นิ่วในไต นิ่วในทางเดินปัสสาวะ สาเหตุ อาการ และแนวทางรักษา

อาการปวดบั้นเอวร้าวลงท้องน้อย ปัสสาวะขุ่น หรือมีเลือดปน อาจไม่ใช่เพียงอาการปวดเมื่อยทั่วไป แต่เป็นสัญญาณเตือนของ "โรคนิ่วในไต" ที่เกิดจากการสะสมของผลึกแร่ธาตุจนกลายเป็นก้อนแข็งอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะไตอักเสบหรือไตวายเรื้อรังได้ บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจสาเหตุ สัญญาณอันตราย และวิธีรักษาเพื่อปกป้องสุขภาพไตของคุณก่อนจะสายเกินไป


Key Takeaways

  • นิ่วในไตเกิดจากการตกตะกอนของแร่ธาตุในปัสสาวะที่เข้มข้นเกินไปจนเป็นก้อนแข็ง ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปอุดกั้นได้ตลอดระบบทางเดินปัสสาวะ
  • สัญญาณเตือนนิ่วในไต เช่น อาการปวดบิดรุนแรงบริเวณบั้นเอวร้าวไปท้องน้อย ร่วมกับปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีเลือดปน เจ็บแสบ หรือมีไข้หนาวสั่น
  • เทคโนโลยีการรักษานิ่วในไตมีหลากหลาย ตั้งแต่การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL) ไปจนถึงการส่องกล้องเลเซอร์สลายนิ่วที่ทันสมัยและไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลใหญ่
  • การป้องกันนิ่วในไตที่ดีที่สุดคือการดื่มน้ำสะอาดวันละ 2 ลิตร ควบคู่กับการคุมอาหารรสเค็ม โปรตีน และสารออกซาเลต เพื่อลดโอกาสการเกิดนิ่วซ้ำในอนาคต

สารบัญบทความ

นิ่วในไต คืออะไร

อาการนิ่วในไตเป็นอย่างไร

สัญญาณเตือนโรคนิ่วในไต มีอะไรบ้าง

นิ่วในไต เกิดจากอะไร

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่วในไต

วินิจฉัยโรคนิ่วในไต

รักษาโรคนิ่วในไตได้อย่างไร

วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคนิ่วในไต

โรคนิ่วในไต รักษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี (Vibhavadi Hospital)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับนิ่วในไต


นิ่วในไต คืออะไร

นิ่วในไต (Kidney Stones) คือก้อนผลึกของแข็งที่เกิดจากการตกตะกอนของแร่ธาตุและเกลือต่าง ๆ ในปัสสาวะที่เข้มข้นจนเกินไป เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต หรือกรดยูริก โดยก้อนนิ่วเหล่านี้อาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายไปจนถึงก้อนใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ

แม้ชื่อจะระบุว่าอยู่ในไต แต่ก้อนนิ่วสามารถเคลื่อนที่และพบนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้ตั้งแต่กรวยไต ท่อไต ไปจนถึงกระเพาะปัสสาวะ หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่จนอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ จะส่งผลให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงและอาจนำไปสู่การติดเชื้อหรือการทำงานของไตที่เสื่อมลงได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี


อาการนิ่วในไตเป็นอย่างไร

ปวดหลัง ปวดเอว ปวดท้องน้อย ท้องอืด

สัญญาณและอาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคนิ่วในไตมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • อาการปวดบริเวณเอวหรือหลังด้านที่มีก้อนนิ่ว
  • ปวดบริเวณช่องท้องส่วนล่างหรือหลังข้างใดข้างหนึ่ง
  • ปวดท้องน้อยหน่วง ๆ ปวดหลัง
  • รู้สึกหนาวและมีไข้ร่วมด้วย
  • มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน
  • ปัสสาวะมีลักษณะขุ่นหรือปนสีแดง
  • อาจพบเม็ดทรายหรือก้อนนิ่วเล็กๆปนมาในปัสสาวะ
  • มีอาการเจ็บแสบขณะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะบ่อยครั้ง
  • ปัสสาวะได้น้อย
  • มีอาการปวดบิดอย่างรุนแรงในช่องท้องหากนิ่วเคลื่อนตัวไปยังท่อไต
  • เช็กสัญญาณเตือนปวดท้องใต้ชายโครงขวาและไข้สูง สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ : ถุงน้ำดีอักเสบ อาการ

สัญญาณเตือนโรคนิ่วในไต มีอะไรบ้าง

อาการนิ่วในไตมักแสดงออกเมื่อก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนที่หรือเข้าไปอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ หากคุณเริ่มมีนิ่ว อาการผิดปกติดังต่อไปนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

