระยะปกติ (T-Score ≥ -1.0)
  • ระยะกระดูกบา (T-Score -1.0 ถึง -2.5)
  • ระยะโรคกระดูกพรุน (T-Score ≤ -2.5)
     

โรคกระดูกพรุน ควรกินอะไร

ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนควรเน้นอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย ไข่แดง เต้าหู้ และผักใบเขียว เป็นต้น


References


บทความที่เกี่ยวข้อง