  • ปวดบริเวณบั้นเอวหรือหลัง: มีอาการปวดหลังช่วงเอว ปวดร้าวสะพ้าจากช่วงเอวลงไปถึงท้องน้อย โดยมักเป็นปวดข้างใดข้างหนึ่งตามตำแหน่งที่มีนิ่ว
  • ปวดบีบรุนแรงเป็นระยะ: ลักษณะการปวดจะคล้ายการถูกบีบที่อวัยวะภายใน ปวดรุนแรงเป็นช่วง ๆ สลับกับอาการปวดตื้อ
  • ปัสสาวะผิดปกติ: ปัสสาวะมีเลือดปน (สีชมพู แดง หรือน้ำตาล) หรือรู้สึกเจ็บแสบขณะปัสสาวะ
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร: มีอาการคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากการตอบสนองของเส้นประสาทในช่องท้องต่อการอุดกั้น
  • สัญญาณการติดเชื้อ: หากมีอาการหนาวสั่นและเป็นไข้ร่วมด้วย อาจหมายถึงการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่เป็นภาวะแทรกซ้อนอันตราย
  • สังเกตความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะในวัยเก๋า เพื่อการตรวจพบและรักษาได้ทันท่วงที : มะเร็งต่อมลูกหมาก อาการ

นิ่วในไต เกิดจากอะไร

นิ่วในไตไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของปัจจัยหลายด้านที่ทำให้สารในปัสสาวะเสียสมดุลจนเกิดการตกตะกอนเป็นนิ่ว ดังนี้

  • การดื่มน้ำน้อย ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง ส่งผลให้ผลึกของสารต่างๆ ในปัสสาวะก่อตัว ตกตะกอน และโตขึ้นจนกลายเป็นก้อนนิ่วในไต
  • มีการสะสมของสารบางชนิดในปัสสาวะ เช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต หรือยูริก เป็นต้น ในปริมาณมากเกินไป
  • ท้องอืดแน่นท้องหลังกินของมัน สัญญาณแรกเริ่มของนิ่วที่ขัดขวางการย่อยอาหารของคุณ : นิ่วในถุงน้ำดี อาการเริ่มต้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่วในไต

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่วในไตมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย ได้แก่

  • ปัจจัยทางพันธุกรรมผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นนิ่วในไตมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติ
  • เพศและช่วงอายุโรคนิ่วในไตมักพบได้บ่อยในเพศชายมากกว่าอาการเป็นนิ่วผู้หญิง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุระหว่าง 30-60 ปี
  • ดื่มน้ำน้อยทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง ทำให้สารต่าง ๆ โดยเฉพาะแคลเซียมตกตะกอนกลายเป็นเม็ดนิ่วได้ง่ายขึ้น
  • กินอาหารที่มีแคลเซียม โปรตีน น้ำตาลหรือโซเดียมสูงมีโอกาสในการเกิดโรคนิ่วในไตได้มาก โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
  • การเป็นโรคประจำตัวบางชนิด เช่น ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ โรคเกาต์ โรคลำไส้อักเสบ โรคอ้วน หรือโรคเบาหวาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วได้
  • กลั้นปัสสาวะนานๆเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจส่งผลให้เกลือแร่ในปัสสาวะตกตะกอนได้มากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสในการเกิดก้อนนิ่วในไตได้
  • ไม่ค่อยออกกำลังกายหรือขยับร่างกายทำให้ร่างกายไม่สามารถขับแร่ธาตุออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การกินยาบางชนิดเช่น วิตามินซีในปริมาณมากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ยาเม็ดแคลเซียม ยาต้านไวรัสเอดส์ (Indinavir) หรือยาแก้ลมชัก

วินิจฉัยโรคนิ่วในไต

หากมีอาการที่บ่งชี้ว่าอาจเป็นนิ่วในไต ควรรีบเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินอาการในทันที การวินิจฉัยนิ่วในไตจำเป็นต้องใช้หลายวิธีร่วมกันในการระบุขนาด ตำแหน่ง และชนิดของนิ่ว เพื่อให้วางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับอาการผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีขั้นตอนการวินิจฉัยดังนี้

  • ซักประวัติผู้ป่วยเช่น ตำแหน่งที่ปวด อาการปวด ประวัติสุขภาพ รวมทั้งตรวจสอบปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
  • ตรวจร่างกายเพื่อประเมินอาการในเบื้องต้น
  • ตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจสอบว่ามีเม็ดเลือดแดง หรือมีการติดเชื้อหรือไม่ หากพบเม็ดเลือดแดงปนมาในปัสสาวะปริมาณมาก อาจสันนิษฐานได้ว่ามีนิ่วในไต
  • ตรวจเลือดเพื่อวัดระดับแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือด รวมทั้งสารอื่นๆที่บ่งชี้ความเสี่ยงของการเกิดนิ่ว
  • การตรวจต่าง ๆ เพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ช่องท้อง การอัลตราซาวนด์ตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูอวัยวะและความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ หรือการถ่ายภาพรังสีไตโดยใช้สารทึบรังสี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย
  • ไขข้อข้องใจอาการแสบขัดและหนองไหลในผู้ชาย พร้อมแนวทางการรักษาให้หายขาด : ท่อปัสสาวะอักเสบ ผู้ชาย

รักษาโรคนิ่วในไตได้อย่างไร

เป็นนิ่วในไต ห้ามกินอะไร

ปวดท้องน้อย ปวดหลัง ฉี่บ่อย ตกขาว เป็นสัญญาณนิ่วในไตที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งส่งผลให้เนื้อเยื่อไตเกิดความเสียหาย ไตเสื่อม อาการกรวยไตอักเสบ และเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง หากรุนแรงมากอาจต้องทำการปลูกถ่ายไตหรือเปลี่ยนไตในอนาคตได้ โดยการรักษานิ่วในไตทำได้หลายวิธี ดังนี้

  • การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ในกรณีที่ก้อนนิ่วมีขนาดเล็กมาก หลุดออกจากร่างกายได้เอง แพทย์อาจแนะนำให้ดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อช่วยขับนิ่วออกมาพร้อมปัสสาวะ โดยอาจสั่งจ่ายยาที่ช่วยกระตุ้นการขับนิ่ว หรือยาสลายนิ่วตามความเหมาะสม
  • การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก(Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy: ESWL) โดยใช้คลื่นเสียงความถี่ต่ำพลังงานสูงส่งผ่านผิวหนังเข้าไปทำให้ก้อนนิ่วแตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ และขับออกมาทางปัสสาวะ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีบาดแผล เหมาะสำหรับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร
  • การส่องกล้องสลายนิ่ว (Ureteroscopy) เป็นวิธีการรักษานิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร แพทย์จะผ่าตัดส่องกล้องขนาดเล็กสอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและท่อไต เพื่อเข้าถึงก้อนนิ่วแล้วทำให้ก้อนนิ่วแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ด้วยเลเซอร์ จากนั้นจึงขับออกมาทางปัสสาวะ
  • การผ่าตัดนิ่วในไต(Percutaneous Nephrolithotomy: PCNL) ในกรณีที่ก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ มีรูปร่างซับซ้อน หมอศัลยกรรมเจาะรูขนาดเล็กขนาดนิ้วชี้บริเวณหลังของผู้ป่วยเข้าไปในไต จากนั้นสอดเครื่องมือเพื่อทำให้นิ่วแตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วดูดหรือคีบออกมา

วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรคนิ่วในไต

การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นกุญแจสำคัญในการลดการตกตะกอนของแร่ธาตุในระบบทางเดินปัสสาวะและป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อเจือจางความเข้มข้นของปัสสาวะ
  • ลดอาหารเค็มจัด (โซเดียมสูง) โปรตีนจากเนื้อสัตว์ และน้ำตาลฟรุกโตส เพื่อลดสารก่อก้อนนิ่ว
  • ไม่กินอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพราะอาจทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงและตกตะกอนในปัสสาวะได้
  • กินโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากการกินโปรตีนในปริมาณที่มากเกินไปจะเพิ่มสารยูริกในปัสสาวะได้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที ช่วยลดโอกาสการเกิดนิ่ว และยังอาจช่วยให้นิ่วขนาดเล็กหลุดออกมาได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ เพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะและเพิ่มโอกาสการเกิดตะกอนของเกลือแร่ซึ่งนำไปสู่การเป็นนิ่วได้
  • กินวิตามินหรืออาหารเสริมในปริมาณที่พอดี
  • ลดอาหารที่มีออกซาเลตสูง ได้แก่ ผักโขม หน่อไม้ ถั่วชนิดต่างๆ ช็อกโกแลต ชาเข้มข้น โกโก้ ไอศกรีม เป็นต้น
  • ลดการกินอาหารเสริมแคลเซียม หันมากินอาหารที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมแทน เช่น นม ชีส เป็นต้น
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่โดยเฉพาะผักและผลไม้
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นนิ่วในไต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง

โรคนิ่วในไต รักษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี (Vibhavadi Hospital)

โรคนิ่วในไตเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม พฤติกรรมการดื่มน้ำน้อย และการกินอาหารรสจัด ซึ่งส่งผลให้เกิดการสะสมของผลึกแร่ธาตุในทางเดินปัสสาวะ แม้ในระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่จะสร้างความเจ็บปวดรุนแรงและทำลายเนื้อเยื่อไตได้ การตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ และการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาและป้องกันโรคอย่างยั่งยืน

หากคุณมีอาการปวดหลังหรือปัสสาวะผิดปกติ โรงพยาบาลวิภาวดีพร้อมดูแลคุณด้วยแผนกศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะที่ครบวงจร เรามีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย ทั้งการสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL) และการส่องกล้องสลายนิ่วด้วยเลเซอร์ (Ureteroscopy) โดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการรักษาที่แม่นยำ แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว ให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีสุขภาพไตที่ดีอีกครั้ง


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับนิ่วในไต

ผ่าตัดนิ่วในไต พักฟื้นกี่วัน

การส่องกล้องใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล 1-2 วัน และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ภายใน 1 สัปดาห์ หากเป็นการผ่าตัดเปิดอาจใช้เวลานานกว่านั้น

นิ่วในไต หายเองได้ไหม

นิ่วขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร อาจหลุดออกมาพร้อมปัสสาวะเองได้โดยการดื่มน้ำมาก ๆ แต่หากก้อนใหญ่กว่านั้นมักต้องใช้ยาหรือการผ่าตัดช่วย

นิ่วในไต อันตรายไหม

อันตรายหากอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ เพราะจะทำให้ไตบวมน้ำ อักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรังได้หากไม่รักษาทันที

กรวยไตอักเสบ ห้ามกินอะไร

ควรเลี่ยงอาหารโซเดียมสูง อาหารรสจัด เนื้อแดง และแอลกอฮอล์ เพื่อลดภาระการทำงานของไต และควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อขับเชื้อโรค

ปวดท้องข้างขวา ร้าวไปหลัง เป็นนิ่วไหม

มีโอกาสสูง อาการปวดบิดร้าวไปหลังหรือท้องน้อยเป็นสัญญาณเด่นของนิ่วในไตหรือท่อไต ควรรีบพบแพทย์เพื่ออัลตราซาวด์ยืนยัน

ปวดไต ปวดตรงไหน

มักปวดบริเวณบั้นเอวหรือสีข้างใต้ชายโครงด้านหลัง อาจปวดเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรอยโรคหรือก้อนนิ่ว

นิ่วในไต รักษาหายไหม

รักษาหายขาดได้หลายวิธี เช่น การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทกหรือการผ่าตัดส่องกล้อง แต่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากไม่ปรับพฤติกรรมการกิน

นิ่วในไตอันตรายไหม

นิ่วในไตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งส่งผลให้เนื้อเยื่อไตเกิดความเสียหาย ไตเสื่อม และเกิดภาวะไตวายเรื้อรังในอนาคตได้

กินอะไรช่วยสลายนิ่ว

การกินอาหารบางชนิดช่วยลดความเสี่ยงและกระตุ้นให้เกิดการขับนิ่วในไตได้ เช่น การดื่มน้ำให้เพียงพอ การกินอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักและผลไม้ต่างๆ ถั่ว เมล็ดธัญพืช เป็นต้น

คนเป็นเป็นนิ่วในไต ห้ามกินอะไรบ้าง

ผู้ที่เป็นนิ่วในไตควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดออกซาเลตสูง เช่น ช็อกโกแลต หน่อไม้ ผักบางชนิด อาหารที่มีโซเดียมและน้ำตาลสูง อาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์ อาหารเสริมแคลเซียมที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ

สามารถตรวจคัดกรองนิ่วในไตได้ไหม

ตรวจคัดกรองนิ่วในไตได้ด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี โดยการตรวจปัสสาวะปัสสาวะเพื่อดูว่ามีเม็ดเลือดแดงปนออกมาหรือไม่ และสามารถตรวจเพิ่มเติมด้วยการเอกซเรย์หรืออัลตราซาวนด์ระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อตรวจดูว่ามีก้อนนิ่วหรือไม่

ยาสลายนิ่วมีอะไรบ้าง

ยาสลายนิ่วที่มีอยู่ในประเทศไทย ได้แก่ Acalka® (potassium citrate), Uralyt-U® (ใน 2.5 g ประกอบด้วย K Na hydrogen citrate 2.4 g equivalent to K 11mEq, Na 11 mEq, citrate 27 mEq)


References

รีวิวจากคนไข้

“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”

สอบถามรายละเอียดและนัดหมายล่วงหน้าที่

02-058-1111

02-561-1111


ทีมแพทย์นิ่วในไต นิ่วในทางเดินปัสสาวะ สาเหตุ อาการ และแนวทางรักษา